สวัสดีค่ะ วันนี้ขอลัดคิวมารีวิวหนังเรื่องนี้ก่อน เนื่องจากไปดูมาเมื่อวันที่ 11 ค่ะ(คิดว่าตรงกับวันที่หนังเรื่องนี้พอดี นั่นก็คือ Dawn of the planet of the apes ค่ะ ซึ่งเป็น Prequel(ภาคก่อนหน้าที่จะเป็น Planet of the apes ซึ่งหนังเรื่องนี้เป็นหนังเก่าค่ะ ตั้งแต่ปี 1968 ซึ่งเป็นหนังอีกเรื่องที่สร้างขึ้นจากนิยาย สำหรับนิยายนั้นก็วางแผงแล้วเช่นกัน แต่อาจจะหายากนิดหนึ่งค่ะ พอดีไม่ได้ซื้อมาด้วย) เป็นหนังภาคต่อของ Rise of the planet of the apes

25570714-230641-83201689.jpg

บทวิจารณ์นี้ มีบางส่วนที่ Spoil เรื่องในหนังโดยจะมีการเตือนก่อน

สำหรับหนังเรื่องนี้นั้น เป็นหนังแนว Sci-fi ค่ะ(Science fiction-เป็นหนังที่มีพื้นฐานมาจากการนำเอาวิทยาศาสตร์มาประยุกต์เข้ากับเรื่องในหนัง) ซึ่งหนังในซีรีย์ทั้งหมด ที่ทำมาตั้งแต่ปี 1968 ก็มีหลายภาคด้วยกัน บางภาคก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จมาก แต่ภาคที่ออกมาในปี 2001 นั้นเป็นหนัง Sci-fi เช่นกันค่ะ (ซีรีย์นี้ Sci-fi ทั้งหมด)

เพียงแต่ว่า ภาคนี้ที่มันไม่ได้เห็นความเป็น Sci-fi อย่างชัดเจนเนื่องจากว่า มันเป็นภาคที่เล่าย้อนอดีตค่ะ ว่าลิงมาครองโลกแทนคนได้อย่างไร? โดยภาคที่ประสบความสำเร็จคือ Planet of the apes(2001) และภาคเล่าย้อน(prequel) คือ Rise of the planet of the apes ที่ประสบความสำเร็จเช่นกัน โดยภาค Rise กำกับโดย รูเพิร์ท ไวแอทท์ และจริงๆเขาต้องเป็นผู้กำกับภาคนี้ด้วย แต่เขาได้ถอนตัวออกจากทีมไปเนื่องจากคิดว่าไม่สามารถทำภาพยนตร์เสร็จทันเดือนพฤษภาคม 2014 จึงมีการเปลี่ยนผู้กำกับเป็นแมทท์ รีฟส์ (ผู้กำกับ cloverfield) และมีการเขียนบทภาพยนตร์โดยมาร์ค บอมแบ็ค ซึ่งเป็นการรีไรท์(เขียนบทใหม่)เพื่อผู้กำกับใหม่ โดยกำหนดการได้เลื่อนไปฉายในเดือนกรกฏาคม2014 วันที่ 18 และมีการเลื่อนวันฉายจริงขึ้นอีกสัปดาห์หนึ่ง ก็คือกลายเป็นฉายพร้อมกันวันที่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา

25570714-230641-83201088.jpg
คือพอดีจะบอกว่า เราไม่ได้ดู Rise of the planet of the apes(ชื่อหนังยาวมากพิมพ์ทีนิ้วเมื่อย) ไปก่อนดูเรื่องนี้ แต่ซื้อดีวีดีเรียบร้อยแล้ว ซึ่งภาคนี้ นักวิจารณ์บางคนก็บอกว่าดีกว่าภาคที่ฉายอยู่ตอนนี้ (ภาคล่าสุด ก็คือ Dawn of the planet of the apes) บางคนก็ชอบภาคนี้มากกว่า จริงๆคือ หลายๆคนก็จะบอกว่าหนังช่วงแรกมันน่าจะง่วงไปหน่อย จริงๆเราไม่รู้สึกว่ามันง่วงเลยค่ะ เรารู้สึกว่าเรื่องนี้มันตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา แต่พอถามเต้ย (ไปดูด้วยกัน) เต้ยบอกว่าเฉยๆกับหนังเรื่องนี้ เพราะจริงๆเราสองคนปกติชอบดูหนังกันคนละแนวประมาณหนึ่งค่ะ

25570714-230642-83202123.jpg
โดยที่ Dawn of the planet of the apes นั้นเล่าเหตุการณ์ต่อจากภาค Rise ก็คือ ภาค Rise จะเป็นการที่มนุษย์เอาลิงไปทดลองค่ะ เพื่อหายารักษาโรคที่เกิดจากการเสื่อมตัวของเซลล์ (พวกโรคอัลไซเมอร์) ไปๆมาๆ ทดลองแล้วก็กลายเป็นว่า ยาที่มนุษย์ใช้ทดลองมันกลับทำให้เซลล์สมองของลิงเกิดการวิวัฒนาการขึ้นมามากค่ะ โดยเทคนิคในการทำภาพยนตร์ก็จะมีการใช้โมชัน แคปเจอร์ และมีเอฟเฟคที่สุดยอดจนเรานึกว่ามันเป็นการถ่ายทำโดยใช้ลิงจริง ไม่ใช่นักแสดง

25570714-230641-83201945.jpg
นอกจากนั้นในภาคที่แล้ว การทดลองนอกจากทำให้ลิงฉลาดขึ้น ยังมีผลทำให้ลิงมีอาการเกรี้ยวกราด แล้วผลที่เกิดขึ้นจากการทดลองอีกเช่นกัน ที่มันทำให้เกิดเชื้อไวรัส โดยในปี 2018 เชื้อไวรัส ALZ-113 ได้ระบาดและคร่าชีวิตคนทั้งโลกจนเหลือกลุ่มที่มีภูมิต้านทานโรคนี้เพียงไม่กี่คน โดยจากสถิตินั้นใน 500 คน จะรอดมา 1 คนค่ะ โดยในภาคนี้มนุษย์ที่เหลือรอดมาจากเชื้อไวรัส ก็รวมกลุ่มกันอยู่ ซึ่งในภาค Dawn of the planet of the apes สถานที่ในเรื่องก็คือซานฟรานซิสโกคะ ที่มนุษย์ซึ่งรอดชีวิตมารวมตัวกันอาศัยอยู่ ภายใต้การปกครองของเดรย์ฟัส(แสดงโดย แกรี่ โอลแมน)

เนื้อเรื่องภาคนี้จะเกิดขึ้น 10 ปีให้หลัง โดยที่ซีซาร์(ในภาคที่แล้วนะคะ คิดว่า) ก็กลายเป็นจ่าฝูงของลิงทั้งหมดไปแล้ว และมีการสร้างสังคมเป็นหมู่บ้าน และมีการสื่อสารกันด้วยภาษาและท่าทางอย่างง่ายๆ ก็คือลิงได้อยู่ในช่วงวิวัฒนาการ ทั้งเรื่องเราจะเห็นเวลาลิงพูดกันเอง บางทีก็ใช้ภาษาคน(ภาษาอังกฤษ) บางทีก็ใช้ภาษาลิงในเรื่อง

25570714-230641-83201233.jpg
ซึ่งบางคนจะบอกว่าไม่เข้าใจว่าทำไมไม่ให้ลิงสามารถพูดได้จริงๆไปเลย เนื่องจากเวลาดูมันเหมือนหนังเงียบ คือเห็นแค่ลิงทำมือทำไม้ ส่งเสียงนิดๆหน่อยๆมีตัวที่พูดเป็นภาษามนุษย์ไม่กี่ตัว ซึ่งต้องเข้าใจว่า ลิงในภาคนี้ยังอยู่ในช่วงวิวัฒนาการ นั่นก็คือมันเริ่มคุยกันและสร้างภาษาของตัวเองได้ รวมถึงพูดภาษามนุษย์ได้นิดๆหน่อยๆ การทำแบบนี้ทำให้เรื่องดูสมจริงดีแล้วค่ะ ดีกว่าให้ลิงมันพูดได้เลย

