สวัสดีค่ะ วันนี้จะมารีวิวและสรุปเนื้อหาหนังสือค่ะ ที่เพิ่งอ่านจบไป เล่มนี้เขียนโดยชาวญี่ปุ่นค่ะ ชื่อคุณคาเมะดะ จุนอิริโรค่ะ สำนักพิมพ์ welearn เป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้กระเป๋าสตางค์เพื่อเปลี่ยนแนวคิดและพฤติกรรมการใช้จ่ายและการเก็บเงิน

image
ตอนแรกหนังสือเล่มนี้มองผ่านไปเลยค่ะ เพราะรู้สึกว่า เนื้อหามันอาจจะเบา ก็เลยไม่ได้คิดที่จะเปิดดู ปรากฏว่า ตอนนี้ตัดสินใจแล้วว่าจะรีวิวหนังสือลงเว็บนี้ให้ได้มากๆที่สุด เรารู้สึกว่าคนที่อยากรู้เนื้อหาหนังสือข้างใน หรือบางทีไม่มีเวลาพิจารณาหนังสือด้วยตัวเองเลยซื้อหนังสือน้อยมาก

เพราะฉะนั้นเว็บเราก็จะเป็นทั้งตัวช่วยในการคัดเลือกหนังสือก็คือสกรีนให้ประมาณหนึ่ง รวมทั้งสรุปเนื้อหาด้วยค่ะ แน่นอนว่า การเขียนเนื้อหาเหล่านี้ เราพูดเสมอว่า เราเขียนไว้เพื่อให้ตัวเองอ่าน จึงพยายามเขียนให้ละเอียดที่สุดในมุมมองของตัวเองเมื่ออ่านจบ ซึ่งส่วนมากก็ต้องอ่านสองรอบขึ้นไป จึงสามารถเขียนเอนทรี่รีวิวได้ค่ะ

สำหรับหนังสือเล่มนี้นั้นก็พออ่านจบรู้สึกว่าเกินคาดมากค่ะ คือบางอย่างก็รู้อยู่แล้วแหละ แต่บางอย่างนี่ชวนฉุกคิดว่า จริงหรือเปล่า นั่นก็คือคุณคาเมะดะ คนเขียนเขาบอกว่า การเลือกซื้อกระเป๋าสตางค์นั้น จะมีผลเชิงจิตวิทยาโดยตรงในการใช้เงินของเรา โดยที่ผู้เขียนนั้นได้ประสบกับความยากลำบากในชีวิต เนื่องจากพ่อเขาล้มละลาย ทำให้ที่ผ่านมาเขาจึงติดหนี้ เขาต้องเจอเจ้าหนี้ทวงหนี้ตลอด รวมถึงทำงานออฟฟิศในตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนเป็นพนักงานร้านสะดวกซื้อ

ในวันหนึ่งๆ เขาพักแค่ประมาณ 2-3 ชั่วโมงเท่านั้น ตอนนั้นชีวิตเขาแย่มาก เนื่องจากที่เขาไปทำงานร้านสะดวกซื้อนอกจากจะเป็นเรื่องของเงินแล้ว ยังเป็นการประหยัดได้ไปในตัวก็คือ ร้านสะดวกซื้อส่วนมาก จะยกอาหารกล่องที่หมดอายุแล้วให้พนักงานไปกิน(ส่วนมากของหมดอายุ ถ้ากินภายในวันนั้นยังโอเคค่ะ)เขาก็เลยไม่ต้องเสียเงินค่าอาหาร นอกจากนี้ยังเอาอาหารกล่องมาอุ่นกินได้อีกในวันต่อๆมา แต่สุดท้ายด้วยการดำเนินชีวิตแบบนั้น ทำให้ชีวิตเขาแย่ลง จนถึงกับล้มป่วยและอุจจาระออกมาเป็นสีเขียว เขาจึงคิดว่า ถึงเวลาที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรในชีวิตเขาแล้ว เพราะถ้าไม่เปลี่ยน ชีวิตเขาก็จะดำดิ่งสู่เหวแน่นอน

