สวัสดีค่ะ ตอบคำถามคอลัมน์ประจำเช่นเคยค่ะ สำหรับตอนนี้ก็มีคำถามที่น่าสนใจหลายๆข้อเช่นกัน เกี่ยวกับการทำงาน ความฝัน มุมมองชีวิต และตอบยาวมากเช่นเคยค่ะ ใช้เวลาตอบถึง 2 วันค่ะ วันนี้เพิ่งตอบเสร็จเนี่ยแหละ


ผมขอเล่าประวัติผมก่อนนะครับ ถ้าตัดห้วนเกินไปเดียวพี่จะไม่เข้าใจ
เเล้วผมก็กำลังเเย่เลยครับหลายๆเรื่องผมจะพยายามเล่าให้สั้นที่สุดครับ ขอโทษครับ TT /\ TT
ตั้งเเต่เด็กผมถูกบังคับให้เล่นกีฬามาตลอด เเต่ตัวผมเองเหมือนจะรู้ตัวว่าไม่ใช้สายกีฬา เลยไม่ตั้งใจอย่างที่ควร เลิกเล่นบอลตอนประถม 6
ทั้งที่เป็นตัวโรงเรียนเเละไปเเข่งได้รองชนะเลิศ

ต่อมาผมก็ มาเล่นบาสเก็ตบอลตอน ม.1 (เกิดจากการโดนเสียดสีจากที่บ้าน) เเล้วก็เลิกไปตอน ม.4 เพราะผม มาเจอเพื่อนใหม่ตอนย้ายสายศิลป์ มาสายวิทย์ อ่ะครับ เพื่อนคนนั้นเค้าเขียนการ์ตูนมาตั้งเเต่ ม.1 เเล้วช่วงเดียวกันผมก็ได้อ่าน บาคุเเมน (bakuman)

มันเหมือนกับว่า มีเสียงคลิกดังขึ้นเลยครับ จากนั้นผมก็เลิกเล่นบาส มาเริ่มจับดินสอวาดรูป ยิ่งนานไปผมก็รู้สึกว่านี่เเหละใช่เลย ( ประกอบกับตั้งเเต่เด็กผมถูกห้ามไม่ให้ไปเล่นกับเพื่อนเเถวบ้าน เพราะว่าเเถวบ้านผมอยู่ในชุมชนที่ไม่ค่อยดีนัก เด็กเเถวนั้นมีเเต่ติดยา กับ เเว้นรถ อ่ะครับ ผมจึงอยู่เเต่ชั้น 2 บนห้องนอน เล่นเกม วาดรูป ปั้นดินน้ำมันเรื่อยมา เเต่ถูกว่า ว่า “เก็บตัวอยู่เเต่ในห้อง จะเป็นนางห้อง เเล้วววว” สืบเนื่องจากที่โดนบังคับให้เล่นกีฬา ) 

พอผมเริ่มเอาจริงเอาจังมากขึ้น ผมอยากเข้าเรียนเกี่ยวกับการเขียนการ์ตูนมากครับพี่ เเต่ที่ไทยไม่มี ที่ญี่ปุ่นรู้สึกจะมีสอนทางนี้โดยตรงเเถมได้ใบประกาศอีก TT ผมก็เลยไปสอบเข้ามหาลัยเเล้วก็ติดที่ ม.บูรพา สาขาโทรทัศน์ เเละ ดีจิตอลมีเดีย ระหว่างเรียนผมรู้สึกเเย่มากๆเลยครับ มีเวลาวาดการ์ตูนน้อยมากครับ จนเเทบไม่ได้จับดินสอเลย บวกกับต้องเเบ่งเวลาให้เเฟนด้วย

จนมาถึงถึงเทอม 2 วันเปิดเรียนวันเเรก (ระหว่างปิดเเฮปปี้มากครับได้วาดเต็มที่เลย TT v TT) ผมตื่นมาเเล้วนอนคิดว่าผมจะต้องไปเจอกับเรื่องเดิมๆ ไปมหาลัย เรียนอะไรที่ไม่ได้ใช้ การ์ตูนไม่ได้วาด ผมเลยตัดสินใจ (อาจจะผิดครั้งใหญ่ เเต่ผมไม่เคยเสียใจเลยนะครับ) หยุดเรียนตั้งเเต่นั้นเลยครับ ไม่บอกใครทั้งสิน เเล้ว วาดการ์ตูนอย่างเดียว

บอกตรงๆนะครับ ช่วงเวลานี่ผมมีความสุขมาก ผมอยากใช้ชีวิตเเบบนี้ ได้ทำสิ่งที่ตัวเองรักอย่างเต็มที่ ยิ่งตอนที่เอาต้นฉบับที่เขียนเสร็จสมบูรณ์ชิ้นเเรกไปยื่นที่กองบรรณาธิการ สยาม ยิ่งเติมเต็มผมมากๆเลยครับ ถึงจะไม่ผ่านก็เถอะ ฮ่ะๆ TTvTT เเต่พอวันดีคืนดีความลับเเตก ตอนปลายปี 1  ทุกๆคนถามผมคำถามเดียวกันว่า “ทำไมไม่ไปเรียน” ครอบครัวผมค่อนข้างใหญ่อ่ะครับ ผมตอบประมาณว่า “การไปเรียนมหาลัยมันไม่ได้ช่วยให้ผมไปถึงฝันที่ผมต้องการเลย”

ทุกๆคนก็บอกว่า ให้เรียนจบก่อนสิค่อยทำก็ได้
คือผมรู้นะครับ ความต้องการของญาติๆ เเต่ผมเห็นคนอื่น เด็กกว่าผมเค้าได้เปิดตัว เป็นนักเขียนลง Debut กันผมยิ่งใจร้อนครับ อยากตั้งใจกับเรื่องการ์ตูนให้เต็มที่ 

สุดท้ายไม่ว่าผมจะอธิบายยังไง ทุกๆคนก็บอกให้ผมเรียนต่อ จนตอนนี้ผมเข้าราชภัฏนครสวรรค์ได้ สาขา ออกเเบบคอมพิวเตอร์กราฟฟิก ผมรู้สึกเหมือนว่าไม่มีใครเข้าใจผมเลยครับ ไม่มีใครสนับสนุนให้ผมไปเส้นทางนี้ ยิ่งเเฟนผมเธอบอกว่า ความคิดผมมันเป็นความคิดแบบเด็กๆ ในอนาคตจะลำบากเอา คิดเเต่จะเข้ามหาลัยสบายๆ อนาคตจะลำบาก ไม่ว่าคนไหนคิดเเต่จะให้ผมเข้าเรียนมหาลัยให้ได้ ไม่มีพูดถึงความต้องการของผมเลย ยิ่งนานวันเข้าก็ยิ่งท้ออ่ะครับ 

อยากขอคำเเนะนำหน่อยครับ ว่าผมควรจะตามความฝันของผมดี หรือ จะพักเอาไว้ก่อนเเล้วค่อยมาเริ่มทำหลังเรียนจบ (เเต่ผมเดาได้เลยครับพอจบปุ๊ปที่บ้านต้องให้เข้าทำงานทันที คิดเเล้วท้อครับ)

ปล.ผมชอบเรื่องเเนวเเฟนตาซีมากครับ ความฝันของผมคือการได้เป็นตำนานครับ เเบบว่า ถ้าพูดถึงเกม J RPG ก็ต้อง Final fantasy
พูดถึงการ์ตูนผจญภัยก็ต้อง วันพีช เเฟร์รี่เทล ผมอยากเป็นที่จดจำของผู้คนอ่ะครับ