สำหรับส่วนนี้ แน่นอนว่าจะเล่าเรื่องนิดๆตอนช่วงต้นเรื่องให้เข้าใจแบบพยายามจะไม่สปอยล์ค่ะ และก็จะอธิบายส่วนของความรู้สึกที่ได้ดูเรื่องนี้ ขอไม่เล่าเรื่องทั้งหมดนะคะ ซึ่งเอนทรี่นี้เราได้ใส่ส่วนที่เป็นความคิดเห็นหลังดูเรื่องนี้ของเราค่อนข้างมาก ซึ่งมันทำให้เราคิดถึงประเด็นอื่นๆที่น่าคิดและสิ่งที่ตกตะกอนขึ้นมาหลังจากได้ดูหนังเรื่องนี้ มันทำให้เราคิดอะไรได้หลายๆอย่าง

25570714-230643-83203261.jpg
จริงๆตอนเราดูเทรลเลอร์เรื่องนี้ เราไม่ได้อยากดูเป็นพิเศษค่ะ ที่อยากดูเนื่องจาก คะแนนรีวิวเรื่องนี้สูงมาก ที่ Rotten tomatoes ให้คะแนนเรื่องนี้ถึง 91% เฉียดฉิวกับเรื่อง Edge of tomorrow และเรื่อง How to train your dragon และรวมไปถึงรีวิวในเว็บไซต์อื่นๆต่างบอกว่าเรื่องนี้เป็นหนังที่ดี น่าดูที่สุดในรอบซัมเมอร์นี้(บ้านเขาเพิ่งซัมเมอร์ค่ะ บ้านเราหน้าฝน)

พอคะแนนรีวิวสูงเราก็ยิ่งอยากไปดูค่ะ แต่เอาจริงๆนะ บางทีหนังได้คะแนนรีวิวต่ำ แล้วเราไปดูสนุกก็มีค่ะ คือแน่นอนว่าถ้าหนังแมสบางเรื่องทำออกมาขายคนดู มันไม่ได้ขายเนื้อเรื่อง เรื่องที๋โดนหนักๆหน่อยคือนักวิจารณ์สับเละ แต่คนดูแล้วสนุกก็มี (แม่เราชอบ transformers มากกว่าเรื่องอื่นๆที่พาไปดู) จะเห็นได้ว่า บางที การที่เราไปดูหนังตามนักรีวิวหรือนักวิจารณ์ให้คะแนนว่าดีนั้น ส่วนมากเป็นความคิดเห็นของคนอื่นทั้งนั้นค่ะ สนุกหรือไม่สนุกเราต้องเป็นคนตัดสินด้วยตัวเอง

25570714-230642-83202300.jpg
สำหรับเรื่องนี้ ด้วยความที่เราไม่เคยดูภาคที่แล้วมาก่อน ทำให้ background ต่างๆของเรื่องยังไม่เข้าใจ ถ้าอยากดูเรื่องนี้ ด้วยความสนุกและอินกับเนื้อเรื่องและฉากดรามาในเรื่องมากขึ้น ควรไปดูภาคที่แล้ว ว่าคนทำอะไรไว้กับลิงบ้าง

ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนั้น จะพบว่าในหนังก็คือ กรรมตามทันมนุษย์ค่ะ มนุษย์กลายเป็นสิ่งมีชีวิตกลุ่มน้อยบนโลกนี้ โดยที่แน่นอนว่า ที่ผ่านมามนุษย์ถือว่าเป็นสัตว์ที่ครองโลกก็ว่าได้ ด้วยความที่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสมองซับซ้อน มนุษย์จึงหลงว่าตัวเองเป็นเผ่าพันธุ์ที่จะต้องครองโลกตลอดไป มันก็เหมือนกับยุคไดโนเสาร์ครองโลกมาหลายๆช่วงและสุดท้ายก็สูญพันธุ์ไปเนื่องจากไม่สามารถรอดจากภัยธรรมชาติ

เราต้องเข้าใจว่า เหนือเรานี้ยังมีพลังที่เราไม่ล่วงรู้ควบคุมจักรวาลนี้อยู่ บางคนอาจจะเรียกว่า พลังจักรวาล บางคนอาจจะเรียกว่าพระเจ้า ซึ่งถึงคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อเรื่องนี้ก็ตาม สิ่งนี้ควบคุมจักรวาลให้ดำเนินไป ควบคุมระบบสุริยะ แกแลกซี่อื่นๆ ควบคุมหมู่ดาว ไม่ให้ชนกัน(เมื่อยังไม่ถึงเวลา) รวมถึงพลังในการสร้างสรรพสิ่ง แน่นอนว่าบางอย่างเราไม่สามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ในยุคนี้

25570714-230643-83203001.jpg

แต่มันเหมือนกับการที่เราโยนแอปเปิ้ลแล้วตกลงพื้นทุกครั้ง นั่นก็คือพลังที่มีอยู่จริง แต่เรามองไม่เห็น เหมือนกับไฟฟ้า หรือคลื่นโทรศัพท์มือถือ สิ่งที่ทำให้วัตถุตกลงพื้นทุกครั้งนั่นก็คือ แรงดึงดูดของโลก จักรวาลนี้ก็ดำเนินไปในลักษณะเดียวกัน นั่นก็คือ มีการเกิดและแตกดับของสรรพสิ่งไปตามกาลเวลา โดยมีพลังงานบางอย่างควบคุมอยู่เบื้องหลัง ที่เราไม่สามารถมองเห็นพลังนั้นได้โดยตรงและวิทยาการในปัจจุบันยังไม่สามารถพิสูจน์ได้อย่างที่บอก

สิ่งเหล่านี้นั้น แน่นอนว่าในอนาคต (อาจจะเป็นอันไกลโพ้น) มันอาจจะมีการทดลองลักษณะนั้นจริงๆแล้วสิ่งนี้อาจจะเกิดขึ้นจริงๆก็ได้ค่ะ ถ้ามองความเป็นไปได้จากในหนัง ซึ่งถ้าเราดู ก็จะพบว่า ในอดีตก็จะมีโรคที่เป็นแล้วตายอยู่เยอะ แต่ในปัจจุบันสามารถหายาแก้ได้ เช่น พวกไทฟอยด์

โดยในปัจจุบันก็จะมีโรคที่ฆ่าคนได้อีกเช่นกัน นั่นก็คือ โรคมะเร็ง,โรคเอดส์,โรคหัวใจ เป็นต้น ซึ่งเชื้อโรค มันก็เหมือนสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆนั่นก็คือ มีการสร้างอาณาจักรของตัวเอง สำหรับเซลล์มะเร็งนั้นตัวเราหรือร่างกายของเราก็คือจักรวาลของมันค่ะ และเซลล์มะเร็งมันก็จะยึดร่างก็คือขยายอาณาเขตไปเรื่อยๆ

25570714-230644-83204000.jpg
ก็เหมือนกับตัวมนุษย์,หรือสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ นั่นก็คือการล่าอาณานิคมของมันโดยการขยายเซลล์มะเร็งไปทั่วร่างกาย ซึ่งแน่นอนว่าเชื้อโรคบางอย่างมันไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา(ตาของมนุษย์นั้นถือว่ายังอยู่ในขั้นหยาบ นั่นก็คือสามารถรับภาพได้ประมาณหนึ่งเท่านั้น จึงต้องใช้อุปกรณ์อย่างกล้องจุลทรรศน์ช่วย นอกจากนี้เชื้อโรคบางอย่างกล้องจุลทรรศน์ที่ไม่ใช่จุลทรรศน์อิเลคตรอน ไม่สามารถมองเห็นได้เลย นั่นก็คือ พวกไวรัส) สุดท้ายก็คือในเรื่องเราจะรู้มาจากภาคที่แล้วบ้างก็คือเริ่มต้นหนัง Dawn of the planet of the apes มันก็จะมีการอธิบายโดยย้อนเรื่องที่เกิดขึ้นในภาคที่แล้วก็คือมนุษย์เหลืออยู่น้อยเนื่องจากไวรัสระบาด

