รีวิวหนัง dvd:ยอดมนุษย์เงินเดือนกับมุมมองของคน(เคย)เป็นทั้งมนุษย์เงินเดือนและนายตัวเอง

สวัสดีค่ะ วันนี้จะมารีวิวดีวีดีหนัง “ยอดมนุษย์เงินเดือน” ของค่ายสหมงคลฟิล์มที่นำแสดงโดย คุณติ๊ก เจษฎาภรณ์ค่ะ ซึ่งจริงๆแล้วช่วงหลังๆนี้ เราจะเน้นการดูหนังซะเยอะกว่า ในการศึกษาเรื่องของการวางพล็อต ลำดับภาพ แนะนำว่า การที่เราเป็นนักวาดหรือทำงานด้านความคิดสร้างสรรค์ เราก็จะต้องมี library  ขนาดใหญ่ในหัวค่ะ ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้จดเอาไว้เลยหลังจากดูหนังจบ ว่ามีความรู้สึกอย่างไรบ้าง ก็เลยมาเขียน(เกือบ)ทุกอย่างที่เสพย์ลงในเว็บนี้ดีกว่า เผื่อจะมีประโยชน์ค่ะ หนังเรื่องนี้กำกับโดยคุณวิรัตน์ เฮงคงดี ค่ะ
Super-Salaryman1

เอาความรู้สึกก่อนดูดีกว่า ตั้งแต่เห็นเรื่องนี้ในแผงขายหนัง (ด้านล่างลิโด้ สยามแสควร์) แน่นอนว่า ไม่ได้คาดหวังอะไรกับหนังเรื่องนี้ แต่สนใจชื่อหนังกับหน้าปกทำมาสวยดี และเป็นเรื่องเกี่ยวกับมนุษย์เงินเดือน ก็เลยซื้อมา ซึ่งแน่นอนว่า ถ้าเคยเป็นมนุษย์เงินเดือนมาก่อน หรือทำงานประจำมาซักพักหนึ่ง สามารถอินกับเรื่องนี้ได้ไม่ยากค่ะ นอกจากนี้ใบปิดโปรโมทหนัง โปสเตอร์ หน้าปก กล่อง ทำออกมาได้สวยน่าเก็บดีค่ะ

ตอนที่อ่านรีวิวของคนอื่นในเรื่องนี้ ไปเจอว่ามีคนเปรียบเทียบหนังเรื่องนี้กับค่าย GTH เพราะว่าหนังออกมาฟีลหรือความรู้สึกใกล้เคียงกัน นั่นก็คือเน้นฮาๆ แล้วก็อาจจะมีเรื่องรักๆเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งเรื่องรักกลายเป็นประเด็นหลักของเรื่อง(หนังรัก,หนังผี,หนังตลก คือหนังที่ขายคนไทยได้มาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน)

แต่สำหรับเรา ที่เฉยๆกับหนัง GTH อยู่แล้ว ตอนแรกที่ไปดูรถไฟฟ้ามหานะเธอ ไปดูเพราะว่าอยากรู้ว่าทำไมได้ร้อยล้าน เหมือนตอนไปดูพี่มากพระโขนง ส่วนตัวเรารู้สึกว่า มุขของ GTH บางอย่างเราก็ไม่ขำนะ คือมันไม่ตรงเซนส์ ถามว่าเราชอบเรื่องยอดมนุษย์เงินเดือน มากกว่าสองเรื่องที่กล่าวมาเมื่อกี้ไหม จะตอบว่าชอบมากกว่าค่ะ

ที่ชอบมากกว่ามันเป็นเพราะ มันเป็นหนังที่มุขในเรื่องมันดูเรียลดีค่ะ ก็คือเป็นมุขที่มันเห็นๆกันอยู่ในปัจจุบันหรือบางคนก็เล่นมุขพวกนี้กับเพื่อนอยู่แล้ว  มันจะเป็นมุขที่ไม่ฮาแบบฮาก๊ากๆ แต่มันเป็นมุขที่ทำให้เรานึกถึงช่วงเวลานั้นๆมากกว่าค่ะ ก็คือช่วงเวลาที่ทำงานประจำอยู่ มีหลายๆอย่างที่มนุษย์เงินเดือน หรือคนที่เคยเป็นมนุษย์เงินเดือนก็เจอเหมือนกับในหนัง

แต่ด้วยความที่บริษัทในเรื่องมันเป็นบริษัทที่ทำผลิตภัณฑ์ออกมาขายคนทั่วไป(ในเรื่องคือทำน้ำผลไม้)ทำให้สิ่งที่เราเจอในออฟฟิศที่ผ่านมาในชีวิตของเรากับในหนังเรื่องนี้เลยต่างกันค่ะ แต่องค์ประกอบหลายๆอย่างในเรื่อง นั่นก็คือโครงเรื่อง และตัวละครต่างๆมันเป็นสิ่งที่สามารถพบเห็นได้ตามออฟฟิศทั่วไป เพียงแต่หนังเอามาทำให้ประเด็นมันเด่นขึ้นมาชัดเจนมากกว่า ประมาณนั้นค่ะ

และที่ดีก็คือด้วยความที่หนังมันมุขเรียล บางมุขเราก็เจอกับตัวเองด้วย เช่น ฉากสอนภาษาไทยให้สาวของเต๋ากับสาวฮ่องกง และหนังไทยนั้น ถ้าเราเป็นคนไทย แน่นอนเราต้องอินมุขของคนไทยมากกว่าหนังฝรั่งหรือหนังของชาติอื่นๆค่ะ บางทีเราดูหนังฝรั่งที่จงใจปล่อยมุขแล้ว เรารู้สึกว่ามันไม่ค่อยขำ ยกเว้นพวกหนังอนิเมชัน เนื่องจากมุขในหนังอนิเมชัน ส่วนมากจะสากลกว่า

แน่นอนว่าส่วนนี้ก็จะเป็นการเล่าความรู้สึกแบบไม่สปอยล์เนื้อเรื่องค่ะ เนื่องจากในเอนทรี่นี้เราไม่ได้อยากเล่าเรื่องทั้งหมด เนื่องจากหนังมันไม่ได้หาดูยาก ดีวีดีก็มีอยู่แล้วขายกันทั่วไป เพราะฉะนั้นเราจึงไม่เล่าดีกว่าให้ไปดูกันเอง มันเป็นเรื่องราวของออฟฟิศในประเทศไทยแห่งหนึ่ง ที่มีมนุษย์เงินเดือนหลากหลายแบบอยู่ในบริษัท ตั้งแต่ แก็งค์ชะนีสาวที่ใช้เงินเดือนชนเดือนตลอด,สาวอ้วนแด๊กดุ,เจ้านายจอมเนี๊ยบ,เลขาสาวสุดอึดถึก,ผู้ช่วยสาวสุดป่วน,แก็งค์หนุ่มบ้าบอล,เด็กอีสาน เป็นที่มาของเรื่องป่วนๆฮาๆที่เกิดขึ้นภายในออฟฟิศ