เดียวผมจะเเนบผลงานล่าสุดนะครับ ช่วยติทีครับ ภาพเเรกเป็นผลงานล่าสุด ภาพที่มีถมดำเป็นปกเรื่องที่เลยเอาไปที่กองบรรณาธิการครับ เเล้วตอนที่ไปกองบรรณาธิการเค้าบอกว่า ผมให้มุมกล้องไม่หลากหลายมีเเต่หน้าตรงกับหน้าด้านข้างซะส่วนใหญ่ เเละ หน้าตัวละครยังดูเหมือนๆกัน มีวิธีฝึก หรือ เเก้ไขยังไงดีครับ
ขอบคุณมากๆเลยครับที่พี่อ่านจนมาถึงตรงนี้ TT /ll\ TT (ชั่งใจอยู่นานจะส่งดีรึเปล่าเกรงใจมากๆครับ เเต่ไม่รู้จะปรึกษาใครดี ขอโทษนะครับ TTATT)
unnamedunnamed (1)
==================================================================
ตอบ:สวัสดีค่ะ ดูเหมือนน้องจะไม่ได้บอกชื่อเล่นน้องมาในเมล์ พี่ก็เลยไม่รู้จะเรียกน้องยังไงดี ขอเรียกน้องเฉยๆแล้วกันค่ะ แต่พี่จะบอกว่า น้องมาถามพี่นั้น น้องทำใจเลยว่าน้องได้อ่านยาวแน่นอนค่ะ ทั้งนี้ไม่ต้องเกรงใจเรื่องของคำถามค่ะ เพราะว่าการที่พี่เปิดบลอคนี้มาและบอกว่าให้ส่งคำถามมาได้ พี่ก็จะตอบให้อย่างที่น้องต้องการ

พี่คิดว่าคำตอบสั้นๆนั้น มันกระชับดีก็จริง แต่ในบางกรณีมันต้องอธิบายอย่างละเอียดตั้งแต่เรื่องของพื้นฐานในความคิดของน้องค่ะ น้องไม่ใช่คนแรกที่ส่งอีเมล์มาถามพี่เรื่องของการซิ่วออกมาวาดรูปอยู่บ้านค่ะ ลองค้นดูในหมวด freetalk น้องจะเจอค่ะ ชื่อ entry ประมาณๆ ซิ่วออกมาวาดการ์ตูนทำอย่างไร

ตอนนี้เท่าที่พี่อ่านมาทั้งหมดนั้น พี่เข้าใจสถานการณ์ที่น้องเจอค่ะ ทั้งนี้น้องต้องเข้าใจว่า ครอบครัวแต่ละครอบครัวนั้น มีพื้นฐานมาไม่เหมือนกันค่ะ พี่ไม่ทราบว่าตอนนี้ผู้ปกครอง คือพ่อกับแม่ของน้องนั้น เป็นคนวัยใด แต่ถ้าให้พี่คำนวณดูคร่าวๆ ตอนนี้น้องน่าจะอายุประมาณ 17-19 ไม่น่าจะเกิน 21 สมมติว่าคุณแม่น้องมีลูก(ก็คือน้อง) ตอนอายุประมาณ 28(วัยทั่วๆไปของผู้หญิงที่มีลูก) อนึ่ง พี่ก็ไม่รู้อีกว่า น้องเป็นลูกคนที่เท่าไร

ถามว่าทำไมต้องรู้ถึงขนาดนั้น?มันเป็นเพราะว่า การที่ครอบครัวน้องจะมีแนวคิดแบบไหนนั้น มันขึ้นอยู่กับว่า ผู้ปกครองน้องเป็นคนรุ่นไหน?เสพย์อะไรบ้าง?มีความเข้าใจต่อโลกโดยรวมอย่างไร?

เด็กคนนึงจะโตขึ้นมาได้ มันก็ขึ้นอยู่กับเมล็ดพันธุ์ที่คนๆนั้นหรือพ่อ,แม่ ผู้ปกครองของน้องๆปลูกขึ้นมา ถ้าเมล็ดที่เราปลูก เป็นถั่วเขียว ปลูกยังไงมันก็ได้ถั่วเขียวค่ะ นั่นก็คือ ความเชื่อของแต่ละครอบครัวนั้นรวมไปถึงสิ่งแวดล้อมโดยรวม สิ่งที่น้องได้เสพย์หรือบริโภคไป มันหล่อหลอมให้น้องคิดแบบนี้

ถามว่าทำไมต้องพูดถึงครอบครัว เนื่องจากเรื่องนี้มันเกี่ยวพันกับครอบครัวน้องด้วย ไม่ใช่แค่น้องเพียงคนเดียว นั่นก็คือผู้ปกครองห่วงเรื่องอนาคตของน้อง ถามว่ามันมาจากไหน?มันก็มาจากความเข้าใจของคนยุคก่อนทั่วๆไป

นั่นก็คือยุคเบบี้บูม(ในกรณีที่พ่อแม่ของน้องมีน้องตอนที่อายุมาก),หรือ พ่อแม่น้องเป็น Genx (จัดอยู่ในพ่อแม่ยุคค่อนข้างใหม่ แต่พี่เดาว่า ถ้าพ่อแม่น้องอยู่ใน GenX นั้น น่าจะเป็น GenX แบบตอนต้นมากๆคือคาบเกี่ยวระหว่างคนสองรุ่น เนื่องจากน้องอยู่มหาวิทยาลัยแล้ว)

ถามว่ามันเกี่ยวอะไรกัน อย่างแรกก็คือ น้องไม่สามารถเปลี่ยนความคิดของพ่อหรือแม่ได้ค่ะ หรืออาจจะเปลี่ยนได้แต่ต้องใช้เวลาประมาณหนึ่ง ถ้าท่านไม่เห็นว่างานที่น้องทำดูมีอนาคตที่ดี ตามที่ท่านเข้าใจในรุ่นของท่านก็คือ การมีอาชีพมั่นคง มีบ้าน,รถ หรือมีครอบครัว ซึ่งมันเหมือนกับการใช้ชีวิตแบบคนทั่วๆไปนั่นก็คือนับ 1-2-3-4 โดยที่มีชีวิตส่วนมากตามที่สังคมคาดหวังเอาไว้

มันคือการดำเนินชีวิตแบบที่น้องแทบจะไม่ต้องคิดเลยก็ได้ว่าสิ่งที่เราอยากจะทำจริงๆแล้วมันคืออะไรกันแน่ในชีวิต? มันก็เหมือนกับเป็ดที่ออกจากไข่แล้วเจอนกพิราบเป็นตัวแม่ของมัน มันก็เดินตามนกไปเรื่อยๆจนกระทั่งนกบินไปไกลแล้ว แต่เป็ดยังบินขึ้นไปไม่ได้เพราะมันไม่รู้ว่ามันคือเป็ด ไม่ใช่นกพิราบค่ะ

นั่นก็คือ…ทุกๆอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิตของน้องมันคือตัวน้องเองค่ะ หรือมันคือผลของการกระทำ ที่น้องได้ทำไว้ในอดีต มันจึงเป็นผลของวันนี้ แล้วถามว่าเรื่องนกพิราบสอนอะไรเรา?

เรื่องนี้ทุกคนเล่นกันจริงๆเจ็บกันจริงๆ ไม่มีสลิง ตัวแสดงแทนทั้งนั้น การที่น้องอยู่มาจนถึงวันนี้พี่เชื่อว่าน้องก็มีทุกข์และสุขคละเคล้ากันไปแน่นอน เพราะไม่มีใครในโลกที่เกิดมาทุกข์มาก หรือเกิดมาสุขมากค่ะ และการที่มีความสุขอย่างเดียว โดยไม่มีความทุกข์ใดๆเลย มันทำให้น้องเบื่อชีวิตแบบนั้นแล้วก็อาจจะเริ่มถามว่าจริงๆแล้วเราเกิดมาทำไม ชีวิตมีแค่นี้เองเหรอ คือ วันที่น้องเป็นทุกข์ มันจะทำให้วันที่เป็นสุขของน้องนั้น มีความสุขมากขึ้น เนื่องจากน้องรู้คุณค่าของมัน

ทั้งนี้พี่ได้ดูดีวีดีเรื่องนึง พี่ดูไปสองสามวันก่อน นั่นก็คือเรื่อง “ยอดมนุษย์เงินเดือน” พี่อยากให้น้องไปหาเรื่องนี้มาดูมากๆค่ะ ถ้าดูน้องจะเข้าใจโลกความเป็นจริงของการทำงานมากขึ้น เนื่องจากในเรื่องมีตัวละครสองตัวค่ะ ที่ชีวิตแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ถ้าน้องหาซื้อดีวีดีไม่ได้ พี่ก็จะรีวิวและสรุปข้อคิดและเนื้อเรื่องให้ฟังในเอนทรี่ถัดๆไปค่ะ