จนอยู่มาวันหนึ่ง ภรรยาของเขาได้ซื้อกระเป๋าสตางค์ของหลุยส์ วิตตอง หนังไทก้ามาให้เป็นของขวัญ ผู้เขียนถามว่าทำไมถึงเลือกอันนี้ ภรรยาเขาตอบว่า เพราะคนที่หาเงินเก่งเขาใช้กระเป๋าแบบนี้กัน โดยที่ผู้เขียน คุณคาเมะดะนั้น เขาทำงานเป็นผู้สอบบัญชีภาษีอากร ทำให้ในแต่ละวัน เขาต้องเจอคนที่มีฐานะการเงินที่ดี และพวกเศรษฐีเป็นจำนวนมาก ถ้าเขาพอจะรู้จักคนๆนั้นอยู่แล้ว เขาจะขอดูกระเป๋าสตางค์ ส่วนคนที่เขาไม่ได้รู้จักกันดี เขาก็จะสังเกตเวลาเศรษฐีคนนั้นเขาควักเงินออกมาจ่ายค่าอาหาร

จากการสังเกตกระเป๋าสตางค์ของเศรษฐีมากกว่า 500 ใบนั้น ทำให้คุณคาเมะดะพบทฤษฏีอะไรบางอย่าง นั่นก็คือ รายได้ต่อปีของคนนั้น จะเท่ากับราคากระเป๋าสตางค์ x 200 ค่ะ ซึ่งจริงๆแล้วมันก็ไม่ได้ตรงทุกครั้งแต่ส่วนมากจะตรง นอกจากเรื่องของกระเป๋าสตางค์ เขายังสังเกตการใช้เงินของบรรดาเศรษฐีต่างๆจำนวนมาก และนำแนวคิดนั้นมาปรับปรุงวิถีในการตำเนินชีวิต จนทำให้เขาสามารถผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากในชีวิตของเขาได้ เขาจึงคิดว่า ถ้าคนส่วนใหญ่ที่ลำบากทางด้านการเงินเช่นกัน รู้เทคนิคเหล่านี้ อาจจะทำให้สถานภาพทางการเงินและชีวิตของคนๆนั้นดีขึ้นก็ได้

การเล่าเรื่องของหนังสือเล่มนี้ เป็นการเขียนเป็นบทๆเหมือนหนังสือ nonfiction self-help หลายๆเล่ม การแบ่งเป็นตอนทำให้หนังสืออ่านง่าย นอกจากนี้หนังสือมีขนาดเล็กกว่าขนาดพ็อคเก็ตบุคทั่วไป ทำให้ใช้เวลาไม่นานมากนักในการอ่าน แนะนำสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งอ่านหนังสือแนวนี้ เนื่องจากเล่มนี้เข้าใจง่ายและสนุกค่ะ โดยหลายๆอย่างมันอาจจะเป็นสิ่งที่วัยรุ่นและวัยทำงานตอนต้นไม่ค่อยจะรู้กัน ทำให้คนส่วนมากไม่ได้ใส่ใจเรื่องของการเงิน โดยหนังสือนั้นมีประเด็นในการพูดถึงจิตวิทยาในการใช้เงินผ่านกระเป๋าสตางค์ที่มีหน้าตาแตกต่างกัน ทำให้ชีวิตของคนๆนั้นดีหรือแย่

