สวัสดีค่ะ วันนี้มารีวิวและสรุปหนังสือ เห็นว่าเล่มนี้มีประโยชน์พอสมควรค่ะ เลยเอามาแชร์ ซึ่งจริงๆเราเขียนเพื่อโน็ตไว้อ่านเองด้วย และไหนๆก็ไหนๆแล้วก็เลยเขียนเป็นบล็อคเลยดีกว่า ในโอกาสที่อยากทบทวนเนื้อหาที่อ่านไปและใจความสำคัญในหนังสือจะได้มาค้นในเว็บได้ค่ะ นอกจากนี้เนื่องจากเราเขียนเก็บไว้อ่านเอง สำนวนจึงผ่านการรีไรท์ในความเข้าใจของเรามาแล้ว และนำมาอธิบายเฉพาะประเด็นที่น่าสนใจเท่านั้น

25570704-114758-42478631.jpg

สำหรับหนังสือเล่มนี้พิมพ์โดยสำนักพิมพ์อมรินทร์ เป็นหนังสือที่ชาวเกาหลีเขียนค่ะ ชื่อผู้เขียนคือ ซองฮกเพียว แปลโดยคุณภัททิรา จิตต์เกษม ซึ่งหนังสือที่พิมพ์โดยสำนักพิมพ์นี้การันตีได้ว่าเป็นหนังสือคุณภาพประมาณหนึ่ง ทั้งนี้ในการเขียนเอนทรี่นี้ เราต้องอ่านหนังสือถึงสองรอบเพื่อสรุปใจความสำคัญที่มีอยู่ในหนังสือค่ะ

คุณซองฮกเพียวนั้นมีประสบการณ์ในทำงานหลายอย่างด้วยกันค่ะ เมื่อเรียนจบมหาวิทยาลัย เขาทำงานเป็นเลขาส.ส. และออกจากวงการเมืองมาเมื่อพบว่าวงการเมืองมีแต่เรื่องไม่สะอาด และเขาได้เป็นผู้บริหารระดับสูงของซัมซุง แล้วก็ออกจากซัมซุงไปเป็นซีอีโอของบริษัทโพสโค จนกระทั่งช่วงหลังเขาได้ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยและบาทหลวงในที่สุดค่ะ ซึ่งประมาณกลางๆเรื่องนั้น คุณซองฮกเพียวจะบอกว่า ถ้าเขาทำงานที่ได้เงินมากๆ จิตใจเขาจะรู้สึกว่างเปล่า แต่ถ้าเขาทำงานที่เติมเต็มจิตใจตนเอง งานนั้นจะไม่ได้เป็นงานที่รายได้ดี ในชีวิตเขาผ่านงานมามากมาย จนถึงจุดที่ว่าเขาได้พอใจในชีวิตตนเองประมาณหนึ่งที่สัมผัสได้จากการเขียนงานของเขา เป็นงานเขียนเชิงบวกที่สร้างกำลังใจในการดำเนินชีวิตค่ะ

สำหรับบทแรกจะพูดถึงเด็กชายคนหนึ่งที่ถูกส่งเข้าโรงพยาบาลจิตเวช เนื่องจากตอนที่เขาอยู่โรงเรียน ครูสั่งให้วาดภาพ แต่เด็กคนนี้กลับใช้ดินสอสีดำ ฝนลงไปบนกระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่า และไม่หยุดฝน ทางครูจึงพาเด็กคนนี้ไปโรงพยาบาล เพราะนึกว่าเด็กคนนี้เพี้ยนไปแล้ว เมื่อไปถึงโรงพยาบาลเด็กก็ยังไม่หยุดวาดภาพจนกระทั่งผู้ใหญ่มารู้ทีหลังว่า ภาพที่เด็กคนนี้วาด เมื่อนำมาต่อกันจะได้ปลาวาฬสีดำขนาดใหญ่ค่ะ ซึ่งเรื่องนี้มาจากโฆษณาในเกาหลีใต้โฆษณาหนึ่ง

คุณซองฮกเพียวบอกว่า เขาไม่รู้หรอกว่าคุณเจอกับอะไรมาบ้างในชีวิต ถ้าคุณอยู่ในช่วงมืดมนของชีวิต ขอให้รู้ว่านั่นเป็นเพียงส่วนนึงของภาพปลาวาฬขนาดใหญ่ ถ้าคุณพยายามไปเรื่อยๆภาพปลาวาฬของคุณจะสมบูรณ์ ซึ่งคอนเซปต์นี้ก็คือหนังสือเล่มนี้นั่นเอง ก็คือแต่ละส่วนของชีวิตของแต่ละคน มันมาจากการเริ่มต่อจากภาพเล็กๆไปจนใหญ่ขึ้นๆและเป็นภาพที่สมบูรณ์

สถาบันวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและเยลได้ทำการทดลอง หาว่า เป้าหมายระยะยาวสามารถทำให้ความฝันเป็นจริงและมีความสุขหรือไม่ ปรากฏว่า ผลการทดลองออกมาคือ 3% เป็นชนชั้นสูงที่อยู่อย่างสบาย 10%เป็นชนชั้นกลาง 60%ชนชั้นกลางที่ใช้ชีวิตอย่างเหน็ดเหนื่อยและมีหนี้ 27% ต้องได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล นอกจากนี้การทดลองยังติดตามไปดูผลของชนชั้นสูงและชนชั้นกลางเหล่านั้นว่ามีอะไรแตกต่างกัน ปรากฏว่าชนชั้นสูงมีการวางแผนชีวิตด้วยการเขียนลงไปให้อยู่ในรูปเอกสาร ส่วนชนชั้นกลางมีเป้าหมายแต่ไม่ได้เขียนลงไปค่ะ

ซึ่งคนที่มีการเขียนเป้าหมายลงไปนั้นจะมีแรงจูงใจในการทำความฝันของตัวเองให้เป็นจริงมากกว่าคนที่ไม่ได้เขียนเป้าหมายลงไปในกระดาษซึ่งสิ่งนี้นั่นเองที่เรียกว่าบิ๊กพิคเจอร์หรือภาพใหญ่ของชีวิต

ร็อคกี้เฟลเลอร์ มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยมาจากธุรกิจน้ำมัน เขาเรียนไม่จบมหาวิทยาลัย ในยุคศตวรรษที่ 20 นั้นเขาเริ่มเป็นหนุ่ม ตอนนั้นธุรกิจใหญ่ๆมีไม่กี่อย่างนั่นก็คือ ธนาคารและ รางรถไฟ ซึ่งร็อคกี้เฟลเลอร์ไม่ดูกิจการที่เล็กๆเลยเพราะเขารู้อยู่แล้วว่า วันหนึ่งเขาจะต้องเป็นเจ้าของบริษัทขนาดใหญ่ให้ได้ เขาได้ทุ่มเทพลังงานทั้งหมดไปกับการหางาน สุดท้ายได้งานทำที่บริษัทส่งของ เขาได้อดทนและอดออมจนกระทั่งมีเงินเก็บจำนวนหนึ่ง และได้ไปร่วมลงทุนกับโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งในขณะนั้นยังเป็นเรื่องใหม่อยู่ ในที่สุดเขาร่ำรวยจนได้ฉายาว่า “ราชาแห่งน้ำมันดิบ”

มีชายคนหนึ่งเขามักจะไปตกปลาที่ริมแม่น้ำ และทุกครั้งเขาจะจับได้ปลาตัวใหญ่ประมาณ 20 เซ็น แต่มีอยู่วันหนึ่งเขาจับปลาได้ขนาด 30 เซ็น เขากลับปล่อยไป จนคนที่อยู่บริเวณนั้นสงสัยว่าจับปลาแล้วปล่อยทำไม ปรากฏว่าชายคนนั้นตอบว่าหม้อที่เขาเอามาขนาดเล็กเกินที่จะใส่ปลาตัวนั้น คุณซองเขาบอกว่าก็เหมือนกันกับคนเรา ถ้าคนอื่นทำเรื่องนั้นไม่ได้ เราก็คิดว่าเราอาจจะทำไม่ได้เหมือนกัน ทั้งๆที่จริงๆปัญหาเรื่องนี้ ขนาดหม้อใส่ปลาก็คือขนาดความคิดและจิตใจเรานั่นเอง ส่วนปลาก็คือสิ่งที่เราต้องการ เพราะฉะนั้น เราต้องคิดก่อนว่าเราคู่ควรกับสิ่งที่เราอยากได้ในชีวิต

คุณซองได้ให้ความหมายของบิ๊กพิคเจอร์เอาไว้ว่า มันคือ คำตอบของคำถามที่ว่า เรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร,แก่นแท้ของงานนี้คืออะไร และเป็นการรวมเอาจุดเชื่อมต่างๆในชีวิตเข้าด้วยกัน โดยบิ๊กพิคเจอร์หรือภาพขนาดใหญ่ประกอบไปด้วย

B-big picture เป็นภาพรวมของชีวิต ซึ่งคล้ายๆกับเป้าหมายในชีวิตขนาดใหญ่ เพื่อที่จะกำหนดลงไปว่าเราจะต้องทำอะไรบ้างให้ไปสู่จุดหมายนั้นๆได้ ซึ่งสิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ คุณค่าเชิงนามธรรม คนไม่ใช่สัตว์อื่นๆที่ดำรงชีวิตไปตามสัญชาติญาณ หิวล่า อิ่มนอน คนต้องการทำในสิ่งที่มีคุณค่าต่อตัวเองและสังคมที่เราอยู่ บิ๊กพิคเจอร์จึงเป็นเหมือนหลักชัยในชีวิตของคนแต่ละคน

