รีวิวและสรุปเนื้อหาหนังสือคนหนุ่มสาวผู้เข้มแข็ง คนหนุ่มสาวผู้อ่อนไหว

สวัสดีค่ะ วันนี้มาพบกับรีวิวหนังสือ คนหนุ่มสาวผู้เข้มแข็ง คนหนุ่มสาวผู้อ่อนไหว เขียนโดยชาวเกาหลี คุณยูนมุนวอน พิมพ์โดยสำนักพิมพ์ Springbook ซึ่งหนังสือเล่มนี้มีการบรรจุให้เป็นหนังสือเรียนบังคับในวิชา การพัฒนาความเป็นผู้นำในเกาหลีค่ะ

image

ก่อนจะไปถึงส่วนรีวิวและให้คะแนน ก็จะสรุปเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ก่อนค่ะ หนังสือเล่มนี้ มีวิธีการในการเล่าเรื่องเป็นตอนๆ ในหนึ่งตอนจะไม่ได้ยาวมากนัก ทำให้หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่อ่านง่าย ทั้งนี้เนื้อหาส่วนใหญ่ในหนังสือ เหมาะกับวัยเรียนมากกว่าค่ะ เนื่องจากเราเองก็อายุประมาณนึงแล้ว(32 ปีนี้) ก็เลยรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่รู้ๆกันอยู่แล้วส่วนมาก สำหรับคนที่ผ่านโลกแห่งการทำงานและใช้ชีวิตมาประมาณหนึ่ง นั่นก็คือ หนังสือไม่ได้พูดสิ่งที่มีอะไรแปลกใหม่ ถ้าถามว่าควรค่าแก่การซื้อเก็บไหม เราคิดว่าเป็นหนังสือที่วัยรุ่นและมหาวิทยาลัยควรอ่านค่ะ เพราะจริงๆก็มีหลายประเด็นน่าสนใจ เอาเป็นว่ามาดูกันว่าข้อคิดจากหนังสือเล่มนี้มีอะไรบ้างค่ะ

1.ในวัยหนุ่มสาวนั้นบางคนไม่กล้าเสี่ยง และเลือกที่จะเดินเส้นทางที่มั่นคงมากกว่า แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความเสี่ยงนั้น มันอาจจะนำมาซึ่งความสำเร็จและโอกาสในชีวิตที่มีมากกว่า คล้ายกับเสือดาวแห่งคิริมันจาโร ที่แม้มันจะสามารถล่าในทุ่งหญ้าทั่วไปได้ มันกลับเลือกที่จะล่าในภูเขาหิมะ การเผชิญความท้าทายและอุปสรรคในชีวิตจะทำให้เราเป็นคนที่เข้มแข็งขึ้น

ซึ่งชีวิตเหมือนกับการผจญภัย ซึ่งการออกผจญภัยนั่นแหละต้องทำในเวลาที่เรายังหนุ่มสาวอยู่ เนื่องจากวัยนี้เราสามารถลองผิดลองถูกได้ นอกจากนี้คนที่การศึกษาสูงโดยทั่วไปมักกล้าเสี่ยงน้อยกว่าคนที่การศึกษาน้อย ซึ่งคนพวกนี้บางทีประสบความสำเร็จมากกว่าคนที่เรียนสูงๆ เนื่องจากเขาไม่มีกรอบใดๆมาขวางตัวเอง

2.ในการดำเนินชีวิต บางครั้งเราก็ต้องเผชิญหน้ากับความหวาดกลัว สิ่งที่จะทำให้เราหายกลัวในเรื่องใดๆก็ตาม ก็คือเลือกที่จะเผชิญหน้ากับมัน เพราะถ้าคุณหันหลังให้กับความกลัว คุณจะกลัวมากขึ้นๆ และกลัวสิ่งนั้นๆต่อไปเรื่อยๆ เนื่องจากคุณมีจินตนาการที่คิดว่า ถ้าเราล้มเหลวหรือเกิดเหตุที่ทำให้ชีวิตแย่ลงไปอีกจะทำยังไง ในเวลาที่เราหวาดกลัวที่สุด จึงเป็นเวลาที่เราควรเผชิญหน้ากับสิ่งที่เรากลัว โดยเลือกที่จะออกจาก comfort zone หรืออาณาเขตที่เรารู้สึกสบาย

3.หลายๆคนเมื่อเราดำเนินชีวิตไปเรื่อยๆ แน่นอนว่าในการใช้ชีวิตของแต่ละคนนั้นก็จะมีเส้นทางที่ไม่เหมือนกัน โดยถ้าเราตำแหน่งต่ำๆ บางคนก็อาจจะรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า หรือเอาตัวเองไปเทียบกับเพื่อนๆในรุ่นเดียวกันที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ก่อนอื่นคุณต้องเลิกเปรียบเทียบ และรักตัวเอง และรักในสิ่งที่คุณทำ

และเชื่อว่าตัวคุณเองมีค่า และไม่ด้อยไปกว่าคนอื่นเสียก่อน โดยคุณจะต้องมีสภาพจิตที่ดี มองโลกในแง่ดี และยอมรับผลลัพธ์จากทางเลือกต่างๆที่คุณได้เลือกไปแล้ว ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรที่จะหยิ่งผยอง ก็ต้องมีการพัฒนาตัวเองเสมอ นั่นก็คือ ยอมรับในจุดอ่อน และเสริมสร้างจุดแข็ง โดยพัฒนาตัวเองให้มีความสามารถมากขึ้นทุกๆวัน และใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป

3.ในบางครั้งคุณอาจจะได้รับมอบหมายงานบางอย่าง ที่ตัวคุณคิดว่ามันยาก ถ้าคุณเป็นคนอ่อนแอ คุณก็จะคิดว่าทำไม่ได้ และในที่สุดคุณก็ทำไม่ได้จริงๆ เหมือนข้อที่แล้วก็คือ การที่คุณคิดว่าตัวเองเป็นคนไร้ค่านั้น สุดท้ายการกระทำของคุณมันก็จะสอดคล้องกับสิ่งที่คุณคิด และในที่สุด คุณก็ได้กลายเป็นสิ่งที่คุณคิดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน คุณควรมีความมั่นใจในตัวเอง ซึ่งเป็นพื้นฐานของการมีสุขภาพจิตที่ดี นอกจากนี้ การที่เราคิดว่าทำไม่ได้ มันมาจากการที่งานนั้นเราไม่เคยทำมาก่อนเลย แต่ในขณะเดียวกันมันก็อยู่ระหว่างงานที่คุณอาจจะทำได้เช่นกัน เพราะฉะนั้นเมื่อมีโอกาส ขอให้แสดงความสามารถออกมาเต็มที่

โดยที่เวลาที่คุณทำงานนั้น ถ้าเป็นไปได้ คุณควรจะเลือกทำในสิ่งที่คุณมั่นใจจริงๆว่าทำได้ แล้วก็เพิ่มระดับความยากของงานขึ้นเรื่อยๆ คุณจะก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเอง และนั่นจะทำให้คุณเข้มแข็งขึ้น