อย่างแรกเลยคือ เขาพบว่า เศรษฐีส่วนมากใช้กระเป๋าสตางค์สวย มีราคา ไม่ใช่เฉพาะกระเป๋าสตางค์เท่านั้น เศรษฐีมักจะพิถีพิถันกับการเลือกสินค้าอื่นๆ เช่น ถ้าเป็นคนทั่วๆไปก็มักจะเห็นเสื้อผ้าตามตลาดนัด,กระเป๋า และเครื่องแต่งกายอื่นๆ แล้วก็ซื้อมาโดยที่เน้นปริมาณมากกว่าก็คือ เอาเป็นว่าสามารถเปลี่ยนเสื้อได้เยอะมาก เลือกเสื้อกระโปรงได้ไม่มีซ้ำค่ะ ถ้าเป็นผู้หญิง แน่นอนว่าชอบช็อปปิ้งเสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ค่ะ ซึ่งจริงๆแล้วก็มีหลักการเลือกเหมือนกันคือ คุณควรจะเลือกของดีๆไปเลยค่ะ ในการซื้อ เพราะว่าในระยะยาว การที่คุณซื้อของมีคุณภาพ แต่ราคาประมาณนึง มันจะทำให้สิ่งของชนิดนั้นอยู่ได้นานกว่า และไม่ต้องเปลี่ยนใหม่บ่อยๆค่ะ

สมมติว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนกระเป๋าสตางค์ใบใหม่จริงๆ คุณคาเมะดะก็มักจะเลือกกระเป๋าสตางค์ใบเดิมหรือยี่ห้อเดิม ทรงเดิมที่เคยซื้อค่ะ ซึ่งจริงๆกระเป๋าสตางค์นั้นเป็น accessories ที่จำเป็นมากสุด (รองจากแว่น ถ้าคนใส่แว่นนะ) ก็คือ มันเป็นสิ่งที่เราต้องใช้ไปในระยะเวลาประมาณหนึ่ง และเป็นระยะที่ยาวพอสมควร ดังนั้นการเลือกกระเป๋าสตางค์จึงต้องเลือกที่ความคุ้ม โดยคำว่าคุ้มไม่ได้หมายความว่าถูกค่ะ

นอกจากนี้รูปร่างของกระเป๋าสตางค์ก็เกี่ยวเช่นกัน คุณคาเมะดะบอกว่ามันคือจิตวิทยาอย่างหนึ่ง นั่นก็คือถ้าคุณซื้อกระเป๋าสตางค์สวยๆและราคาแพง คุณก็จะพยายามหาเงินมาใส่ในกระเป๋าสตางค์ให้สมควรกับค่ากระเป๋าสตางค์ใบนั้น นอกจากนี้ทรงของกระเป๋าที่ดีที่สุดคือ ทรงยาวค่ะ เนื่องจาก คุณควรให้กระเป๋านั้นสามารถใส่ธนบัตรในด้านยาวได้โดยไม่มีรอยยับ เขาพบว่าคนมีเงินมักจะจัดเรียงธนบัตรในกระเป๋าสตางค์เสมอๆ (ให้เรียงไปทิศทางเดียวกันโดยใส่ธนบัตรกลับหัวลง) โดยเรียกว่า one clearing day นั่นก็คือทุกๆอาทิตย์คุณจะต้องมีวันหนึ่งวันที่โละขยะ บัตรสะสมแต้ม และเศษเหรียญออกจากกระเป๋า

คุณคาเมะดะบอกว่า การเก็บบัตรสะสมแต้มในกระเป๋าไว้เยอะๆ จะทำให้เงินคุณรั่วไหล ก็คือคุณจะพยายามซื้อในสิ่งที่คุณอาจจะไม่อยากได้มัน แต่คุณซื้อเพราะมันลดราคา(สาวๆติดกับดักนี้เยอะค่ะ) โดยที่เขาบอกว่าเวลาเขาไปเช่าวีดีโอเขาจะหักบัตรสะสมแต้มทิ้งค่ะ นอกจากนี้การซื้อของด้วยราคาเต็ม ไม่ใช่การลดราคา ยังทำให้คุณนั้นไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะซื้อสิ่งนั้นๆมาใช้

รวมไปถึง อีกเรื่องก็คือ คิดว่าหลายคนเป็นกันค่ะ ก็คือกระเป๋าตังค์อ้วน ก็คือคุณยัดบัตรสะสมแต้ม,ใบเสร็จค่าโน่นค่านี้,บัตรเครดิต,บัตรสมาชิกร้านรวงต่างๆ แถมบางคนใส่เครื่องรางลงไปในกระเป๋า อ่านถึงตอนนี้เงิบเลยค่ะ 555 เพราะเราเอาเครื่องรางสร้อยมีจี้รูปกุญแจเอาไว้ในกระเป๋าตลอดเวลาค่ะ