เหตุการณ์นี้ ทำให้ลิงกลายเป็นประชากรที่เยอะประมาณหนึ่ง และมีการสร้างอาณาจักรตนเอง ก็คือในเผ่าพันธุ์เดียวกัน ตัวผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นจะเป็นจ่าฝูง หรือเป็นผู้นำ นั่นก็คือในความเป็นธรรมชาติของโลกนั้นๆ โดยส่วนมากสัตว์ทุกชนิดก็จะเป็นไปตามทฏษฏีวิวัฒนาการหรือกฏการคัดเลือกของธรรมชาติ นั่นก็คือ ธรรมชาติจะเป็นผู้ที่ทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกรู้ว่า สิ่งมีชีวิตชนิดไหนควรอยู่ หรือสิ่งมีชีวิตชนิดไหนควรจะไป และสิ่งมีชีวิตชนิดไหนควรจะปรับตัว สิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถปรับตัวได้ ก็จะเป็นสิ่งมีชีวิตที่สูญพันธุ์ไป

ซึ่งเราอาจจะยังไม่เห็นผลของมันภายใน 1-2 ปี แต่สิ่งที่มนุษย์ทำอยู่ทุกวันนี้นั่นแหละ มันจะเปลี่ยนแปลงอนาคตของเราไป เช่น ถ้าเซลล์มะเร็งมันวิวัฒนาการขั้นสุด มันก็อาจจะเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย นั่นก็คือ…ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดไหน ก็ต้องต่อสู้เพื่อการอยู่รอดทั้งสิ้นค่ะ ตามทฤษฏีวิวัฒนาการที่กล่าวถึงเมื่อกี้

ก็คือ สิ่งมีชีวิตใดๆ ที่ไม่สามารถดำรงอยู่ในโลกนี้ได้ ก็จะถูกธรรมชาติ บีบให้ตายไปตามกาลเวลาของมันค่ะ โดยการบีบของธรรมชาติมันจะเป็นในรูปแบบต่างๆ เช่น อาจจะเกิดสงครามโลก หรืออาจจะมีโรคระบาด,ภัยธรรมชาติ แน่นอนว่า พวกหนัง หรือการ์ตูน ที่แสดงถึงโลกในลักษณะนั้นค่อนข้างจะเยอะ เรื่องนี้เช่นเดียวกัน

25570714-230643-83203116.jpg
ก็คือเป็นโลกหลังจากที่มนุษย์แพ้ภัยตัวเอง หรือบางทีมันก็อาจจะเป็นธรรมชาติที่สร้างมนุษย์และในขณะเดียวกันก็ฆ่ามนุษย์ด้วยวิธีต่างๆ เพื่อลดจำนวนประชากรที่มากขึ้นๆ แน่นอนว่าสิ่งนี้มันคือกลไกการควบคุมของธรรมชาติ ก็คือถ้าประชากรบนโลกนี้ เพิ่มจำนวนขึ้นมามากๆ แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือทรัพยากรธรรมชาติที่ร่อยหลอลงไป การคัดเลือกของธรรมชาติจะเกิดขึ้นมาทันที นั่นก็คือ สิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดที่ผ่านการบีบของธรรมชาติ คือเผ่าพันธุ์ที่จะดำรงชีวิตต่อไปในโลกใบนี้ โดยที่แน่นอนว่าโลกจะสร้างสิ่งที่ตรงกันข้ามขึ้นมาเสมอ สำหรับมนุษย์ที่คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่กว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก การกำจัดมนุษย์ก็ต้องเจอสิ่งที่เล็กกว่ามนุษย์มากๆเช่นเชื้อโรค หรืออีกอย่างก็คือการปะทะกับเผ่าพันธุ์ที่มีความฉลาดใกล้เคียงกัน

ซึ่งถ้าเราดูในเรื่องเราจะพบว่าลิงนั้นฉลาดมากค่ะ ส่วนมนุษย์ผยองว่าตัวเองฉลาดกว่าลิง และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เราจะเห็นว่ามนุษย์นั้นตายเพราะ”ฉลาดเกินไป”เลยเกิดความชะล่าใจและประมาท

นั่นก็คือ ถ้าเรามองย้อนไป โครงเรื่องนี้ทำให้เราคิดถึงเรื่อง Parasite Eve อีกแล้วค่ะ เพราะเรื่องนั้นมันเกี่ยวกับไมโตคอนเดรีย(สำหรับคนที่ไม่เรียนชีววิทยา ไมโตคอนเดรียคือส่วนที่สร้างพลังงานให้กับเซลล์ เป็นส่วนที่สำคัญมากในเซลล์ของสัตว์ทุกชนิด) ก็คือ ไมโตคอนเดรียต้องการครองโลกทั้งโลก แต่เรื่องนี้ไม่ใช่ค่ะ เรื่องนี้ก็มีหลักการทางชีววิทยาเหมือนกัน ก็คือด้วยความที่เป็นหนังไซไฟ หนังแนวนี้จะมีการเอาวิทยาศาสตร์เข้ามาอธิบายปรากฎการณ์ที่อยู่ในเรื่อง ถึงแม้ว่าการออกแบบต่างๆในภาคนี้นั้น มันไม่ได้ล้ำสมัยหรือเป็นยุคที่ก้าวหน้ามาก จนรู้สึกว่ามันเป็นไซไฟอย่างสมบูรณ์ก็ตาม

คือ เราก็จะเห็นได้ว่า ซีซาร์ที่จะเป็นจ่าฝูงลิงทั้งหมด ไม่ได้อยากจะทำสงครามกับมนุษย์ ไม่ได้อยากครองโลก แต่เขาสู้เนื่องจากปกป้องครอบครัวและบ้านของเขาเองเท่านั้น และก็แสดงให้มนุษย์เห็นว่า มันไม่เหมือนเดิมอีกแล้วที่คนจะมาขังลิง จับลิงไปทดลองต่างๆนานา เพราะในตอนนี้ลิงเองก็เข้มแข็ง รวมกันเป็นหมู่คณะ และสามารถต่อสู้ได้ ไม่ต่างจากมนุษย์ แต่ทั้งมนุษย์ทั้งลิงนั่นแหละ ที่ไม่ไว้ใจกันเอง หรือแม้แต่ลิงด้วยกัน หรือมนุษย์ด้วยกันก็ไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เรานึกถึงเรื่องของสงครามเย็นระหว่างอเมริกากับรัสเซีย รวมไปถึงโลกในปัจจุบัน แน่นอนว่าตอนนี้ ไม่รู้แล้วว่าประเทศไหนมีนิวเคลียร์บ้าง

25570714-230645-83205337.jpg
และเราไม่รู้เช่นกัน ว่าในตอนนี้ประเทศไหนคิดค้นอาวุธที่แรงกว่านิวเคลียร์ได้แล้วบ้าง ไมแน่ในขณะที่เราหลับอยู่ อาจจะมีประเทศไหนไม่รู้บ้าไปกดระเบิดจนโลกอาจจะหายไปทั้งโลกก็ได้ แต่นั่นมันอาจจะเป็นตัวอย่างที่ Extream เกินไปก็ได้ค่ะ เราแค่สันนิษฐานเฉยๆ โดยตอนนี้ที่โลกอยู่กันอย่างสงบสุข เนื่องจากประเทศมหาอำนาจเอามีอไพล่หลังและสองหรือสามประเทศหรือมากกว่านั้นถือรีโมตระเบิดนิวเคลียร์โดยทั้งหมดนั่งโต๊ะกลม ไม่มีใครรู้ว่าใครมีระเบิดบ้าง ก็เลยไม่มีใครกล้าทำอะไรใครก่อน

ถ้าเราดูหนังฮอลลีวูดยุคใหม่ๆ เราจะรู้ว่า อเมริกาก็รับทราบดีแล้วว่าจีนเป็นประเทศมหาอำนาจตอนนี้ค่ะ นอกจากนี้ตอนนี้อเมริกาก็อ่อนแอพอสมควรจากการที่เป็นประเทศมหาอำนาจตั้งแต่ในอดีตถึงปัจจุบันโดยคนอเมริกันได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจตั้งแต่ปี 2008,2010 แล้วก็ในตอนนี้กลุ่มมหาอำนาจก็คานอำนาจกันอยู่ โดยที่ตัวสำคัญคือจีนนี่เป็นฐานของอุตสาหกรรมหลายๆอย่าง และเป็นประเทศมหาอำนาจใหม่ซึ่งเป็นเอเชีย โลกก็เลยยังมีสันติสุขอยู่ทุกวันนี้ เพราะระหว่างตะวันออกกับตะวันตกนั้น ก็คือเริ่มจะมีอำนาจที่ใกล้เคียงกันในยุคปัจจุบัน ก็เลยไม่มีใครกล้าทำอะไรใครก่อนแน่นอนค่ะ