I-individual picture ภาพส่วนบุคคล ส่วนนี้เป็นเป้าหมายที่เราจะต้องทำในเวลานั้นๆเพื่อให้บรรลุเป้าหมายใหญ่ ซึ่งในจุดนี้คุณอาจจะทำในสิ่งที่ต้องทำเพื่อทำในสิ่งที่อยากทำทีหลัง อธิบายตามความเข้าใจของเราก็คือ ถ้าคุณอยากเป็นเจ้าของร้านกาแฟ คุณก็อาจจะต้องทำงานกินเงินเดือนเพื่อเก็บเงินสักพัก เสร็จแล้วก็ค่อยเปิดร้านเมื่อพร้อม เจ้าของร้านกาแฟคือภาพใหญ่ ส่วนการทำงานกินเงินเดือนเป็นสิ่งที่เราต้องทำเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้นๆ

G-group ภาพรวมแบบกลุ่ม เมื่อเราทำเป้าหมายเล็กๆหรือเป้าหมายย่อยๆสำเร็จ ก็จะมีคนรอบๆตัวเรา เช่น ครอบครัว,เพื่อนในบริษัท ซึ่งเราสามารถขยายส่วนนี้ไปยังคนรอบข้างเราได้ ผ่านการทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน เช่น เรายกตัวอย่างให้ฟังค่ะสมมติคุณชอบวาดรูป แต่คุณทำงานในบริษัทที่ไม่เกี่ยวข้องกับการวาดรูปเลย คุณอ่านหนังสือ mindmap ของโทนี่ บูซาน (เป็นการสรุปย่อของสิ่งต่างๆให้อยู่ในรูปแผนภาพ ซึ่งจะมีการเขียนโน็ตด้วยการวาดรูป)แล้วก็เกิดไอเดียว่า ถ้าเพื่อนร่วมงานหรือครอบครัวรู้เรื่องนี้น่าจะดี คุณจึงจัดอบรมเรื่องนี้ขึ้นมา ถือว่าภาพรวมแบบกลุ่มได้บรรลุค่ะ

P-piece picture เป็นภาพเล็กๆที่ประกอบกันเป็นภาพใหญ่ๆ โดยเราจะต้องแบ่งการกระทำเป็นส่วนย่อยๆที่เราสามารถวัดผลได้ และมีการกระทำที่แน่นอนชัดเจน เช่น ภาพใหญ่อาจจะเป็น “มีรูปร่างที่ดีสมส่วน” แล้วคุณก็คิดว่าต้องลดน้ำหนักอีกประมาณ 10 กิโล เพราะฉะนั้นคุณก็จะต้องกำหนดว่าต้องทำอะไรบ้างในแต่ละวัน เช่น ซิทอัพ 30 ครั้ง วิ่งวันละ1 ชั่วโมง เป็นต้นค่ะ

คนเกาหลีใน 100,000 คน มีคนฆ่าตัวตายถึง 33.8 คน ปัญหาส่วนมากก็คือ คนเหล่านั้นขาดเหตุผลที่เขาจะชีวิตอยู่ค่ะ ซึ่งเป็นปัญหาในประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนมาก โดยเมื่อคนรู้สึกเติมเต็มในวัตถุ แต่ไม่เติมเต็มในจิตใจ นี่คือเหตุผลที่ดาราดังบางคนฆ่าตัวตาย อย่างมาริลีน มอนโร เป็นต้น แม้เขาจะได้ชื่อว่าเป็นคนที่สำเร็จในชีวิต เช่น ได้เป็นคนดัง แต่ก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกว่าจะอยู่บนโลกนี้ไปเพื่ออะไร โดยการจะหาเป้าหมายในการดำเนินชีวิต เราต้องใช้คำถาม 5W 1H ก็คือ
why(เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร),who(ใครคือเจ้าของความฝัน),when( จะทำเมื่อไร),where(จะทำที่ไหน),what(จะทำอะไร) และ how(จะทำอย่างไร)

บิคพิคเจอร์นั้นต่างจากเป้าหมายธรรมดาอยู่สามอย่าง หนึ่งก็คือ คนที่วาดบิคพิคเจอร์นั้นคือคนที่ก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ได้ โดยความยิ่งใหญ่ในที่นี้ ไม่ได้หมายความถึงด้านกายภาพอย่างเดียว แต่หมายถึงด้านจิตใจด้วย ซึ่งในบางครั้งอาจจะมีทั้งคนที่ไปถึงและไม่ได้ไปถึงความฝันที่เขาได้จินตนาการเอาไว้ แต่คนที่ไม่เคยแม้แต่จะคิดก็จะไม่มีทางเข้าสู่จุดหมายนั้นได้แน่นอน เหมือนกับการถูกหวยก็ต้องซื้อลอตเตอรี่ก่อนนั่นเองค่ะ