โดยที่เรื่องป่วนมันเริ่มขึ้นจาก การประชุมงานครั้งหนึ่ง บริษัทต้องผลิตสินค้าชนิดใหม่ภายในปีนั้น เพื่อทำให้บริษัทแม่พึงพอใจ เพราะว่าจะต้องสร้างผลงาน เพื่อให้บริษัทแม่ให้โบนัสแก่พนักงาน ทุกคนจึงต้องทำงานถวายหัวเพื่อการนำเสนอผลงานครั้งนี้โดยมีเวลาอยู่ไม่มาก “ปั้น”(ที่นำแสดงโดยคุณติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี) เป็นระดับหัวหน้างานแล้ว เขาเป็นมนุษย์เงินเดือนที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล ทำอะไรตามแผน

28287__poster1

เมื่อเห็นเจ้านายบอกอยากสร้างผลงานให้ที่เกาหลีเห็น ปั้นจึงออกตัวว่า เขาคิดว่าสามารถทำได้ หลังจากนั้นก็ แน่นอน เจ้านายบอกให้ทำเลย ซึ่งเรื่องป่วนๆก็มาเกิดขึ้นเพราะ ทุกคนมีเวลาในการเตรียมตัวทำงานนี้ได้ไม่นาน โดยมีพนักงานผู้ช่วยสาวหัวครีเอทใหม่ถอดด้าม “หวาย” เข้ามาในออฟฟิศ เรื่องวุ่นๆจึงเกิดขึ้นไม่หยุดหย่อนจากความเพี้ยนและฮาของตัวละครแต่ละตัว

theme1_final_resize

การเล่าเรื่องจะตัดฉากไปมาระหว่างตัวละครต่างๆเพื่อให้เห็นหลายๆมุมมองและกิจวัตรประจำวันของมนุษย์เงินเดือนหลายๆชนชั้น ว่าแต่ละคนทำอะไรกันบ้างในวันหนึ่งๆ มันจึงเป็นหนังที่ มนุษย์เงินเดือนทั่วไปอินได้ไม่ยากนัก เพราะมันก็คล้ายๆกับชีวิตของหลายๆคน และตัวละครต่างๆในเรื่องรวมไปถึงตัวประกอบต่างๆของเรื่องนั้น มันทำให้เรื่องนี้ดูมีสีสันมากขึ้น

แต่เรื่องมันจะโอเวอร์กว่าปกติหน่อยเนื่องจากมันเป็นหนังน่ะนะ จังหวะต่างๆมันเลยเออ…พอดีเป๊ะ เอาโลกแห่งความเป็นจริงแน่นอนว่ามันไม่อย่างนั้นหรอก แต่ถ้าเอาตามชีวิตจริง หนังมันจะไม่สนุกหนะน่ะ เอาเป็นว่าเรื่องนี้เรียลในระดับที่ไม่เวอร์เกินไปนัก แต่ก็ไม่ได้ธรรมดาๆขนาดชีวิตคนทั่วไป

สำหรับวัยที่เหมาะในการไปดูหนังเรื่องนี้ จากรีวิวของคนอื่น เขาบอกว่า วัยที่เหมาะสมคือวัยทำงานตอนต้น จะอินกับหนังเรื่องนี้มากที่สุด แต่เราคิดว่า วัยที่ควรจะดูหนังเรื่องนี้คือวัยมหาวิทยาลัย เพราะถ้าดูหนังแล้ว น้องจะเข้าใจสภาพความเป็นจริงของโลกแห่งการทำงานมากขึ้น

นอกจากนี้ ในปัจจุบัน คนจบมหาวิทยาลัยเยอะแยะ เดินเตะฝุ่นกันมากหลายค่ะ และบางคนก็มีชีวิตอยู่โดยไม่รู้ว่าความฝันของตัวเอง และสิ่งที่อยากทำในชีวิตคืออะไร เพราะไม่สามารถมีเวลามานึกถึงสิ่งเหล่านั้น เนื่องจาก มีลูก มีภรรยา มีสามีที่ต้องคอยดูแล (ในเรื่องจะมีพนักงานคนนึงท้องแล้วก็กำลังจะลาออก)

และผู้หญิงที่ทำงานออฟฟิศนั้นๆต่อไป ก็จะคิดเรื่องของอนาคตตัวเองที่เบสในโลกแห่งความจริงมากขึ้น เช่น ตัวเองก็แก่มากแล้ว อาจจะยังไม่เจอคนถูกใจที่จะมีครอบครัว หรือ การที่พนักงานหญิงเดินขึ้นไปบนเส้นทางสายพนักงานประจำมากขึ้นๆ แล้วไปเจอ glass cieling อย่างในเรื่อง

นั่นก็คือ “เพดานกระจก” เป็นศัพท์ที่เขาเรียกว่าสิ่งที่ขวางกั้นระหว่างเพศชายกับเพศหญิงส่วนหนึ่ง นั่นก็คือ คุณจะเห็นผู้หญิงที่ตำแหน่งสูงขึ้นมากๆ จนกลายเป็น CEO ได้ยากทีเดียวค่ะ แทบจะนับคนได้เลยในโลกนี้สำหรับผู้หญิงที่ขึ้นไประดับนั้น หรือสูงกว่านั้นก็คือเป็นเจ้าของกิจการใหญ่ ที่สาวๆรู้ๆกันอยู่ว่า ถ้าผู้หญิงอยากจะขึ้นไปสูงกว่าผู้ชาย ก็มีอยู่สองอย่าง คือเก่งให้มากกว่าผู้ชายประมาณ 3 เท่า หรือว่าใช้จุดเด่นของเพศหญิงให้เป็นประโยชน์

ซึ่งในต่างประเทศจะเห็นผู้หญิงที่ขึ้นไประดับสูงมากๆได้มากกว่าประเทศของเราค่ะ โดยตัวอย่างก็อย่างเช่น Sheryl Sandberg คนนี้เป็น COO(chief operation officer) ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งที่สูงมากทีเดียว เธอเขียนหนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อ  “lean in” แปลไทยด้วยชื่อที่เชยๆว่า อยากเก่งต้องกล้า มีขายแล้วค่ะ คนนี้เธอหน้าตาดีทีเดียว บางทีเธอก็ออกมาสัมภาษณ์ร่วมกับมาร์ค ซัค โดยผู้หญิงคนนี้หลายๆคนหรืออ่านจากหนังสือหลายเล่มก็จะบอกว่าเธอเป็นคนอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของมาร์ค ซัค เนื่องจากอำนาจในการบริหารงานอยู่ที่เธอแต่มาร์คจะดูในเรื่องที่เป็นเทคนิคมากกว่า
Sheryl_Sandberg_2013

