รีวิวและเนื้อเรื่องอย่างละเอียดของ the wind rises ภาพยนตร์ส่งท้ายของอ.ฮายาโอะแห่งจิบลิ

สวัสดีค่ะ วันนี้จะมารีวิวอนิเมชันสุดซึ้ง ผลงานชิ้นสุดท้ายของอาจารย์ฮายาโอะ มิยาซากิ ก่อนอำลาวงการอนิเมชัน ซึ่งพี่มุ่ยและพี่เต้ย พร้อมกับแม่ ไปดูในโรงที่พารากอน ซีนีเพล็กซ์ โดยเสียไป 630 บาท เป็นซาวด์แทร็คญี่ปุ่น ซัพไทยและอังกฤษค่ะ โดยไปดูวันแรกที่เปิดฉายให้คนทั่วไปดูเลยค่ะ

ใครจะไปดูเรื่องนี้ มีฉายในโรงจำกัดค่ะ ก็คือแค่สกาลากับพารากอนซีเนเพล็กซ์เท่านั้น และฉายที่เชียงใหม่อีกไม่กี่โรง
25570706-001506-906850.jpg
สำหรับ entry นี้นั้นยาวเป็นมหากาพย์เลยค่ะ เนื่องจากเราได้เขียนเนื้อเรื่องทั้งหมด ให้กับคนที่ไม่อยากไปดูในโรง(ต้องมีบ้างแหละ) โดยเฉพาะตัวเราที่ปฏิเสธการดูหนังเศร้าๆ หรือแนวที่ต้องเสียน้ำตามาตลอด แต่เอาเป็นว่าก็ไปดูเรื่องนี้ค่ะ และประทับใจเลยอยากโน็ตไว้ยาวๆ

ก่อนอื่นขอเล่าเรื่องคร่าวๆแบบไม่สปอยล์ก่อนนะคะ สำหรับเรื่อง Wind rises นี้ อย่างที่คนส่วนใหญ่ทราบกันดี ก็คือเป็นผลงานชิ้นสุดท้ายอาจารย์ฮายาโอะ ผู้ก่อตั้งสตูดิโอจิบลิค่ะ โดยเป็นหนังแนวดราม่าย้อนยุคเชิงประวัติศาสตร์ หนังอนิเมชันเรื่องนี้ฉายในปี 2013 ที่ประเทศญี่ปุ่น ในชื่อ 風立ちぬ (Kaze Tachinu)หรือในชื่อไทยว่า “ปีกแห่งฝัน วันแห่งรัก” เนื้อหาจึงชัดเจนมากว่ามันต้องเกี่ยวกับ”ความฝัน” และ”ความรัก”แน่นอน

โดยที่อาจารย์ฮายาโอะได้ประกาศเกษียณในเดือนกันยายน ปี 2013 โดยหนังเรื่องนี้จะเป็นกึ่งอัตชีวประวัติของคุณจิโร โฮริโคชิ (1903–1982) ผู้ออกแบบเครื่องบิน Mitsubishi A5m ซึ่งเป็นเครื่องบินที่ทางกองทัพเรือญี่ปุ่นตั้งชื่อว่า “Type 96 carrier-based fighter” (九六式艦上戦闘機) เป็นเครื่องบินต่อสู้ ที่ใช้กับเรือบรรทุกอากาศยาน และเป็นผู้ออกแบบเครื่องบินอีกรุ่นก็คือ Mitsubishi A6M Zero ซึ่งเป็นเครื่องบินต่อสู้ระยะไกล

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ฉายเป็นครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่นในเดือนกรกฏาคม ปี 2013 โดยค่ายโทโฮ และฉายในสหรัฐอเมริกา โดย touchstone picture โดยจำกัดจำนวนที่นั่ง ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ปี 2014 และเปิดฉายในจำนวนโรงที่กว้างมากขึ้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2014 ฉายในประเทศอังกฤษในวันที่ 9 พฤษภาคม ปี 2014 และในประเทศไทย วันที่ 3 กรกฎาคม 2014 ค่ะ

25570706-001704-1024637.jpg
ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับคำวิจารณ์ค่อนข้างไปเชิงบวกค่ะ โดยที่กวาดรางวัลระดับนานาชาติมากมาย รวมถึงได้เข้าชิงออสการ์ด้วย และได้รายได้ราวๆ 3,480 ล้านบาทค่ะ รวมถึงยังได้คะแนนรีวิวสูงจากเว็บมะเขือเทศเน่า(rotten tomatoes)ถึงประมาณ 88% (สูงมาก) ตอนนี้ transformers4 ไปแล้วค่ะ คือ โดนโหวตมะเขือเทศเน่าเยอะพอสมควร เพราะฉะนั้นการรีวิวของเรา และการให้ดาวจึงค่อนข้างปัจเจกค่ะ (อารมณ์ความชอบส่วนตัวล้วนๆ)

โดยที่เริ่มเรื่องด้วยคำคมของกวีชาวฝรั่งเศส ชื่อ พอล วาเรรี่ คือ…

“Le vent se leve!…. il faut tenter de vivre!”

ภาษาอังกฤษคือ “The wind is rising! We must try to live.”
สามารถแปลเป็นไทยได้คือ “เพราะลมแรงกล้า เราจึงยืนหยัดท้าแรงลม”

หรือยิ่งลมแรงเท่าไร หรืออุปสรรคมากเท่าไร เรายิ่งต้องมีชีวิตอยู่เพื่อต้านแรงลมนั้น…นี่คือแกนหลักของเรื่องนี้เลยก็ว่าได้

ก่อนอื่น เนื้อเรื่องส่วนนี้จะเป็นเรื่องโดยรวม แบบไม่เปิดเผยตอนจบ สำหรับคนที่ไม่เคยดูเรื่องนี้มาก่อน จะสรุปคร่าวๆช่วงต้นๆเรื่องให้ เพื่อพื้นฐานในความเข้าใจของเรื่องค่ะ

ตลอดเรื่องในอนิเมชันเรื่องนี้จะเป็นการตัดไปตัดมาระหว่างความฝันของจิโรกับโลกแห่งความเป็นจริงค่ะ เวลาดูควรจะตั้งใจพอสมควรในการอ่านบทสนทนา เพราะว่าจะมีประโยคทองออกมาเยอะมากจริงๆค่ะ โดยที่ช่วงแรกนั้นก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของจิโร่เสียส่วนใหญ่ โทนในการดำเนินเรื่องของอนิเมชันเรื่องนี้ ค่อนข้างเนิบนาบ และช้าสไตล์อนิเมชันญี่ปุ่น ที่ต่างจากการทำอนิเมชันของอเมริกาที่จะใส่ฉากตื่นเต้นให้คนดูไม่เบื่อ

25570706-001839-1119608.jpg
เพราะฉะนั้น วัยที่สามารถจะเข้าใจหนังเรื่องนี้ได้น่าจะเป็น young adult หรือวัยที่โตและเข้าใจโลกประมาณหนึ่ง แนะนำว่า15 ปีขึ้นไปจะดีกว่ามากค่ะ ในการที่จะเข้าใจเนื้อหาของเรื่องอย่างถ่องแท้ อย่างไรก็ตามหนังเรื่องนี้ไม่มีพิษภัย สามารถพาเด็กให้เข้าไปดูได้ แต่ก็ควรให้คำแนะนำแก่เด็กพอสมควร เนื่องจากตัวละครในเรื่องสูบบุหรี่เยอะมาก อีกอย่างคือหลายๆอารมณ์ในหนังเรื่องนี้ ถ้าเด็กอายุน้อยเกินไป ผ่านโลกมาน้อย ก็อาจจะไม่เข้าใจ หรือดูยาก และงง เนื่องจากหนังไม่บอกเลยว่าอันไหนคือจริงอันไหนคือฝัน เราต้องสังเกตุเอง