ทั้งนี้พี่ขอเล่าบางส่วนให้น้องฟัง ก็คือ ตัวเอกตัวหนึ่งของเรื่องนี้ เพิ่งเข้าไปทำงานประจำตามคำสั่งของแม่ โดยที่มีแม่เลี้ยงดูมา ซึ่งแม่เธอดูมีฐานะดี ก็เลยใช้ชีวิตดีมาตลอดโดยที่คิดเรื่องสนุกได้อย่างเดียวส่วนมากและเป็นตัวละครมีมีรูปแบบเหมือนกับคนสมัยนี้ นั่นก็คือ อยากจะเป็นฟรีแลนซ์มากกว่า อยากเป็นนักเขียน นักวาดการ์ตูน ตัวละครตัวนี้จึงขาดการวางแผนชีวิตและไม่ชอบทำงานประจำ แต่แม่เธอบอกว่า

“ถ้าลูกไม่เคยอยู่ในคอก ลูกจะไม่รู้ว่าคอกเป็นยังไง”

การที่เราสามารถจะใช้ชีวิตอยู่นอกกรอบได้ น้องต้องรู้ก่อนว่า “กรอบ” มันอยู่ตรงไหน?ค่ะ

สิ่งที่น้องจะเข้าใจมากขึ้นในโลกของการทำงานก็คือ ในความเป็นจริงแล้ว คนส่วนมากไม่สามารถวางแผนชีวิตตามสเต็ปได้ หรือมีแผนแต่ไม่ทำตามแผน แผนการของคนส่วนมากในสังคมโลกนี้ เช่น เรียนให้จบ ทำงานกินเงินเดือนมั่นคง เก็บเงิน แต่งงาน ซื้อบ้าน ซื้อรถ

ซึ่งถ้าน้องวางแผนไล่ไปแบบนี้ การที่น้องจะทำสำเร็จ,หรือไม่สำเร็จในขั้นตอนใดก็ถาม มันจะทำให้เสต็ปในชีวิตของน้องเสียไปแล้วน้องจะเคว้งได้ เหมือนตัวละครตัวหนึ่งในเรื่อง “ยอดมนุษย์เงินเดือน” ตัวละครตัวนี้เป็นตัวละครที่ชอบวางแผนในการใช้ชีวิตอย่างละเอียด แต่พอชีวิตไม่เป็นไปตามแผน ก็จะเคว้ง ลักษณะตรงข้ามกับตัวละครตัวแรกที่พี่ว่าไปค่ะ

ฉะนั้นการที่น้องวางแผน ควรมีความยืดหยุ่นพอสมควร และเป็นเป้าหมายที่ท้าทายความสามารถในการทำงานของน้อง นั่นก็คือเป็นสิ่งที่น้องรู้สึกท้าทายในการวางเป้าหมาย แต่ไม่ได้อยู่สูงจนรู้สึกว่าเวอร์เกินไป โดยที่เราควรจะตั้งเป้าหมายให้เหมาะสมกับระยะเวลาในการใช้ทำเป้าหมายนั้นๆให้เป็นจริง และน้องอาจจะเพิ่มระดับความยากในการทำเป้าหมายแต่ละอย่าง ให้เป็นเสต็ปคือยากขึ้นเรื่อยๆตามวัยของเรา ในวัยน้อง(วัยรุ่น)ควรจะมีเป้าหมายใหญ่ๆในชีวิตค่ะ แล้วก็ซอยเป้าหมายนั้นออกเป็นส่วนย่อยๆ

ถามว่า ทำไมต้องพูดเรื่องเป้าหมายชีวิต เพราะว่าความฝันการเป็นนักวาดการ์ตูนของน้องนั้น แทบไม่มีผู้ใหญ่เข้าใจในสิ่งที่น้องอยากเป็นค่ะ ถ้าครอบครัวน้องไม่เคยมีใครทำงานด้านนี้มาก่อนยิ่งยาก เนื่องจากน้องก็จะเข้าสู่วงจรเหมือนพี่ๆน้องๆคนอื่นๆ เช่น ถ้าบ้านน้องเป็นข้าราชการ น้องก็มีแนวโน้มจะเป็นข้าราชการ,พ่อแม่น้องเป็นอาจารย์ น้องก็มีแนวโน้มว่าจะเป็นอาจารย์ ซึ่งน้องอาจจะไม่ได้ทำตามสิ่งที่พ่อหรือแม่ขอร้องในทันที แต่สุดท้าย มันก็จะเหมือนกับการปลูกถั่วอย่างที่ว่า นั่นก็คือ ถ้าน้องเป็นถั่วเขียว ปลูกออกมาต้องได้ถั่วงอกค่ะ

การที่ต้นไม้ชนิดไหนจะโตได้ มันขึ้นอยู่กับว่า ครอบครัวของน้องได้รดน้ำความคิด หรือความฝันใดๆของน้อง เช่น ถ้าพ่อแม่ของน้องสนับสนุนการวาดการ์ตูน ท่านก็จะส่งให้น้องไปเรียนด้านวาดการ์ตูน หรือ พ่อแม่น้องก็จะไม่ว่า ถ้าน้องวาดการ์ตูนอยู่บ้านอย่างเดียว ทั้งนี้ เด็กวัยรุ่นแบบน้อง ความฝันแรงกล้า และเป็นวัยที่พลังงานของน้องยังเหลือเฟือ เพราะฉะนั้นเป็นวัยที่เหมาะสมแก่การรดน้ำต้นไม้ให้กับความฝัน

จริงๆเรื่องของการเรียนนั้น ถ้าถามพี่ว่าจำเป็นไหมที่เราจะต้องเรียนให้สูงๆและจบปริญญาตรี มันเหมือนกับว่า หลายๆคนในสังคมก็จะพูดว่าไม่จำเป็นต้องจบปริญญาตรีก็ได้ บิล เกตต์ยังเรียนป.ตรีไม่จบ,สตีฟ จ็อบก็ไม่จบ,มาร์ค ซัค ก็ไม่จบ โดยเรื่องนี้มันเป็น Cliche ค่ะ(สิ่งที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ) โดยที่เราต้องดูว่าคนที่พูดคำๆนี้เป็นใครค่ะ?

เพราะเอาเข้าจริงคนเรียนสูงแล้วประสบความสำเร็จก็มี เช่น ​ลาร์รี่เพจ กับเซอร์จีย์ บริน(เจ้าของ google) นอกจากนี้มาร์ค ซัค กับบิลล์ เกตต์เขาไม่ได้ไม่จบ เขาดรอปเรียนเพื่อออกมาทำธุรกิจ ซึ่งธุรกิจก็เติบโตมาก จนไม่มีเหตุผลที่เขาจะต้องกลับไปเรียนถ้าเขาไม่อยากเรียนต่อหรือยุ่งเกินที่จะกลับไปเรียนต่อค่ะ แล้วถามว่า เขาได้เอาชีวิตมาเสี่ยงไหม?น้องต้องอ่านประวัติของคนพวกนี้ดู น้องจะรู้ว่าชีวิตของพวกเขาก็มีการวางแผนในการดำเนินชีวิตประมาณหนึ่งแน่นอนค่ะ

เช่นบิลล์ เกตต์ทำงานเขียนโค้ดตั้งแต่ยังเรียนหนังสืออยู่,มาร์ค ซัคก็เขียนโปรแกรมมาตั้งแต่เด็กค่ะ
เพราะฉะนั้นการที่น้องจะประสบความสำเร็จในการเป็นนักวาดการ์ตูนได้ มันก็เหมือนกับอาชีพอื่นๆนั่นก็คือ น้องต้องมีการวางแผนชีวิตตัวเอง โดยที่กำหนดตารางฝึกไว้เลยว่า น้องจะฝึกวันละกี่ชั่วโมง ฝึกเรื่องอะไรบ้าง พี่แนะนำว่า ทางแรกน้องอาจจะเรียนก่อนค่ะ ถามว่าทำไมน้องต้องไปเรียนหนังสือด้วย ในเมื่อน้องรู้อยู่แล้วว่าน้องจะเป็นอะไร?