เนื่องจากพ่อเราสอนเรื่องของเพนดูลัม นั่นก็คือเป็นวิธีการทำนาย หรือถามเครื่องรางว่าเราควรทำอะไรดี ซึ่งเราเองก็ทำไม่เป็นเท่าไรค่ะ นอกจากนี้พ่อเรายังบอกว่า อย่าไปซีเรียสกับผลลัพธ์มาก มันเหมือนการทำนายสนุกๆมากกว่า เราเลยพกมันติดตัวไว้ แต่ไม่ได้ใช้ค่ะ ซึ่งถ้าคุณจะใช้วิธีของคุณคาเมะดะ คุณต้องโละบัตรสะสมแต้ม,ขยะ,สิ่งอื่นๆที่ไม่ใช่เงิน หรือของที่ไม่จำเป็นออกไปจากกระเป๋าสตางค์คุณให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ค่ะ สำหรับใบเสร็จที่จำเป็นต้องใช้(เช่นใบเสร็จไปรษณีย์ที่มีเลข tracking)ให้หาที่เก็บให้เป็นที่เป็นทางค่ะ

เคล็ดลับในการที่คุณซื้อกระเป๋าสตางค์ใหม่ๆมา คุณควรจะให้กระเป๋าสตางค์มันผ่านการใช้งานมาก่อน โดยการที่เราจะปรับความรู้สึกที่มีต่อกระเป๋าสตางค์และให้การหมุนเวียนของเงินดีขึ้น คุณควรจะถอนเงินออกมาจากธนาคารจำนวนเยอะมากๆ แล้วทิ้งไว้ในกระเป๋าสตางค์ใหม่ เป็นเวลา 2-3 วันค่ะ มันจะเป็นการทำให้กระเป๋าสตางค์ปรับตัวเพื่อให้มันสามารถรองรับเงินเยอะๆที่หมุนเวียนเข้าออกค่ะ(ถ้ากลัวอันตรายทิ้งกระเป๋าสตางค์ไว้ที่บ้านได้ค่ะ อย่าเพิ่งไปใช้)

คุณคาเมะดะกล่าวว่าที่คุณต้องทำแบบนี้เนื่องจากมันจะทำให้กระเป๋าใหม่ของคุณลิ้มรสของเงินจำนวนมากก่อนค่ะ เพราะว่ากระเป๋าเงินที่ผ่านการใช้งานโดยการใส่เงินจำนวนมากมา ก็คล้ายๆกับ กระเป๋าใบนั้นสามารถดึงดูดหรือเรียกเงินในจำนวนนั้นๆเข้ากระเป๋าคุณได้ และธนบัตรที่มีอยู่ในกระเป๋าสตางค์คุณ ควรจะเป็นแบงค์ใหม่ค่ะถ้าทำได้นะ

การเก็บเงินอีกวืธีหนึ่งที่ได้ยินมาจากหลายเล่มแล้วค่ะ รวมทั้งเล่มนี้ ก็คือ คุณควรจะแยกกระเป๋าใส่ธนบัตร กับกระเป๋าใส่เหรียญ เอาไว้คนละกระเป๋ากัน แน่นอนว่าการแยกเหรียญออกมานั้น มันทำให้กระเป๋าสตางค์ของคุณไม่อ้วน และเหรียญที่เป็น 500 เยนนั้น คุณคาเมะดะแนะให้หยอดลงไปในกระปุกค่ะ ซึ่งเราจะเก็บเงินก้อนหนึ่งได้โดยไม่รู้ตัวจากการทำเช่นนี้ สำหรับบ้านเราคิดว่าคุณควรจะหยอดเหรียญ 10 เนื่องจากมีมูลค่าสูงสุด แต่ความคิดเรา เราคิดว่าหยอดเหรียญอะไรก็ได้ขอเป็นเหรียญที่ใช้ได้ในปัจจุบันก็พอ แล้ววันหนึ่งคุณจะพบว่า เหรียญที่คุณเก็บ ดูเหมือนค่ามันจิบจ๊อย แต่พอเก็บไปเรื่อยปรากฏว่ามันอาจจะเป็นเงินก้อนใหญ่กว่าที่คิดค่ะ