ส่วนมากความฝันในหนังจะมีคาโปรนีโผล่มาค่ะ(คาโปรนีคือใคร….อ่านไปเรื่อยๆ) นอกจากนี้การพาเด็กเล็กๆไปดูเด็กอาจจะเบื่อ และหลับได้ค่ะโดยเฉพาะในช่วงแรก เราจึงคิดว่า ถ้าพูดถึงวัยที่เหมาะจริงๆ หนังเรื่องนี้เหมาะกับเด็กมหาวิทยาลัยและทำงานตอนต้น เนื่องจากวัยนี้ยังมีไฟ และความฝัน เป็นวัยที่ความรักผลิบานและกำลังหาคนที่จะมาสร้างครอบครัวร่วมกัน จึงเป็นวัยที่น่าจะอินกับหนังเรื่องนี้ได้มากที่สุด

นอกจากนี้ยังมีข้อคิดอีกเรื่องคือ โดยส่วนมากแล้ว ไฟและความคิดสร้างสรรค์ของคนเรานั้นอยู่ได้ประมาณ 10 ปีค่ะ ถ้าตอนนี้ถ้าคุณกำลังตามความฝันของคุณอยู่ ขอให้ใช้ชีวิต 10 ปีให้คุ้มและเต็มที่กับชีวิต เพื่อจะได้ไม่เสียใจในภายหลัง

สำหรับโทนในการดำเนินเรื่อง แน่นอนว่า ภาพสวยมากๆค่ะ โดยเฉพาะฉาก สวยแบบอึ้งทึ่งเลย คือน่าจะเป็นเพนท์มือด้วยสำหรับฉาก วาดออกมาได้เห็นถึงสภาพบ้านเมืองในยุคนั้นๆ และส่วนที่สวยก็คือ พวกทุ่งหญ้า ป่าไม้ ต้นไม้ ที่ถ้าหนังโลกนี้เป็นสามมิติหมดก็คงไม่ได้ถึงฟีลขนาดนี้ ดูสีแล้วนึกถึงทุ่งยอดอ่อนของใบหญ้า สีเขียวต้นไม้อย่างแท้จริง และประทับใจแน่นอนค่ะ สำหรับเรื่องของฉากต่างๆในหนังอนิเมชันเรื่องนี้

ในด้านการดำเนินเรื่อง ในขณะที่ดู ก่อนอื่นต้องบอกว่า เนื่องจากโดยส่วนมากแล้วเรามักจะดูหนังฮอลลีวูดที่เป็นฝั่งตกวันตกมากกว่าตะวันออก และยอมรับเลยว่า เราไม่ชอบดูหนังญี่ปุ่น เนื่องจากโดยส่วนมาก หนังญี่ปุ่นไม่ว่าจะในหรือนอกกระแส เนื้อเรื่องเนิบๆ (คือการดำเนินเรื่องมันจะเนิบๆตามสไตล์หนังญี่ปุ่น และมันก็มาจากรากของวัฒนธรรมของประเทศนั้นๆ) พูดง่ายๆคือ เราชอบดูหนังที่เข้าใจง่ายๆ และไม่เครียดไปตามหนัง คือหนังฮอลลีวูดส่วนมากมันจะดูแล้วมันส์มากกว่าจะให้ความรู้สึกทิ่มแทงใจอะไรบางอย่างถ้าเทียบกับหนังญี่ปุ่น อาจจะเรียกได้ว่าเป็นความรู้สึก”จึ้ก”ในเวลาดู ประมาณนั้นค่ะ คือไม่อยากดูหนังที่ต้องร้องไห้กับเนื้อเรื่องมัน แต่หนังเรื่องนี้เราก็ทำใจแล้วส่วนหนึ่งค่ะ จึงเลือกที่จะไปดู เพราะถ้าไม่ดูก็อาจจะเสียดายได้

และหนังเรื่องนี้มันก็เป็นตามที่เราคาดค่ะ นั่นก็คือการดำเนินเรื่องตามสไตล์หนังญี่ปุ่น ก็คือถ้าเป็นแนวดรามาประมาณนี้ มักจะแสดงให้เห็นส่วนของดีเทลต่างๆของเรื่องอย่างเนิบช้า มันเหมือนกับจิบชาเขียวร้อน คือต้องค่อยๆจิบและลิ้มรสชาติชาในปาก นอกจากนี้เนื้อเรื่องของญี่ปุ่นไม่ได้จบแบบแฮปปี้ๆสุดๆแบบฝรั่ง คือจะแฝงความเศร้าและความโหดร้ายบางอย่างลงไปในนั้น ถ้าให้พูดคือคนญี่ปุ่นจะทำหนังได้ละเมียด แต่เรารู้สึกบวกกับเรื่องนี้นะคะ

ก็คือ เรื่องนี้เราจะรู้สึกได้เลยว่า มันแสดงให้เห็นถึงสภาพบ้านเมืองญี่ปุ่นในขณะนั้น ในสภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 การทำความฝันของตัวเอกให้เป็นจริง ในขณะที่ดูแลเรื่องของจิตใจหรือความรักไปด้วย หนังเรื่องนี้ดีตรงที่ จิโรได้พลังบวกจากความรักมาก เขาจึงสามารถตามความฝันของตัวเองได้ และถ้าเราดูหนังเรื่องนี้เราจะเข้าใจว่าทำไมญี่ปุ่นถึงผงาดได้ในช่วงยุคหลังๆ

เนื่องจากเขาเจอสิ่งบอบช้ำมามาก เขาจึงต้องพยายามยืดตัวลงเหนือน้ำที่กำลังท่วมหัวหรือวิกฤติการณ์ต่างๆและสร้างจุดแข็งให้กับประเทศตัวเองจนกลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ต่างกับประเทศเรา ที่ไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศใดเลย และประเทศเราเจอภัยธรรมชาติน้อยกว่าญี่ปุ่นมาก ญี่ปุ่นมีทั้งแผนดินไหว,ภูเขาไฟระเบิด,สึนามิ ทำให้ความเจ็บปวดของประเทศเรา ไม่ได้บอบช้ำขนาดนั้น เพียงแต่ ประเทศเราก็ผ่านสงครามและเหตุการณ์ทางการเมืองมากมาย จนกว่าจะเป็นประเทศในปัจจุบัน

ส่วนประเด็นเรื่องของความรักในเรื่อง คือความรักระหว่างตัวละครสองตัวหลักในเรื่องมันเกิดขึ้นค่อนข้างจะเร็วค่ะ ถ้าดูตามเนื้อเรื่องพระเอกนางเอกเจอกันไม่เท่าไรแต่ชอบกันเลย รวมไปถึงเราไม่ต้องนั่งเดาด้วยว่าใครจะเป็นนางเอก เพราะถ้าเดาก็คงเดาถูกกันหมดแน่นอนค่ะ