4.การที่คุณจะประสบความสำเร็จได้นั้น คุณจะต้องมีความมุ่งมั่นในระดับที่ไม่ธรรมดา หรือเรียกได้ว่า ทำอย่างบ้าคลั่ง ก็คือในวัยหนุ่มสาวนั้นความมุ่งมั่นที่จะทำอะไรสักอย่าง เป็นสิ่งที่ทำให้เราเห็นว่าที่หัวใจเรายังเต้นอยู่ทุกวันนี้ มันเพราะว่าเราอยากทำในสิ่งที่ท้าทายในชีวิต โดยเมื่อเรารู้ว่ามันคืออะไรแล้ว ให้พุ่งไปข้างหน้าเต็มที่อย่าหยุด (แต่เสริมหน่อยว่าเราจะต้องรักษาสุขภาพตัวเองด้วยค่ะ)

5.การที่จะทำอะไรก็ตาม เราควรมีสมาธิจดจ่อกับการทำอย่างใดอย่างหนึ่งจนเสร็จลุล่วง เราจะเห็นได้ว่า แว่นขยายสามารถรวมแสงแล้วเผากระดาษได้ การทำสมาธิหรือมีสมาธิจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมันก็คือข้อแตกต่างระหว่างหนุ่มสาวที่เข้มแข็งที่สามารถมีสมาธิทำงานจนสำเร็จ ส่วนคนหนุ่มสาวผู้อ่อนแอก็จะทำงานไม่สำเร็จเพราะมีสมาธิไม่มากพอ และไม่จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นอกจากนี้ การที่มีอินเตอร์เน็ท มีโซเซียลเน็ทเวิร์ค ทำให้มันเกิดสิ่งยั่วยุภายนอกเยอะ และไม่ทำไปตามแผนการที่ควรจะเป็น และคุณควรจะรู้จริงด้านใดด้านหนึ่งแล้วโฟกัส แทนที่จะหว่านแหทำทุกอย่าง หรือทำหลายๆอย่างไปพร้อมกัน

6.อยู่ห่างๆจากคนที่บอกว่าทำแบบเดิมๆก็ดีแล้ว ไม่เห็นจะต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเลย ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว โลกนี้พัฒนาไปเรื่อยๆซึ่งถ้าเราไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง โลกนั่นแหละจะบีบเราจนกระทั่งเราต้องเปลี่ยนแปลง ถ้าเราไปเปลี่ยนตอนนั้น กว่าจะรู้ตัวคนอื่นๆก็แซงหน้าไปแล้ว สำหรับการเปลี่ยนแปลงนั้น ถ้าเราเขียนเป็นภาษาอังกฤษก็จะได้คำว่า change ซึ่งถ้าเราลองเปลี่ยนตัว g เป็น c จะอ่านเป็น chance นั่นก็คือการเปลี่ยนแปลงนิดหน่อยมันอาจจะนำไปสู่โอกาสที่ดีกว่าก็ได้

7.ลูกนกที่กะเทาะไข่จนแตกออกมาสู่โลกภายนอกได้เท่านั้น คือลูกนกที่จะใช้ชีวิตภายนอก และโบยบินอย่างเสรีไปทางไหนก็ได้ที่ตัวเองอยากไป ส่วนตัวที่ไม่สามารถออกมาได้ หรือนกที่อ่อนแอเกินไป ก็จะกลายเป็นอาหารของสัตว์ชนิดอื่นๆ ดังนั้นการที่เราจะสามารถทำในสิ่งที่มันเป็นสิ่งใหม่ได้นั้น เราจึงต้องทำลายบางสิ่งบางอย่างที่ขัดขวางการก้าวไปข้างหน้าของเราก่อน

8.มนุษย์นั้นมีสิ่งที่เรียกว่าความฝัน ซึ่งความฝันบางอย่างอาจจะดูเหมือนเป็นไปไม่ได้หรือดูเป็นไอเดียบ้าบอหรือดูแล้วนอกรีต ใครจะไปเชื่อว่าเหล็กที่จุคนเป็นร้อยจะลอยได้ในสมัยนี้ หรือเรื่องราวของพ่อมดเทคโนโลยีที่ตายไปเป็นตำนานแล้วอย่างสตีฟ จ็อบส์ ที่ได้ทิ้งเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโลกได้ด้วยปลายนิ้วมือ ทั้งหมดทั้งมวลมันก็มาจากการกล้าที่จะฝัน จินตนาการ สร้างสรรค์ และลงมือทำให้ลุล่วง โดยที่เราไม่จำเป็นจะต้องคิดเห็นเหมือนกับชาวโลกคนอื่นๆ “ความแตกต่าง” นั่นแหละคือ สิ่งที่ทำให้เกิดนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์

9.คุณควรไล่ตามความมั่งคั่งที่มองไม่เห็น มากกว่าตามความมั่งคั่งที่มองเห็น นั่นก็คือ ถ้าเอาตามคนทั่วๆไป ความมั่งคั่งก็อาจจะเป็นคอนโด บ้าน ทรัพย์สิน ที่ดินต่างๆ วัตถุที่เราซื้อมาทั้งหมดทั้งมวลที่เห็นได้จากภายนอก รวมไปถึงเงินด้วยก็ตาม พวกนี้นั้นเป็นความมั่งคั่งที่มองเห็น ถ้าเราอยากไปไปได้ไกล เราต้องเลิกมองเรื่องของสิ่งที่จับต้องได้ โดยโฟกัสไปที่การพัฒนาตัวเองในด้านต่างๆไปว่าจะเป็นซื้อหนังสือ,สื่อต่างๆ,ไปลงเรียนคอร์สต่างๆที่อยากลงมานาน (ไม่จำกัดว่าต้องเรียนวาด แต่เรียนอะไรก็ได้ที่ได้พัฒนาตัวเองค่ะ)

10.พยายามรับข้อมูลใหม่ๆเข้ามาเสมอ ได้แก่ข้อมูลในการเปลี่ยนแปลงไปของโลกใบนี้หรือเรื่องอื่นๆโดยคุณต้องติดตามข้อมูลผ่านช่องทางต่างๆและตัดสินโดยใช้ข้อมูลที่มากพอในการวิเคราะห์และสังเคราะห์จนกลายเป็นคำตอบได้ โดยไม่ฟันธงไปถ้าข้อมูลยังไม่มากพอ โดยที่ข้อมูลต่างๆที่คุณเสพย์มันเป็นสิ่งที่ทำให้คุณมีแต้มต่อหรือมีอัตราการแข่งขันที่สามารถสู้กับบริษัทอื่นๆหรือคู่แข่งได้โดยไม่เจ๊งไปก่อน นอกจากนี้เมื่อคุณมีข้อมูลแล้วคุณควรแยกแยะเรื่องนั้นๆได้ออก ก็คือ มีความเข้าใจในสิ่งที่คุณได้รับรู้