เวลาคุณใช้เงินนั้น ขอให้คิดและปฏิบัติกับเงิน ราวกับเงินคือมนุษย์คนหนึ่ง เงินจะไม่เข้าหาคนที่ดูถูกเงิน เงินจะไม่ไปหาคนที่คิดว่าเงินคือรากฐานแห่งความโชคร้าย เงินจะมาต่อเมื่อคุณนั้นมีแนวคิดที่ดีเกี่ยวกับเรื่องเงิน ซึ่งถ้าคุณเคยอ่านหนังสือเล่มอื่นๆจะพบว่าหนังสือเล่มอื่นๆก็อิงแนวคิดนี้เช่นกัน น่าจะเป็นหนังสือของทีฮาร์พ (T.harv Eker) ก็จะมีเรื่องเล่าว่า ตอนเขาเด็กๆ เขาได้ขอเงินพ่อไปซื้อขนม แล้วพ่อด่าเขาว่า “นี่แกเห็นชั้นเป็นเครื่องเอทีเอ็มหรือไง ฉันไม่ได้เป็นเครื่องจักรผลิตเงินนะ เงินหน่ะหายากจะตาย แกก็รู้นี่ว่าเงินไม่ได้งอกออกมาจากต้นไม้” พอเขาโตขึ้น เขาถึงคิดว่าเขาจะไม่มีวันเดินซ้ำรอยพ่อ นั่นก็คือกลายเป็นคนถังแตก

นอกจากนี้ก็จะตัดมาถึงส่วนกฏสิบข้อว่าด้วยวิธีใช้กระเป๋าสตางค์ของคนหาเงินเก่งค่ะ มีดังนี้(ขออนุญาติแปลงหน่วยเงินเป็นบาทเพื่อความอ่านง่ายค่ะ)

1.ใส่เงินจำนวนมากก้อนหนึ่งในกระเป๋าสตางค์ใหม่(เกริ่นไปแล้วเมื่อกี้ค่ะ)

2.หันหัวธนบัตรไปในทิศทางเดียวกัน

3.พยายามใส่แบงค์ 500 ให้ได้มากที่สุดในกระเป๋า และเมื่อใส่แล้ว คุณควรเรียงแบงค์ไปตามจำนวนเงิน โดยที่เอาธนบัตรที่มีค่ามากที่สุดอยู่ด้านหลัง แล้วไล่มายังใบที่เล็กลงเรื่อยๆ (คือที่เป็นแบงค์ 500 นี่เทียบจากค่าเงินเขาน่ะค่ะ ก็คือเขาเลือกแบงค์ที่มีค่ากลางๆ แต่เอาเข้าจริงข้อนี้ถ้าจะใช้ในไทยน่าจะเป็นแบงค์ 100 มากกว่านะ เนื่องจากสะดวกกว่าและไม่ต้องหาที่แตกแบงค์เป็นแบงค์ย่อย)