นั่นก็คือ เรื่องของความอ่อนโยนและทักษะในการเจรจา ผู้หญิงจะโอนอ่อนมากกว่าผู้ชาย หรืออีกอย่างก็คือ ทำในสิ่งที่ผู้ชาย(ส่วนมาก)ทำไม่ได้ นั่นก็คือพวกธุจกิจแฟชันผู้หญิง,เครื่องสำอางค์ผู้หญิง  ตัวอย่างก็ อานิตา ร็อดดริค เจ้าของ The bodyshop ค่ะ หรือทำในสิ่งที่กำหนดว่า ผู้หญิงทำแล้วจะดีกว่าหรือรุ่งกว่าผู้ชาย ทั้งนี้ พวกแฟชันผู้หญิง ดีไซน์เนอร์ผู้ชายก็เยอะแยะเช่นกันค่ะ เพราะฉะนั้น glass ceiling จึงสูงมาก

อาชีพนักวาด นักเขียนการ์ตูน นักเขียน หรืออาชีพอิสระอื่นๆ มีข้อดีคือ มันไม่มีเพดานกระจกมากั้นน้อง ระหว่างตัวน้องกับความสำเร็จของน้อง นั่นก็คือ ถ้าน้องจะเป็นอาชีพเหล่านี้ แล้วน้องเป็นผู้หญิง หรือเป็นผู้ชายก็ตาม คำว่าเพดานกระจกไม่มีเนื่องจาก อาชีพของน้องไม่ใช่มนุษย์เงินเดือนที่เลื่อนขั้นได้เรื่อยๆ น้องจะมีชื่อเรียกแค่อย่างเดียว หรือสอง…สามอย่าง เช่น นักวาด,นักเขียนการ์ตูน,นักเขียน โดยที่น้องจะไม่มีตำแหน่งไว้อวดเพื่อนๆว่าเราเป็นถึงระดับนี้แล้วนะ เรามีบ้าน เรามีรถเป็นของตนเองแล้วนะ

การที่น้องเลือกทางเดินในชีวิต ไม่ควรจะเสียใจกับทางเลือกที่เราได้เลือกเดินไปแล้ว นอกจากนี้ในเรื่องยอดมนุษย์เงินเดือนนั้นยังพูดถึงเรื่องกรอบในการดำเนินชีวิต นั่นก็คือ คนเราส่วนมากที่อยากทำอาชีพอิสระกันตั้งแต่จบใหม่ๆสมัยนี้ บางคนบ้านก็อาจจะมีฐานะดีอยู่แล้ว เลยเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ

ก็คือมีความฝันนะ แต่ไม่ลงมือทำจริงๆจังๆสักที และล่องลอย ขาดแผนการในการดำเนินชีวิต นั่นก็คือการใช้ชีวิตหย่อนยานเกินไปเหมือน”หวาย” ตัวละครหนึ่งในเรื่อง ที่มีความฝันอยากเป็นนักวาดการ์ตูน อยากเขียนพ็อคเกตบุคของตนเอง

ซึ่งนี้คือคนสมัยใหม่ ที่มีความฝันในยุคแบบใหม่ สมัย10 ปีก่อนถ้าบอกพ่อแม่ว่าอยากลาออกมาเขียนการ์ตูนเป็นอาชีพ แน่นอนพ่อแม่น้องอาจจะหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม ถ้าเป็นประโยค soundtrack ก็เจอไล่ไป go get a real job!เถอะลูก  บทเรียนจากเรื่องนี้คือในบางครั้งเราก็ควรจะรู้ว่า “กรอบ” มันอยู่ตรงไหน เราถึงสามารถใช้ชีวิตอยู่นอกกรอบได้ค่ะ

เพราะฉะนั้นถ้าถามพี่ว่าการทำงานประจำ จำเป็นไหม? ในบางครั้ง สำหรับบางคนมันก็จะเป็น เพราะการใช้ชีวิตในกรอบประมาณหนึ่ง เวลาที่น้องอยู่ข้างนอกกรอบ น้องจะได้ไม่ทำตัวหย่อนยานเกินไป มันก็เหมือนกับกล้ามเนื้อ ถ้าน้องไม่บริหาร มันก็จะเหี่ยวแห้ง

กลับมาที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ในสังคม ถ้าอยากจะมีชีวิตแบบปกติ หลังจากอายุมากแล้วประมาณนึง ไม่สามารถไปต่อได้แล้ว คือตำแหน่งไม่สูงไปกว่านั้นแล้วหรือทำงานเดิมๆมานานมาก เงินไม่ขึ้นแล้ว ทำอย่างไรก็ได้เท่าเดิม มือสองข้าง เวลา 24 ชั่วโมง คนเรามีเวลาและแรงงานจำกัด ถ้าเรามัวแต่เอาแรงไปแลกเงิน สุดท้ายชีวิตของเราจะเสียอะไรไประหว่างนั้นมากค่ะ

ไม่อยากให้น้องไปรู้ตัวกันตอนแก่ๆ โดยส่วนมากมักจะคิดว่าสละความสุขตอนยังแข็งแรงไปก่อนไว้แก่ๆสบายทีหลังมั่วแต่เก็บเงินเก็บทอง แล้วไม่ได้ใช้ชีวิตจริงๆซักที อย่างน้อยคุณก็ควรจะให้รางวัลที่ตัวเองทำงานหนักบ้างค่ะ เช่น ในบางครั้งก็ซื้อสิ่งที่ตัวเองอยากได้,ทานอาหารอร่อย,ดูหนังฟังเพลง ใช้ชีวิตให้มีความสุขกับปัจจุบัน

ในขณะเดียวกันก็ไม่ประมาทในอนาคตด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้องที่อยู่ในวัยทำงานตอนต้นและยังไม่คิดถึงเรื่องลูก ถ้าน้องไม่มีลูกก็ต้องเก็บเงินประมาณหนึ่ง แค่พอไว้ใช้จ่ายตอนแก่ๆหน่อยได้อย่างสบายประมาณนึง แต่เราไม่ค่อยเชื่อในเรื่องที่บอกว่า อดทนเก็บออมประหยัดทุกกระเบียดนิ้ว คือเราไม่ควรประมาท แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเสียสละความสุขในปัจจุบันขนาดนั้น