การที่น้องรู้ความฝันของตัวเอง พี่คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้ว เพราะฉะนั้น น้องก็สามารถที่จะทำตามความฝันได้เร็วเพราะน้องค้นพบหนทางของตัวเองได้เร็ว แต่ว่าเรื่องของครอบครัวมีความซับซ้อนค่ะ เนื่องจากพี่ไม่ใช่น้อง พี่จึงไม่รู้ว่าครอบครัวของน้องเป็นอย่างไร? นั่นก็คือ พ่อกับแม่น้องก็อาจจะอยากให้เรียนหนังสือก่อน ก่อนที่จะทำงานเขียนการ์ตูน

พี่คิดว่าการเรียนหนังสือนั้น มันคือ”การแสดงความรับผิดชอบต่อชีวิตตัวเองของน้อง”ค่ะ พี่ไม่ได้หมายความว่าน้องไม่รับผิดชอบนะ พี่จะบอกว่า ถ้าน้องสามารถเรียนไปด้วย ในระหว่างนั้นก็ฝึกฝนการวาดการ์ตูนไปด้วย พอเรียนจบน้องก็อาจจะมีต้นฉบับประมาณหนึ่ง ที่น้องสามารถที่จะนำไปยื่นต่อสำนักพิมพ์ได้ค่ะ ทั้งนี้การเรียนไปด้วย และฝึกฝนวาดการ์ตูนไปด้วย มันจะทำให้น้องรู้จักแบ่งเวลาในชีวิต

นอกจากนี้การที่น้องออกมาจากมหาวิทยาลัย แล้วทำงานวาดการ์ตูนอย่างเดียว อยู่บ้าน คุณค่าของการใช้เวลาของน้องจะน้อยลง นั่นก็คือ น้องจะมีเวลาว่างเยอะมากจนน้องอาจจะเบื่อถ้าน้องทำแต่สิ่งเดิมๆไปประมาณ 2-3 ปีติดๆกันค่ะ ต่อให้น้องชอบวาดการ์ตูนมากเท่าไร ตอนนี้น้องอาจจะยังรู้สึกสนุก แต่ถ้าถึงเวลาที่เราจะต้องรับผิดชอบในชีวิตเมื่อไร น้องจะเจอความจริงของชีวิตมากขึ้น เนื่องจากตอนนี้อายุน้องยังน้อย ไฟความฝันแรงมาก พี่คิดว่าน้องควรใช้ช่วงเวลานี้ให้เป็นประโยชน์

เช่น สมมติน้องโตขึ้น แต่งงาน มีภรรยา น้องต้องเลี้ยงดูภรรยา ดูแลลูก ตอนนั้นแหละที่น้องจะเจอความเป็นจริงในชีวิต นั่นก็คือ สิ่งที่พี่เรียกว่า การแสดงความรับผิดชอบต่อชีวิตของตัวน้องเอง ถามว่าพี่พูดอย่างนี้ได้อย่างไร เพราะพี่หาเงินเลี้ยงดูครอบครัว และรับผิดชอบต่อครอบครัว(พ่อ,แม่,พี่,น้อง)

และถ้าถามว่าทำไมคนรอบตัวน้อง ทั้งแฟน ทั้งพ่อแม่ ถึงอยากจะให้น้องไปเรียนหนังสือ พี่คิดว่า การเรียน มันเป็นการลดความเสี่ยงต่างๆในชีวิตน้องได้ประมาณหนึ่งค่ะ คนรอบตัวน้องที่เขาพูดมาเพราะว่าเขาเป็นห่วงในอนาคตของน้อง เวลาน้องทำอะไรก็ตามในชีวิต นอกเหนือไปจากการมุ่งมั่น ตามความฝันให้สำเร็จ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีแล้ว น้องควรจะเผื่อใจไว้ประมาณหนึ่งด้วย ในกรณีที่อะไรก็ตามไม่เป็นอย่างที่น้องคิด ในบางครั้งการที่น้องดำเนินชีวิต น้องต้องนึกถึงสิ่งเลวร้ายที่สุดที่จะเกิดขึ้น เมื่อน้องเลือกทางเดินแบบนั้นด้วย แต่ว่าเวลาน้องทำอะไรก็ตาม น้องต้องทุ่มสุดตัว น้องจึงจะประสบความสำเร็จในสิ่งที่น้องทำได้

นั่นก็คือ ในกรณีที่อะไรไม่เป็นไปตามที่น้องคิดอย่างที่พี่บอกเมื่อกี้ นั่นก็คือต้นฉบับน้องไม่ผ่าน แล้วก็ไม่มีเงินเข้าเลย น้องก็จะท้อถอยได้เมื่อจบมา ความเคว้งมันจะสูงกว่า นอกจากนี้ น้องอาจจะพาลคิดไปว่า การที่ต้นฉบับน้องไม่ผ่าน แปลว่าน้องไม่เก่ง ซึ่งจริงๆมันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างนอกเหนือจากความเก่งค่ะ การที่ต้นฉบับการ์ตูนผ่าน มันต้องแปลว่างานของน้องน่าสนใจ และขายได้

น้องจะพบว่า บิลล์ เกตนั้น เกิดมาจากครอบครัวฐานะที่ดีค่ะ สามารถส่งเขาในระดับชั้นที่สูงๆและมีเงินในการที่จะซื้ออุปกรณ์หรือให้บิลล์นั้นได้รับการศึกษาที่ดี จึงมีผลต่อเนื่องที่ทำให่เขาประสบความสำเร็จในสิ่งที่เขาทำ น้องต้องดูด้วยว่า ฐานะทางครอบครัวโดยรวมของน้องเป็นอย่างไร?ในการที่น้องจะออกมาเป็นนักเขียนการ์ตูนเต็มตัว ถ้าพ่อแม่น้องยังไม่แก่มาก และตัวน้องเองสุขภาพแข็งแรงดี ครอบครัวมีฐานะปานกลางจนถึงฐานะดี น้องอาจจะไม่ลำบากนักในการขอพ่อแม่มาลองตามสิ่งที่น้องใฝ่ฝัน

ทางที่สองคือ น้องต้องเลือกคุยกับพ่อแม่ดู เพื่อที่จะออกมาฝึกวาดรูปเต็มตัว จริงๆแล้วแทนที่จะไม่เรียนมหาวิทยาลัยต่อ พี่อยากแนะนำให้น้องเอนท์เข้าคณะทางศิลปะตรงๆไปเลยดีกว่าค่ะ ไม่ใช่เรียนแบบเฉียดๆไปมาเหมือนที่น้องเคยเรียน หรืออย่างน้อย ถ้าไม่ใช่คณะทางศิลปะโดยตรง ก็ควรจะเป็นสายออกแบบ เพราะน้องจะได้ทักษะค่ะ นอกจากนี้ ถ้าน้องสังเกตุให้ดี คนที่เรียนสายออกแบบ เวลาทำงานออกมา มันจะออกมาดูโอเคกว่าคนที่ไม่ได้เรียนสายออกแบบโดยตรง โดยเฉพาะเรื่องของรสนิยมในการเลือกองค์ประกอบต่างๆ

แต่ถ้าน้องไม่อยากเรียนต่อจริงๆ ก็เหมือนที่พี่พูดเมื่อกี้ คือน้องต้องลองคุยกับครอบครัวน้องดู ว่าพ่อแม่สามารถรับได้ขนาดไหน? น้องอาจจะขอเวลาพ่อกับแม่ซัก 2-3 ปีก่อน ซึ่งจริงๆถ้าน้องขอเวลาประมาณนั้น อายุน้องก็จะเยอะแล้วค่ะถ้าน้องไปถึงตรงนั้นแล้วน้องควรจะสำเร็จในการส่งต้นฉบับและได้เป็นนักเขียนการ์ตูนไปแล้ว