11.พยายามทำสิ่งใหม่ๆในชีวิตและหาประสบการณ์เพิ่ม เช่น ไปท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยระหว่างนั้นงดใช้อินเตอร์เน็ท นอกจากนี้ก็ต้องหมั่นเพิ่มความสามารถของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ได้แก่ การไปหอสมุด นอกจากนี้อาจจะใช้เวลาในการพัฒนาภาษาอังกฤษ เพราะว่าภาษาอังกฤษนั้นจำเป็นถ้าหากเราอยากก้าวหน้าในหน้าที่การงานค่ะ

12.ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์โดยมีการบริหารเวลา ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นตัวกำหนดว่าใครจะประสบความสำเร็จในชีวิต บางคนชีวิตล้มเหลวเนื่องจากใช้เวลาไม่เป็นหรือไม่มีการบริหารเวลา โดยที่เราจะต้องมีการจัดลำดับความสำคัญของงาน,เตรียมตัวให้พร้อมเสมอ,มีการใช้เวลาหรือลงทุนในเวลากับสิ่งที่สามารถทำได้ โดยอาจจะร่วมมือทำงานกับผู้อื่น,ทำให้งานนั้นง่ายขึ้นโดยอาจจะแบ่งเป็นส่วนๆและอย่าผลัดวันประกันพรุ่ง

13.โอกาสจะมาหาสำหรับคนที่เตรียมพร้อมเท่านั้น ถ้าอยากเป็นเลิศในสายอาชีพใดๆก็ตามเราจะต้องมีการฝึกฝนรวมทั้งสิ้น 10,000 ชั่วโมงขึ้นไป นั่นก็คือการฝึกวันละประมาณ 3 ชั่วโมง เป็นเวลาทั้งสิ้น 10 ปี เหมือนกับการต้มน้ำ ก็คือ น้ำต้องเดือดในอุณหภูมิ 100 องศา ถ้ามันเป็น 99 องศา มันแค่ทำให้น้ำร้อนขึ้น แต่นำ้ยังไม่กลายเป็นไอ เช่นเดียวกับชีวิตคน คุณต้องพยายามให้มากพอ บางครั้งพยายามอีกนิดเดียวก็สำเร็จแล้ว

14.มีความอดทนมุ่งมั่นในการเดินเข้าสู่เป้าหมายของตนเอง แม้จะเจอหนทางที่ยากลำบาก ก็ฝ่าฝันไปให้ได้ โดยการก้าวทีละก้าวอย่างมั่นคง โดยที่ทิศทางที่เรากำลังเดินไปนั้น สำคัญกว่าความเร็วในการก้าวเดิน นั่นก็คือ ต้องมั่นใจว่าเราเดินอยู่ในหนทางที่ถูก แม้จะเจอเส้นทางที่ยากลำบากก็ตาม

15.โอกาสเปรียบเสมือนหน้าต่างที่ปิดไว้ เมื่อมันเปิดออกต้องรีบพุ่งตัวให้เร็วที่สุด เพื่อไปคว้าโอกาสนั้นมา เพราะมันจะปิดตัวอย่างรวดเร็วเช่นกัน เมื่อคิดไอเดียอะไรใหม่ๆออกหรือได้รับโอกาสในการแสดงความสามารถ จึงควรรีบทำในทันที โดยที่โอกาสมาหาเราเสมอ เพียงแต่เราอาจจะไม่สามารถแยกแยะได้ว่านั่นคือโอกาสหรือไม่ ซึ่งการแยกแยะก็ต้องใช้ประสบการณ์ในการไตร่ตรอง

16.ความแตกต่างกันระหว่างผู้ที่มีวิสัยทัศน์กับผู้ที่เพ้อฝันคือการลงมือทำ อย่างที่สุภาษิตอิตาลีกล่าวไว้ว่า ระหว่างคำพูดกับการกระทำมีทะเลคั่นกลางอยู่  คุณจึงควรลงมือทำงานนั้นๆอย่างสุดความสามารถ เมื่อเราอายุมากขึ้นจะได้ไม่เสียดายว่าทำไมตอนนั้นเราจึงไม่ลงมือทำ

17.ถ้าหากอยากเปลี่ยนแปลงชีวิตให้เร็วที่สุด คุณควรเปลี่ยนแปลงการกระทำก่อนที่จะเปลี่ยนแปลงความคิด และลงมือทำทันทีเดี๋ยวนี้ ไม่มีคำว่าเดี๋ยวก่อน เนื่องจากการผัดวันประกันพรุ่งจะกัดกร่อนคุณ ทำให้คุณเป็นคนไม่เอาไหน และไม่ลงมือทำอะไรซักที เพราะทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีเวลาที่เหมาะที่สุด ถ้าอยากทำอะไรลงมือทำเลยวันนี้ โดยทำงานเล็กๆก่อนเพื่อเป็นการปรับปรุงเรื่องของความเคยชิน และทำงานใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ถ้าคุณอยากเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอะไรให้ทำภายใน 21 วันให้ได้ และนิสัยคุณจะเปลี่ยนไป

18.พฤติกรรมที่เราต้องการจะเปลี่ยนแปลงนั้น เราต้องทำอย่างต่อเนื่องจึงจะเกิดเป็นนิสัยที่ติดตัวเราไป เหมือนใยแมงมุมที่ค่อยๆถักทอจนกลายเป็นใยที่เหนียว ปาฎิหาริย์อาจจะเกิดจากสิ่งเล็กๆเหมือนทฤษฎีผีเสื้อขยับปีกหรือ butterfly effect โดยก่อนอื่นเราต้องตั้งใจที่จะเปลียนแปลงตัวเอง และบอกคนรอบข้างให้ช่วยสังเกตุ รวมไปถึงตัวเองก็สังเกตุพฤติกรรมด้วยว่าเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีหรือเปล่า เมื่อสำเร็จก็สร้างนิสัยที่ดีต่อๆกันไปเรื่อยๆ

19.ไม่ว่าจะเป็นงานเล็กหรืองานใหญ่ เราไม่ควรจะดูถูก เนื่องจากความสำเร็จนั้น ประกอบไปด้วยการทำงานเล็กหรืองานใหญ่ให้สำเร็จอย่างต่อเนื่อง งานทั่วๆไปที่คุณพบเจอในชีวิตประจำวันจะเป็นตัวบ่งบอกว่าคุณจะมีความสุขหรือความทุกข์ในการดำเนินชีวิต รวมไปถึงความสำเร็จหรือความล้มเหลว