คือเรื่องไม่ได้ปูให้มันดูยากขนาดนั้น แต่ฉากที่ประทับใจคือทั้งสองคนจะไม่เจอกันอีกเลยเป็นระยะเวลานานมากๆค่ะ เนื่องจากโชคชะตาพลิกผัน เลยคลาดกันไปมา ประมาณผู้หญิงเลี้ยวซ้ายผู้ชายเลี้ยวขวาแต่ไม่ขนาดนั้นค่ะ ก็ดูแล้วลุ้นกันเองว่าจะไปเจอกันตอนไหน แต่เนื้อเรื่องไม่ได้เดายากมากค่ะ ถ้าใครดูหนัง อ่านการ์ตูนมาเยอะพอ ก็จะพอเดาเนื้อเรื่องได้อยู่แล้ว

แต่ไอ้ที่มันจิ้กใจมากคือ OST มากกว่าค่ะโดยเฉพาะ OST ตอนจบ นั่งดูจนจบเครดิต ดูแล้วแบบเกือบจะร้องไห้ (แต่ไม่ร้องนะ)จริงๆมันทดสอบจิตมากๆ แบบแต่ละประโยคมันเปรี้ยงๆลงกลางใจตลอด แต่ก็ไม่ได้ร้องไห้ ราวกับเกมทดสอบความอดทนยังไงอย่างนั้นเลยค่ะ โดยเฉพาะเพลงตอนจบ มันจะจึ้กไปไหน จึ้กเกือบทุกประโยคเลย

สำหรับฉากประทับใจในเรื่องของเรามีหลายจุดค่ะ แต่ถ้ายังไม่ได้ดู แนะนำให้ไปดูก่อนแล้วกลับมาอ่านความคิดเห็นของเราต่อก็ได้ ถ้าถามว่าควรดูไหม ถ้าคุณชอบการ์ตูน และชอบการ์ตูนอนิเมชัน 2d ชอบการ์ตูนญี่ปุ่น สมควรไปดูเรื่องนี้อย่างมากค่ะ ทั้งนี้เราคิดว่าการออกแบบคาแรคเตอร์ในเรื่องและการวาด มันเลยสิ่งที่เรียกว่า “สมัยนิยม” ไปแล้ว นั่นก็คือ ถ้าคุณเคยดู หรือเคยเห็นหนังจิบลิ ตัวละครของหนังจิบลิ หน้าตาจะเป็นโทนนี้ไม่ว่าจะกี่สิบปีผ่านไป

ซึ่งถ้าเป็นเด็กวัยรุ่นทั่วๆไป ยังยึดติดเรื่องของหน้าตาตัวละครที่ดูหล่อหรือสวยเวอร์ๆและลายเส้นทันสมัย แต่เรื่องนี้หรือเรื่องอื่นๆของสตูดิโอจิบลิมันไม่ใช่แนวสมัยนิยม และแทบไม่ได้เปลี่ยนลายเส้นเลย แต่ตลอดเวลาที่ดู เราจะสามารถสัมผัสความน่ารักของตัวละครได้ และลายเส้นแบบนี้มันดูแล้วคาแรคเตอร์จะออกมาน่ารัก,ใสๆเกือบทุกตัว แต่ในเรื่องมันดันแฝงความดาร์คนิดๆหน่อยๆแบบญี่ปุ่น แต่ส่วนรวมของหนังคิดว่ามันเป็นหนังเชิงบวกมากกว่าค่ะ

นั่นก็คือ เราจะเชื่อในความฝันของตัวเอง และสามารถทำให้มันเป็นจริงได้ไหม เช่นในกรณีของจิโร เขารู้อยู่แล้วในเรื่องว่า “เครื่องบิน” เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาเพื่อประหัตประหารกันในยุคสงคราม แล้วเขาจะทำอย่างไร และสุดท้ายจะเลือกเดินไปทางไหน ความรักและความฝันจะบรรจบกันอย่างไร นั่นคือปมของเรื่องค่ะ

สำหรับในส่วนล่างนี้ เราจะแทรกความรู้สึกที่เราดูหนัง พร้อมกับเล่าเรื่องโดยรวมตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งคุณจะอ่านหรือไม่ก็ได้ ถ้าคุณอยากดูคะแนน เลื่อนลงไปล่างสุดเลยค่ะ และส่วนนี้จะเป็นการ spoil หนังโดยการเล่าเรื่องทั้งหมดอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบค่ะ เพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากอ่านตรงนี้ก่อน ปิดไปก่อน ไปดูหนังให้จบแล้วกลับมาดูสิ่งที่เราเขียน ก็คือความรู้สึกของเราขณะดูเรื่องนี้่ค่ะ
.
.

.
.
.
.
.
.
.
SPOILER ALERT!!
.
.
.
.
.
.
.
.

เนื้อเรื่องเริ่มต้นที่ในปี 1918 จิโร เด็กหนุ่มผู้อาศัยอยู่กับแม่และน้องสาวของเขา คาโยะ เขามีความฝันว่าอยากจะเป็นนักบิน แต่สายตาสั้น จึงไม่สามารถที่จะเป็นนักบินได้ ฉากจะเริ่มต้นที่ความฝันของจิโร่ เขาได้ขึ้นบนหลังคา และได้ขับเครื่องบินร่อนไปยังที่ต่างๆอย่างมีความสุข จนกระทั่งเขาพบว่า ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเครื่องบินรบ เครื่องบินได้ทิ้งระเบิดลงมา จิโรจึงตื่นจากความฝัน

ต่อมาเป็นฉากห้องเรียนค่ะ จิโรได้ยืมหนังสือภาษาอังกฤษมาอ่าน ในนั้นมีรูปของ คาโปรนี นักออกแบบเครื่องบินชาวอิตาเลียน ในวันนั้นเขาได้นำภาพคาโปรนีให้น้องสาวเขา คาโยะดู แล้วจิโรกับคาโยะก็ขึ้นไปบนหลังคานอนดูดาวด้วยกัน โดยที่จิโรเผลอหลับไปแล้วเขาก็ฝันอีก

25570706-002139-1299510.jpg
ในฝันจิโรอยู่ในทุ่งหญ้าลมแรงมาก มีธงชาติอิตาลี พร้อมทั้งมีชายคนหนึ่งโผล่ออกมาจากเครื่องบิน ซึ่งนั่นคือ คาโปรนี่(คนนี้เป็นไอดอลของจิโร่ตั้งแต่ต้นจบจบ) โดยที่คาโปรนีในฝันของจิโร จะรู้ว่าจิโรและเขานั้นมีความฝันเดียวกัน จิโรบอกคาโปรนีว่าเขาอยากเป็นนักบิน แต่เขาทำไม่ได้เนื่องจากเขาสายตาสั้น คาโปรนีจึงบอกจิโรว่าตัวเขาเองก็ขับเครื่องบินไม่เป็นเหมือนกัน แต่เขาคิดว่าการเป็นคนออกแบบเครื่องบินเจ๋งกว่านั้นเสียอีก เมื่อจิโรตื่นจากฝัน เขาบอกกับแม่ว่า เขาอยากเป็นวิศวกรอากาศยาน