สำหรับเรื่องของการศึกษา ถ้าน้องไม่อยากเข้ามหาวิทยาลัย พี่แนะนำให้น้องเรียนรู้ให้มากที่สุดเท่าที่น้องทำได้ นั่นก็คือ ซื้อหนังสือมาอ่าน,อ่านบลอค,เสพย์งาน ดู youtube อ่านแม็กกาซีน การศึกษามากมาย บางอย่างแทบไม่ต้องใช้เงินด้วยซ้ำ มีเว็บสอนวาดรูปฟรีๆ คลิปวีดีโอ และหนังสือตามท้องตลาด และมีคอร์สสอนวาดรูปเปิดมากมาย ที่ราคาต่างกันไป

น้องก็เลือกการศึกษาที่เหมาะกับทุนทรัพย์ของน้องและก็สไตล์การเรียนของน้อง นั่นก็คือ การศึกษาของน้องก็จะเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเองนอกมหาวิทยาลัย หรือวิธีฝึกง่ายๆที่หลายๆคนทำกันทั่วไปโดยใช้เงินไม่มาก คือซื้อการ์ตูนที่ชอบมาลองวาดตามให้เหมือนที่สุดเท่าที่ทำได้ ทั้งการลงหมึก ติดสกรีน เมื่อน้องทำตามจนเก่งประมาณหนึ่ง น้องจะสามารถดึงเทคนิคที่อาจารย์ที่น้องชอบทำ มาใส่ในงานของตัวเองได้ หรือถ้าน้องไม่มีทุนทรัพย์จริงๆน้องสามารถเปิดเว็บอ่านการ์ตูนออนไลน์แล้ววาดตาม เปิด posemaniac ฝึกวาด figure ได้ค่ะ

เพราะฉะนั้น น้องไม่สามารถใช้ชีวิตแบบไม้หลักปักเลนได้ ถ้าน้องคิดจะออกจากการเรียนหนังสือ มาเขียนการ์ตูนอย่างเดียว นั่นก็คือ พี่จะเน้นมากว่า นอกจากการตามความฝัน น้องต้องมีความรับผิดชอบต่อชีวิตของน้องในด้านอื่นๆการวางแผนในการดำเนินชีวิตประมาณหนึ่ง และถ้าน้องเป็นลูกคนโต หรือคนกลาง ซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการเลี้ยงดูครอบครัว ทางเลือกของน้องคือ น้องต้องทำให้สำเร็จเท่านั้นค่ะ

ก็คือน้องต้องจริงจังกับการเขียนการ์ตูน และจัดตารางฝึกฝนที่แน่นอน ถ้าน้องอยากเขียนการ์ตูนอย่างเดียวพี่คิดว่า น้องควรฝึกอย่างน้อย 3-5 ชั่วโมง อาทิตย์ละ 5 วันอย่างต่ำ นอกจากนี้น้องต้องศึกษาโครงเรื่องจากหนัง นิยาย การ์ตูนเรื่องอื่นๆ โดยแบ่งเวลาให้ชัดเจน นั่นก็คือ ใน 1 อาทิตย์ น้องควรใส่ input ก็คือเสพย์งานเยอะๆค่ะ ให้เวลา 1-2 วันเต็มๆต่อ 1 อาทิตย์ แล้วน้องก็ควรหัดรีวิว ก็คือ เรื่องนี้ชอบภาพ เรื่องนี้ชอบลำดับภาพ น้องอาจจะจดเอาไว้ แต่พี่ชอบเขียนเป็นบลอคมากกว่าค่ะ เพราะย้อนกลับไปดูง่าย จดใส่กระดาษอาจจะหายง่ายค่ะ

พี่คิดว่าพี่เขียนยาวมาก ทั้งนี้นั่นเป็นชีวิตของน้องค่ะ พี่ย้ำเหมือนเดิมที่เคยบอกทุกครั้งว่า น้องไม่จำเป็นจะต้องเชื่อในสิ่งที่พี่พูด พี่ให้ข้อมูล และแนวคิดพี่ น้องไม่จำเป็นต้องทำตามที่พี่บอก เนื่องจากชีวิตเป็นของน้อง น้องต้องตัดสินใจเลือกทางเดินของตัวเอง และน้องต้องสามารถรับผลที่ตามมาจากทางเลือกของน้องได้ สุดท้ายพี่ขอให้น้องโชคดี และสามารถจัดการกับเรื่องนี้ได้โดยทางครอบครัวพอใจด้วย

สุดท้ายพี่ขอตอบเรื่องวิจารณ์งานน้อง พี่คิดว่าลายเส้นน้องเบาค่ะ คือขาดน้ำหนักเส้น เส้นดูเป็นเส้นเดี่ยวๆ ทำให้ภาพเกิดความแบน ถ้าให้พี่เดา น้องน่าจะใช้ปากกาเคมีทั่วไปในการวาดเส้นต้นฉบับ ซึ่งปากกาพวกนี้ ส่วนมาก ถ้าน้องใช้จริงๆ น้องควรใช้หลายๆเบอร์ควบคู่กันไป และมีการย้ำลายเส้นประมาณหนึ่ง พี่แนะนำว่า ให้น้องฝึกฝนในการใช้หัวปากกา หรือไม่ก็ใช้การลงหมึกในคอมพิวเตอร์ไปเลย เช่น ใช้ manga studio ในการตัดเส้นต้นฉบับ น้องอาจจะต้องมีเมาส์ปากกาค่ะ ถ้าน้องจะทำในคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้ น้องต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งในการฝึกทักษะการใช้เครื่องมือต่างๆในคอมพิวเตอร์ ซึ่งพี่แนะนำว่า ก่อนที่จะจับคอม น้องควรฝึกวาดมือให้คล่องก่อนค่ะ โดยไปซื้อหัวปากกาจีเพ็น,มารุเพ็นมาใช้การตัดเส้น ซึ่งปากกาพวกนี้มันกัดกระดาษ น้องเลือกกระดาษให้หนาหน่อยค่ะ จะช่วยได้เรื่องน้ำหนักของเส้นที่เบาไป เพราะการใช้หัวปากกาจะมีเส้นหนาบางตามแรงกดค่ะ

นอกจากเรื่องของน้ำหนักเส้นแล้ว การออกแบบตัวละคร สัดส่วนของตัวละคร น้องต้องฝึกฝนเพิ่มค่ะ น้องไปหาดูหนังสือชื่อ loomis figure drawing ค่ะ ซึ่งตอนนี้น่าจะหาโหลดได้ทั่วไปเพราะคนปล่อยเยอะ เนื่องจากคิดว่าหนังสือหมดลิขสิทธิ์เนื่องจากหนังสือเล่มนี้ออกมานานแล้ว และผู้เขียนคือ อ.Andrew Loomis ท่านได้เสียชีวิตไปนานแล้ว แต่น้องสามารถหาเวอร์ชันที่เป็นเล่มได้ทาง amazon.com ค่ะ

เส้นดินสอรูปที่เป็นเสก็ตซ์คาแร็คเตอร์ของน้องนอกจากเรื่องของสัดส่วนแล้ว ยังเป็นเรื่องของความชัดเจนในเรื่องของการออกแบบคาแรคเตอร์ จริงๆลายเส้นน้องพี่คิดว่า เส้นดินสอของน้องยังไม่โดดเด่นเท่าไรค่ะ และมีปัญหาเดียวกันกับเส้นหมึก นั่นก็คือ เส้นน้องมันแบนไป (น้ำหนักมันใกล้เคียงกัน) และลายเส้นยังไม่พร้ิว เพราะฉะนั้น พี่คิดว่า มันมีสองทาง คือ น้องฝึกร่างภาพให้แม่นขึ้น หรือถ้าน้องจะวาดแบบเดิม น้องควรลงหมึก ถมดำ ลงสกรีนให้เรียบร้อยค่ะ