20.ถ้าเราอยากได้ผลลัพธ์ของอะไรก็ตามที่เรากระทำไปแล้วในชีวิต เราต้องรู้จักการรอคอยจังหวะที่เหมาะสม เปรียบเสมือนไม้ดอกที่มีการเบ่งบานตามฤดูกาล โดยที่ พระเจ้าไม่ได้ฝึกมนุษย์ด้วยแส้ แต่ฝึกมนุษย์ด้วยกาลเวลา การที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตได้ มันจะมีกุญแจอยู่หลายอย่าง นั่นก็คือ ได้รับโอกาสในเวลาที่เหมาะกับ,จากคนที่ให้โอกาสเรา เพราะฉะนั้น การที่เราจะได้รับสิ่งนั้น เราก็ต้องมุมานะ และอดทนทำสิ่งที่เข้าสู่เป้าหมายของเราเรื่อยๆและลงมือทำประหนึ่งว่านั่นคือโอกาสสุดท้ายที่เราจะได้รับ

21.โลกนี้มีช่วงเวลาที่น้ำขึ้นน้ำลง แน่นอนว่าชีวิตคนก็เช่นเดียวกัน มีทั้งเวลาที่เราประสบความสำเร็จและในบางครั้งก็ประสบความล้มเหลว ในเวลาที่เราประสบความสำเร็จก็อย่าทะนงตนเกินไป เพราะการพึงพอใจในเป้าหมายของเราขณะนี้ อาจจะหยุดพัฒนาเป็นคนที่ดีขึ้นอีกได้ ในขณะเดียวกันถ้าประสบความล้มเหลวก็อย่าท้อถอย เพราะความสำเร็จคือ”การเดินทาง” ไม่ใช่”จุดหมายปลายทาง”เพราะฉะนั้น เมื่อคุณประสบความสำเร็จในการทำเป้าหมายใดๆให้สามารถบรรลุได้แล้ว เราควรจะตั้งเป้าหมายใหม่ๆ เพื่อให้ชีวิตก้าวเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมีจุดมุ่งหมาย

22.ในชีวิตของคนเรานั้น แน่นอนว่าเราจะต้องพบกับความล้มเหลว สิ่งที่ทำให้คนล้มเหลวคือการยอมจำนนต่อความล้มเหลวโดยที่ไม่คิดจะต่อสู้ มนุษย์จะเติบโตจากความพ่ายแพ้และความทรหดในการเผชิญกับความล้มเหลวก่อนที่ประสบความสำเร็จมากกว่าชัยชนะหรือความสำเร็จที่ได้มาง่ายๆ ความล้มเหลวไม่ใช่สิ่งที่น่าอาย การไม่ยอมต่อสู้กับมันนั่นแหละคือสิ่งที่น่าอาย เมื่อเราประสบกับความล้มเหลว ให้พยายามหาเมล็ดพันธุ์ของความสำเร็จที่ซ่อนอยู่ในนั้น และเรียนรู้จากสิ่งที่ผิดพลาด ไม่ทำให้ความล้มเหลวนั้นเกิดขึ้นเป็นซ้ำสอง

23.ในบางครั้งเราได้พยายามทำอะไรก็ตามเต็มที่แล้ว แต่ผลของมันกลับออกมาเละไม่มีชิ้นดี การที่เราจะเป็นคนหนุ่มสาวผู้เข้มแข็ง ก็คือเรารู้ว่าเราควรจะตัดใจ หรือหยุดทำงานนั้นๆตอนไหน นั่นก็คือคุณรู้ตัวว่ามีงานบางอย่างที่คุณพยายามทำ แต่มันไม่สำเร็จ แทนที่จะดันทุรังทำต่อ ก็ควรตัดใจไปทำเป้าหมายอื่นๆให้สำเร็จดีกว่า งานพวกนั้นมันเหมือนกับแก้วที่แตกละเอียด ที่เราไม่สามารถนำมาใช้ต่อได้ ต้องหาแก้วใหม่เท่านั้น ในบางครั้งการตัดสินใจที่จะปล่อยมันไป อาจจะเป็นหนทางที่ดีกว่า การตัดใจนั้นไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นความฉลาด

24.มิลาน คุนเดรา ได้กล่าวไว้ในนวนิยายของเขาว่า “ท่ามกลางการดำเนินชีวิตที่ทุกระทม มนุษย์นั้นโหยหาชีวิตที่เบาสบาย” นั่นก็คือ ในยุคปัจจุบัน แน่นอนว่าหลังสงครามโลกหรือเหตุการณ์นองเลือดทางการเมืองต่างๆ เด็กในยุคหลังไม่ได้ประสบชีวิตที่ยากลำบากเหมือนในยุคอดีตอย่างยุคพ่อแม่,หรือปู่ย่าตายาย วัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาวบางส่วนจึงใช้ชีวิตอย่างสนุกสนานและเบาหวิว โดยหมกมุ่นกับสิ่งที่ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น

คุณยูนมุนวอนจึงกล่าวว่า คุณควรหลีกเลี่ยงจากการดื่มเหล้าและการพนันอย่างเด็ดขาด มันคือการใช้ชีวิตเพื่อความสนุกสนานที่มากจนเกินไปจนไร้แก่นสารของชีวิต ได้แก่การหมกมุ่นเรื่องเพศและอบายมุขทั้งหลาย โดยที่เราควรใช้จ่ายเงินไปกับสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตและทำให้เราเติบโตขึ้น เช่น การดูภาพยนตร์,ซื้อหนังสือ,ท่องเที่ยว หรือการผ่อนคลายในรูปแบบอื่นๆที่ไม่ได้ผลาญเวลาไปอย่างไร้คุณค่า

ซึ่งคุณควรจะมีการใช้จ่ายอย่างเหมาะสมไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนาตนเองหรือการผ่อนคลายที่รักษาความสมดุลย์หนักเบาของชีวิต(นั่นก็คือการใช้จ่ายเพื่อการผ่อนคลายไม่ถือว่าแย่เพราะเมื่อเราทำงานหนัก เราก็ต้องการผ่อนคลาย แต่การผ่อนคลายนั้นๆจะต้องช่วยให้เราเติบโตในด้านใดด้านหนึ่งไปด้วย เหมือนกับการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวค่ะ)

25.ในยุคนี้สิ่งที่จะทำให้คุณสำเร็จได้นั้นก็คือการที่คุณรู้จักคนที่เหมาะสมก็คือมีสายสัมพันธ์กับคนที่มีผลต่อความก้าวหน้าในชีวิต ซึ่งความสัมพันธ์นั้นไม่สามารถสร้างกันง่ายๆอย่างฉาบฉวย ถ้าปริมาณของคนรู้จักคุณและมองคุณในแง่ดีมากเท่าไร โอกาสที่จะประสบความสำเร็จมีได้มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเราอาจจะต้องรักษาความสัมพันธ์ดีๆไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสมัยเรียน,หรือที่ทำงาน เพราะเราไม่รู้เลยว่า เราจะต้องการความช่วยเหลือจากพวกเขาเมื่อไร การเลือกคบเพื่อนจึงต้องระวัง เพราะว่าเพื่อนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเป็นคนดีหรือไม่ดีได้ การที่เราจะคบเพื่อนที่ดีๆ ตัวเราเองก็ต้องเป็นคนดีเช่นกัน