25570706-003313-1993642.jpg
เรื่องได้ตัดข้ามไปณ.ตอนนี้ อีกหลายปีต่อมา (ประมาณปี 1923 ค่ะ) จิโรกลายเป็นหนุ่ม เขาอยู่บนรถไฟที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน เพื่อที่จะเดินทางไปศึกษาต่อยังโตเกียว ในระหว่างที่เขากำลังเดินไปยังส่วนทางเดินที่เชื่อมระหว่างโบกี้ เขาได้เห็นสาวคนนึงมากับสาวใช้ของเธอ ชื่อของเธอคือนาโอโกะ เธอได้ทักทายเขาด้วยคำว่า “Le vent se leve!…. il faut tenter de vivre!” เป็นประโยคภาษาฝรั่งเศส ซึ่งนี้เป็นประโยคทองของเรื่องนี้อย่างที่กล่าวในตอนต้น ก็คือ “เพราะลมแรงกล้า เราต้องยืนหยัดท้าแรงลม” ทั้งสองคนยิ้มให้กัน จากนั้นจิโรก็กลับไปด้านในโบกี้รถไฟ หลังจากนั้นก็เกิดเหตุแผ่นดินไหวขึ้น รถไฟชนกัน ทำให้รถหยุดเคลื่อนที่

25570706-003105-1865070.jpg
เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นจริง ก็คือ เกิดในเขตคันโต และมีประชากรเสียชีวิตไปราวๆ 150,000 คน ฉากในอนิเมชันนั้น จะแสดงให้เห็นผู้คนที่รีบวิ่งออกมาจากโบกี้เนื่องจากกลัวหัวจักรไอน้ำระเบิด ฟากฟ้าโตเกียวแดงฉานไปด้วยไฟและควันที่คุกรุ่น บ้านถล่มลงมา นาโอโกะและสาวใช้ก็วิ่งออกมาจากขบวนรถไฟเช่นกัน แต่สาวใช้ของเธอสะดุดหกล้ม ท่ามกลางผู้คนในรถไฟที่แออัดยัดเยียดกันแน่น เนื่องจากออกมาจากรถไฟพร้อมๆกัน

จิโรเห็นดังนั้น เขาจึงช่วยเหลือนาโอโกะและสาวใช้ โดยที่เขาเอาไม้บรรทัดเลื่อนของเขามาดามขาสาวใช้ของนาโอโกะและแบกเธอไปยังจุดที่ปลอดภัย พร้อมทั้งเอาเสื้อเชิ้ตที่ยังไม่ได้ใส่ไปรองน้ำให้นาโอโกะและสาวใช้กิน เขาพานาโอโกะไปพบครอบครัวของเธอ เพื่อให้นาโอโกะเรียกคนไปช่วยสาวใช้อีกที เมื่อเขาพบว่าทุกคนปลอดภัยดีแล้ว หลังจากนั้นเขาจึงก็ขอแยกตัวออกไปโดยไม่ได้บอกชื่อเสียงเรียงนามใดๆ โดยจิโรนั้นได้ไปพบเพื่อนของเขา ฮันโจ ที่เพิ่งนั่งพักหลังจากที่ขนหนังสือออกมาจากห้องสมุด

ประมาณสองสามปีต่อมานั้น จิโรได้เข้าทำงานที่บริษัทมิตซูบิชิ ในตำแหน่งวิศวกร ฮันโจเองก็เช่นกัน ทั้งคู่ทำงานที่เดียวกัน และจิโรได้เจอกับคุโรคาว่า ที่เป็นหัวหน้าแผนกของเขา ซึ่งบุคลิคของฮีค่อนข้างเป็นคนแปลกๆพอสมควร ซึ่งคุโรคาว่ามักจะให้งานยากมากๆกับจิโร โดยที่ฮันโจนึกว่าเขากลั่นแกล้งจิโร แต่จิโรก็เพียรพยายามทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด แถมทำงานเกิน รวมไปถึงไปตรวจดูเครื่องบิน ทำให้คนงานประทับใจในตัวเขา

จิโรได้ไปทานอาหารกลางวันกับเพื่อนเขา ฮันโจ ระหว่างรับประทานอาหารอยู่ ฮันโจได้พูดถึงเทคโนโลยีอันล้าหลังของประเทศญี่ปุ่น(ตอนนั้นเครื่องบินเป็นโลหะหมดแล้ว แต่ประเทศญี่ปุ่นยังใช้ไม้ในการผลิตเครื่องบิน) ฮันโจแสดงความคิดเห็นว่าเขาไม่คิดว่าญี่ปุ่นจะตามเทคโนโลยีของนานาชาติทัน ในขณะที่จิโรกำลังปลาบปลื้มกับก้างปลาที่ทำให้เขานึกถึงโครงสร้างของปีกเครื่องบิน หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ไปกับคุโรคาว่าเพื่อไปดูการทดสอบเครื่องบินลำใหม่

โดยเครื่องบินได้ถูกขนย้ายมาไว้ลานบินโดยใช้ฝูงวัวลากจูง ซึ่งฉากนี้แสดงให้เห็นรอยต่อของยุคสมัย ระหว่างสมัยใหม่กับสมัยเก่า การทดสอบเครื่องบินเป็นไปได้ด้วยดี แต่ในขณะที่นักบินพยายามเร่งความเร็วเครื่อง เครื่องบินก็แยกชิ้นส่วนขาดออกจากกัน กระเด็นไปคนละทิศละทาง ในขณะที่จิโรและคุโรคาว่ากำลังมองอยู่ ซึ่งเรื่องนี้มีผลกระทบต่อตัวจิโรอย่างมากในการเห็นเครื่องบินที่ถูกสร้างมาอย่างสวยงาม ได้แยกชิ้นส่วนออกจากกันและในที่สุดก็ระเบิด โดยที่นักบินกระโดดร่มลงมาทัน ในขณะที่คุโรคาว่ากำลังมองซากเครื่องบินท่ามกลางฝนตก ครุ่นคิดว่า เกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมา ทำไมเครื่องบินจึงระเบิด

ในเวลาต่อมา จิโรกลับมาจากการทานอาหารกลางวัน แล้วพบว่ามีพัสดุส่งมาถึงเขา พอเปิดออกมาก็เป็นไม้บรรทัดเลื่อนกับเสื้อเชิ้ตของจิโร โดยที่เขาตามเธอไปไม่ทัน จิโรได้เล่าเรื่องในวันเหตุการณ์แผ่นดินไหวให้ฮันโจฟัง เขาได้กลับไปดูแถวบ้านของผู้หญิงคนนั้นแต่กลับไม่พบอะไรนอกจากบ้านที่ถูกไฟไหม้ไปหมดแล้ว และเมื่อเขากลับไปที่บ้าน เจ้าของบ้านได้บอกว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งมารอพบจิโร่อยู่

จิโรออกไปดู พบว่าเป็นน้องสาวของเขาเอง คาโยะ คาโยะมาหาเขาพร้อมกับต่อว่าเรื่องที่เขาออกมาจากบ้านและเอาตัวรอดเพียงคนเดียว และบอกว่าจิโรใจร้ายที่ไม่ยอมไปเยี่ยมที่บ้านเลย และเล่าความฝันของเธอให้จิโรฟัง นั่นก็คือ คาโยะอยากเรียนแพทย์ในโตเกียว จิโรรับปากน้องสาวว่าจะลองคุยกับที่บ้านเรื่องนี้ให้คาโยะ