โดยในเรื่อง Dawn of the planet of the apes นั้น มันไม่ได้เป็นหนังที่ทำให้น้ำตาคลอเบ้า ซาบซึ้งถึงมิตรภาพ เนิบช้าอิ่มเอม ภาพฉากงดงาม ตัวละครตระการตา เอฟเฟคกระแทกตาทุกช็อต แต่ถ้าทุกคนรู้เบื้องหลังของการทำงานทั้งหมด จะรู้ว่าบทหนังเรื่องนี้ไม่ธรรมดานะคะ ในรีวิวต่างประเทศเขาถึงกับชมว่า มันมีการแทรกเรื่องของการเมืองด้วยส่วนหนึ่งในหนัง(กำลังนึกอยู่ว่ามันตอนไหนบ้าง)

25570714-230644-83204561.jpg
รวมไปถึงมีการแสดงความขัดแย้งอย่างชัดเจน และวิวัฒนาการเพื่อการเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าจะเป็นคนหรือลิง นั่นก็คือ …ทุกฝ่ายไม่ไว้ใจกันเนื่องจากคิดว่าอีกฝ่ายจะทำร้ายตัวเอง ซึ่งนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของสงครามทั้งสิ้น โดยเราอาจจะรู้สึกว่า โอ๊ย!ไม่หรอก สงครามมันไกลตัว ไม่เห็นจะต้องไปคิดมาก ถ้าคุณพูดแบบนี้ แปลว่าคุณอาจจะยังรู้จักโลกใบนี้น้อยเกินไป เนื่องจากสงครามมันก็มีอยู่รอบๆตัวคุณเอง เพียงแต่คุณไม่ได้ถือปืน ใส่ชุดทหารไปฆ่าคน เท่านั้น

ถามว่าอะไรคืออาวุธ “วาจา”นี่แหละค่ะ คืออาวุธที่น่ากลัว อีกอย่างก็คือ “ปากกา” (จริงๆควรจะเป็นคีย์บอร์ดมากกว่า สำหรับยุคนี้)นั่นก็คือทุกคนมีอาวุธอยู่ในมือทั้งสิ้น คำพูดบางอย่างที่เชือดเฉือนใจและพูดในเวลาที่ผิด มันอาจจะทำให้คนๆหนึ่งตัดสินใจฆ่าตัวตายเลยก็ได้

ประเทศไทยเคยมีความภาคภูมิใจว่าเราไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นใคร แต่ถ้าเรามองไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งรอบๆตัวเรา สิ่งที่มีผลต่อเยาวชน สิ่งที่มีผลต่อคนทั่วๆไปในสังคม ก็จะพบว่า เราได้ตกเป็นเมืองขึ้นทางอ้อมของหลายๆประเทศไปแล้วค่ะ

โดยที่มันเป็นการยึดครองพื้นที่ใน”สมอง”หรือ”หัวใจ”ของคุณนั่นแหละ นั่นก็คืออำนาจของสื่อต่างๆ ที่ครอบงำหรือล้างสมองคนในโลกเรื่อยๆ หรือแม้กระทั่งทำให้ความเชื่อหนึ่งของคนๆหนึ่งมีความแรงกล้าสูง จนพร้อมปะทะกับคนอื่นๆที่คิดว่าตัวเองก็ถูกต้องเช่นกัน คนที่คิดไม่เหมือนเรา กลายเป็นคนโง่ เราจะเห็นได้เลยว่า Dawn of the planet of the apes จะแสดงจุดนี้อย่างเห็นได้ชัด นั่นก็คือ ตราบใดที่เราคิดว่าเราฉลาดกว่าคนอื่น และมองคนอื่นว่าโง่นั้น เราได้พ่ายแพ้สงครามในใจของตัวเองไปแล้ว และสิ่งนั้นมันจะย้อนกลับมาทำลายตัวคุณเองในที่สุด

ลองนึกถึงสถานการณ์บ้านเมืองของเราในตอนนี้ดูก็จะพบว่า บ้านเรายังไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองที่เพียงพอ ทำให้ประเทศยังไม่ได้พัฒนาไปข้างหน้ามากนักแบบที่ควรจะเป็น โดยที่ประเทศเราอยู่ในชัยภูมิที่ดี ก็คือมีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย,มีวัฒนธรรมและภาษาของตนเอง แต่เรากลับไปได้ช้าเนื่องจากคนในชาติปะทุสงครามภายในประเทศกันเองเสียส่วนมาก นอกจากนี้ เด็กไทย วัยรุ่นไทย ผู้ใหญ่ไทยบางส่วนนั้น ไม่มีภูมิคุ้มกันในการรุกรานเชิงวัฒนธรรม ก็คือเด็กไทยบางส่วนก็จะมีไอดอลของตัวเอง ที่มันแย่ก็คือ เด็กยังไม่มีวุฒิภาวะในการจะเลือกคนที่เป็นต้นแบบของเราในการดำรงชีวิต ก็เลยเลือกไอดอลในชีวิต จากหน้าตาหรืออาจจะเป็นลักษณะภายนอกก่อน

อย่างเช่น เขาก็อาจจะเห็น หรือชมไอดอล ผ่านทาง youtube หรือ ช่องทางอื่นๆ เช่น บล็อค,ทวิตเตอร์หรือโซเซีลเน็ยตเวิร์คอื่นๆ ถ้าถามว่าเราชอบไหม นักร้องเกาหลี เราชอบค่ะ แต่นอกจากผลงานแล้ว เราก็ไม่ได้สนใจข่าวฉาว หรือไม่ได้สนใจว่าเขาจงใจจะเน้นขายสัดส่วน,ขายความแรง,ความเซ็กซี่ หรืออะไรก็ตาม นั่นก็คือเวลาที่คุณชอบศิลปินหรือไอดอล ในบางครั้งตัวเราเองนี่แหละที่ต้องพิจารณาส่วนที่ดีและส่วนที่ไม่ดีของคนๆนั้นและเลือกหยิบเฉพาะส่วนดีมาใช้ค่ะ

นอกจากนี้ต้นแบบในการดำเนินชีวิตของเรา หรือว่าไอดอลในการดำเนินชีวิตของเราส่วนใหญ่นั้น ไม่ใช่ดารา,นักร้อง เนื่องจาก ดารานักร้องนั้น เป็นไอดอลอีกแบบ นั่นก็คือเพื่อความบันเทิงเฉยๆค่ะ เช่น เราอาจจะดู MV ผู้หญิงเต้นยั่วๆเซ็กซี่ๆ แล้วชอบ หรือถ้าน้องผู้ชาย ชอบดูพวกโคโยตี้เต้นแล้วรู้สึกสนุกก็เลยดู แต่ผู้ใหญ่บ้านเมืองเราบางส่วน มักจะคิดว่า นั่นแหละคือสิ่งที่ทำให้สังคมเสีย รวมไปถึงฉากต่างๆที่มีในละครในยุคปัจจุบัน ซึ่งมันไม่ได้แก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุเลย

เราคิดว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ปิดกั้น นั่นก็คือพอคิดว่าสิ่งไหนก็ตามดูเลว จะพยายามยัดๆลงไปใต้เตียงตลอดเวลาก็คือซ่อนเลยหรือปิดบังไปเลย แทนที่จะสอนเรื่องของแนวคิด และสอนให้เด็กรู้จักที่จะใช้วิจารณญาณและความคิดมากกว่าการท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง คือ ข้อสอบปรนัยหรือข้อสอบชอยส์นี่ เราคิดว่ามันไม่ควรจะเอามาใช้ทดสอบเด็กแล้วค่ะ ถ้ามีมันควรจะเป็นปริมาณที่น้อยกว่า มันควรจะเป็นข้อสอบเขียนมากกว่า และควร open book ได้ค่ะ คือเปิดหนังสือได้เลย และคำถามมันไม่ควรจะเป็นคำถามที่ใช้ความจำแล้วค่ะ มัน bullshit มาก เนื่องจากเด็กไม่ได้ฝึกคิดวิเคราะห์อะไรเลยเอาแต่จำมาตอบ แถมมั่วได้อีก