26.เนื่องจากมนุษย์นั้นไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ในโลก เราจำเป็นจะต้องเชื่อมต่อหรือมีสายสัมพันธ์หรือที่เรียกว่าสร้าง connection ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นเราจึงควรพัฒนาเรื่องของบุคลิคภาพของตนเองและเรื่องมารยาท นั่นก็คือผู้ที่ยะโสโอหังและอวดเก่ง อาจจะนำไปสู่ความล้มเหลวได้โดยง่าย

27.”รวงข้าวที่อยู่สูงย่อมน้อมรวงลงต่ำ” ฉันใดก็ตาม การที่เป็นคนตำแหน่งสูงขึ้นๆ คุณก็จะต้องเป็นคนที่นอบน้อมมากขึ้น แต่มันต้องเป็นความนอบน้อมเพื่อแสดงความจริงใจและให้เกียรติผู้อื่น ไม่ใช่เพราะกลัวเลยทำตัวนอบน้อม นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงในการอวดรู้ อวดดี เพราะสิ่งเหล่านั้นมันจะทำลายตัวคุณเอง

28.คนเราจะตัดสินคนที่เพิ่งพบกันได้ภายในเวลา 4 วินาที นั่นก็คือ เราควรสร้างความประทับใจให้เกิดขึ้นกับผู้อื่น ภายในระยะเวลา 30 วินาทีแรก ซึ่งการแต่งกายของเรานั้นก็มีผลเช่นกัน เราควรเลือกเสื้อผ้าให้เหมาะสมกับรูปร่าง,สีผิว,กาลเทศะ รวมไปถึงการแต่งหน้า และทรงผมที่เหมาะกับยุคสมัย โดยที่ควรซื้อเสื้อผ้าที่มีคุณภาพมากกว่าปริมาณของเสื้อผ้า

29.มนุษย์นั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่เชื่อใจใครง่ายๆ แต่ว่าในการทำงานของคนเราจะต้องมีการโน้มน้าวใจของผู้รับฟังตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอความคิดต่างๆ ซึ่งการโน้มน้าวใจ แตกต่างจากการหว่านล้อมให้คนเชื่อ นั่นก็คือ คุณต้องรู้จักที่จะฟัง มากกว่าการที่จะพูด นั่นก็คือ การจะเข้าถึงใจใครได้นั้น คุณต้องเข้าใจเขาและมีความเมตตาต่อเขาจริงๆ รวมถึงคุณต้องรู้จักเขาอย่างลึกซึ้ง โดยต้องฟังผู้พูดก่อนการแสดงความคิดเห็นของตัวเองทุกครั้ง

30.คำพูดของคุณนั้น เมื่อพูดออกไปแล้ว อาจจะอยู่ในใจของคนที่คุณพูดด้วยถึงเวลา 30 ปี  การพูดพล่อยๆโดยไม่ใช้ความคิดในการไตร่ตรองให้ดีก่อน อาจจะนำมาสู่ความโชคร้ายในชีวิตของคุณได้ คุณจึงควรคิดก่อนจะพูดทุกครั้ง เพราะคำพูดไม่สามารถลบไปได้ด้วยยางลบ (มันเหมือนกับการตอกตะปูลงบนไม้ เมื่อถอนออกแน่นอนว่ายังมีร่องรอยอยู่)

31.พระเจ้าประทานหูหนึ่งหู และปากหนึ่งปากให้มนุษย์ มันแสดงว่าเราต้องเป็นผู้ฟังมากกว่าผู้พูด ซึ่งการที่คุณรู้จักฟังผู้อื่นและสนใจผู้อื่นอย่างจริงใจ มันคือการสร้างมิตรภาพที่ดีกว่าการเอาแต่พูดเรื่องของตนเอง นอกจากนี้คุณก็ควรระวังคำพูดและคิดก่อนพูดทุกครั้ง ยิ่งคุณต้องฟังอีกฝ่ายพูดมากเท่าไร เขายิ่งชอบคุณมากขึ้นเท่านั้น

32.ดอกไม้ในทุ่งมักจะบานในทิศที่มีแสงตะวันส่อง คนก็เช่นกัน ย่อมคบหากับคนที่มีแนวคิดและมองโลกบวก มองโลกในแง่ดีอยู่เสมอ เพราะการที่คนๆนั้นมีความเบิกบานและมีทัศนคติในการดำเนินชีวิต ย่อมทำให้คนรอบข้างเป็นคนแบบนั้นไปด้วย เพราะฉะนั้นเราจึงควรเป็นคนมองโลกในแง่ดี และคบเพื่อนที่มองโลกในแง่ดีเช่นกัน นอกจากการมองโลกในแง่ดีแล้ว เราต้องเป็นคนที่มีการวางแผนและการกระทำต่างๆที่สามารถปฏิบัติและเห็นผลในโลกแห่งความจริงได้

33.การมีอารมณ์ขันและสามารถสร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้คนได้นั้น ถือว่าเป็นความสามารถที่ดี เนื่องจากคนจะรู้สึกว่าเรานั้นเป็นมิตร ดังนั้นเพื่อนที่มีมุขตลกขำขันให้คนอื่นๆหัวเราะ มักจะมีเพื่อนเยอะและมีคนรุมล้อมเขาตลอดเวลา อย่างไรก็ตามการปล่อยมุขนั้น ก็ควรจะหลีกเลี่ยงมุขหยาบโลน รวมไปถึงเวลาหัวเราะนั้นอย่าให้เสียงดังมากๆ เพราะมันจะทำให้คุณดูไม่ดี นอกจากนี้การแสยะยิ้มหรือหัวเราะกับมุขลามกก็เช่นกัน ถ้าอยู่ในที่สาธารณะก็พยายามให้มันน้อยๆหน่อย

34.ชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ๆอยู่ประมาณ 3 ครั้ง อันแรกคือการเข้ามหาวิทยาลัย อันที่สองคือการเข้าทำงาน อันที่สามคือการแต่งงาน ซึ่งการแต่งงานนั้น ก็ต้องเลือกคนที่จะมาเป็นคู่ชีวิตให้ดี นอกเหนือไปจากความรักนั้น การแต่งงานก็คือความรับผิดชอบในความสัมพันธ์นั้นๆ นั้นก็คือ นอกเหนือไปจากเรื่องของความผูกพัน,ความพิศมัย และความต้องการทางเพศ ความรักถ้ามีเพียงแค่ความปรารถนาอย่างเดียว จะเป็นแค่ความรู้สึกฉาบฉวย โดยที่เราไม่ควรเลือกคู่ชีวิตจากความพึงพอใจในรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว ควรเลือกคนที่รู้สึกมีค่าที่ได้พบเจอ และการที่คนผ่านความยากลำบากต่างๆมาด้วยกันนั้น ก็จะมีโอกาสในการแต่งงานที่สูงกว่า