บริษัทดูปองค์ได้เปิดไทม์แคปซูลที่ฝังเอาไว้เมื่อบริษัทมีอายุครบ 150 ปี และ 50 ปีผ่านไปเป็นปี 2002 โดยที่ไทม์แคปซูลมีข้อความเขียนว่า “ใครจะเป็นคนเปิดไทม์แคปซูลนี้ในอีก 50 ปีข้างหน้า” โดยที่คนที่เปิดไทม์แคปซูลนี้เมื่อเวลาผ่านไปเขาได้กลายเป็นผู้บริหาร เราจึงสามารถสังเกตได้ว่าบริษัทขนาดใหญ่อย่างดูปองค์ ยังต้องมีเรื่องของการวางเป้าหมายในระยะยาวพอสมควร จึงสามารถทำให้บริษัทผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายหรือช่วงเวลาที่ดีนานถึงประมาณหลักร้อยปี

โดยที่บริษัทจะมีการขยายตัวจากอุตสาหกรรมเคมีไปจนถึงอุตสาหกรรมอื่นๆรวมไปถึงการทำให้บริษัทสามารถขยายขอบเขตไปสู่ประเทศอื่นๆอย่างเช่น จีน อินเดีย รัสเซีย และยุโรป โดยที่ดูปองค์นั้นตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ บริษัทจึงมี big picture หรือภาพใหญ่ว่าจะต้องเป็นบริษัทที่นำเสนอเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้แก่มนุษย์ จึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงองค์กรขนานใหญ่ จนทำให้บริษัทอยู่มาได้ในระยะเวลาที่นานเป็นหลักสิบหลักร้อยปี

เมื่อเราต้องการสร้างบิคพิกเจอร์นั้น เราจะต้องกำหนดก่อนว่า เราจะทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไรค่ะ โดยส่วนมากแล้วเด็กจบใหม่ๆในยุคนี้ เรื่องง่ายๆที่ไม่ต้องสังเกตุมากก็คือ เด็กในยุคนี้ หรือ วัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้นก็ตาม โดยส่วนมากแล้วมีความต้องการในชีวิตหลักๆอยู่ไม่กี่อย่าง ได้แก่ มีความรัก,อยากมีชื่อเสียง,ประสบความสำเร็จ,มีสุขภาพดี ในหนังสือได้กล่าวไว้ว่า คุณต้องสามารถตอบได้ในเรื่องที่คุณเลือกให้เป็นบิคพิกเจอร์ของตัวเอง

เช่น ถ้าคุณอยากรวย ทำไมคุณถึงต้องรวยเป็นคำถามที่คุณต้องสามารถตอบได้ คุณอาจจะต้องถามตัวเองไปเรื่อยๆว่า คุณอยากรวยเพราะอยากให้ครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หรือคุณอยากรวยเพื่อที่คุณจะได้ช่วยเหลือสังคมได้มากขึ้น อันนี้คือภาพใหญ่ที่คุณต้องยึดถือเอาไว้ค่ะ

คุณมาซาโยชิ ซน เป็นเจ้าของบริษัทซอฟท์แบงค์ บริษัทที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในญี่ปุ่น เขาได้ปฏิญาณกับตัวเองและลูกน้องที่มีอยู่ไม่กี่คนในตอนแรกที่ตั้งบริษัทว่า เขาจะต้องทำบริษัทนี้ ให้เป็นบริษัทที่มีมูลค่ากว่าหมื่นล้านให้ได้ภายในเวลา 5 ปี,มีมูลค่า 5หมื่นล้านในเวลา 10 ปี และมีมูลค่าล้านล้านในสักวันหนึ่ง ดังนั้นการตั้งเป้าหมายที่ดีคือ ควรเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย คือทำได้ไม่ง่ายและไม่ยากจนเกินไป คืออยู่ระดับกลางๆนั่นเองค่ะ

นอกจากนี้มาดูเป้าหมายของ ประธานมาซาโยชิดู เขาบอกว่าเริ่มต้นอายุ 20 จะเป็นวัยที่ทำให้คนรู้จักชื่อ วัย 30 คือวันที่รวบรวมทุนเพื่อสร้างฝัน วัย 40 จะต่อสู้เพื่อชนะ วัย 60 จะส่งมอบอำนาจให้ผู้บริหารยุคต่อไป นั่นก็คือ เรามีภาพใหญ่อยู่แล้วก็จริง แต่เวลาทำเป้าหมายนั้นๆให้สำเร็จ จะต้องแบ่งเป็นเป้าหมายเล็กๆที่สามารถทำได้ง่ายกว่าในระยะเวลาสั้นๆ พี่คิดว่าตรงนี้มันเหมือนเวลาเล่นเกมอะไรก็ตาม เราก็เล่นไปเรื่อยๆ เซฟไปเรื่อยๆ และเล่นให้ผ่านทีละด่านก่อน และระดับความยากจะสูงขึ้นๆ แต่เมื่อเรามีความเคยชินแล้ว มันก็จะไม่ยากขนาดนั้นค่ะ