เนื่องจากชีวิตคนเราไม่แน่นอน จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ ไม่ไดับอกให้น้องรีบๆไปผลาญเงินซะก่อนจะตาย อันนั้นมันก็เกินไป เอาเป็นว่า ใช้ชีวิตแบบ ตายแล้วก็ไม่เสียดายก็พอค่ะ

หรือจริงๆบางคนก็อยากมีครอบครัวมากกว่า ก็คือ มีชีวิตตามเสต็ปทั่วๆไปคือ แต่งงาน,มีลูก,เลี้ยงลูก,ทำงานบ้าน ทำงานอดิเรกที่ชอบไป บางคนก็สามารถช่วยเหลือครอบครัวได้เป็นอย่างดี เช่น พวกฝรั่งที่เป็นแม่ๆ ชอบทำงานฝีมือไปขายตามเว็บ Etsy อะไรพวกนี้ค่ะ ตอนแรกก็ทำเป็นงานอดิเรกในบ้านเฉยๆ ทำไปทำมา สามีต้องลาออกมาช่วยกิจการภรรยาก็มี

ซึ่งส่วนมากผู้ชายที่มีครอบครัวไม่ชอบผู้หญิงที่ทำงานเก่งกว่าตนเองเนื่องจากผู้ชายถูกสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นในอดีตหรือประวัติศาสตร์มากำหนดว่า ผู้ชายคือผู้นำ,คนที่เลี้ยงดูครอบครัว,คนหาเงินในบ้าน ดังนั้น ก็จะต้องคู่กับผู้หญิงที่เป็นแม่บ้าน ทำงานบ้าน,ดูแลลูก ทำความสะอาดบ้าน,ซักผ้า,ล้างชาม

แต่ในยุคปัจจุบัน มีพวกที่เป็น DINK(double income no kids)อยู่มาก ก็คือสามีภรรยา/คู่เกย์ที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน แต่ไม่มีลูกอยู่เป็นจำนวนมากพอสมควร ดังนั้นแนวคิดสมัยใหม่จึงเปลี่ยนไป ถ้าเราดูในเรื่องจะพบว่า มีสิ่งนี้แสดงให้เห็นในเรื่องค่ะ นั่นก็คือ การที่คนสองคนวางแผนในการใช้ชีวิตร่วมกัน และแต่ละคนมีความฝันที่แตกต่างกัน สมมติว่าอยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆแล้ว พบว่าเราต้องเดินไปตามความฝันของอีกคน และทิ้งความฝันของตัวเองไป หรือต้องทำในสิ่งที่ไม่อยากทำหรือฝืนความรู้สึกของตัวเองเพื่อที่จะให้อีกคน ตามหาความฝันของตัวเองไป มันอาจจะเป็นเหตุผลในการเดินคนละทางกันก็ได้

 

ในประเทศอเมริกาก็มีพวก DINK เยอะเช่นกัน นอกจาก DINK แล้ว ยังเป็น Yuppie อีกด้วย พวกนี้ประสบความสำเร็จตั้งแต่อายุ 20 ปลายๆถึงช่วง 30 ต้นๆ มีฐานะค่อนข้างอยู่กลางบนแล้ว ซึ่งคนรุ่นใหม่ที่ไม่มีลูกเนื่องจาก อยากใช้ชีวิตอย่างอิสระ โดยไม่ต้องมีห่วง และส่วนมากหาเงินมาก็อยากไปท่องเที่ยวกันแล้วค่ะ

ดังนั้นคนในยุคใหม่จึงตกอยู่ในประเภทอยากเก็บเงินได้เยอะๆเร็วๆ โหมงานมากจนเสียสุขภาพ(เราก็เป็นคนนึงที่สามารถพูดอย่างนี้ได้เพราะเราผ่านช่วงเวลานั้นมาแล้ว) มันจึงเป็นบทเรียนค่ะ เราคิดว่าถ้าคุณประสบความสำเร็จก็จริงในด้านหน้าที่การงาน คุณได้ทุกอย่างที่ต้องการในชีวิต แต่อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อคุณอายุประมาณ 40-50 แพทย์วินิจฉัยว่าคุณเป็นมะเร็ง หรือโรคหัวใจ คุณจะรู้สึกอย่างไรคะ?

แน่นอนว่า ถ้าคนส่วนมากเลือกได้ ขอให้ไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตก็ได้ แต่ขอเวลาอยู่บนโลกนี้่ต่อ หรือแน่นอนว่า ถ้าเลือกระหว่างความสำเร็จในหน้าที่การงาน กับการที่คุณจะมีชีวิตอยู่ต่อไป เชื่อว่าคน 80% เลือกที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป

เพราะถ้าคุณมีชีวิตอยู่ต่อ สักวันคุณอาจจะประสบความสำเร็จมากกว่าที่คุณเคยคิด แต่ถ้าคุณทำงานหนักจนต้องตายไปเพราะโรคแล้ว สุดท้ายคุณจะรู้ว่าไม่ว่าเงิน,หรือความสำเร็จ,บ้านหรือรถ ไม่มีความหมายเทียบเท่ากับเวลานาทีนึงที่คุณจะได้อยู่บนโลกนี้ต่อเลย เรื่องนี้ทุกคนรู้กันดี มันเป็น Cliche’ หรือเรื่องที่เราได้ยินกันบ่อยๆจนเบื่อจะตายอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีคนโหมงานหนักและใช้ชีวิตแบบบ้าเลือดอยู่

ซึ่งโลกจะสั่งสอนคุณเองค่ะ คุณจะได้รับบทเรียนนั้นด้วยตัวเอง ซึ่งเราก็เคยป่วยมาหลายครั้งๆ ถ้าถามแบบที่คนอื่นๆชอบถามกันก็คือ ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ จะเลือกทำงานให้เบาลง แล้วไม่ป่วยไหม เราคิดว่า เราเลือกที่จะเป็นตัวเองและไม่เปลี่ยนแปลงอดีตค่ะ ทั้งๆที่จริงๆแล้วมันมีหลายเรื่องเหมือนกันที่เราคิดว่าเราเสียใจ และอยากย้อนเวลากลับไปแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด

แต่ในความเป็นจริงคือ เรารู้สึกพอใจกับชีวิตในตอนนี้ของเราแล้วค่ะ และถ้าไม่เจอเหตุการณ์พวกนั้น เราก็อาจจะไม่สามารถเป็นเราได้ในปัจจุบันนี้ แม้จะไม่ได้สมหวังในทุกอย่างที่เราอยากได้ เราคิดว่าทุกคนล้วนเคยคิดอยากย้อนอดีตได้ทั้งนั้นค่ะ จริงๆแล้วคุณควรมีความสุขกับปัจจุบันมากกว่าจะคิดถึงอดีตที่ผ่านไปแล้ว และอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