35.ขนาดโน็ตดนตรีนั้น ยังต้องมีสัญลักษณ์หยุด แล้วคนเราจะไม่มีการหยุดพักได้อย่างไร การทำงานโดยไม่หยุดพัก ไม่ใช่ชีวิตที่สมบูรณ์ โดยการโหมงานหนักจนสุขภาพเสีย และต้องนำเงินที่หามาได้ไปรักษาอาการป่วย การใช้ร่างกายหนักเกินไปเป็นการกัดกินชีวิต เพราะฉะนั้นถึงแม้จะเป็นวัยหนุ่มสาวก็อย่ามั่นใจมากเกินไปว่าเราจะไม่ป่วย ถ้าสุขภาพไม่ดี ความสำเร็จต่างๆที่ได้มาก็ไม่สามารถทดแทนได้ นอกจากนี้คนที่สร้างผลงานชั้นเยี่ยมออกมาเสมอๆ นั่นก็คือคนที่รู้จักในการผ่อนคลาย และรักษาความสมดุลย์ระหว่างงานและการหยุดพักได้ดี

36.คนที่คิดว่าต้องได้สิ่งนั้นมาก่อน สิ่งนี้มาก่อน เราจึงจะมีความสุขนั้น เป็นคนที่ตกอยู่ในฝันหวานที่เป็นไปไม่ได้ เพราะว่า ถ้าคุณได้สิ่งนั้นๆมาแล้ว คุณก็ต้องการสิ่งอื่นๆไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นการที่มีความสุข มันขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง ที่จะเลือกมีความสุขในปัจจุบันขณะ ไม่ใช่การครอบครองสิ่งที่อยากได้หรือสิ่งที่ตั้งใจไว้ แต่เป็นการยอมรับในสถานภาพที่เรากำลังเป็นอยู่ ก็คือคุณสามารถมีความสุขได้ แม้จะได้หรือไม่ได้ครองครองในสิ่งนั้นๆก็ตาม

โดยคุณควรหลีกเลี่ยงที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นๆ และหลีกเลี่ยงที่จะเปรียบเทียบตนเอง กับตนเองในอดีต ถ้าคุณจะเปรียบเทียบ มองลงไปด้านล่าง ไม่ใช่มองขึ้นข้างบน เพราะมันจะทำให้คุณรู้สึกท้อ นอกจากนี้การเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นๆ แน่นอนว่ามันทำให้คุณเป็นทุกข์ เพราะจริงๆแล้วบริบทในชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกัน คุณควรเปรียบเทียบตัวเองวันนี้ กับตัวเองเมื่อวาน ว่าคุณได้พัฒนาตัวเองขึ้นทุกวันหรือเปล่า โดยหลีกเลี่ยงการเปรียบเทียบที่ไกลเกินไป เพราะแน่นอนว่าชีวิตคนมีทั้งจุดสูงสุดและจุดต่ำสุด โดยในความทุกข์ล้วนมีความสุขอยู่คู่กันเสมอ ถ้าคุณไม่เคยทุกข์เลย คุณจะไม่ซาบซึ้งกับความสุขที่คุณมีอยู่เท่าที่ควร

37.การมีความรักนั้นต้องผ่านการตรึกตรองอย่างรอบคอบจนไปสู่การแต่งงาน ซึ่งการแต่งงานนั้นมันคือการประคับประคองแม้ในวันที่ต้องมีการกระทบกระทั่งกัน ซึ่งมันนอกเหนือจากความรัก และความปรารถนาไปแล้ว โดยมีคนหลายคนที่แต่งงานกันไป เพราะชอบรูปลักษณ์ภายนอกของอีกฝ่ายหนึ่ง แต่พออยู่ด้วยกันจะมีการพูดคุยถึงทัศนคติต่างๆในการดำเนินชีวิตและพบว่าคนที่ตัวเองแต่งงานด้วยนั้น ไม่ได้มีทัศนคติที่ตรงกันเลย

อย่างไรก็ตามในหนังสือกล่าวไว้ว่านีชเช่(ในเล่มนี้ผู้แปลเขียนว่านีชเชอ) ได้กล่าวไว้ว่า “ความรักในความแตกต่าง คือความรักที่แท้จริง” มันจึงไม่ใช่การพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงคนๆนั้นให้เป็นแบบที่เราชอบ หรือว่าเป็นการหาคนที่เรารู้สึกว่าเขาคล้ายๆเรา แต่มันเป็นการที่เรารู้อยู่แล้วว่าเขานิสัยแบบนั้น แต่ก็รักเขาในแบบที่เขาเป็น

โดยคุณยูนมุนวอน ได้เขียนอีกว่า การที่บอกว่าจะรักใครสักคนหนึ่งตลอดไปนั้น เป็นคำพูดที่ไร้เดียงสามาก เพราะว่าคนเราอาจจะแต่งงานเพราะความรักก็จริง แต่โลกผันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ความรู้สึกของคนๆหนึ่งเช่นกัน แน่นอนว่าคุณอาจจะต้องอยู่กับคู่แต่งงานหรือคู่ชีวิตจนแก่เฒ่า และคุณก็จะเห็นในความเปลี่ยนแปลง เช่น คนรักคุณหน้าตาเหี่ยวย่นขึ้นทุกวัน รูปร่างก็ไม่เหมือนเดิม และบางคนไม่ได้ดูแลตัวเองเพราะอาจจะวุ่นกับการเลี้ยงลูก คุณก็จะพบว่า การอยู่ร่วมกันนอกจากความพิศมัยในรูปลักษณ์ของฝ่ายตรงข้ามนั้น มันไม่ได้ยั่งยืนตลอดไป แต่โดยมากคนที่อยู่ด้วยกันจนแก่ มันอาจจะมีความรู้สึกอื่นๆมาแทนที่ เช่น ความผูกพัน คุณยูนมุนวอนจึงกล่าวว่า ถ้าคุณคิดจะมีความรัก คุณจะต้องเข้าใจมันด้วย

38.การติดกระดุมเม็ดแรกผิดไปนั้น อาจทำให้กระดุมไม่มีรังดุมให้ติด ก็เหมือนกับชีวิตการทำงานของคนเรา นั่นก็คือ งานแรกนั้นจะเป็นตัวกำหนดชีวิตในการทำงานของเราทั้งหมด การทำงานไม่เหมือนการเรียนตรงที่ ชีวิตการทำงานของคนแต่ละคนนั้นอาจจะยาวนานถึง 40-50 ปี