เราควรสร้างบิกพิคเจอร์โดยที่สร้างจากเป้าหมายในการมีชีวิตอยู่ มากกว่าการสร้างบิคพิกเจอร์จากการที่วิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็งตัวเอง โดยที่คุณต้องคอยเปลี่ยนจุดอ่อนให้เป็นจุดแข็ง โดยที่คนส่วนมากที่ไม่สามารถทำความฝันให้เป็นจริงได้เพราะว่าเขามีความฝันที่อาจจะแย่หรือไม่ดี เช่น อยากเป็นมาเฟียในญี่ปุ่นอะไรแบบนี้ ในหนังสือกล่าวไว้ว่าคุณต้องคิดถึงความหมายในการมีชีวิตอยู่ของคุณ ว่ามันคืออะไรกันแน่?คุณจึงจะสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างถูกต้อง สิ่งนั้นแหละที่เรียกว่าบิคพิกเจอร์

ต่อมาคุณชอนก็กล่าวอีกว่า ถ้าคุณอยากจะเก่งเรื่องไหนๆก็ตาม ให้หาตัวคนที่เก่งเรื่องนั้นๆหรือได้อับดับ top ทุกครั้ง หรือถ้าน้องเป็นเด็กมหาวิทยาลัย ให้น้องพยายามดูเพื่อนที่เก่งๆในการเรียน ว่าเขามีวิธีการเรียนอย่างไร ซึ่งพี่จะบอกว่า เพื่อนๆที่เก่งๆนั้น ทำทุกอย่างเกือบจะคล้ายๆกัน เช่น อ่านหน้งสือก่อนจะสอบล่วงหน้านานๆ ตั้งใจเรียนในโรงเรียน และอาจจะเรียนพิเศษนอกบ้านเท่าที่จำเป็น

ซึ่งเป็นสิ่งที่น้องอาจจะรู้อยู่แล้ว แต่ไม่ทำ มันเหมือนกับการควบคุมอาหารในการลดน้ำหนัก เรารู้แทบทุกคนว่ากินอะไรทำให้อ้วน ทำไมจึงอ้วน แต่ปรากฏว่าคนอ้วนก็ยังคงมีอยู่ทั่วๆไป นั่นก็คือการรู้อย่างเดียวมันไม่ได้ทำให้เกิดอะไรที่เปลี่ยนแปลงชีวิตน้องขึ้นมา

เวลาในการทำเป้าหมายต่างๆในชีวิตของเรานั้นมีเวลาจำกัด เราไม่สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างในโลกใบนี้ให้เป็นจริงได้ เพราะฉะนั้นเราควรเลือกประเด็นที่สอดคล้องกับความต้องการของเราจริงๆดีกว่ามัวเสียเวลาไปกับสิ่งอื่นๆที่ไม่ได้มีผลต่อบิคพิกเจอร์ หรือสิ่งที่มีผล แต่มีผลน้อย โดยเราจะต้องถามตัวเองว่าพฤติกรรมและการกระทำของเราในขณะปัจจุบันได้สอดคล้องกับเป้าหมายหรือเหตุผลในการมีชีวิตอยู่ของคุณหรือไม่

และคุณต้องจัดลำดับความสำคัญในแต่ละวัน ว่าจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อที่จะทำให้บิคพิกเจอร์ของเราเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เนื่องจากคุณต้องใช้เวลาไปกับสิ่งที่สำคัญในการทำให้เป้าหมายเป็นจริง คุณอาจจะต้องเสียเวลาในส่วนนั้นๆที่คุณเลือกที่จะทำ หรือไม่ทำสิ่งไหนก็ตามค่ะ

พลังทั้งห้าในการทำให้บิคพิกเจอร์ของเรานั้นเป็นจริงขึ้นมาได้แก่ มุมมอง ก็คือเราต้องมองลึกๆลงไปข้างในตัวเองว่าเราเป็นคนอย่างไร มีข้อดีข้อเสียอย่างไรค่ะ อย่างที่สองคือ เป้าหมาย นั่นก็คือ สิ่งที่เราต้องค้นหาในการดำเนินชีวิต ว่าเราอยากจะทำอะไรหรืออยากจะเป็นอะไรในชีวิตนี้ อย่างที่สามคือการจัดการ เนื่องจากการแพทย์เจริญก้าวหน้ามาก คนเราจะสามารถอยู่ได้อีกนานหลายปี เราต้องดูว่าเราจะต้องจัดการเรื่องส่วนตัวกับเรื่องงานอย่างไร ให้บรรลุเป้าหมายทั้งสองด้าน อย่างสุดท้ายคือการสื่อสาร เนื่องจากมนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม การทำให้เป้าหมายบรรลุได้ เราจำเป็นจะต้องติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น เนื่องจากเราไม่ได้อยู่คนเดียวในโลก เป้าหมายบางอย่างจำเป็นต้องใช้ connection หรือเครือข่ายคนรู้จักของเรา ในการทำให้เป้าหมายนั้นๆสำเร็จ