นอกจากนี้เด็กควรสามารถเอาเครื่องคิดเลขเข้าห้องสอบวิชาคำนวณได้ด้วย ถามว่าจะทดสอบให้เด็กมันคิดเลขหัวแตกทำไมในเมือในโลกแห่งความเป็นจริงมันใช้เครื่องมือช่วยได้ การสอนเพื่อที่จะให้เด็กสามารถแก้โจทย์อย่างคณิตศาสตร์ได้ควรทดสอบเรื่องกระบวนการคิดก็พอ นั่นก็คือ ขั้นตอนในการแก้โจทย์เด็กคิดเอง แต่สามารถกดเครื่องคิดเลขได้ ยังไงก็ตามการที่เด็กสามารถคิดเลขได้เองโดยที่ไม่ต้องพึ่งเครื่องคิดเลขก็ยังจำเป็น นั่นก็คือลำดับชั้นที่เป็นประถมต้นที่เริ่มสอนเรื่องการคำนวณเบื้องต้นนั้น อาจจะยังให้เด็กทำเองโดยไม่ต้องใช้เครื่องคิดเลข แต่ถ้าในลำดับสูงแล้ว คือเด็กคิดเลขในใจเป็น สามารถบวกลบคูณหารได้ เด็กควรสามารถนำเครื่องคิดเลขเข้าสอบได้ ในความคิดเราค่ะ

ต้นเหตุคือความคิดของประชากรในบ้านเราเอง นั่นก็คือ ประชากรบางส่วนรวมไปถึงเด็กยังไม่สามารถวิเคราะห์และเลือกหยิบสิ่งที่ดีและนำมาใช้ได้ เนื่องจากสภาพแวดล้อมมันหล่อหลอมให้คนๆหนึ่งกลายเป็นคนชั่ว เหมือนนิทานที่เล่าต่อๆกันมา ก็คือลูกนกสองตัว ตัวหนึ่งตกในบ้านคนดี อีกตัวตกในรังโจร มันก็เลยเป็นโจร โดยที่ระหว่างนั้นคนๆหนึ่งจะต้องเจอเหตุการณ์มากมายหลายอย่างในชีวิต คนที่ชั่วเนื่องจากเจอสิ่งแวดล้อมไม่ดี เพื่อนไม่ดี ผู้ปกครองทำตัวอย่างไม่ดีให้เห็น เขาก็มีแนวโน้มว่าจะทำเลวมากกว่าคนที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ดี คบเพื่อนที่ดี มีผู้ปกครองที่สอนเรื่องที่ดี

คนส่วนมากรู้ว่าความชั่วคืออะไร แต่คนที่ลงมีอทำความชั่วลงไป มันจะต้องมีสาเหตุอะไรบางอย่างที่ทำให้เกิดสิ่งนั้นๆขึ้นมา หรือ ปัจจัยต่างๆที่ทำให้คนๆนั้นเป็นคนชั่ว การแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุบางอย่าง เกิดความสงสัยว่า มันจะสามารถแก้ไขได้ตรงจุดจริงๆหรือ เช่น การเซ็นเซอร์บุหรี่ เหล้า ในหนัง,เซ็นเซอร์ชิซูกะอาบน้ำ ในขณะที่ปัจจุบัน มีคดีสะเทือนขวัญอย่างข่มขืนอยู่ตลอดเวลา ทั้งที่เหยื่อไม่ได้เปิดเผยอีก

ซึ่งถ้าเราดู Dawn of the planet of the apes เราจะรู้ว่า การที่ลิงมันมีความคิดต่างๆ เช่น ซีซาร์ที่ยังให้ความไว้ใจมนุษย์ นั่นก็คือส่วนหนึ่งของใจเขา คิดว่ามนุษย์ไม่ได้เลวไปซะหมดทุกคน ในขณะเดียวกันเขาไว้ใจวานรที่เป็นพรรคพวกของตัวเอง เพราะซีซาร์คิดว่าวานรไม่ฆ่ากันเอง ซึ่งเราต้องไปดูในเรื่อง ว่าตัวซีซาร์นั้น เขาได้บทเรียนอะไรจากเรื่องที่เกิดขึ้นในภาคนี้บ้าง ซึ่งถ้าเราดูเรื่องนี้ เราอาจจะไม่ได้เอนเอียงไปฝั่งคนหรือลิงทั้งหมด รวมไปถึงอาจจะมีคนบางส่วนที่เห็นใจคนหรือลิงที่เรียกได้ว่าชั่วในเรื่อง เนื่องจากพวกเขาเคยถูกกระทำ หรือมีต้นเหตุอะไรบางอย่างที่ทำให้เกลียดชังซึ่งกันและกัน

แน่นอนว่ามันคือสีเทา ไม่ใช่ขาว หรือดำ นั่นก็คือ คนชั่วนั้นมีอุดมการณ์ของตัวเองและคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นเหมาะสม ซึ่งการกระทำของคนชั่ว สุดท้ายมันจะย้อนไปทำลายตัวเองในที่สุด แต่คนเรานั้นเป็นสีเทาๆ เริ่มต้นมาตอนเราเป็นทารก นั่นแหละคือผ้าขาวที่แท้จริง ที่จะถูกแต่งแต้มสีอะไรก็ได้เข้าไป เมื่อเราเลยวัยทารกมาแล้ว แน่นอนว่าในช่วงที่เราเจริญเติบโต เราอาจจะทำผิดพลาดในชีวิต หรือเรียกว่าสิ่งที่เลวไปบ้าง โดยไม่มีใครในโลกนี้ที่เกิดเป็นคนแล้วไม่เคยทำผิดอะไรเลย

ในมุมมองของคนอื่นๆในบางเรื่องคุณอาจจะทำผิดในสายตาเขา ทั้งๆที่ตัวคุณเองนั้นคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องก็ได้ ถ้าคุณไปดูเรื่อง Dawn of the planet of the apes คุณก็จะเข้าใจ ว่าจริงๆแล้วสงครามเกิดจากอะไร และอะไรที่ทำให้สิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง ที่วิวัฒนาการขึ้นมาจนเทียบเท่าคน ได้รู้ว่าอะไรคือ ถูก,ผิด ดีหรือเลว ซึ่งเป็นกรอบของสิ่งมีชีวิตที่ถูกเรียกว่าวิวัฒนาการไปขั้นกว่า ซึ่งมีสิ่งที่ตัดสินว่า อะไรดี อะไรเลว นั่นก็คือมิติที่เรากำลังอาศัยอยู่ ซึ่งถ้าเราเกิดเป็นจุลชีวัน แน่นอนว่าคุณไม่มีการทำดีทำชั่วแน่นอนค่ะ คุณแค่มีชีวิตอยู่และทำในสิ่งทีเป็นสัญชาติญาณของสิ่งมีชีวิตชนิดนั้นๆ เช่น การที่สิงโตออกล่ากวาง มันไม่ได้ทำเลวมันแค่ทำตามสัญชาติญาณในการอยู่รอด สิงโตหรือเสือ มันจะออกล่าในเวลาที่มันหิวเท่านั้น และออกล่าเหยื่อครั้งหนึ่งมันจะกินจนหมด ก่อนที่จะออกล่าต่อ คนนั่นแหละที่บัญญัติเอง ว่าอะไรคือความดี อะไรคือความชั่ว

สำหรับเรื่องความดีความชั่วและการทำเลว การแก้ไขปัญหาของบ้านเราคือมันเหมือนกับการที่เราเอาหมาเน่าซ่อนใต้พรม นั่นก็คือ คนก็ต้องพบมันเข้าสักวันค่ะ คือส่วนมากก็มักจะแก้ไขที่ปลายเหตุตลอดไม่ใช่ต้นเหตุ รวมไปถึงเวลาเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมา เช่นอาชญากรรมต่างๆก็โทษเกมที่มีความรุนแรงมั่ง,โทษโน่นโทษนี่ไปเรื่อย แต่ไม่ได้โทษตัวคนที่ทำผิดเองค่ะ ซึ่งการที่จะแก้ปัญหาอะไรก็ตามในชีวิตคุณ คุณต้องรู้ว่าปัญหามันคืออะไร มันอยู่ตรงไหนก่อน แล้วค่อยไปแก้ที่จุดนั้นๆ เหมือนกับถ้าเรากำลังจะขันน็อต เราต้องเลือกไขควงที่หัวตรงกัน นั่นแหละค่ะ