4.แยกเหรียญออก ใส่กระเป๋าอีกใบ(พูดไปแล้วเมื่อกี้ แต่จะเสริมหน่อย) ก็คือเวลาที่คุณได้รับเงินทอนมาจากร้านต่างๆนั้น ให้คุณเก็บในกระเป๋าสตางค์ที่ใส่เหรียญโดยเฉพาะ เมื่อถึงบ้านให้เทเหรียญแล้วหยอดกระปุกให้หมด ไม่ว่าจะเป็นเศษเล็กน้อยจิ๊บจ๊อยแค่ไหนก็หยอดให้หมด พวกเหรียญสตางค์ก็เอา โดยเทคนิคที่ต่างคือ หนังสือเล่มอื่นๆเคยมีแนะนำการเลือกกระปุกด้วยก็คือ ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบควักกระปุกออกมาใช้ คุณควรหาทางควบคุมไม่ให้ไปเอาเงินจากในนั้นออกมา นั่นก็คือ คุณอาจจะเลือกใช้ กระปุกที่ต้องทุบทิ้งเท่านั้น (แต่เราไม่ชอบทุบทิ้งค่ะ) นอกจากนี้เงินที่คุณเก็บได้ในกระปุกนั้น คุณจะเอาไปใช้งานอย่างไรก็ได้ เช่น คุณอาจจะไปเที่ยวด้วยเงินที่เก็บได้จากกระปุก หรืออาจจะเอาไปฝากธนาคารก็แล้วแต่ค่ะ

5.คอยดูว่ามีเหรียญเก่าๆที่มีขอบขรุขระปะปนมาหรือเปล่า ถ้ามีนี่แสดงว่าเดี๋ยวเราจะโชคดีเรื่องเงินค่ะ โดยการที่คุณจะเป็นคนที่ใช้จ่ายอย่างชาญฉลาดนั้น คุณควรจะเป็นคนที่ละเอียดอ่อน ก็คือใส่ใจในเรื่องเล็กน้อย เรื่องที่สำคัญที่คนอื่นๆมองข้ามมันไป

6.หยอดเหรียญ 10 บาท ใส่กระปุกทุกครั้ง(จริงๆมันควรเป็นเหรียญอะไรก็ได้ค่ะ ขอให้เป็นเหรียญพอ หยอดๆไปค่ะ)

7.ใช้ธนบัตรใหม่ในการชำระค่าสินค้าและบริการ

8.ยื่นเงินให้อย่างสุภาพ ก็คือ คุณควรยื่นด้านหัวให้กับผู้รับ (ไม่ควรให้ธนบัตรกลับหัว) นอกจากนี้ก็ควรยื่นเหรียญก่อนยื่นธนบัตร
ซึ่งคนที่แสดงท่าทีไม่เหมาะสมออกมา เช่น โยนเงิน ก็มีแนวโน้มว่า ถ้าเขาเป็นระดับหัวหน้าในบริษัท เขาก็จะทำลักษณะนั้นกับคู่ค้าหรือลูกน้องในลักษณะเดียวกัน การยื่นเงินอย่างสุภาพ จึงเป็นการเคารพต่อเงินและต่อผู้ที่รับเงิน

9.เงินมีการหมุนเวียนตลอดเวลา คุณคาเมะดะจะย้ำเสมอในเล่ม ก็คือ เขาจะบอกว่าเงินนั้นมีความเป็นคน มากกว่าตัวคนเองเสียอีก แถมมีการออกไปแล้วก็กลับเข้ามา เพราะฉะนั้นเขาจึงแนะนำว่าคุณนั้นควรจะพูดในใจกับเงินว่า “ไปดีนะ” ในตอนที่ใช้เงิน” ส่วนตอนได้เงินมา ให้พูดว่า “กลับมาแล้วเหรอ”

ซึ่งการใช้เทคนิคนี้มันฉลาดตรงที่ ถ้าคุณใช้เงินผลาญไปกับเรื่องแย่ๆ เช่น ไปกินเหล้าเมามาย,ไปผับบาร์หรืออื่นๆนั้น คุณก็จะไม่สามารถพูดกับเงินได้อย่างเต็มปากว่า​”ไปดีนะ” เพราะฉะนั้นสิ่งนี้จึงเป็นการเตือนใจคุณเอง ให้คุณใช้เงินในทางที่ถูกต้อง นอกจากนี้ประโยคที่ว่านั้น ยังทำให้มีการทักทายกันระหว่างเรากับเงิน มันจึงเป็นพื้นฐานของสัมพันธภาพระหว่างเรากับเงินค่ะ