กลับมาที่เรื่องของหนังก่อน หนังจะสื่อถึงตัวละครในหลากหลายวัยค่ะ โดยส่วนมากในโลกแห่งความเป็นจริงก็จะมีพวก Yuppie ก็คือพนักงานบริษัทระดับสูง คือเป็นเจ้านายคนแล้วแต่ยังไม่ใช่ระดับสูงที่สุด

หรือคล้ายๆตัวเอกของเรื่องก็คือ “ปั้น” เพียงแต่ในเรื่องตัวละครนี้มีการวางแผนชีวิตของตัวเองอย่างละเอียดเป็นขั้นตอนชัดเจน และมีฉายาว่า “เป๊ะแมน” คือทำอะไรก็เป๊ะเวอร์ตลอด เป็นตัวที่ชอบวางมาด สั่งงานแบบเจ้านายยุคใหม่ ไม่ค่อยใส่ใจความรู้สึกของพนักงาน ทำอะไรตามแบบแผน เข้มงวด

ตัวของปั้นนั้นแสดงให้เห็นถึงบุคลิคภาพของคน GenX ซึ่งตัวปั้นเองนั้น ก็มีแฟนสาวคนหนึ่งในเรื่อง ที่พวกเขากำลังจะแต่งงานกันและแฟนเขาใฝ่ฝันจะทำร้านเบเกอร์รี่(แน่นอนว่ามันคือความใฝ่ฝันของผู้หญิงส่วนมากที่อยากจะเป็นเจ้าของร้านเบเกอร์รี่น่ารักๆค่ะ)

ส่วนผู้ชายมักจะมีความใฝ่ฝันคือ สร้างฐานะให้ดีๆ ส่งลูกเรียนหนังสือ พาครอบครัวไปเที่ยว ใช้ชีวิตแบบมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดังนั้นตัวละครตัวนี้ก็พบได้ทั่วไปจริงๆค่ะ ก็คือพนักงานระดับสูงขึ้นมาอีก

แต่เผอิญเราไม่เคยเจอคนแบบปั้นในชีวิตจริงเลยค่ะ เนื่องจากเราทำงานสายอาร์ทหรือสายศิลปะมาก่อน ซึ่งมันคนละ field กัน หรือคนละเส้นทาง ก็เลยมักจะเจออีกแบบมากกว่าค่ะ

WOLVERINE

ซึ่งในเรื่องก็จะมีตัวละครชื่อ “หวาย” ตัวละครตัวนี้ ในเรื่องกำหนดว่าบ้านฐานะดี ชอบท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ ใช้ชีวิตสนุกสนานไปวันๆ โดยมีความฝันอยากออกพ็อคเกตบุค อยากเป็นนักวาดการ์ตูนและเป็นตัวละครที่มีความแปลกคือ เยอะอยู่ในตัว

ก็คือ จริงๆเธอก็เหมือนผู้หญิงที่เราเห็นได้ในคณะทางสายอาร์ท นั่นก็คือ ถ้าบ้านของคนๆนั้นเป็นอาร์ทด้วยแล้ว การที่ลูกจะออกมาเป็นแบบนี้ไม่แปลกเลยค่ะ นั่นก็คือตัวของหวายนั้น จะทำอะไรนอกเหนือจากคำสั่งตลอด แต่มันก็เป็นความคิดสร้างสรรค์ของเธอ เนื่องจากว่าถ้าดูในเรื่องจากแบ็คกราวน์ของเธอแล้ว คุณจะรู้ว่าทำไมเธอถึงคิดและทำแบบที่เห็นในเรื่อง เรื่องพวกนี้มันมีพื้นฐานมาจากสภาพครอบครัวของแต่ละคนด้วยค่ะ

ในเรื่องหวายเธอจะไม่เข้าใจว่า มนุษย์เงินเดือนมีชีวิตอยู่ใน cubicle หรือคอกสี่เหลี่ยมนั้นได้อย่างไร จนเราต้องดูไปถึงตอนจบจึงจะเห็นบทสรุปของเธอ และตัวละครตัวนี้เป็นตัวละครที่ถ้ามันมีอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง จะเป็นคนที่เพื่อนๆรักค่ะ เพราะมันฮาและไฮเปอร์ ส่วนมากจะเป็นตัวละครที่เรียกเสียงหัวเราะได้ดี ซึ่งนักแสดง(คุณณัฐชลัยย์ สุขะมงคล)แสดงบทนี้ได้ธรรมชาติดีค่ะ

ultraman_re

นอกจากนี้ก็มีตัวละครอย่าง “เจ๊นัน”(แสดงโดยดีเจต้นหอม) ขาเมาท์มอย ซึ่งนี่ก็เป็นเรื่องธรรมดาสาวออฟฟิศทั่วไปที่บ่นได้แม้เรื่องเล็กๆแค่ขนแมวหรือเรื่องใหญ่ๆระดับบ้าน โดยจะจับกลุ่มกับเพื่อนสองสามคนเป็นแกงค์ หัวหน้าแกงค์คือเจ๊นัน เป็นตัวแทนของสาววัยสามสิบกว่า นั่นก็คือเป็นพนักงานหญิงระดับสูงประมาณนึง(แต่ตำแหน่งและเงินเดือนน้อยกว่าปั้น)ถ้าเป็นผู้หญิง(หรือผู้ชายก็ตามที่อายุมากขึ้นๆ)ตำแหน่งของคุณ จะสูงขึ้นได้ถึงประมาณหนึ่งเท่านั้น

ถ้าคุณต้องการอัพเงินเดือน หรือได้รายได้มากขึ้น มีสองทาง

1.ไปเรียนต่อโท/เอก
2.ออกมาทำกิจการของตัวเอง

โดยที่เจ๊นันในเรื่องอยู่ในช่วงนั้นของชีวิตเลยค่ะ นั่นก็คือเธอต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่างแล้ว เนื่องจาก ถ้าอยู่ที่เดิม อาจจะไม่ก้าวหน้าในชีวิตได้ สิ่งที่เราชอบคือ เราชอบการแสดงของเธอนะคะ ตอนที่ดูเบื้องหลังในการถ่ายทำหนังเรื่องนี้

ดีเจต้นหอมบอกว่า โดยปกตินั้น เธอจะไม่ชอบรับบทที่ทำให้เธอดูแก่ขึ้นมากๆ แต่บทนี้เธอยอมค่ะ เพราะอ่านบทแล้วโดนจริงๆต้องเล่นให้ได้ ซึ่งเธอเล่นได้แบบดีมาก คือ ชอบสุดค่ะ ตัวละครตัวนี้ จริงๆแล้วในโลกแห่งความเป็นจริง เราไม่เคยเจอคนแบบเจ๊นันในออฟฟิศหรือสตูดิโอที่เคยทำงานมาหรอกค่ะ แต่เพื่อนๆเราในมหาวิทยาลัย มีที่บุคลิคคล้ายๆอีเจ๊นันนี้เยอะมาก คือเธออยู่ไหนก็จะมีเสียงหัวเราะอยู่ที่นั่น