25570706-003502-2102834.jpg

25570706-003516-2116675.jpg

จากนั้นจิโรก็ตกอยู่ในห้วงความฝันอีกครั้ง ในฝันนั้นเขาพบกับคาโปรนีอีกแล้ว โดยคราวนี้ คาโปรนีนั่งเครื่องบินลำใหญ่ โดยเขาแสดงให้จิโรเห็นว่า เครื่องบินลำนี้สวยอย่างไร มีห้องโดยสารขนาดใหญ่ จุคนได้เยอะมาก มีปีกเครื่องบินถึง 9 ปีก มีผู้โดยสารเต็มลำจนเกือบล้นออกมาจากลำ ทุกคนล้วนหน้าตาเบิกบาน สดชื่น คาโปรนีบอกจิโรว่า นี่คือความฝันของเขา การสร้างเครื่องบินเพื่อใช้โดยสารแบบเน้นการท่องเที่ยว ไม่ใช่การผลิตเพื่อเป็นอาวุธที่ใช้ในการสงคราม ถึงแม้เขาจะรู้ว่า “สงคราม” คือตลาดใหญ่ของการค้าเครื่องบิน

คาโปรนีได้คุยกับจิโร และถามจิโรว่า ระหว่างโลกที่มีปิรามิด กับไม่มีปิรามิด จิโรจะเลือกอันไหน?(นั่นก็คือ การสร้างสิ่งที่มีความสวยงามก็จริง แต่แลกมาด้วยการคร่าชีวิตคน) จากนั้นเครื่องบินของจิโรก็บินออกมาจากข้างหลังในฝันนั้น มันไม่มีโครงสร้าง ไม่มีลักษณะพิเศษใดๆ มันเป็นแค่โครงร่างของเครื่องบินเท่านั้น คาโปรนีให้กำลังใจจิโร บอกให้เขาสร้างเครื่องบินของตัวเองให้สำเร็จ

หลังจากนั้นจิโรกับฮันโจต้องไปเยอรมัน(บริษัทส่งพวกเขาไป ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการทดสอบครั้งล่าสุดไม่สำเร็จ บริษัทจึงโฟกัสไปที่เครื่องบินต่อสู้แทน และการทดสอบครั้งนั้นเป็นครั้งสุดท้ายที่จะโน้มน้าวให้กับรัฐบาลเห็นด้วยกับการสร้างเครื่องบินเพื่อใช้ในการแข่งขัน) โดยที่เขาต้องไปเพื่อศึกษาการออกแบบเครื่องบินของเยอรมันโดย ดร.จังเกอร์ เมื่อเขาไปถึงก็ได้เห็นเครื่องบินขนส่งขนาดใหญ่ที่ทำด้วยโลหะทั้งลำ

ซึ่งเครื่องบินลำนี้จะถูกแปรสภาพเป็นเครื่องทิ้งระเบิด ในขณะที่พวกเขากำลังทึ่ง กลับถูกเจ้าหน้าที่ ไล่ออกมา ในขณะที่จิโรสนใจเครื่องบินลำอื่นที่อยู่แถวนั้น เป็นเครื่องบินขนาดเล็กกว่า รูปร่างเพรียวลมกว่า พวกเขาถูกตำรวจไล่ออกมาอีกครั้งจนกระทั่ง ดร.จังเกอร์ปรากฏตัวออกมา ต่อจากนั้นทั้งสองคนคือจิโรและฮันโจได้รับอนุญาติให้เข้าไปดูในเครื่องบิน พวกเขาตื่นตาตื่นใจกับเครื่องบินที่ทำด้วยโลหะ และเครื่องยนตร์ของมัน

ในห้องนอนคืนนั้น ฮันโจได้แสดงความรู้สึกหวั่นๆ เนื่องจากข้อมูลที่ทางเยอรมันให้พวกเขามานั้น มันน้อยเกินไปจริงๆ ขณะที่จิโรสนใจหม้อน้ำที่ดร.จังเกอร์ออกแบบที่ตรงกับแนวคิดในการออกแบบของเขา ในคืนนั้นทั้งคู่ได้ออกไปเดินเล่นด้านนอกเพื่อรับลมและคลายเครียด เขากลับเจอการกวดไล่ระหว่างตำรวจกับผู้ร้าย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่มั่นคงทางการเมืองของเยอรมันขณะนั้น ที่ปกครองโดยฮิตเลอร์ หลังจากนั้นฮันโจกลับญี่ปุ่นไป แล้วบอกจิโรว่า เขาจะกลับไปแต่งงาน เขาแสดงความเป็นห่วงต่อจิโรโดยพูดว่า คนทำงานควรจะมีครอบครัวที่คอยดูแลเรา ในขณะที่จิโรท่องเที่ยวไปในประเทศแถบตะวันตกอีกสักพัก เนื่องจากเจ้านายของพวกเขาบอกว่า จิโรควรจะไปเจอโลกกว้างมากกว่านี้

เมื่อจิโรกลับมา เขาได้ทำการออกแบบเครื่องบินลำใหม่ให้กับกองทัพเรือของญี่ปุ่น ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ดูท่าจะดีในตอนแรกเหมือนที่ผ่านมา แต่กลับพบว่าเครื่องบินลำนี้ที่ใช้เครื่องยนตร์ของญี่ปุ่น ทำให้ความเร็วของเครื่องเร่งไม่ได้มากนัก และยังไม่เสถียรอีกด้วย นอกจากนี้ยังเกิดซ้ำรอยเหตุการณ์เดิมที่พวกเขาเจอมาก่อน จิโรจึงถูกบริษัทส่งตัวให้ไปพักผ่อนในรีสอร์ทแห่งหนึ่ง เพื่อทำให้สภาพจิตใจเขาดีขึ้น ในตอนนี้เราจะเห็นได้ว่า แววตาของจิโรต่างออกไปจากจิโรคนเดิมในวัยเยาว์ ที่เต็มไปด้วยความฝันที่จะสร้างเครื่องบิน ตลอดเรื่องเราจึงเห็นจิโรและฮันโจสูบบุหรี่ทั้งเรื่อง เนื่องจากบุหรี่เป็นการคลายเครียดได้อย่างหนึ่ง (พวกเขาทั้งสองสูบบุหรี่จัดมากค่ะ) จิโรมีความฝันในการสร้างเครื่องบินที่สวยงาม แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง เขาประสบความล้มเหลวในการสร้างเครื่องบิน จนเห็นเครื่องบินที่ตัวเองออกแบบ ระเบิดเป็นชิ้นหรือเสียอย่างไม่มีชิ้นดีในโลกแห่งความเป็นจริง ซึ่งบริษัทก็เห็นด้วยว่าเขาควรหลบไปพักผ่อนซักพักอย่างที่เล่าไปเมื่อกี้

25570706-002602-1562708.jpg
ในขณะที่เดินเล่นอยู่ในทุ่งหญ้าแถวๆรีสอร์ท จิโรได้พบกับผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังเขียนภาพทิวทิศน์อยู่ตรงเนินหญ้า โดยที่มีร่มขนาดใหญ่สีขาวกางเพื่อกันแดด หญิงสาวผู้นั้นได้เรียกพ่อของเธอ แต่ในขณะนั้นลมแรงมากๆทุกอย่างจึงปลิวออกไปหมด รวมไปถึงร่มค้นใหญ่ มันได้ปลิวออกไปตกที่จิโร เขาจึงเก็บร่มให้ผู้หญิงคนนั้นแล้วเดินออกไป หญิงสาวบอกกับพ่อของว่าเธออยากขอบคุณจิโร ในขณะที่พ่อของเธอเผยว่าเขากับลูกสาวพักอยู่ที่โรงแรมเดียวกันกับจิโร เพราะฉะนั้นเธอจะขอบคุณเขาได้เมื่อเจอกันอีกครั้ง