ซึ่งเมื่อเราเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว ต้องออกสู่โลกกว้าง ไม่มีอะไรการันตีว่า หน้าที่การงานที่เราทำอยู่ จะคงอยู่ตลอดไป เทคโนโลยีก้าวหน้ามาก บางครั้งอาจจะทำให้บางอาชีพหายไปเลยก็ได้ค่ะ เพราะฉะนั้นในขณะที่เราเป็นวัยรุ่นหรือหนุ่มสาว เราควรจะมองภาพรวมของชีวิต ซึ่งก็คือบิคพิกเจอร์ว่ามันคืออะไรกันแน่ คุณซองฮกเพียงกล่าวว่า “การหางานที่เป็นตัวเองมากที่สุดแล้วจดจ่ออยู่กับมันคือการใช้ชีวิต”ค่ะ คล้ายกับก่อนที่สถาปนิกจะสร้างบ้านต้องมีแบบแปลนก่อนแล้ววิศวกรหรือผู้รับเหมาเป็นฝ่ายทำให้แปลนที่อยู่ในกระดาษให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง

วิธีในการทำให้ความฝันนั้นเป็นจริงขึ้นมาก็คือเราต้องตั้งเป้าหมายแล้วจดจ่ออยู่กับมัน โดยสร้างรายการความฝันขึ้นมา ก็คือให้หากระดาษหรือสมุดโน็ตที่เราสามารถพกติดตัวไปได้ แล้วเขียนรายการความฝันที่เราอยากได้ หรืออยากเป็นในชีวิตนี้ขึ้นมาโดย Brian Tracy นักเขียนชื่อดังกล่าวว่า ถ้าเราทำตามเป้าหมายและปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง ภายในระยะเวลา 2 ปีชีวิตเราจะเปลี่ยนไป โดยที่การกระทำใดๆก็ตาม ถ้าเราต้องการจะสร้างสิ่งนั้นๆให้เป็นนิสัยของเรา เราต้องทำอย่างต่อเนื่อง 21 วันค่ะ ซึ่งในการพัฒนาเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ในการทำสิ่งต่างๆนั้น เราจะต้องสร้างประสบการณ์ใหม่ๆในการดำเนินชีวิต เช่น การดูภาพยนตร์ อ่านการ์ตูนเรื่องใหม่ๆ ดูงานคนอื่นๆ ออกไปท่องเที่ยว ซึ่งประสบการณ์เหล่านั้นมันจะหล่อหลอมตัวเราให้เป็นแบบที่เราอยากเป็นค่ะ

ในญี่ปุ่นนั้นมีเบียร์ 2 ยี่ห้อที่ดังมาก ก็คือ อาซาฮีและคิริน คิรินสามารถแซงอาซาฮีจนกลายเป็นเบียร์อันดับ 1 ได้ ประธานบริษัทเบียร์อาซาฮีคือคุณฮิโตชิ จึงพบพนักงานเพื่ออยากทราบว่าเหตุผลใดเบียร์อาซาฮีถึงแพ้ในตลาดเนื่องจากอยู่มานานกว่า ชื่อเสียงก็ดีกว่า จนมาพบตอนหลังว่า ถ้าอยากพลิกกลับมาเป็นเบอร์หนึ่ง ต้องเลิกมองเรื่องของภาพลักษณ์ไปชั่วคราวแล้วโฟกัสที่การพัฒนาเบียร์ให้รสชาติถูกปากคอเบียร์ดีกว่า จนตอนหลังเบียร์อาซาฮีก็พลิกกลับมาเป็นเบอร์หนึ่งได้อีกครั้งในปี 2002 โดยได้เบียร์ superdry มากู้หน้า ซึ่งเบียร์อาซาฮีพบว่ารสชาติเบียร์ที่ถูกปากคอเบียร์ทั่วไปคือสดชื่นและขมนิดๆ แทนที่จะมองจุดแข็งคู่แข่งคือเบียร์คิริน อาซาฮีกลับแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์โดยหานิยามคำว่าอร่อยของเบียร์ใหม่