ถ้าเทียบกับหวายแล้วก็คือเป็นขวัญใจเพื่อนๆพอกัน แต่เจ๊นี้มันจะอารมณ์หัวหน้าแก็งค์มากกว่าค่ะ คือแบบเหล้าเข้าปากชีแรงได้เลยค่ะ  แล้วเราลองไปเซิร์จชื่อดีเจต้นหอม ปรากฏว่าเธอมีช่วงที่หน้าตาน่ารักมากแบบเด็กมหาวิทยาลัย แล้วก็มีรูปที่ดูหน้าเด็กปิ๊งปั๊งหลายรูปมากค่ะ  ทำให้เรายิ่งรู้สึกว่า ไอ้ที่บอกว่าการแต่งหน้าคือเวทมนตร์เสกคนเป็นผี เสกผีเป็นคน เสกสาวสวยหนึ่งคนจนเป็นแก่ล้นเป็นมนุษย์ป้านี่สงสัยจะจริง…

คือถ้าน้องยังอายุไม่เยอะมาก (หรือเยอะมากก็ตาม)แต่อยากให้ตัวเองหน้าดูอ่อนกว่าวัยประมาณหนึ่ง สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือการแต่งหน้าลุคจัดๆค่ะ ปากแดงๆ,อายแชโดว์สีม่วง แก้มแดงด้วย ผมหยิกๆ=ซิ่มค่ะ

 

ถ้าน้องจะแต่งลุคจัดๆ หน้าน้องต้องเป๊ะพอสมควรค่ะ ปากแดงนี่ตัวป้าเลย พี่แนะนำว่า ถ้าน้องอยู่ม.ปลายหรือมหาวิทยาลัย น้องทา tint กับแป้งอัดแข็งก็พอ ไม่ต้องไปรองพื้น ลงบีบีอะไรทั้งสิ้น

ทากันแดด ทาครีมบ้าง ล้างหน้าทุกวันก็พอถ้าอยากรักษาหน้า หรือไม่ต้องแต่งได้ก็ยิ่งดีค่ะ ถ้าน้องมั่นใจในหนังหน้าของตนเองพอสมควร พี่คิดว่า ในวัยน้อง น้องควรจะแต่งอย่าให้มันเยอะมากเกินไป ยกเว้นวันเดียวที่แต่งเยอะได้คือวันรับปริญญา แต่ถ้าเอาประสบการณ์พี่นะ พี่คิดว่าน้องควรแต่งหน้าเองดีกว่าค่ะ …คือ…สมัยนี้มันไม่ได้ยากขนาดนั้น น้องแค่เปิดดูวีดีโอ ไปอ่านบลอค เตรียมอุปกรณ์ ลองแต่งตามก็พอ….

เพราะว่าเวลาที่ให้คนอื่นแต่งให้น้อง แน่นอนว่าเขาแต่งน้องออกมาหน้าแรงแน่นอนรองพื้นหนาและอาจจะป้าได้ พี่ไม่แน่ใจว่าในปัจจุบันเสียที่ราคาเท่าไรแล้วค่ะ สำหรับค่าแต่งหน้า นอกจากนี้มันยังเป็นทักษะที่เวลาน้องไปงานอะไรก็ตาม เช่น งานแต่งงานเพื่อน,วันเกิดเพื่อน,หรือโอกาสอื่นๆ น้องก็ต้องแต่งหน้าอยู่ดี พี่คิดว่าเพราะฉะนั้นน้องน่าจะฝึกแต่งหน้าเองไปเลยค่ะ(น้องม.ปลายยังไม่ต้องค่ะ เฉพาะน้องที่อยู่มหาวิทยาลัย)

ถ้าน้องอยากจะให้หน้าดูเป็นธรรมชาติและดูอ่อนกว่าวัย น่าจะเลือกลิปสติกสีชมพูหรือส้มค่ะ สีแดงถ้าน้องอยากจะใช้จริงๆ ควรเป็นงานจัดกลางคืนหน่อย หรือว่างานแต่งงานถึงจะใช้แดงค่ะ และมันก็ขึ้นอยู่กับรูปของริมฝีปากและรูปหน้าของน้องด้วยค่ะ

กลับมาที่หนังค่ะ นอกจากนี้ในหนังยังมีตัวละครที่น่าสนใจอีกสองตัวค่ะ นั่นก็คือ…

ยอดมนุษย์เงิน3

จือ(แสดงโดยเต๋า Af8) เป็นคนอีสาน (หน้าโคตรไม่อีสานค่ะ อย่างตี๋ แต่เป็นตัวละครที่น่ารักดีค่ะ) จือนั้นมาทำงานที่กรุงเทพ แล้วก็ยังไม่ผ่านโปร(probation-ช่วงทดสอบงานค่ะ)โดยที่เขาโกหกที่บ้านว่าสบายดีมาตลอด จนกระทั่ง…(ไปดูในเรื่อง)

ตัวละครจือนี้ ก็เป็นตัวละครที่น่าสงสารเช่นกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องความรักของเขาก็ตาม ถ้าดูแล้วจะแอบเชียร์ตัวละครตัวนี้ ซึ่งในชีวิตของแต่ละคน เราสามารถเจอเพื่อนแบบนี้ได้เสมอ พวกเขาคือเพื่อนที่มาเรียนในกรุงเทพ มาจากต่างจังหวัด แน่นอนว่ามันก็เป็นความหวังของครอบครัว

สำหรับประเทศไทยนั้น เราก็รู้อยู่ว่า ชาวต่างจังหวัดนั้น การที่ส่งลูกมาเรียนที่กรุงเทพ ได้งานกรุงเทพ ถือเป็นสิ่งที่พ่อแม่ได้คาดหวังในตัวลูกเอาไว้ ส่วนตัวลูก ก็ต้องจากพ่อแม่มา เพื่อทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน พ่อแม่ก็จะแก่ตัวลงทุกวันๆ ถ้าน่าสงสารขั้นสุดคือ ไม่ได้เห็นพ่อแม่ในวินาทีที่ท่านไปเลย