ในเรื่องของการวาดมุมมองต่างๆที่น้องถามมาว่าฝึกยังไงนั้น ก็ไม่มีอะไรมาก น้องควรจะหัดวาดมุมต่างๆของหน้าให้มากกว่านี้ค่ะ คือเบื้องต้นถ้าน้องอยากวาดหน้า หรือสัดส่วนหลายๆมุมให้แม่นขึ้น น้องควรมีความเข้าใจใน perspective พอควร(ไม่ต้องมาก แค่เข้าใจเรื่องพื้นฐาน) และเรื่องของการแบ่งสัดส่วนในการวาดหน้า หรือลำตัว ถ้าน้องสามารถแบ่งสัดส่วนได้โอเค เวลาน้องวาดหน้ามุมต่างๆน้องจะไม่มีปัญหา พี่คิดว่าน้องควรฝึกอย่างน้อย 6 มุมหน้าให้ได้ ได้แก่ หันซ้าย หันขวา หันข้าง หน้าตรง หน้าก้ม หน้าเงยค่ะ

ตอบคำถามน้องหมดแล้วทุกข้อ ถ้ามีอะไรที่ต้องการถามอีก สามารถ inbox หรือ e-mail มาได้ทุกเมื่อค่ะ

==================================================================
พี่คะ อันนี้ในภาพเป็นสเตตัสของเพื่อนนักแต่งนิยายคนนึงค่ะ
คำถามเค้าหนูก็ไม่รู้จะตอบยังไงดี

10539213_909805939036427_1104682543_n
เพราะเมื่อก่อนที่เคยฝึกรับจ๊อบภาพปกนิยายก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน คือ ตอนวาดเล่นๆนี้ทำออกมาได้ดี
พอมีคนสนใจเอางานมาให้ ลายเส้นมันเปลี่ยนไปจริงๆนั้นแหละค่ะ
T^T อาจจะเพราะเราไม่มืออาชีพ หรือเกร็งๆ หรือเพราะไม่มั่นใจในแนวตัวเองรึเปล่า ก็ไม่รู้
อยากได้วิธีฝึกวิธีแก้ไขจุดตรงนี้ เผื่อนักวาดหน้าใหม่คนอื่นๆ
จะเป็นกันเวลาทำงาน ขอบคุณมากๆค่ะ

หนูชอบบทความดีๆของพี่มากก >__<
ปัจจุบันหนูก็ยังไม่รู้เลยค่ะว่าจะกำหนดแนววาดตัวเองไปทางไหน 55
==================================================================
ตอบ:สวัสดีค่ะ ขออนุญาติเรียกน้องเฉยๆเช่นกันกับด้านบนนะคะ
ขอบคุณที่ชอบบทความของพี่ค่ะ ถ้ามันเป็นประโยชน์กับน้องพี่ก็ดีใจค่ะ
สำหรับเรื่องของการทำงานวาดจริงแล้วไม่เหมือนกับงานวาดเล่นนั้น พี่คิดว่า หลายๆคนเป็นค่ะ ไม่ใช่ทุกคนนะ แต่แทบทุกคนต้องเจอเหตุการณ์นี้แน่นอนค่ะ นั่นก็คืองานวาดเล่นสวยกว่างานวาดส่งจริง

สำหรับเหตุผล สำหรับตัวพี่คือ มันอยู่ที่โจทย์ด้วยค่ะ การที่ผลงานจะออกมาดีหรือไม่ดีนั้น อยู่ที่ว่า ตัวน้องชอบ กระตือรือล้น อยากที่จะวาดโจทย์นั้นๆหรือไม่ด้วยค่ะ ถ้าน้องไม่อยากวาดโจทย์นั้น เวลาน้องทำ น้องก็จะทำแบบไร้วิญญาณ ใช้ประสาทออโตในการวาดภาพ ก็คือ น้องฝืนวาดนั่นเองค่ะ

ซึ่งคนที่มองว่าโจทย์นั้นๆง่ายสำหรับเขา
ก็เหมือนกับเคมีของเขา ตรงกับงานนั้นๆพอดีค่ะ นั่นก็คือ โจทย์ที่ได้รับ ใกล้เคียงกับสิ่งที่เขาอยากจะวาดอยู่แล้ว หรือไม่ต้องปรับเรื่องของตัวตนมาก หรือได้โจทย์ที่กว้างๆ ก็คือวาดอะไรมาก็ได้(แต่โจทย์แบบนี้อาจจะกว้างเกินค่ะ อย่างน้อยก็ควรมีหัวข้อกำหนดลงไป เช่น วาด portrait,วาด SD) เนื่องจากบางคนพอเจอโจทย์วาดอะไรก็ได้ เขาจะคิดไม่ออกว่าจะวาดอะไรดี

ซึ่งหลายๆคนที่วาดได้ ก็จะมองคนนอกที่วาดสิ่งนั้นๆไม่ได้ว่า ทำไมคนเหล่านั้นวาดสิ่งที่เขาวาดไม่ได้ เพราะมันง่ายมากสำหรับเขา

นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของ subject หรือหัวข้อค่ะ หัวข้อคืออะไร?หัวข้อก็คือ genre หรือหมวดหมู่ของสิ่งที่น้องวาด แน่นอนว่าคนทั่วๆไปก็จะวาดผู้ชายหล่อ ผู้หญิงสวย ถ้าน้องถนัดแบบนี้ แล้วโจทย์ที่น้องได้คือ มอนสเตอร์ น้องก็จะทำงานออกมาไม่โอเค เพราะน้องไม่ได้ชอบ subject หรือ หัวข้อนั้นๆค่ะ

แต่ในบางครั้งถึงน้องไม่ชอบ subject แต่น้องอยากจะท้าทายความสามารถของตัวเอง และอยากรู้ว่าตัวน้องสามารถวาดในหมวดหมู่นั้นๆหรือว่าหัวข้อนั้นๆได้หรือไม่ น้องก็จะลองทำโจทย์นั้นๆดู แล้วอาจจะออกมาดีกว่าที่คิดก็ได้ค่ะ

เพราะฉะนั้นเวลาน้องรับงานวาด หรืองานอะไรก็ตาม น้องควรรับโจทย์ที่ใกล้เคียงกับตัวน้องมากที่สุดจะดีกว่า เนื่องจากเวลาน้องทำงาน น้องก็จะมีกำลังใจในการทำงานค่ะ ถ้าน้องได้โจทย์ที่เคมีเข้ากันอย่างที่พี่บอก

นอกจากนี้ถ้าน้องได้งานประเภทเดียวกันติดต่อกันเป็นเวลานานๆ ภาพของน้องที่คนอื่นมองมาที่น้อง ก็จะเป็นแนวนั้นๆไปเลยค่ะ การที่น้องจะทำงานแหวกแนวออกจากนั้นมา น้องอาจจะสูญเสียฐานแฟนๆที่เคยชอบงานสมัยก่อนน้องไป

แต่น้องอาจจะได้ฐานแฟนๆกลุ่มใหม่ๆมา​ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากงานของศิลปินและนักวาดทั่วไปก็จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่แล้วค่ะ มันคือการเจริญเติบโตของตัวนักวาดคนนั้นๆ ซึ่งบางทีพอน้องโตขึ้น น้องอาจจะมีพัฒนาการในผลงานที่ทำให้คนรู้สึกว่า น้องเปลี่ยนไป บางคนชอบ บางคนไม่ชอบ เรื่องนี้ต้อง stay true to yourself ค่ะ คือการที่น้องวาดในสิ่งที่น้องอยากจะวาดจริงๆค่ะ โดยที่ไม่ต้องไปสนใจว่าคนจะชอบมากหรือชอบน้อย แต่ถ้าน้องอยากจะขายงานให้กับคนหมู่มาก น้องต้องรู้ว่าคนกลุ่มนั้นๆชอบอะไรค่ะ น้องไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวตน แค่ทำความเข้าใจตลาดที่น้องอยู่