แจ็คเทราต์ กูรูชื่อดังด้านการตลาด กล่าวว่า ถ้าคุณอยากเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ให้ใช้เวลาในการสร้างผลงานแบบ Vangoah แต่ถ้าอยากเป็นคนริเริ่มสร้างสรรค์และประสบความสำเร็จด้วยควรอุทิศเวลาให้กับการสร้างผลงานและใช้เวลาอีกครึ่งเพื่อนำเสนอตนเองหรือขายงานตนเองให้ผู้อื่นค่ะ ซึ่งหลายคนอาจจะรู้กันดีเรื่องประวัติของ Vangoah ในตอนที่เขามีชีวิตอยู่เขามีชีวิตอยู่อย่างยากจนข้นแค้น นอกจากนี้แล้วเขายังไม่มีเพื่อนเลย ยกเว้นธีโอน้องชายเพียงคนเดียวของเขา ชีวิต Vangoah น่าสงสารมาก เขาเป็นศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่กว่าโลกจะค้นพบความเป็นอัจฉริยภาพของเขา เมื่อตอนเขาตายไปแล้วค่ะ

ส่วนเรื่องต่อมา หลายๆคนน่าจะรู้จักกันดี กับอาจารย์อิโนะอุเอะ ทาเคฮิโกะ ผู้วาดการ์ตูนบาสเกตบอลเรื่องแสลมดังค์ ที่โด่งดังมากในช่วงปี 2000 ในปี 2004 การ์ตูนแสลมดังค์ได้ขายไปแล้วกว่าร้อยล้านเล่ม โดยทางสำนักพิมพ์ได้แนะนำอาจารย์ทาเคฮิโกะชักชวนให้เขาบริจาคอุปกรณ์การเล่นหรือจ้างโค้ช แต่อาจารย์อิโนะอุเอะ กลับคิดต่างออกไป เขาได้ชักชวนให้จัดตั้งโครงการมอบทุนสำหรับนักกีฬาชาวญี่ปุ่นที่มีความสามารถพิเศษขึ้นมา

โดยจะให้ทุนนักเรียนไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกาและผลักดันเข้าสู่ NBA ที่เรียกว่าเป็นสุดยอดของวงการบาสเกตบอล ในขณะนั้นวงการบาสเกตบอลของญี่ปุ่นนั้นไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร โครงการนี้จึงเป็นความใฝ่ฝันของนักกีฬาบาสเกตบอลดาวรุ่งเยาวชน อาจารย์อิโนะอุเอะ ได้ไปสหรัฐอเมริกาถึง 5 ครั้งด้วยตนเองเพื่อเลือกโรงเรียนที่ดีที่สุดด้านนี้ และจ่ายเงินมากกว่า 3 ล้านบาททุกปีและทำสัญญาว่าจะส่งนักเรียน ไปเรียนที่โรงเรียนปีละ 2 คน โดยในปี 2007 นักเรียนที่ได้ทุนคือ นามิซามิ นาริโตะ โดยไปเรียนที่เซาต์เคนท์ โรงเรียนบาสเกตบอลที่ได้ชื่อว่าเป็นอันดับต้นๆของโลก ซึ่งบิคพิกเจอร์ของอ.อิโนะอุเอะ คือการที่เขาอยากเห็นวงการบาสเกตบอลของญีปุ่นพัฒนา

ในการที่เราจะทำให้เป้าหมายบางอย่างบรรลุในชีวิต เราจะต้องเป็นผู้เลือกที่จะทำ หรือไม่ทำสิ่งไหนๆก็ตามในชีวิตด้วยตนเอง โดยที่เมื่อวางแผนแล้วเราต้องรีบทำขั้นตอนบางอย่างไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหนเพื่อที่จะทำให้เป้าหมายใหญ่บรรลุ โดยขั้นตอนที่ว่า เราจะต้องทำภายใน 72 ชั่วโมง ถ้าเราใช้ชีวิตไปวันๆ แบบที่เราเคยทำมาก่อน มันก็จะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย การที่เราสร้างบิคบิกเจอร์ขึ้นมาแล้วไม่ลงมือทำอะไรเลย มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะฉะนั้นการลงมือทำจึงสำคัญที่สุด

ประธานโคยามะ โนโบรุ บริษัทมูซาชิโนะที่ได้รับรางวัลการบริหารงานอย่างมีคุณภาพของญี่ปุ่นกล่าวไว้ว่าเราควรทำรายการสิ่งที่ไม่ต้องทำ ก่อนสิ่งที่ต้องทำ บางคนที่ไม่ค่อยมีความสามารถที่ชัดเจน พยายามทำงานหลายๆอย่างเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองไม่ว่าง ถ้าเราทำหลายอย่าง ไม่มีทางที่เราจะได้เป็นสุดยอดในด้านนั้นๆ เพราะฉะนั้นควรกำหนดสิ่งที่ไม่ต้องทำ จากนั้นทำสิ่งที่ต้องทำ เมื่อทำแบบนี้จะสามารถเป็นสุดยอดในสายงานไหนๆได้ไม่ยาก