ก็คือไม่ได้อยู่ข้างๆพ่อแม่ แต่ว่าการที่ชาวต่างจังหวัดนิยมมาทำงานที่กรุงเทพ มันก็แน่นอนคือ กรุงเทพมีงานที่เงินดี งานเยอะกว่า แต่จือเองก็เป็นตัวละครที่หย่อนยานในเรื่องเช่นกัน นั่นก็คือ เป็นประเภทแหยๆ หน่อยๆ ติ๋มๆ นิดๆ ทำให้เขาเป็นคนที่ไม่หนักแน่น แถมไม่ได้เป็นคนเก่งแบบสุดขั้ว ก็คือเป็นพนักงานทั่วไปที่เป็นเด็กจบใหม่และบริษัทเพิ่งรับเข้ามาทดลองทำงาน ทำให้จือต้องกดดันขึ้นอีก

ตัวละครต่อมาชื่อชัย(แสดงโดย คุณธรธร สิริพันธ์วราภรณ์) ตัวละครตัวนี้ คือตัวละครที่ปกป้องผลประโยชน์ของบริษัทอย่างสุดขั้ว ไม่ว่าจะเป็น …การกลับไปออฟฟิศเพื่อปิดไฟ หรืออื่นๆ ซึ่งจะเห็นได้จากในเรื่อง นั่นก็คือ เขารักบริษัท มากกว่าบริษัทรักเขาเสียอีก

ตัวละครนี้ก็จะมีปมของตัวเองอยู่ นั่นก็คือ เมื่อเห็นคนอื่นทำงานไม่เต็มที่ และเอาเปรียบบริษัท เขาก็จะเป็นคนที่คอยขัดขวาง และเป็นคนที่เห็นผลประโยชน์ของบริษัทมากกว่าของตัวเอง คือทำงานถวายหัวสุดชีวิตจริงๆจังๆ ตัวละครตัวนี้ เราจะเห็นได้จาก เด็กบางคนที่ชีวิตทำแบบนั้นมาตลอด ก็คือ อาจจะเป็นพวกที่อุทิศตน อยู่ในกรอบในร่องในรอย และไม่ยอมให้ใครทำผิดกฏและละเมิดผลประโยชน์ได้ และเป็นคนที่อยู่ในศีลธรรมอย่างดี จะเรียกได้ว่าเป็นคาแรคเตอร์ที่สุดไปอีกด้านก็ว่าได้

ยอดมนุษย์เงิน5

ตัวสุดท้ายที่เป็นตัวละครในกลุ่มตัวเอกแล้ว นั่นก็คือ นุช(คุณจิรภา วงโฆษวรรณ แสดง) โดยนุชนั้นทำงานเป็นเลขาเจ้านาย ที่เห็นบ่อยๆในการ์ตูนขายหัวเราะสมัยก่อนนั่นแหละ ซึ่งคนที่เป็นเลขาส่วนใหญ่ก็…เอาเป็นว่าหน้าตาดีค่ะ ซึ่งในการ์ตูนขายหัวเราะก็จะมีมุขประมาณว่าเลขาโดนเจ้านายที่เป็นเฒ่าหัวงูแทะโลม หรือแม้แต่ในละครไทยทั่วไปนางเอกก็มักจะเป็นเลขา ทำให้เราสงสัยว่า โดยส่วนใหญ่เลขานี่มักจะเป็นตำแหน่งที่ผู้หญิงเป็นกันซะส่วนมาก

โดยนุชนั้นเป็นคล้ายๆกับชัย แต่คนละแง่ ก็คือ ทำงานถวายหัว (จริงๆหน้าที่มันบังคับ) ทำเกินหน้าที่การงานตัวเองไปเยอะมาก และเป็นตัวละครที่ดูเหมือนจะน่าสงสารเนื่องจากงานยุ่งตลอดเวลา แถมเงินเดือนก็ไม่ได้เยอะ ก็นั่งรถเมล์,แท็กซี่,รถตู้เหมือนๆกับคนอื่นๆทั่วไป ส่วนมากเลขามักจะสาวค่ะ เพราะอาชีพนี้คนแก่ตัวหน่อยไม่น่าจะทำไหวจริงๆ(ถ้าดูจากในเรื่อง)

โดยที่นุชมีความฝันที่อยากจะได้รถค่ะ(เหมือนคนทั่วๆไปนั่นแหละ) แต่จะบอกว่า คนที่เข้าไปสู่งานประจำแล้ว แน่นอนก็คือ กับดักแรกที่คุณสามารถสร้างได้กับตัวเองก็คือ “รถ” นั่นเองค่ะ รถควรเป็นสิ่งที่คุณชะลอการซื้อถ้าทำได้ค่ะ และถ้าให้เลือกระหว่างบ้าน หรือคอนโด ให้เลือกผ่อนบ้านก่อนผ่อนรถค่ะ ถามว่าทำไม?

รถนั้น ถ้าคุณต้องผ่อนเป็นระยะเวลานานๆ โอกาสในการตั้งตัวของคุณจะน้อยกว่าค่ะ แต่ถ้าคุณจำเป็นต้องซื้อจริงๆให้แน่ใจว่า คุณจะมีงานประจำหรืองานที่ได้เงินแน่นอนประมาณหนึ่งค่ะ เพราะว่าถ้าคุณซื้อรถ แล้วคุณต้องผ่อน 8,000-14,000 บาทต่อเดือน คุณตายแน่ค่ะถ้าเงินเดือนคุณแค่ขั้นต้นป.ตรีในปัจจุบันคือ 15,000  บาท

ถ้าคุณจะซื้อรถ ควรเก็บเงินดาวน์ก้อนหนึ่ง แล้วผ่อนน้อยหน่อยดีกว่า หรืออีกกรณีคือ ผ่อนให้เยอะๆหน่อยต่อเดือน เพื่อให้หนี้หมดให้เร็ว โดยเสียดอกเบี้ยน้อยที่สุด โดยช่วงอายุที่เหมาะสมในการซื้อรถคืออายุ 30 ปีขึ้นไปค่ะ

ถ้าเป็นไปได้ก็คือ 35 ปี และการที่คุณซื้อรถนั้น เป็นเพราะว่าคุณจำเป็นต้องใช้รถยนตร์ในการทำงานจริงๆ เช่น คุณอาจจะเป็นเซลล์ หรือ ที่ทำงานคุณอาจจะอยู่ไกลมากๆและรถสาธารณะเข้าไม่ถึง นอกจากนี้คุณต้องมั่นใจว่าคุณจะไม่เปลี่ยนงานในอนาคตอันใกล้นี้ ก็คืองานของคุณอยู่ในบริษัทที่มั่นคงพอสมควร นอกเหนือจากนั้นก็อย่าเพิ่งซื้อรถค่ะ