เพราะฉะนั้นการเลือกงานควรจะเลือกงานที่เราชอบ,ถนัด,และมีพรสวรรค์เนื่องจากเราจะทำงานนั้นได้ดีกว่า ไม่ควรเลือกงานจากจำนวนเงินที่ได้รับอย่างเดียว และในการเลือกคณะที่เรียนก็เหมือนกัน ในบางครั้ง บางคนคิดว่า เอนท์ๆให้มันติดๆไปแล้วทนเรียน เดี๋ยวค่อยออกมาทำงานที่ชอบ หรือคิดว่า ทำๆงานไปเหอะ ได้งานแล้ว เดี๋ยวฝึกมือยามว่าง แล้วค่อยเปลี่ยนสายงาน คนพวกนี้เปรียบเสมือนคนที่ติดกระดุมเม็ดแรกผิดไป เพราะว่าสุดท้ายคุณจะวนอยู่ในสายอาชีพเดิมๆที่ใกล้เคียงกับงานแรกของคุณนั่นแหละค่ะ

นอกจากนี้ในเส้นทางของแต่ละคน แน่นอนว่าคุณสามารถเลือกได้แค่ทางเดียวเท่านั้น บ่อยครั้งคุณจึงเกิดความสงสัยว่า ถ้าคุณเลือกอีกทางเดินนั้น ชีวิตของคุณจะเป็นอย่างไร?มันจะดีขึ้น หรือแย่ลงจากสิ่งที่คุณเป็นในปัจจุบันนี้ เราจึงไม่สามารถเห็นผลลัพธ์ของการเลือกทำสิ่งที่ต่างออกไปอย่างชัดเจน นั่นเป็นเหตุผลที่งานแรกที่คุณเลือกจึงมีความสำคัญมาก มันเหมือนกับการที่คุณกำลังที่จะเลือกเส้นทางที่อาจจะเปลี่ยนแปลงชีวิตในปัจจุบันหรือในอนาคตของคุณเลยก็ว่าได้

39.ชีวิตของคุณล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น เลือกกินอะไร,ทำงานที่ไหน,เอนท์คณะอะไร,แต่งงานกับคนไหน ซึ่งเราก็ต้องรับผลที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่เราได้เลือกลงไป โดยการที่เราจะสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้น อาจจะต้องผ่านประสบการณ์มาก่อน ซึ่งประสบการณ์เหล่านั้นมันจะสอนเราเอง ว่าเราควรเลือกทางเดินไหน ซึ่งการเลือกเดินในเส้นทางที่ถูกต้อง ก็เหมือนกับการเพาะเมล็ดแห่งความสำเร็จเอาไว้ โดยการตัดสินใจบางอย่าง อาจจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อชีวิต นอกจากนี้ ในการวางแผนชีวิต คุณควรจะมองที่เป้าหมายระยะยาว นั่นก็คือในระยะเวลา 10-20 ปี เป็นต้นไปค่ะ โดยที่คุณต้องสามารถตอบตัวเองได้ว่า ถ้าต้องการทำให้เป้าหมายในช่วงนั้นเป็นจริง ในวันนี้เราต้องทำอะไรบ้าง ในการที่จะไปสู่เป้าหมายนั้น

40.เวลาที่สำคัญที่สุดคือ เวลาในขณะนี้,คนที่สำคัญที่สุด คือคนที่อยู่กับคุณในขณะนี้,งานที่สำคัญที่สุด คือ งานของคุณในขณะนี้ เมื่อคุณคิดอยากจะทำอะไรก็ตาม คุณจึงควรทำเลยในวันนี้ และอย่าไปพะวงกับอดีตที่ผ่านไปแล้ว และอนาคตที่ยังไม่มาถึง เนื่องจากเราไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขอดีตได้

การที่เรามัวแต่จมอยู่กับอดีต โดยไม่เดินต่อไปข้างหน้า จะทำให้เราพลาดโอกาสและช่วงเวลาที่ดีๆในขณะนี้ไป วันวานที่ผ่านเลยไปแล้ว มันล้วนเป็นอดีต ไม่ว่าเวลานั้นจะมีความสุขมากล้นหรือความทุกข์ก็ตาม มันผ่านเลยไปแล้ว และจะไม่หวนกลับมา จึงไม่ควรมัวแต่รำลึกถึงความหลัง หรือกังวลในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง

เราควรระลึกเสมอว่า อดีตเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้และอนาคตนั้นเราไม่สามารถมองเห็นหรือเราไม่สามารถควบคุมมันได้ไม่ว่าจะเป็นอดีตหรืออนาคต สิ่งที่ทำได้ก็เป็นแค่เวลาในปัจจุบันขณะนี้

41.อย่าไปมัวแต่คิดว่าถ้าหางานที่ดีกว่านี้ หรือเข้าทำงานในบริษัทที่เราอยากทำ คุณควรจะทำให้ดีที่สุดในจุดที่คุณยืนอยู่ขณะนี้ ทุ่มเทแรงกายกับงานที่เราทำในปัจจุบัน โดยไม่ว่อกแว่กคิดถึงงานอื่น อย่ามัวมองเส้นทางคนอื่นที่คุณไม่สามารถทำได้ ถ้าในตอนนี้คุณคิดว่าคุณเดินไปผิดเส้นทาง คุณสามารถเลือกเส้นทางเดินใหม่ได้โดยการออกตามหาเส้นทางของตัวคุณเอง (โดยเฉพาะในตอนที่อายุยังน้อยอยู่)

42.คุณควรทำงานที่คุณกำลังทำอยู่นี้ให้ดี คนส่วนมาก มักจะรู้จักในการปรับตัวให้เข้ากับงาน โดยที่งานนั้นๆอาจจะไม่ใช่งานที่เขาคาดหวังในตอนแรก บางคนก็ขังตัวเองในคุกของการทำงาน ถ้าคุณรู้สึกว่างานนั้นไม่ใช่ โดยที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงทัศนคติในการทำงานแล้ว คุณก็ควรจะลาออกซะ แต่ก่อนที่จะลาออกอย่าเพิ่งผลุนผลันลาออก คุณควรมีแผนสำรองในการดำเนินชีวิตพอสมควร ในกรณีที่ต้องลาออกและอาจจะยังหางานไม่ได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งจะทำให้คุณขาดเงินไปช่วงหนึ่งค่ะ

43.คุณควรจะมีความฝัน เพราะความฝันในวันนี้ จะสร้างตัวคุณในวันพรุ่งนี้ ชีวิตของคุณขณะนี้ เป็นผลมาจากความฝันในอดีตของคุณ โดยที่อย่ายึดติดกับความฝันตอนที่เรายังเป็นเด็กมากนัก ก็คือการหางานที่เป็นเป้าหมายสูงสุด ในขณะที่คุณกำลังเรียนอยู่