ระหว่างอยู่ที่โรงแรม จิโรกำลังโศกเศร้ากับเรื่องเครื่องบินของเขา ในขณะที่เขาเห็นหญิงสาวคนนั้น ทั้งคู่จึงยิ้มให้กัน ต่อมาจิโรได้เดินเข้าไปในป่าแถวๆรีสอร์ท เขาพบหญิงสาวคนนั้น ขาตั้งวาดรูปของเธอ และร่ม ในขณะที่หญิงสาวน้ำตานองหน้า และหน้าตาเธอดูมีความสุขและอิ่มเอมใจ และบอกจิโรว่าเธอเฝ้าอธิษฐานมานาน ให้เขากับเธอได้เจอกันอีกครั้ง และเธอก็เปิดเผยว่าเธอคือนาโอโกะ ในวันนั้นที่จิโรมาช่วยเธอกับสาวใช้ เธอบอกว่าสาวใช้คนนั้นอยากขอบคุณจิโรเช่นกัน ต่อมาจิโรและนาโอโกะเดินกลับไปโรงแรม ฝนได้ตกลงมาห่าใหญ่มากๆ ทั้งสองเปียกโชกใต้ร่มคันเดียว แต่นาโอโกะก็ยังมีสีหน้ามีความสุขที่ได้พบกับจิโรสักที

25570706-001950-1190729.jpg
ในคืนนั้น จริงๆแล้วพวกเขา(จิโร,พ่อของนาโอโกะ และตัวนาโอโกะ) จะต้องทานอาหารค่ำร่วมกัน แต่กลายเป็นว่าพ่อนาโอโกะและนาโอโกะมาช้า จิโรจึงไปที่ระเบียง ตรงนั้นมีชายชาวเยอรมันอยู่ เขาชื่อ คาสทอร์ป เขาได้กล่าวว่า ดร.จังเกอร์ตกอยู่ในอันตรายแล้วในเยอรมัน เนื่องจากดร.จังเกอร์พูดจาไม่เข้าหูฮิตเลอร์ เขาบอกว่าตัวเขาเองก็หลบหนีนาซีมาอยู่ที่นี่ ที่ญี่ปุ่น คาสทอร์ปบอกจิโรว่า ญี่ปุ่นเป็นที่ๆเหมาะสมกับการพักผ่อนและลืมอะไรบางอย่าง อย่างเช่นความทรงจำ หรือความเป็นจริงที่เจ็บปวด,สงคราม,สิทธิมนุษยชน โดยเขาได้ทิ้งท้ายไว้ว่า ญี่ปุ่นจะย่อยยับ เยอรมันก็เช่นกัน เมื่อทั้งสองคนคุยกันเสร็จ พ่อนาโอโกะออกมา เขาบอกว่า นาโอโกะมีไข้ ต้องพักผ่อน เลยไม่มาร่วมทานอาหารค่ำด้วยกัน

สองสามวันต่อมา จิโรคิดถึงนาโอโกะ เขาจึงทำเครื่องบินกระดาษ และร่อนมันขึ้นไป โดยพยายามจะให้ไปถึงห้องด้านบนที่นาโอโกะอยู่ เขาพยายามจนกระทั่งเกือบตกจากระเบียง ในที่สุดนาโอโกะที่พักอยู่ในห้อง ก็เห็นเครื่องบินกระดาษที่ตกลงมา ทั้งสองจึงเล่นร่อนเครื่องบินกันไปมา โดยทั้งคู่อยู่ในสายตาของคาสทอร์ปที่อิ่มเอมใจเมื่อเห็นความรักของหนุ่มสาวผลิบาน

หลังจากนั้นจิโร,คาสทอร์ป,พ่อนาโอโกะอยู่ในเลาน์จของโรงแรม คาสทอร์ปร้องเพลงหนึ่งขึ้นมา จิโรบอกพ่อของนาโอโกะว่าเขารักนาโอโกะจริงจัง อยากขอนาโอโกะเป็นแฟน พ่อของนาโอโกะดูเงิบเล็กน้อย ในขณะที่นาโอโกะเดินลงมาจากชั้นบนและบอกว่า เธอตอบตกลงที่จิโรขอ เนื่องจากเธอเองก็รักเขาเช่นกัน แต่เธอได้สารภาพความจริงกับจิโรว่า แม่ของเธอป่วยด้วยวัณโรคตาย และเธอกำลังเป็นโรคเดียวกันนี้ นาโอโกะจึงอยากเลื่อนการแต่งงานของจิโรกับเธอออกไปจนกว่าสุขภาพเธอจะดีขึ้น จิโรตอบตกลง

เมื่อจิโรกลับไปทำงาน หัวหน้าของเขา,คุโรคาว่าและเจ้านายพวกเขา บอกว่าจิโรทำงานมาประมาณนึงแล้ว(5 ปี) เขาจะแต่งตั้งให้จิโรเป็นหัวหน้าวิศวกรในโครงการ จิโรเอ่ยว่าเขาอยากได้ฮันโจมาร่วมทีม แต่คุโรคาว่าปฎิเสธ เนื่องจากเขาบอกว่ามิตรภาพสำคัญกว่า เนื่องจากถ้าทั้งสองคนอยู่ทีมเดียวกัน จะกลายเป็นแข่งขันกันเอง

แต่ต่อมาหน่วยตำรวจลับได้ตามหาตัวจิโร สันนิษฐานว่ามันมาจากการที่เขามีความสัมพันธ์กับคาสทอร์ป ที่ในขณะนั้นได้หายตัวไปจากโรงแรมอย่างลึกลับ ทำให้เขาไม่สามารถกลับไปพักที่อพาร์ทเมนต์เดิมได้ เนื่องจากตำรวจจะตรวจสอบพฤติกรรมและจดหมายของเขา หัวหน้าคุโรคาว่าจึงให้จิโรไปพักกับเขาและภรรยาแทนไปก่อนพักหนึ่ง จิโรเองก็หวั่นๆ เนื่องจากเขารอจดหมายนาโอโกะอยู่ แต่หัวหน้าคุโรคาว่ากลัวเขาไม่ปลอดภัย จึงห้ามไม่ให้เขาไปเอาจดหมายใดๆที่อพาร์ทเมนต์

หลังจากที่เขาอยู่กับครอบครัวคุโรคาว่าได้สักพักหนึ่ง จิโรก็ได้รับโทรเลขจากพ่อนาโอโกะ ใจความว่าตอนนี้นาโอโกะอาการแย่มากแล้ว ถึงกับเลือดออกในปอด จิโรตกใจมากจึงรีบบึ่งไปหานาโอโกะทันที ทั้งๆที่เขากำลังอยู่ในสถานการณ์อันตราย เขาลอบเข้าไปหานาโอโกะทางสวน และพบว่าเธอกำลังนอนป่วยอยู่บนเตียง จิโรตรงเข้าไปจูบเธอและขอโทษที่เขาไม่ได้อยู่เคียงข้างเธอในเวลาที่เธอเจ็บป่วย ทรมาน นาโอโกะบอกกับจิโรว่า เธอกลัวจิโรติดวัณโรคจากเธอ(โรคนี้สามารถติดต่อได้ทางลมหายใจด้วยค่ะ) แต่จิโรไม่สนใจเรื่องนั้น