ในเรื่อง Dawn of the planet of the apes เราจะเห็นเหตุผลที่ ทำไมคนบางส่วนถึงเกลียดลิง,ทำไมคนส่วนหนึ่งถึงคิดว่าจะลองทำสันติวิธีคือการเจรจาดีๆ ทำไมลิงบางส่วนถึงเกลียดคน นั่นก็คือโลกที่คนๆนั้นหรือลิงตัวนั้นได้สัมผัสมาเป็นตัวกำหนดมาตรวัดหรือความรู้สึกต่างๆที่มีต่อกันและกัน เช่น โคบาเกลียดคนเพราะเคยถูกทรมาน หรือซีซาร์รักคนเนื่องจากมีประสบการณ์ที่ดีกับคนมาก่อน

ถ้าไอดอลคนนั้นไม่ได้มีพฤติกรรมแย่อะไร บางคนก็อาจจะบอก กลัวทำไม เด็กมันคิดได้นะ ว่ามันควรทำอะไร ถ้ามันเห็น หรือได้ยินข่าวว่าดารา,หรือไอดอลที่ชอบทำเรื่องที่บางคนอาจจะมองว่าเรื่องเล็กน้อย นั่นก็คือ สูบบุหรี่ กินเหล้า คนเป็นไอดอล ไม่ว่าจะเสพย์อะไรก็ตาม หรือทำตัวแย่แค่ไหน ก็จะมีคนที่อยากจะติดตามเขาและอยากเลียนแบบเขาเข่นกัน ซึ่งเรื่องนี้มันแก้ยากค่ะ เพราะว่าแต่ละคนมีเหตุผลในการเลือกไอดอลของตัวเองไม่เหมือนกัน และไอดอลก็เป็นคนที่สามารถทำสิ่งที่ผิดพลาดได้เช่นกัน มีทั้งโดยเจตนาและไม่ได้เจตนา
.
.
.
.
.
.
.
.
ด้านล่างนี้อาจจะมีข้อความบางส่วนสปอยล์เนื้อเรื่องของหนัง ถ้าจะดูคะแนนเลื่อนข้ามๆลงไปเลยค่ะ
SPOILER ALERT!!!

.
.
.
.
.
.
.
.
.

.
.
แน่นอนว่าซีซาร์ในภาค Dawn of the planet of the apes ที่เป็นลิงที่ยังไม่ประสีประสาอะไรเลยในเรื่องของขอบเขตความดีความชั่ว(นั่นก็คือสิ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้น) เพราะเขาเป็นลิงที่เพิ่งมีการวิวัฒนาการขึ้นมา เขาจึงเรียนรู้เรื่องนี้ในเรื่องด้วยตนเอง นั่นก็คือซีซาร์เชื่อใจในวานรมาตลอด ว่าวานรไม่เหมือนมนุษย์ เพราะวานรรักพวกพ้องมากกว่าและไม่ฆ่ากันเอง เขาจึงคิดว่าวานรนั้นอยู่สูงกว่ามนุษย์ค่ะ

สำหรับซีซาร์ ตัวเขาก็คือ”ผ้าขาว”หรือตัวแทนของคนที่เชื่อว่าตัวเองทำในสิ่งที่ดีอยู่ พูดง่ายๆคือ ซีซาร์เป็นลิงโลกสวยพอสมควร เนื่องมาจากเขาได้เติบโตมาด้วยแนวคิดลักษณะนั้น เราคิดว่าถ้าจะดูว่าทำไมซีซาร์ถึงเป็นแบบนี้ ต้องไปดูภาค rise มาก่อน ซึ่งในภาคนี้เราจะเห็นได้จากฉากหนึ่งในตอนที่ซีซาร์เขาได้กลับไปที่ๆเขาเคยอยู่โดยบังเอิญ โดยมีวีดีโอที่ถ่ายไว้ เป็นเรื่องราวในอดีต ที่มีคนๆหนึ่งเลี้ยงซีซาร์แล้วสอนภาษาอังกฤษให้เขา

และเขาเชื่อว่าลิงสามารถอยู่อย่างสันติสุขกับคนได้ ตราบใดที่ไม่มีฝ่ายไหนปะทุสงครามให้เกิดขึ้น เมื่อเป็นจ่าฝูง ด้วยความที่ว่าเขามีประสบการณ์ต่อมนุษย์อีกแบบหนึ่ง เขาจึงไม่ได้รู้สึกว่ารังเกียจในการกระทำของมนุษย์ขนาดนั้น นอกจากนี้ เรื่องนี้เป็นหนังที่แสดงให้เห็นว่า ในสายตามนุษย์ ลิงดูเหมือนจะเป็นสัตว์ที่โง่ เนื่องจากคนส่วนมากในสังคม,ตัวละครในเรื่องที่เป็นคน แน่นอนว่า สงครามจะเกิดขึ้น ต่อเมื่อฝ่ายหนึ่งเริ่มใช้ความเกลียดและกำลังในการแก้ไขปัญหาอย่างเดียว นั้นก็คือเหตุผลที่ต้องมีทูตเอาไว้เจรจาต่อรองกัน และใน Dawn of the planet of the apes เราก็จะเห็นว่า ซีซาร์ได้ให้โอกาสมนุษย์หลายครั้ง เนื่องจากเขามีความเชื่อใจที่มีต่อมนุษย์และเขาเองปรารถนาในสันติสุข ก็คือมัลคอล์ม(หนึ่งในตัวเอกในภาคนี้)ซึ่งยืนยันกับเดรย์ฟัสว่าเขาจะไปเจรจากับลิงเองเนื่องจากคิดว่า ลิงน่าจะเข้าใจเขา ซึ่งซีซาร์เองก็ค่อนข้างระวังตัว แต่ก็ยังมีคนที่ทำเสียเรื่อง แต่สุดท้ายซีซาร์ก็ได้เรียนรู้ว่าคนกับลิงไม่ต่างกันเท่าไรเลย

และเราจะสังเกตุเห็นในเรื่อง ก็คือ rapport หรือสายสัมพันธ์ระหว่างลิงกับคน ในฉากที่มัวริส ลิงอุรังอุตังกำลังจ้องอเล็กซานเดอร์ ลูกของมัลคอล์ม โดยอเล็กซานเดอร์เอาการ์ตูนไปให้มัวริสอ่าน และคุยกับมัวริส ซึ่งฉากนี้แสดงให้เห็นภาพสันติสุข ก็คือถ้าไม่มีใครมีความเกลียดชังกันและอยากทำล้างอีกฝ่ายให้หมดไปในเรื่องนี้ มันก็จะไม่มีสงครามเกิดขึ้น แต่มันเป็นไปไม่ได้ตรงที่ คนและลิงที่ผ่านประสบการณ์ที่ต่างกันในชีวิต ทำให้อีกฝ่ายหวาดระแวงว่าในที่สุดฝ่ายตรงข้ามจะชนะและเผ่าพันธุ์นั้นๆที่พ่ายแพ้ก็จะสูญพันธุ์ไปจากโลก ซึ่งมันไม่ใช่การเดินสายกลาง โดยทางเลือกมันก็จะมีแต่สู้ หรือไม่สู้เท่านั้นสำหรับสิ่งมีชีวิตที่เชื่อว่าอีกฝ่ายคือศัตรูไม่ใช่มิตร

โดยในเรื่องจะมีลิงตัวหนึ่ง ก็คือโคบา ลิงตัวนี้ผ่านการทรมานในกรงจากมนุษย์มาเยอะ ก็คือถูกจับขังกรงแล้วก็ทรมาน จึงทำให้โคบา เป็นลิงที่ไม่ไว้ใจคน ตรงกันข้ามก็เกลียดคน และตัวโคบาเองนั้น จะสังเกตุได้ว่าในเรื่องจะปูมาให้เป็น Evil หรือตัวร้ายก็จริง แต่ชะตากรรมที่โคบาเจอ มันก็โหดร้ายเช่นกัน สำหรับเขา นอกจากนี้ซีซาร์ยังคิดว่าเขาสามารถคุมโคบาได้ เนื่องจากเขาเป็นวานรที่แกร่งที่สุดและฉลาดที่สุดในฝูง