ในขณะเดียวกันคุณไม่ควรจะเปลี่ยนงานบ่อย เพราะการหางานเป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นจุดเริ่มต้นในความสุข และการมองโลกในแง่ดี เพราะการหางานคือเครื่องมือในการสร้างเป้าหมายให้กับชีวิต ถ้าคุณไม่คิดเช่นนี้ และคุณคิดว่าการหางานของคุณ เป็นเครื่องมือในการหาเงินเท่านั้น สุดท้ายคุณจะไม่รู้คุณค่าของชีวิต ถ้าคุณอยากมีชีวิตที่ยอดเยี่ยม คุณควรมีความฝันที่ยอดเยี่ยม

44.ในการบรรลุวิสัยทัศน์ของคุณ คุณควรจะมีเป้าหมายที่ชัดเจน วิสัยทัศน์ก็คือการที่สามารถมองไปถึงอนาคตที่ไกลออกไปได้ การที่คุณมีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกล จะทำให้คุณพัฒนาตัวเองเพื่อสร้างอนาคต วิสัยทัศน์จะสร้างอนาคตของคุณ โดยการสร้างโอกาส และทำให้คุณมีความสุขในชีวิต

45.การตั้งเป้าหมายในชีวิต เปรียบเสมือนเข็มทิศที่ทำให้คุณไม่หลงทางในการดำเนินชีวิตเสียก่อน โดยในการตั้งเป้าหมาย คุณอาจจะมีเป้าหมายในระยะยาวที่ท้าทาย (Stretch target) ซึ่งการที่มีเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นมาอีกระดับ จะทำให้ชีวิตคุณท้าทาย แต่เป้าหมายที่เราตั้งขึ้นมานั้น ควรจะมีแผนการในการลงมือทำเป็นขั้นตอนและลงมือปฎิบัติได้จริง

รวมถึงกำหนดระยะเวลาในการบรรลุเป้าหมายนั้นๆด้วย เป้าหมายเป็นสิ่งที่เราค้นพบพลังที่อยู่ในตัว และได้เป็นในสิ่งที่เราอยากจะเป็น โดยในวัยหนุ่มสาวนั้น เป็นวัยที่คุณควรทุ่มเทให้กับเป้าหมาย และสิ่งที่คุณควรมีคือความทะเยอทะยานในการมุ่งไปสู่จุดหมายนั้นๆ

46.เงินไม่ใช่สิ่งที่เป็นทั้งหมดของชีวิต และความสุขทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชีวิตของคุณก็จริง แต่คนที่มีเงินนั้นก็มีแนวโน้มว่าจะมีความสุขมากขึ้น เพราะสามารถทำในสิ่งที่อยากทำ,ไปในที่ๆอยากไป และทำให้เราสามารถซื้อในสิ่งที่เราคิดว่ามันสามารถทำให้เรามีความสุขได้ (เช่น ประสบการณ์บางอย่างที่ต้องใช้เงิน อย่างการไปเที่ยวกับครอบครัวเป็นต้น) โดยคุณควรจะวางแผนในการใช้เงิน และคิดก่อนที่จะใช้เงินเสมอๆ แต่ถ้าคุณหมกมุ่นกับเรื่องเงินมากเกินไป แทนที่คุณจะมีความสุขในชีวิต คุณอาจจะมีทุกข์ นอกจากนี้ยังเป็นผลให้คุณยอมทำในสิ่งที่ไม่ดี เพื่อที่จะได้เงินมา เมื่อคุณทำให้เงินเป็นเป้าหมายและจุดมุ่งหมายในการชีวิตอยู่เมื่อไร เมื่อนั้นคุณก็จะตกเป็นทาสของเงิน

47.โลกใบนี้คือสนามรบที่กว้างใหญ่ และชีวิตเป็นฉากสงครามที่ต้องต่อสู้ ในทุ่งเซเรนเกติ จะเห็นได้ว่า ถ้าสิงโตไล่ละมั่งไม่ทัน มันอาจจะอดตาย ถ้าละมั่งวิ่งหนีสิงโตไม่ทัน มันก็ต้องตาย ในเบื้องหน้าของทุกคน มีสนามรบที่แตกต่างออกไปจากสมัยเรียน การประสบความสำเร็จมาจากการตั้งเป้าหมายและลงมือทำ โดยที่งานที่มีคุณค่านั้น บางครั้งไม่อาจจะทำสำเร็จได้ในช่วงเวลาสั้นๆ ระหว่างทางคุณอาจจะพบเจอกับความยากลำบาก ให้คิดว่าความลำบากคือส่วนหนึ่งของชีวิต ที่เราจะต้องเจอ ถึงแม้จะลำบาก แต่ถ้าเราค่อยๆก้าวเดินไป ขอแค่ไม่หยุดเดินสุดท้ายอาจจะถึงเป้าหมาย

เวลาคุณไปร้านกาแฟ คุณจะเห็นกาแฟหลายๆชนิด กาแฟที่เราใช้ผสมนั้นก็คือ กาแฟเอสเพรสโซ ที่เป็นส่วนที่จำเป็นที่สุด เพราะสามารถนำไปผสมกับช็อคโกแลตหรือนม ก็สามารถสร้างกาแฟชนิดอื่นๆได้

การที่คุณจะดำเนินชีวิตต่อไปได้ คุณจะต้องเป็นเหมือนกาแฟชนิดนี้ ไม่ว่าคุณจะทำงานกับใครก็ตาม คุณก็จะสามารถเข้ากับคนอื่นได้ดี และทำงานนั้นๆให้บรรลุไปได้ ถ้าคุณเป็นคนเป็นคนมีความสามารถจริงๆ ในที่สุดคนอื่นๆก็จะรู้ ขอแค่คุณมุ่งมั่น และพยายามต่อไป

===========================================================

สรุปเนื้อหาจบแล้วค่ะ ยาวมาก แต่เนื้อหาค่อนข้างครบ(อย่างที่บอกคือเราเขียนเพื่อให้ตัวเองกลับมาอ่านเอง จึงพยายามสรุปแบบที่ไม่ได้สูญเสียส่วนที่สำคัญของเนื้อหาไป) ถึงแม้หนังสือเล่มนี้ จะเป็นสิ่งที่หลายๆข้อจะรู้อยู่แล้ว แต่ระหว่างที่อ่านนั้น แทบจะจับประเด็นไม่ได้ในการอ่านครั้งแรก พอเราต้องเขียนเอนทรี่นี้ จึงต้องอ่านไปและบันทึกไป จึงจะได้เนื้อหาที่สำคัญ

เพราะถ้าอ่านผ่านๆแล้วให้สรุปว่าได้อะไรจากหนังสือเล่มนี้บ้าง จะไม่รู้ว่าจะเขียนอะไรดี รอบแรกที่อ่านให้ [rating:3.5] เพราะไม่มีอะไรแปลกใหม่ แต่พออ่านไปบันทึกไป รู้สึกว่าเป็นหนังสือที่ให้แนวคิดบวกในการดำเนินชีวิต และมีอะไรทีซ่อนอยู่ในเนื้อหาพอสมควร การอ่านรอบสองเลยให้ [rating:4]