คุณซองฮกเพียวกล่าวว่า เขาไม่คิดว่า 100-1=99 สำหรับเขา 100-1=0 นั่นก็คือ ถ้าไม่ลงมือทำให้ดีที่สุดแล้วผลออกมาเยี่ยมยอดนั้น สู้ไม่ทำเสียดีกว่าถ้าผลงานออกมาแบบธรรมดา เวลาเขาทำงานเขาตั้งใจทำมากและต้องทำให้ลูกค้า 100% พึงพอใจให้ได้มากที่สุด โดยจะไม่ยอมรับแค่ผลลัพธ์ธรรมดาๆ เพราะฉะนั้นจะทำให้พนักงานของเขาตั้งใจทำงานออกมาให้ดีที่สุด ก็คือเมื่อคุณตั้งใจทำสิ่งไหนแล้วขอให้ทำให้เต็มที่ โดยตั้งเป้าไว้ที่ 100 คะแนนเท่านั้น

ระหว่างทางที่เราเดินไปสู่จุดหมายนั้น ขอให้เราใช้เวลา 5 นาทีในการสำรวจตัวเองว่าขณะนี้เราได้เดินตามจุดมุ่งหมายในชีวิต คืออยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องแล้วหรือยัง แล้วเราเองมีความสุขในการดำเนินชีวิตหรือเปล่า คุณซองฮกเพียวได้กล่าวว่า เขาหวังว่าคุณจะไม่ใช้จิ๊กซอว์ชีวิตอย่างเปล่าประโยชน์ เพราะไม่รู้แล้วว่าสุดท้ายจะต่อกันเป็นรูปอะไร ให้เรารออีกสักนิดเพื่อที่จะถึงวันของเรา และวันที่เราจะช่วยผู้อื่นในการต่อจิ๊กซอว์ชีวิตของเขา ถ้าคุณกำลังวาดภาพปลาวาฬขนาดใหญ่อยู่ มันไม่สำคัญว่าคุณกำลังวาดส่วนไหนของปลาอยู่ และเปล่าประโยชน์ในการที่จะมองภาพวาดของผู้อื่น แล้วอิษฉา ริษยา เนื่องจากแต่ละคนก็มีภาพของตนเอง ซึ่งเราไม่สามารถวาดภาพไปตามคนอื่นๆได้ และคนอื่นๆก็ไม่สามารถวาดภาพให้เหมือนคุณได้เช่นกัน

สุดท้ายคุณซองฮกเพียวได้พูดถึงการย้อนอดีต ก็คือ ลูกสาวเขา ได้ถามเขาว่า เขาอยากย้อนอดีตกลับไปไหม? เขาลองนั่งตรองดู แม้ว่าช่วงอายุ 20 นั้นจะสนุกสนานมากแค่ไหน มันเป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาสนุกสนาน,เศร้า,เจ็บปวดก็ตาม สิ่งที่มันเกิดขึ้นทั้งหมด มันทำให้เขาเป็นเขาอย่างทุกวันนี้ เขากล่าวว่า เมื่อในอดีต เขาทำงานหามรุ่งหามค่ำ ซึ่งเมื่อคิดย้อนไปตอนนั้น เขาก็เลือกที่จะทำแบบนั้นอีกครั้ง เพราะวันนั้นเขาทำแบบนั้น วันนี้เขาจึงมีเวลาในการอยู่กับครอบครัวมากขึ้น ความเจ็บปวดและบททดสอบต่างๆในชีวิตของคุณมันทำให้บิคพิกเจอร์ของคุณมีความหมายมากขึ้น เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะอยู่ในช่วงที่มืดมนแค่ไหน ขออย่าหมดศรัทธาในบิคพิกเจอร์

จบบทสรุปค่ะ

มาส่วนของความคิดเห็นและคะแนนนะคะ สำหรับหนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสืออ่านง่ายค่ะ แปลดี และเป็นแนวให้กำลังใจและแนวทางในการดำเนินชีวิต ซึ่งพูดเรื่องต่างๆอย่างน่าสนใจและมีตัวอย่างประกอบตลอดเล่ม วัยที่เหมาะก็คือช่วงวัยเรียนมหาวิทยาลัยและวัยทำงานค่ะ 18-40 ปี ช่วงจะค่อนข้างกว้าง เนื่องจากเหมาะกับคนที่ทำงานในทุกช่วงชีวิต ซึ่งวัยดังกล่าวยังเป็นวัยที่ทำตามความฝันที่อยากทำ และเป็นวัยที่ควรจะมีเป้าหมายในชีวิตและบิคพิกเจอร์หรือภาพรวมของชีวิต ซึ่งถ้าเราแก่ตัวไปแล้วเราไม่มีเป้าหมายในชีวิตเราก็จะเป็นคนที่ใช้ชีวิตไปวันๆค่ะ สำหรับคะแนน [rating:4.5] ค่ะ