ในเรื่อง เขาจึงพยายามแสดงอำนาจของเขาต่อโคบาตลอดเวลา(วิถีของสัตว์ทั่วๆไป) ทั้งๆที่ตัวโคบาเองเขาคิดว่าทำถูกที่ไปเตือนซีซาร์ให้ระวังมนุษย์เนื่องจากเขาไปเห็นว่ามนุษย์มีอาวุธอยู่เยอะมาก แต่ซีซาร์กลับเลือกวิธีกำราบโคบาที่เห็นต่างจากเขาด้วยกำลัง ก็คืออัดโคบาจนคว่ำ เลือดกลบปาก ซึ่งนั่นยิ่งบีบให้โคบาไปในหนทางที่เขาเลือกไปในเรื่อง รวมไปถึงลูกของซีซาร์ บลูอายส์เป็นลิงที่ไม่รู้จักมนุษย์มาก่อน เขาแสดงอาการผิดหวังในตัวพ่อที่ทำร้ายวานรด้วยกัน โดยที่ซีซาร์เองก็ได้เรียนรู้ในเรื่อง ก็คือการที่แสดงอำนาจโดยการทำร้ายอีกฝ่าย มันก็ไม่ต่างอะไรกับพวกมนุษย์ที่ทำสิ่งเดียวกัน ก็คือการใช้กำลังเพื่อปราบผู้อื่นที่คิดว่าอ่อนแอกว่าตัวเอง แต่สุดท้ายที่ซีซาร์สู้กับโคบา แล้วก็ปล่อยมือโคบาให้ตกลงไปตาย โดยบอกว่า บอกว่าโคบาไม่ใช่วานร ฉากนั้นก็แอบสงสารโคบา แต่ก็คิดว่านั่นก็คือชะตากรรมที่โคบาต้องเจออยู่แล้ว (ยิ่งนึกถึงเรื่องซามูไรพเนจร ที่ปรัชญามันคือเข้มแข็งรอด อ่อนแอตาย)

ซึ่งสิ่งนี้แสดงเรื่องหนึ่งคือผู้ชนะถือเป็นผู้ที่ถูกต้อง ทั้งๆที่จริงๆแล้วทุกคนทั้งเป็นฝ่ายผิดและฝ่ายถูกได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกจะเป็นฝ่ายไหนและมีความเชื่ออย่างไร ดังนั้นประโยค “You’re not apes” หรือนายไม่ใช่วานรของซีซาร์ มันจึงเป็นประโยคที่ลึกซึ้งและ ironic คือประชดประชันค่ะ นั่นก็คือ โคบาได้กลายเป็นลิงที่ได้ใช้วิธีเดียวกับมนุษย์ในการตัดสินว่าฝ่ายใดจะกลายเป็นเผ่าพันธุ์ที่ dominate หรือครองโลกนี้ โดยที่โคบาไม่เชื่อว่ามนุษย์จะไม่ทำร้ายลิง และเชื่อว่าการต่อสู้กับคนคือทางออก รวมไปถึงฝ่ายคนก็คือเดร์ยฟัส ซึ่งไม่ไว้ใจลิง(สังเกตุได้จากการที่เขาเตรียมกองทัพไว้ฆ่าลิงแต่ต้น)

ในเรื่องก็จะมีการใช้สัญลักษณ์เป็นตัวสื่อ นั่นก็คือ ในโปสเตอร์หนังเราจะเห็นว่าเป็นซีซาร์ที่ขี่ม้าแล้วถือปืนนำลิงทั้งฝูง ซึ่ง “ปืน” คือสัญลักษณ์อำนาจของคนค่ะ มนุษย์มีอาวุธเป็นพลัง นั่นก็คือโคบาเลือกที่จะใช้ปืนในการฆ่ามนุษย์ด้วย มันยิ่งแสดงให้เห็นความเข้าใกล้มนุษย์มากยิ่งขึ้นของลิง แต่ตัวซีซาร์ซึ่งใช้วิธีการแก้ปัญหาอีกแบบหนึ่งที่แตกต่างจากโคบานั่นก็คือเขาเลือกที่จะเชื่อใจมนุษย์ว่าลิงกับคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติสุข ประโยคนี้ “You’re not apes” จึงไม่ใช่การด่าโดยตรงซะทีเดียว

สำหรับเรา แต่มันกลายเป็นว่าซีซาร์ต้องเลือกที่จะฆ่าโคบา เพราะมีทัศนคติ และมุมมองต่อโลก และการแก้ไขปัญหาไม่เหมือนกัน ซีซาร์เชื่อว่าเขานั้นเป็นวานร เพราะฉะนั้นการที่จะเก็บโคบาไว้ หรือการไว้ชีวิตโคบา ก็เหมือนกับหอกข้างแคร่ ก็คือโคบาสามารถที่จะฆ่าซีซาร์ได้อีก ถ้าเขาไม่เลือกวิธีในการแก้ปัญหาที่เด็ดขาด นอกจากนี้ โคบายังเป็นตัวที่ฆ่าแอชอย่างโหดร้ายด้วย(ลูกของร็อคเกต เพื่อนซีซาร์) แสดงให้เห็นว่าเขาก็ทำร้ายลิงที่เป็นพวกเดียวกันเองได้นอกเหนือไปจากการทำร้ายคน ถ้าหากลิงตัวนั้นไม่เห็นด้วยกับวิธีการของเขา นั่นก็คือไม่ต่างอะไรกันกับวิธีการของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์หรือนาซี ที่นำชาวยิวไปรมแก๊สพิษ

นั่นก็คือ มันทำให้เรารู้ว่า การที่คนๆหนึ่งเกิดมานั้น บางทีเราไม่ได้เลือกข้าง ว่าจะเป็นคนดีหรือคนเลว แต่สิ่งแวดล้อมของคนๆนั้นที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมา สภาพภายนอกที่เขาต้องเจอ เช่น เด็กที่เห็นพ่อแม่ตบตีกัน ก็จะคิดว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดาๆ แล้วพอเด็กโตขึ้นไป ก็ตบตีเมียตัวเองเช่นกัน เนื่องจากความเคยชินซะแล้ว เลยคิดว่า สิ่งที่ทำลงไป มันไม่ผิด มันก็เหมือนกับคนที่เชื่อว่านักการเมืองทุกคนโกงกินเหมือนกัน เพราะฉะนั้น การโกงกินจึงเป็นเรื่องที่คนบางส่วนยอมรับได้ ขอให้ไม่กินอย่างโจ่งแจ้ง แต่จริงๆเรื่องนี้มันทำให้ตรรกคนเพี้ยนไป กลายเป็นคนยอมรับคนที่ตัวเองเชื่อว่าเลวน้อยสุด ซึ่งถ้าประเทศพัฒนาแล้ว การคอรัปชันถือเป็นเรื่องใหญ่ไม่ว่าจะโกงมากหรือน้อย

เรื่องนี้นั่นแหละที่ทำให้ตัวละครโคบาน่าสงสาร เนื่องจากสิ่งแวดล้อมทั้งนั้น หรือสิ่งที่เขาเจอ ความเกลียดชังในตัวมนุษย์ มันเป็นผลทำให้เขานั้นเป็นตัวจุดชนวนในสงครามระหว่างลิงกับคนขึ้นมา ซึ่งถ้าเราดูเบื้องหลังในสงครามทุกอย่าง มันเกิดขึ้นเพราะหลายๆประการ ในบางครั้ง ไม่มีชนวนอะไรมากเลย ก็คือ ต้องการครอบครอง…อำนาจ…ความร่ำรวย…ทรัพยากรของประเทศอื่น…การครอบครองอาณาเขต แล้วก็แน่นอนถ้าเป็นผู้ชาย ทำสงครามกันก็เพราะว่าผู้หญิง ก็มีมาแล้วในประวัติศาสตร์