จะเรียกได้ว่าหนังเรื่องนี้”ตบหัว”คนดูนิดหน่อย ในหลายๆเรื่อง ตัวละครหลายๆตัว ก็ทำผิดพลาด และทุกๆคนก็มักจะคิดว่าแนวคิดของตัวเองถูกทั้งนั้น สรุปคือสุดท้ายทุกคนจะได้บทเรียนที่แตกต่างกันไป หรือแม้กระทั่งตัวคนดูเรื่องนี้จบจบก็ตาม

คนส่วนใหญ่ที่ดูจบ คุณน่าจะเริ่มตั้งคำถามบางอย่างกับชีวิตตัวเองค่ะ นั่นก็คือ ถ้าคุณเป็นแบบคนส่วนมาก เจอที่ทำงานไม่ดี ทำงานแทบตายไม่เห็นผลลัพธ์ คนที่เชลียร์เจ้านายได้ดิบได้ดี แทนที่จะนั่งนินทาคนพวกนั้น คุณกล้าที่จะเป็นคนเลือกเดินออกมาจาก cubicle หรือคอกทำงานสี่เหลี่ยมนั้น แทนที่จะนั่งนินทาเจ้านาย หรือ เอาแต่บ่นใน facebook หรือไม่คะในชีวิตจริง?

หรือต่อให้งานคุณดีมากๆทั้งเงินและเจ้านายด้วย แต่มันไม่ตอบโจทย์ในชีวิตคุณ ไม่ตอบความใฝ่ฝันที่คุณอยากจะเป็น คุณกล้าที่จะเดินออกมาทำสิ่งที่คุณอยากทำจริงๆ หรือคุณจะทนอยู่ทั้งๆที่รู้ว่า ทุกวันที่ทนนั้นเพื่อ”เงินเดือน”และ”โบนัส”เพียงอย่างเดียว?

หรือว่าคุณมีความใฝ่ฝัน ที่อยากทำมากจริงๆในชีวิตนี้ คุณอยากเป็นอาชีพอะไรบางอย่าง ที่สังคมบอกว่ามันเสี่ยงนะ มันไม่มั่นคงนะ คุณจะยอมทิ้งความฝันของคุณในอดีต หรือทิ้งตัวตนส่วนหนึ่งของคุณไป เพื่อใช้ชีวิตตามมาตรฐานที่คนอื่นกำหนดว่ามันเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่คุณควรจะเป็นหรือไม่ หรือคุณเลือกที่จะเดินตามความใฝ่ฝันของคุณ แม้คุณจะรู้ว่าคนประสบความสำเร็จจริงๆมันน้อย? คุณจะกระโดดตามเลข 1-2-3-4 เรียน-ทำงาน-แต่งงาน-มีลูก-เกษียณ หรือ เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย ชีวิตคนเรามันมีเท่านั้นจริงๆหรือ?

เมื่อคุณตั้งคำถามกับตัวเองแล้ว คุณอาจจะพบว่ามันมีบางอย่างในตัวคุณเปลี่ยนไปค่ะ นั่นก็คือ เมื่อคุณดูหนังเรื่องนี้ คุณอาจจะคิดในสิ่งที่คุณไม่เคยคิดมาก่อนในเรื่องของหน้าที่การงานของคุณ หรือแม้กระทั่งชีวิตของคุณที่ผ่านมาก็ตามค่ะ

สำหรับน้องนักศึกษาเชื่อว่า ถ้าน้องดูตอนอยู่มหาวิทยาลัย กับวัยทำงานนั้น น้องจะได้ความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไปแน่นอน จึงแนะนำว่า น้องควรซื้อดีวีดีเรื่องนี้เก็บ ถ้าน้องเป็นนักศึกษา ให้ดูให้จบ เขียนบันทึกเอาไว้ และกลับมาดูใหม่เมื่อน้องได้งานประจำทำแล้ว

หรือน้องอาจจะเลือกเป็นฟรีแลนซ์ไปแล้ว หรือทำอย่างอื่น เช่น รับสืบทอดกิจการครอบครัว พี่รู้สึกว่าถ้าน้องมาดูเรื่องนี้อีกทีในอีกช่วงอายุหนึ่ง ความรู้สึกของน้องจะแตกต่างกันไปค่ะ หรือแม้กระทั่งการที่คุณอยู่ในวัยเดียวกันกับเรา แล้วไปดูหนังเรื่องนี้ คุณก็จะได้มุมมองอีกแง่มุมหนึ่ง

สำหรับตอนจบนั้นก็ให้ความรู้สึกที่ดี แต่ไม่สุดแบบ อืม…มันจบแบบหนังไทยธรรมดาๆไม่ได้มีแปลก แหวก คือ มันเป็นตอนจบที่น่าจะเป็นอยู่แล้วสำหรับหนังฟีลกู๊ดทุกเรื่อง แต่ว่ามันก็ไม่ได้จบแบบแฮปปี้สุดๆทุกตัวละคร นั่นก็คือ แต่ละตัวได้รับผลของการกระทำ และได้บทเรียนจากชีวิตของเขา และสุดท้ายก็อาจจะพบว่า โลกนี้บางอย่างเราหวังจะให้มันยุติธรรม แต่มันก็ไม่ยุติธรรม

แต่อยากจะให้เชื่อในกฏฟิสิกส์ที่เรายึดถือเสมอมา นั่นก็คือ action=reaction หรือแรงกิริยาเท่ากับแรงปฏิกิริยา สิ่งนี้มันคือผลของการกระทำ หรือกรรม(Karma) นั่นเองค่ะ การกระทำที่ใครก็ตามทำออกไปแล้ว ถึงมันจะไม่เห็นผลในวันนี้ พลังงานนั้นมันก็จะย้อนกลับมาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว

เพราะฉะนั้นสุดท้ายทุกคนก็จะได้รับผลที่เราทำเสมอในวันหนึ่ง ดังนั้นถึงแม้ว่าวันนี้โลกไม่ให้ความยุติธรรมกับเรา ถ้าเรารดน้ำให้กับเมล็ดพันธุ์ที่ดี สักวันมันจะเติบโตเป็นต้นไม้ที่สวยงามได้ อาจจะสรุปแบบโลกสวยๆไปหน่อย

ก็คือ แทนที่จะหวังว่าโลกนี้จะยุติธรรม เราต้องเริ่มที่การทำดีในวันนี้ก่อนค่ะ มันจะส่งผลให้วันต่อๆไป แม้จะไม่ใช่วันนี้ก็ตาม กลายเป็นวันของเราในที่สุด สำหรับคะแนนของเรื่องยอดมนุษย์เงินเดือนนี้ก็ [rating:4] ปกติให้คะแนนไม่ค่อยแย่มากอยู่แล้วเนื่องจากเลือกเรื่องที่ดูประมาณหนึ่งค่ะ