ทั้งนี้ถ้าน้องได้งานจริง ก็อาจจะเป็นงานออกแบบหน้าปก งานแม็กกาซีนหรืองานอะไรก็ตาม น้องควรตั้งใจทำให้มากที่สุด เนื่องจากโอกาสบางครั้ง ผ่านมา แล้วผ่านไปเลยค่ะ ถ้าเราทำได้ไม่ดีวันหลังเวลาคิดย้อนมาแล้วอาจจะเสียใจที่ไม่ได้ทำเต็มที่ในงานนั้นๆ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะชอบงานนั้นหรือไม่ชอบ ชอบโจทย์หรือหัวข้อนั้นหรือไม่ ในบางครั้งการทำงานเป็นอาชีพ ช่วงแรกๆอาจจะเลือกงานได้น้อย มีอะไรก็รับทำ ถ้าพูดถึงเด็กทั่วๆไป พี่อยากให้น้องสกรีนงานหน่อย คือ พยายามตัดลูกค้าที่ไม่โอเคออกไปค่ะ เช่น ลูกค้าสั่งก็อปงาน

คือก็พูดล่วงเลยไปถึงเรื่องอื่นๆด้วย แต่คิดว่าน้องอาจจะได้อะไรประมาณนึงจากการอ่านคำตอบชองพี่ โดยส่วนตัว งานที่พี่ทำได้ไม่ดี มักจะเป็นงานที่เราไม่ได้มีความสนใจในแนวนั้นๆเป็นพิเศษค่ะ แต่ถ้าเป็นตอนที่อยู่สตูดิโอ นั่นก็คือ ต้องทำให้ได้ แม้เราจะชอบในโจทย์นั้นๆหรือไม่ก็ตาม และต้องทำออกมาให้ดีด้วย ถ้าน้องวาดแล้ว งานออกมาสู้งานวาดเล่นไม่ได้ ให้น้องถามตัวเองว่า น้องได้รับโจทย์ที่เข้ากับตัวน้องหรือเปล่า?น้องได้ลองลงมือทำตามโจทย์หรือหัวข้อนั้นๆอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง?

สุดท้ายก็ถ้ามีอะไรก็ส่งคำถามมาได้เสมอค่ะ
==================================================================
สวัสดีครับพี่มุ่ย ผม J ครับ ผมมีเรื่องอยากได้คำชี้แนะครับ(ถ้าพี่เอาคำถามไปลงขอสงวนชื่อหน่อยนะครับ แหะๆ)

1. อยากให้พี่รบกวนช่วยดูงานให้หน่อยครับว่าเป็นยังไงบ้าง คือตอนนี้ทดลองมาหลายแบบจนม่รู้ว่าตัวเองเหมาะกับงานสไตล์ไหนกันแน่ รู้สึกสับสนกับตัวเองครับ

2. ผมอยากรับงานด้านวาดแต่ไม่รู้ว่าฝีมือผมจะถึงมั้ย+จะเริ่มหางานจากที่ไหนยังไงครับ ผมเคยลองเขียนว่ารับคอมมิชชั่นในDAแต่เงียบฉี่เลยครับ ไม่ทราบจริงๆครับ เคยฝึกแต่วาดแต่ไม่รู้วิธีหางานครับ -*-

ผมไม่ทราบว่าที่ผมถามนี้เกินขอบเขตไปมั้ยถ้าเกินไม่ตอบได้ครับผม

==================================================================
ตอบ:สวัสดีค่ะ พอดีน้องให้พี่สงวนนามน้องเอาไว้ พี่ก็เลยไม่เอางานน้องมาลงในนี้ค่ะ เอาเป็นว่าพี่เรียกชื่องานแทนแล้วกันค่ะ สำหรับส่วนของการวิจารณ์ในการตอบคำถามข้อแรกของน้อง

1.เอาเป็นว่าตอนที่พี่เปิดดูแกลน้อง ก็รู้สึกว่า วาดใช้ได้ค่ะ ไม่ทราบว่าน้องเรียนอยู่ชั้นไหนแล้วเนื่องจากไม่ได้แนะนำตัวมา ก็ถือว่าโอเคค่ะ แต่ยังเอาไปใช้งานจริงไม่ได้ค่ะ งานบางส่วนยังหยาบ แต่รูปที่สไตล์ดูโอเคแล้วก็…พี่คิดว่า Capricon-The-Dragon-Knight รูปนี้โอเคค่ะ การลงใส่เงา การเลือกสี การใช้สี จัดองค์ประกอบ ถือว่าใกล้ความจริงมาก คือฝึกอีกนิดน้องก็จะทำงานจริงได้แล้วถ้าเบสตามรูปนี้

แต่บางรูปในแกลน้องนั้นยังหยาบอยู่บางส่วน เช่น รูปที่น้องเสก็ตซ์ขาวดำก่อน พี่คิดว่า การทิ้งฝีแปรงทำได้ประมาณนึง น้องต้องเกลี่ยสีอยู่ดี ถ้าจะเล่นฝีแปรง ต้องมีความชัดเจนในงาน และเลือกสีดีประมาณนึง ถ้าไม่แน่ใจให้ขึ้นเป็นสีขาวดำดีกว่า แต่เท่าที่ดูงานน้องรวมๆ งานน้องสีไม่ได้สดมากนักค่ะ นั่นก็คือ ที่น้องมีในแกลส่วนมากสีจะดูตุ่นๆ น้องต้องดูว่าตัวเองอยากไปแนวไหนกันแน่ค่ะ นั้นก็คือ แนวสีทึมๆหน่อย น้องอาจจะใช้การวาดโทนสีดำก่อนแล้วค่อยใส่สี หรือ น้องจะลงสีไปเลยแล้วแทรกสีเยอะๆหน่อย อันนี้แล้วแต่แนวที่น้องอยากจะเป็นแล้วค่ะ

แนวแบบ Snake-Head รูปนี้ก็สวยดีค่ะ พี่ชอบรูปนี้นะ การใช้สี การเกลี่ยสีรวมๆออกมาดูค่อนข้างโอเคค่ะ นอกจากนี้คือสไตล์งานน้องยังแกว่งมากค่ะ เหมือนไม่รู้จะไปทางไหนดี แต่ข้อดีคือ น้องเป็นคนที่ฝึกวาดอะไรหลายๆแบบ หลายๆแนวดีค่ะ ซึ่งส่วนมาก การที่เราจะเป็นตัวเอง เราก็ต้องผ่านการทดลองงานมานับไม่ถ้วนนั่นแหละ มันถึงจะออกมาเป็นงานสไตล์ของเรา พี่คิดว่า ลองเลือกสักแนวที่เราคิดว่า ฟีดแบ็คงานนั้นๆดี และเราค่อนข้างจะชอบงานนั้นมากอยู่ มาเป็นสไตล์หลักในการทำงานของน้องค่ะ นอกจากนี้ พี่คิดว่า น้องคือสายเพนท์ที่เส้นสามารถละเอียดได้ประมาณหนึ่งค่ะ

ก็คือพี่เห็นตัวลายเส้นของน้องในรูป Siren พี่คิดว่าลายเส้นแนวนี้ดูโอเคมากทีเดียวค่ะ ทั้งนี้งานน้องหลายๆงานยังขาดความเนี้ยบในงานค่ะ โอเคเข้าใจว่ามันเป็นงานวาดเล่นในบางงาน แต่การที่น้องฝึกฝนวาดรูปช่วงแรกๆ และน้องต้องการสร้างฐานแฟนๆ พี่คิดว่าน้องควรอัดพลังไปเลยใน 1 รูปค่ะ และ brush stroke หรือฝึแปรงในงานน้องยังไม่ชัด