ทั้งนี้ซีซาร์ แม้แข็งแกร่งก็จริง จะพบว่าตัวของเขานั้นก็ผิดพลาดเนื่องจากไว้ใจโคบามากเกินไปในตอนแรก ด้วยความคิดของเขาเองที่คิดมาตลอดว่าวานรไม่เหมือนคน รวมไปถึง แม้ตอนที่อัดกันเกือบจะเละกันไปข้างแล้ว และซีซาร์แสดงให้เห็นพลังของจ่าฝูง จนโคบาก็ล่าถอยออกไป ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นอีกข้อที่ทำให้ซีซาร์รู้สึกได้ชัดเลยว่ามันมีอะไรบางอย่างปะทุมาคุเกิดขึ้นในจิตใจของโคบาเสียแล้ว นั่นก็คือ โคบาเขาก็ปรารถนาที่จะพิสูจน์ว่าตัวเองนั้นเป็นฝ่ายถูกต้องเช่นกัน

อย่างไรก็ตามในรอบแรกที่ปะทะกับโคบา เขาก็ไม่เลือกฆ่าโคบา โดยบอกว่า “วานรไม่ฆ่ากันเอง” นั่นก็คือมันเป็นประโยค Ironic อีกประโยคของเรื่องนี้ค่ะ เพราะสุดท้ายเขานั่นแหละต้องฆ่าพวกเดียวกันเองเช่นกัน เพราะถ้าเขาไม่ฆ่าโคบา โคบาจะฆ่าเขาแน่นอนในสักวัน สำหรับเรื่องนี้ แน่นอนว่าในช่วงแรกๆซีซาร์เอง จะภูมิใจที่เขาเกิดเป็นลิงและเวลาพูดถึงเผ่าพันธุ์ เหตุผลที่ตัวซีซาร์จะค่อนข้างภูมิใจกับเรื่องนี้ เนื่องจากเขาคิดว่าเขาอยู่เหนือกว่าคนเช่นกัน ก็คือเขาทำในสิ่งที่คนอาจจะไม่สามารถทำได้ ก็คือการทำให้เกิดสันติสุขได้ภายในหมู่วานร ไม่เหมือนกับคนที่เอาแต่ห้ำหั่นกันเองและรังแกสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอกว่าตนเอง จนกลายเป็นเหตุให้ธรรมชาติลงโทษ

25570714-230644-83204146.jpg
ซึ่งในตอนสุดท้ายซีซาร์จะยอมรับ เขาจะรู้สึกว่าลิงเองก็กระหายอำนาจ และมีลักษณะที่ไม่ต่างจากคนนั่นก็คือการใช้กำลังในการห้ำหั่นกัน แม้กระทั่งตัวเขาเอง อย่างที่เคยเล่าไปในซีนนึงเมื่อกี้ ที่ซีซาร์กับโคบาอัดกัน โดยซีซาร์คิดว่า ถ้าเขาสามารถทำให้โคบารู้สึกว่าตัวเขาเองเหนือกว่า และเป็นผู้นำของลิงทั้งฝูงได้ เขาก็จะสามารถกำราบโคบาและเปลี่ยนความคิดเกลียดคนของโคบาได้ แม้ซีซาร์จะไม่เห็นด้วยในสิ่งที่โคบาทำ ซึ่งในชณะที่เราดูหน้าโคบาที่เปื้อนเลือดเกรอะกรัง แววตาฟ้องถึงความสิ้นหวัง

มันคือวินาทีที่ตัดสินว่าซีซาร์เลือกที่จะทำร้ายเขาให้เจ็บ เพราะโคบาเชื่อว่าซีซาร์รักมนุษย์มากกว่าตัวโคบาที่เป็นพวกเดียวกัน หรือเผ่าพันธุ์เดียวกัน จะพบว่า หน้าตาเขาเศร้าหมองมากๆ เนื่องจากไม่คิดว่าจะโดนซีซาร์อัดยับขนาดนี้ และความรู้สึกที่เกิดขึ้นอย่างรุนแรงคือความรู้สึกที่ว่า ซีซาร์เลือกคนมากกว่าวานรอย่างตนเอง โคบาจึงยิ่งเกลียดแค้นชิงชังมนุษย์มากขึ้น จะเห็นได้ตอนฉากที่โคบาไปรบและกราดยิงคน นอกจากนี้ยังฆ่าแอชที่เป็นวานรด้วยกันอย่างโหดเหี้ยมเพียงเพราะแอชบอกว่า ถ้าเป็นซีซาร์ จะไม่เลือกทำแบบโคบา รวมไปถึงการขังลิงตัวอื่นที่ยังภักดีต่อซีซาร์ และโคบาจึงพบจุดจบตามในเรื่อง
.
.
.
.
ตอนนี้จะจบเนื้อหาการสปอยล์แล้วค่ะ
.
.
.
.
.
.
.
.
.
END SPOILER
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.

25570714-230642-83202873.jpg
ซึ่งเราจะพบว่า มีบางเรื่องที่เป็นการเล่าในลักษณะคล้ายๆกันกับเรื่อง Dawn of the planet of the apes ก็คือ เป็นการเล่าว่าโลกตกอยู่ในยุคที่มีการใช้อาวุธชีวภาพ หรือมีการทดลองโดยทำให้เกิดไวรัสขึ้นมา จนคนตายไปเกือบทั้งโลก สำหรับเรื่องประเด็นนี้ก็จะนึกถึง Resident Evil(Biohazard) ซึ่งจากพล็อตเรื่องนี้ มันก็เป็นการยึดครองโลกอีกแบบหนึ่งเช่นกัน (ของบริษัทอัมเบรลลา) โดยเราแทบจะไม่รู้เลยว่า “ไวรัส”ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมากๆแท้ๆ ขนาดตาเปล่าเรายังมองไม่เห็น ไวรัส ไม่มีอวัยวะใดๆทั้งสิ้น แถมไม่ได้มีรูปร่างเป็นกายภาพชัดเจนขนาดมนุษย์ แถมยังไม่ได้เป็นเซลล์เต็มๆเหมือนกับเซลล์สัตว์ทั่วไป ก็คือเซลล์สัตว์มีออร์แกเนลที่ชัดเจนในขณะที่ไวรัสไม่มี นอกจากนี้ไวรัสมีขนาดยังเล็กกว่าเซลล์สัตว์มาก

25570714-230643-83203827.jpg
เราจะพบได้ว่า ถึงแม้สิ่งมีชีวิตนั้นๆจะตัวเล็กขนาดไหน ถ้ามันสู้กันเป็นฝูงก็มีโอกาสเอาชนะสิ่งที่ดูเหมือนจะมีพลังมากกว่าตนเองได้ และมนุษย์จะเป็นผู้แพ้ภัยตนเองจากความหยิ่งผยองและคิดว่าตัวเองเป็นเผ่าพันธุ์ที่ฉลาดที่สุดเสมอมา ซึ่งสิ่งนั้นแหละมันจะย้อนกลับมาทำลายมนุษย์เข้าสักวันหนึ่ง

และถ้าวันหนึ่งนั้นโลกนี้ต้องแตกสลายไปหรือคนต้องตายและสูญพันธ์ทั้งโลก ไม่ว่าจะมาจากสงคราม,อาวุธชีวภาพ,อุกกาบาต มันก็น่าจะมาจากมนุษย์ ที่ถูกกฎของธรรมชาติลงทัณฑ์ให้ตายไปจากโลกอันแสนสวยงามใบนี้ สำหรับเรื่องนี้ ให้คะแนน [rating:4] จริงๆข้อคิดเยอะค่ะ น่าจะให้ ซัก 4.5 แต่ว่าขอไปดูภาค Rise of the planet of the apes ก่อน น่าจะเข้าใจเรื่องมากขึ้นค่ะ สำหรับคนที่กำลังจะตัดสินใจไปดู ไม่ต้องย้อนไปดูไกลขนาด planet of the apes(2001) ก็ได้ ดูแค่ภาค Rise of the planet of the apes(2011) ก็พอค่ะ
นอกจากนี้ยังมีหนังสั้นอีก ที่ควรดู ลิงค์ด้านล่างนี้เลยค่ะ
หนังสั้นสามตอนที่ควรดูก่อนไปดูเรื่องนี้