ตอนจิโรกำลังกลับออกไปนั้น เขาได้พูดกับพ่อของเธอว่า ต่อไปเขาอยากจะเข้ามาหาเธอทางหน้าบ้าน มากกว่าการหลบๆซ่อนๆแบบนี้ พ่อนาโอโกะกล่าวว่า ความตั้งใจของนาโอโกะคือ เธอไม่อยากเป็นตัวถ่วง หรือภาระต่อหน้าที่การงานของจิโร(ซึ่งเป็๋นความใฝ่ฝันของเขา) เมื่อจิโรกลับไปแล้ว นาโอโกะได้บอกพ่อเธอว่า เธอจะไปสถานบำบัด เพราะเธออยากหายและอยากใช้ชีวิตกับจิโร ถึงแม้ว่าจะอยู่ห่างไกลก็ตาม

ระหว่างที่จิโรกำลังทำงาน เขาได้เขียนจดหมายถึงนาโอโกะ ทำให้เขาปิ๊งไอเดียเรื่องหมุดของเครื่องบิน ที่จะสามารถเข้ากับเครื่องบินที่มีรูปร่างเพรียวลม เขาได้เอาเรื่องนี้ไปบอกฮันโจเพื่อนสนิท ที่ในขณะนั้นได้รับมอบหมายให้ออกแบบเครื่องบินทิ้งระเบิด และกล่าวว่า ฮันโจสามารถเอาไอเดียเขาไปใช้ได้ตามสบาย แต่ฮันโจกลับบอกขอบคุณจิโร และบอกว่าเขาอยากให้จิโรใช้เป็นคนแรกก่อน และเขาจะใช้ตาม จิโรได้ทิ้งแบบร่างที่เขาทำไว้ที่ฮันโจ(ตรงนี้แอบนึกว่าจะมีการหักหลัง เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด ปรากฏว่าไม่มีค่ะ นี่คือความใสของอนิเมชันของจิบลิ และแสดงให้เห็นว่ามิตรภาพที่แท้จริงระหว่างเพื่อน คือเพื่อนไม่มีการแทงข้างหลังกันเองค่ะ ซึ่งถ้าไปดูเรื่องนี้ที่สมมติเอามาทำใหม่โดยผู้กำกับในฮอลลีวูด เรื่องนี้ออกมาเป็นอีกฟีลแน่ค่ะ มันจะต้องหักมุมไล่ฆ่ากันเอง)

นาโอโกะไปรักษาตัวที่หุบเขาหิมะที่ห่างไกล เธอมุดตัวลงไปใต้ผ้าห่มแล้วอ่านจดหมายที่จิโรเขียนให้ ทันใดนั้น เธอก็ตัดสินใจจะหนีออกไป โดยการใส่เสื้อโคท และสวมหมวก ทำให้ไม่มีใครสังเกตุเห็นเธอ นาโอโกะได้เดินขึ้นขบวนรถไฟที่มีคนเยอะมากๆ เมื่อจิโรทราบเขาจึงรีบเร่งไปที่ชานชลาแล้วมองหานาโอโกะ ท่ามกลางคนเบียดเสียดเยียดยัดจนกระทั่งเขาพบกับเธอ ถึงแม้ร่างกายนาโอโกะจะอ่อนแอมากแล้ว แต่เธอก็พูดกับจิโรว่า เธออยากพบเขา ซึ่งเขาก็เห็นด้วย เนื่องจากเวลาที่จะอยู่ด้วยกันของทั่งสองนั้นมีไม่มาก ช่วงเวลาเหล่านั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่ล้ำค่า

เมื่อจิโรพานาโอโกะมาที่บ้านของคุโรคาว่า คุโรคาว่ากล่าวว่าเขาไม่เห็นด้วยกับการอยู่ก่อนแต่ง จิโรเลยบอกว่างั้นเขาและนาโอโกะจะแต่งงานกันคืนนี้เลย พวกเขาได้จัดงานแต่งงานอย่างง่ายๆกันตามประเพณีโบราณของญี่ปุ่น โดยมีพยานคือสองสามีภรรยาคุโรคาว่าที่อิ่มเอมใจและซาบซึ้งจนน้ำตาตก

จิโรกับภรรยาจึงใช้ชีวิตขณะนั้น ร่วมกับสองสามีภรรยาคุโรคาว่าที่เขาเป็นหนี้บุญคุณ ในขณะนั้นคุโรคาว่าและเจ้านายพวกเขาในบริษัทมิตซูบิชิ ได้ดูการนำเสนอของจิโร ซึ่งมีพนักงานหลายคนล้อมรอบตัวเขาในท่าทางที่ตื่นเต้น ทั้งหมดต่างยิงคำถามไปยังจิโร รวมทั้งหัวเราะร่วนอย่างมีความหวัง เขาบอกกับทีมทุกคนอย่างติดตลกว่า จริงๆถ้าสร้างตามแบบที่เขาวางไว้ น้ำหนักเครื่องบินจะเยอะมากเกินไป วิธีที่ทำให้เบาลงก็คือเอาปืนออกจากตัวเครื่อง

ในคืนนั้นคาโยะ น้องสาวของจิโร มาหาเขาที่บ้านคุโรคาว่า โดยมีสีหน้าและท่าทางโกรธเขามาก เนื่องจากคาโยะชอบพี่สะใภ้ของเธอ และด้วยความที่เรียนแพทย์มา เธอจึงรู้ว่าอาการของนาโอโกะนั้นแย่ชนาดไหน เธอบอกจิโรว่า นาโอโกะป่วยมากกว่าที่เขาเห็นจากภายนอก รวมทั้งถามพี่ชายของเธอว่า จิโรทนดูหน้าของคนรักตัวเองได้ยังไงทุกเช้า ไปทำงานแต่ทิ้งเธอซึ่งป่วยหนักไว้ที่บ้าน คาโยะด่าพี่เธอทั้งน้ำตา ในคืนนั้นจิโรจึงวางโต๊ะทำงานไว้ด้านหน้าเขา และเขยิบตัวเข้าไปใกล้ๆนาโอโกะ และกุมมือของเธอเอาไว้ ทั้งสองคนต่างทำให้อีกคนเข้มแข็งขึ้น และนาโอโกะทำให้จิโรนั้นมีแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ในงานได้ ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้เขาแทบหมดอาลัยและสูญเสียความมั่นใจไปแล้ว

ผ่านไปสองสามวัน ในช่วงเวลาพระอาทิตย์ตกดิน จิโรกลับบ้านมาพร้อมกับความเหนื่อยล้า จิโรบอกนาโอโกะว่าเขาอาจจะไม่อยู่ในสองสามวันนี้ เนื่องจากต้องทดสอบการบิน นาโอโกะกล่าวชื่นชมจิโร ว่าเธอปลื้มใจในตัวสามีที่ทำความฝันจนสำเร็จ จิโรผล็อยหลับไปข้างๆนาโอโกะ คนรักของเขา

หลังจากจิโรไป นาโอโกะจึงแต่งตัวและออกจากห้องมา หลังจากอยู่ในนั้นมาเป็นระยะเวลาหนึ่ง ภรรยาคุโรคาว่าแปลกใจ เนื่องจากไม่เห็นเธอเดินออกมาจากห้องสักพัก นาโอโกะบอกภรรยาคุโรคาว่า ว่าเธอจะออกไปเดินเล่นด้านนอกสักพักหนึ่ง และเธอรู้สึกว่าอาการเธอดีขึ้นมากแล้ว ภรรยาคุโรคาว่าไม่เห็นท่าทีว่านาโอโกะผิดปกติตรงไหน เธอจึงบอกให้นาโอโกะไปเดินเล่นได้ตามสบาย