น้องต้องเลือกดูว่า น้องอยากจะเพนท์เพียวๆ,เกลี่ยเนียน,ทิ้งสโตรกแปรง คือจะเอาแนวไหน เอาให้ชัดเจนไปสักแนวหนึ่งเลยค่ะ พี่คิดว่าทักษะน้องดีประมาณหนึ่งทีเดียวค่ะ ข้อดีของน้องก็มีหลายๆอย่าง อย่างที่พี่บอกไปแล้ว คือ ลายเส้นโอเค,ทักษะการเพนท์โอเค,เลือกสีได้โอเค คือโดยรวมดูโอเคค่ะ ถ้าน้องจะพัฒนาเป็นงานที่ดีขึ้น น้องต้องเลือกแนวที่ชอบที่สุดจริงๆแล้วไปทางนั้นโลดค่ะ ทั้งนี้ น้องสามารถเก่งได้ทั้งเพนท์ทั้งเส้น โดยน้องอาจจะไปสุดได้ ถ้าน้องเลือกสายวาดๆไปเลยที่ไม่ใช่สายคอมิคค่ะ(สายนี้ต้องอัพทักษะอื่นเพิ่มค่ะ)

2.การหางานที่จะทำนั้น ก่อนอื่นทักษะน้องต้องประมาณนึงก่อนค่ะ เท่าที่พี่ดูคือ ดูเหมือนว่าฐานแฟนๆน้องจะยังไม่มากพอ เมื่อน้องประกาศรับจ้างวาด ก็เลยเงียบฉี่ค่ะ ถ้าน้องคิดจะทำงานวาด ไม่ว่าจะรายได้เสริม หรือรายได้หลัก น้องต้องชัดเจนประมาณนึงคือมีจุดขายชัดเจน และงานเป็นที่นิยมสำหรับคนทั่วไปค่ะ งานน้องจึงจะขายได้

พี่ไม่ทราบว่าตอนนี้น้องเรียนอยู่ชั้นไหนแล้ว หรือว่าจบ ทำงานแล้ว หรือเรียนมัธยม เนื่องจาก น้องไมได้บอกพี่ พี่ก็จะตอบว่า ถ้าน้องกำลังเรียนอยู่ โฟกัสเรื่องเรียนก่อน ถ้าฐานะทางบ้านน้องดีอยู่แล้วค่ะ อย่าเพิ่งเริ่มต้นรับงานตอนนี้ หรือตอนเรียนอยู่ ยกเว้นน้องจะอยากฝึกทักษะการวาดมากๆ และน้องอาจจะอยากได้รายได้เสริมมาซื้ออุปกรณ์วาดรูป,คอมพิวเตอร์ หรือของที่น้องอยากได้ ทั้งนี้การที่อยากรับงานในวัยเรียนไม่ผิด แต่น้องอาจจะต้องมีความรับผิดชอบกับชีวิตด้านอื่นๆเช่นเรื่องเรียนด้วย

และพี่จะบอกว่า น้องอย่าใช้ชีวิตเปลืองค่ะ ก็คือ น้องโหมทำงานตอนช่วงเป็นวัยรุ่นมากๆ สิ่งที่น้องเสียไปแต่อาจจะไม่เห็นผลทันทีก็คือ “สุขภาพ” ค่ะ ถ้าอยากอยู่บนโลกนี้นานๆ อย่างมีความสุข อย่าไปโฟกัสที่เงิน 100% ค่ะ น้องควรจะรู้จักผ่อนคลายบ้าง ใช้ชีวิตให้มีความสุข และมีมุมอื่นๆของชีวิตบ้างนอกไปจากการเรียนและการทำงาน ถ้าหนุ่มสาวน้องโหมงานหนักแบบมากๆ น้องเห็นผลกันตอนแก่ๆขึ้นแน่นอนค่ะ พี่ได้รับบทเรียนมาแล้วถึงพูดได้

โฟกัสที่การสร้างฐานลูกค้า หรือฐานแฟนก่อนค่ะ แล้วฐานแฟนน้องดีพอ งานน้องมีคุณภาพ เดี๋ยวก็มีคนจะมาจ้างเอง เด็กๆหรือน้องๆหลายๆคนที่อ่านเว็บนี้อยู่ก็เหมือนกันค่ะ คือ ก่อนที่น้องจะไปหางาน น้องควรจะดูก่อนว่าทักษะของเราตอนนี้ประมาณไหน?กลุ่มลูกค้าเราคือใคร?เราเก่งพอหรือยังที่จะทำงานนั้นๆ? สำหรับน้อง พี่คิดว่างานน้องต้องอัพอีกเยอะถ้าจะโฟกัสที่ลูกค้าต่างประเทศค่ะ มันจะทำให้น้องเหนื่อยและคิดว่าไม่ได้ผล

สิ่งที่สำคัญคือ เมื่อน้องลงมือทำไปแล้ว หรือประกาศรับงานไปแล้ว น้องต้องไม่รู้สึกแย่ถ้าไม่มีงานเข้ามาค่ะ เพราะมันเป็นเรื่องปกติ ถ้าฐานแฟน หรือแฟนเบสน้องไม่แน่นพอ สิ่งที่น้องควรจะทำคือ เฉยๆไว้ค่ะ และอย่าเสียใจ หรือท้อ ลองหากลุ่มลูกค้าที่เหมาะกับน้องมากขึ้น และเป็นงานที่น้องทำได้ อาจจะเป็นภาพประกอบพ็อคเก็ตบุค หรืออะไรก็ตามค่ะ แต่พี่คิดว่า น้องควรโฟกัสที่การทำผลงานให้ดีที่สุดมากกว่าที่จะคิดถึงเรื่องงานในขณะนี้ (น้องทำทีละเสต็ปค่ะ)

ถ้าน้องอยากได้งาน ถ้าเราเปิดพวกเว็บหางานในบางครั้งจะมีสำนักพิมพ์มาประกาศรับนักวาดอยู่ค่ะ แต่พี่คิดว่า แทนที่น้องจะเอางานพวกนั้น(low hanging fruit) น้องควรจะเน้นที่การพัฒนางานวาดให้สุดๆไปเลย แล้วค่อยขายงานน้องให้กับฐานแฟนจะดีกว่าค่ะ จะเป็นรับจ้างวาดก็ได้ถ้าน้องโฟกัสที่ฝรั่ง รวมไปถึงน้องสามารถทำ crowd funding ได้ด้วย(ขอไม่อธิบายใน entry นี้ เอาเป็นว่า น้องลองไปเปิดเว็บที่ชื่อ Kickstarter กับ Indiegogo ดูค่ะ)
==================================================================
ขอโทษครับพอดีเมื่อก่อน ผมเคยอ่านโพสที่พี่เคยโพสเกี่ยวกับเว็บที่ เค้าส่งไฟล์รูปมาแล้วจ้างเราทำเป็น เวคเตอร์อะครับแต่ผมกลับไปไล่หาไม่เจอเลย แล้วก็ขอถามอีกเรื่องครับคือ ผมอยาก ลองส่งงานในเว็ปที่เค้าขาย prints ที่มันมีพวก เคสไอโฟน เสื้อ อะไรพวกนี้อ่ะครับ คือเราส่งนี่มีสิทธิ์ที่เขาจะไม่เลือกรูปเราใช่ไหมครับ แล้วเค้าจะให้เงินเราเรื่อยๆตามจำนวนของที่ขายได้ หรือ ให้ครั้งเดียวครับ
==================================================================
ตอบ:ขออภัยค่ะ พี่ไม่คุ้นเลยว่าเขียนเอนทรี่นั้นไว้ มันอาจจะนานมากจนพี่จำไม่ได้จริงๆค่ะ ส่วนเรื่องส่งงานในเว็บที่ขาย prints เคสไอโฟน เสื้อ พวกนี้นี่แล้วแต่เว็บที่น้องส่งไปค่ะ ถ้าเป็นของต่างประเทศอย่าง deviantart ก็จะมีขาย print แต่ถ้าจะเอาขายเคส กับขายเสื้อ น่าจะเป็น society6/zazzle แต่พี่จะบอกว่า เว็บเหล่านี้ขายยากพอสมควร นั่นก็คือ ถ้าน้องอยากจะขายได้นั้น น้องจะต้องมีงานที่มีคนนิยมพอสมควรค่ะ ถึงจะขายได้รายได้อย่างต่อเนื่องหน่อย ส่วนที่ยากก็คือการสร้างฐานแฟนอย่างที่พี่ย้ำไปแล้วหลายๆรอบในหลายๆเอนทรี่ค่ะ