นาโอโกะบอกว่า ห้องของเธอรกมาก เดี๋ยวเธอจะกลับมาจัด ขณะนั้นคาโยะน้องสาวของจิโรเดินผ่านมาพอดี กำลังจะเข้าไปในบ้าน คาโยะเห็นหลังนาโอโกะไวๆจากที่เธอมองผ่านกระจกในรสบัสที่เธอนั่ง เธอก็แปลกใจ เมื่อเธอถึงบ้านจึงรีบเร่งวิ่งเข้าไปในบ้าน คาโยะและภรรยาคุโรคาว่าได้เข้าไปในห้องที่นาโอโกะพักอยู่ ปรากฏว่าทุกอย่างถูกจัดไว้อย่างเรียบร้อยแล้ว มีแต่ห้องเปล่าไม่เหลืออะไร และไม่รกอย่างที่นาโอโกะบอก บนโต๊ะมีจดหมายสามฉบับวางอยู่ คือ สำหรับจิโร,คาโยะ และสามีภรรยาคุโรคาว่า คาโยะนำจดหมายที่เขียนถึงเธอมาอ่าน แล้วก็ร้องไห้เป็นเผาเต่า เนื่องจากนาโอโกะบอกว่าเธอกำลังกลับไปที่สถานบำบัดนั้น

คาโยะที่ร้องไห้มากมาย อยากจะไปตามนาโอโกะกลับมา แต่ภรรยาคุโรคาว่าบอกว่า ไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว แม้กระทั่งบอกจิโร เนื่องจาก การที่นาโอโกะเลือกที่จะไปจากบ้านของเธอนั้น เป็นเพราะนาโอโกะรู้ตัวว่าเธอกำลังจะตาย จึงเลือกที่จะให้ทุกคน จดจำเธอแบบภาพที่สวยงามแบบที่เธอเป็นมากกว่าจะเห็นสีหน้าและท่าทางทรมานของเธอ

ตัดไปที่จิโร ในท้องทุ่งที่ทดสอบเครื่องบิน ปรากฏว่าเขาสร้างเครื่องบินตามแบบที่เขาคิดขึ้นมาได้สำเร็จในที่สุดและถือว่าประสบความสำเร็จ ณ.ตอนนั้นสรรพเสียงทุกอย่างเงียบลงไปทันทียกเว้นแต่เสียงลมแรงมาก และจิโรรู้สึกได้ว่าภรรยาของเขาได้จากไปแล้ว

ฉากจะตัดมาที่ ความฝันสุดท้ายของจิโร

ในฉากนั้นเขาได้ถูกรายล้อมไปด้วยไฟแห่งสงครามและเศษซากเครื่องบินมากมายจนแทบจะเป็นสุสานเครื่องบิน สงครามโลกครั้งที่สองได้อุบัติขึ้น โดยเครื่องบินได้กลายเป็นอาวุธในสงครามนอกเหนือไปจากอาวุธชิ้นอื่นๆ ในการถล่มเพิร์ลฮาเบอร์ เขาปีนขึ้นไปด้านบนยังทุ่งที่เขาเจอคาโปรนีครั้งแรก คาโปรนีรอเขาอยู่ตรงนั้นก่อนแล้ว ทั้งสองได้ยืนดูเครื่องบินของจิโร บินไปสู่ฟากฟ้าอย่างสวยงาม ก่อนหน้านั้นคาโปรนีได้กล่าวว่า การมีความฝันเพื่อต้องการที่จะสร้างเครื่องบิน มันเป็นความฝันที่ต้องสาป(ในยุคนั้น) เนื่องจากเครื่องบินเป็นอาวุธสงคราม สร้างมาเพื่อเอาไว้ฆ่าคนหรือฝั่งตรงข้าม จิโรกล่าวว่ากว่าครึ่งของเครื่องบินของเขาที่เขาออกแบบไปนั้น เกือบจะทั้งหมดบินออกไปแล้วไม่กลับมาอีกเลย จิโรบอกคาโปรนีว่า เขาสร้างเครื่องบินเพราะเขาแค่อยากเห็นสิ่งที่สวยงาม

คาโปรนีบอกว่า มีใครบางคนรอเขาอยู่ เขาเห็นนาโอโกะ อยู่ในทุ่งหญ้าแห่งนั้น เธอโบกมือมาจากอีกฝั่ง เธอยิ้ม….

และบอกจิโรว่า เธออยากให้เขามีชีวิตอยู่ต่อไป และมีประโยคที่กล่าวไว้ตอนแรกขึ้นมา

“Le vent se leve!…. il faut tenter de vivre!” (เพราะลมแรงกล้า เราจึงยืนหยัดท้าแรงลม)

จิโรได้พูดทั้งน้ำตา ในสีหน้าที่แสดงอารมณ์หลายอย่าง ดีใจ,อิ่มเอิบใจ,เสียใจ,มีความสุข เสียงของเขาสั่นเครือและจิโรพูดว่า

“ขอบคุณนะ….ขอบคุณ”
.
.
.
,
.
.
.
.
.
.
.
.
,
.
.
.
.
.
.
.
.
,
.
.
.
.
.
end spoiler

สำหรับคนที่ไม่ได้อ่านเนื้อเรื่องทั้งหมด แล้วต้องการดูความคิดเห็นและคะแนนในการรีวิวก็มาดูส่วนนี้ค่ะ เราคิดว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เคยบอบช้ำจากสงคราม รวมถึงภัยธรรมชาติอย่างหลากหลาย ในเรื่องนี้ จึงเป็นความละมุนของญี่ปุ่นที่อยู่ในหนัง ตัวละครส่วนมากค่อนข้างใส แต่เนื้อเรื่องทั้งหมดนั้น การที่จะดูแล้วอินได้อย่างที่บอกคือต้องอายุประมาณนึงค่ะ ถ้าเด็กไปไม่รู้เรื่องแน่นอน ที่แน่ๆคือเรื่องนี่มันเศร้าจริงๆ แต่ก็ไม่ถึงจบแบบแบดเอนท์ หนังญี่ปุ่นนี่ก็ดีตรงที่ถึงแม้เราจะรู้อยู่แล้วว่ามันน่าจะเป็นแบบนี้ แต่เราก็สามารถดูหนังให้สนุกได้ค่ะ เนื้อเรื่องกินใจ เพลงเพราะ ภาพสวย นอกจากนี้เนื้อหาของเรื่องมันเกี่ยวกับความฝัน การทำความฝันให้เป็นจริง ในขณะที่มีความรักไปด้วย การถ่ายทอดความรักออกมาของหนังเรื่องนี้ก็ทำได้แบบละมุนๆสไตล์จิบลิ หรือหนังญี่ปุ่นที่ดีๆหลายเรื่อง เรารู้สึกเสมอว่าถ้าเป็นเรื่องของความรักในหนัง หนังในแถบเอเชียอย่างไต้หวัน,เกาหลี,ญี่ปุ่น จะเข้าถึงคนไทยได้มากกว่าก็คือ หนังรักเอเชียทำมาโอเคกว่าตะวันตกมาก อย่างตอนเราดูหนังรักฝรั่งมันจะเร็วแบบ วันเดียวเท่านั้นคือเฟรนซ์คิสอย่างดุเดือดเลย(ไม่ต้องบอกว่าอะไรเกิดขึ้นหลังจากนั้น) แต่ลักษณะนั้นพบได้น้อยในหนังเอเชียค่ะ เอาเป็นว่าให้ [rating:4.5]

25570706-002405-1445202.jpg>