ถ้าใครไม่เชื่อเรื่องนี้ จะเล่าเรื่องหนึ่งให้ฟัง นั้นก็คือเรื่องของผลึกน้ำค่ะ ที่ญี่ปุ่นมีการวิจัยเกี่ยวกับน้ำ โดยทำให้เห็นถึงพลังของคำพูดหรือคำบริกรรมต่อน้ำ โดยการทดลอง เขาก็เอาน้ำมาแล้วแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งพูดแต่สิ่งที่ดีๆ พูดชมว่า น้ำสวยจัง แลดูเป็นประกาย อีกอันหนึ่งด่าน้ำ โดยการบอกว่า แกมันเป็นน้ำเน่า เป็นสิ่งปฏิกูล ผลปรากฏว่า น้ำอันแรกมีผลึกที่สวยงามกว่าอันที่สองมากค่ะ ไว้วันหลังจะเอารูปมาโพสต์ให้ดูในเอนทรี่ถัดๆไปหรือยามขยันหาข้อมูลเพิ่มแล้วกันค่ะ แต่จำได้ว่ามันประมาณๆนี้นั่นแหละ

10.จ่ายภาษีด้วยความรู้สึกดี

บทต่อมาก็จะพูดถึงการใช้จ่าย ซึ่งรายจ่ายของเรามีสามประเภทใหญ่ๆด้วยกันค่ะ นั่นก็คือ บริโภค,ผลาญ แล้วก็ลงทุน ซึ่งถ้าถามว่าจะรู้ได้ยังไงว่ารายจ่ายของเราเป็นแบบไหน ส่วนมาก รายจ่ายที่เราต้องบริโภค เป็นรายจ่ายที่ยังไงๆก็จะเกิดขึ้นอยู่แล้ว นั่นก็คือ เงินที่เราเอาไปซื้อข้าวปลาอาหารนั่นเองค่ะ หรืออาจจะเป็นการซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้าน เป็นต้น แต่การผลาญนั้น คุณสามารถตัดมัน ก็คือไม่ทำสิ่งนั้นๆได้ เช่น ออกไปก๊งเหล้า

ซึ่งเราอาจจะสามารถเปลี่ยนรายจ่ายบางอย่างให้มันเป็นการลงทุนได้เช่นกัน ยกตัวอย่างในหนังสือ เช่น การเอาเงินไปซื้อผักอินทรีย์มาบริโภค สุขภาพเราอาจจะไม่ได้ดีภายใน 2-3 วันทันที่ค่ะ แต่ถ้าคุณปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ มันจะเป็นการลงทุนในสุขภาพ ซึ่งแน่นอนถ้าเราสุขภาพดี ก็จะมีความสุข และสามารถมีแรงทำงาน และมีแรงเหลือมาทำสิ่งที่อยากทำในชีวิตได้

ยังไงก็ตาม ในช่วงที่เราเป็นหนุ่มสาวกันนั้น เราก็จะต้องใช้จ่ายกับส่วนบริโภคค่อนข้างเยอะอยู่แล้ว นอกจากนี้ การกิน ดื่ม เที่ยว ในบางกรณีมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายเสมอไป เนื่องจากมันอาจจะมีบทเรียนอันล้ำค่าในการทำสิ่งนั้นๆอยู่ ถึงแม้จะเป็นอย่างนั้น เราก็ต้องเผื่อเอาไว้ด้วย โดยควรจะเลือกใช้เงินไปกับการลงทุนด้านต่างๆเพื่อทำให้เรามีความสามารถมากขึ้น

ในส่วนนี้คุณคะเมะดะได้เล่าถึงประสบการณ์ของเขาตอนเจอทวงหนี้ในช่วงพ่อแม่เขาล้มละลาย โดยเขาสามารถเอาตัวรอดมาได้เนื่องจากเคยอ่านในหนังสือนิยายแล้วก็เลยนำวิธีการมาใช้ในสถานการณ์ที่ใกล้เคียง เป็นผลทำให้เขารอด โดยระหว่างที่อาจารย์ในชั้นเรียนสอน คุณคะเมะดะมักจะจดจ่อกับการอ่านนิยายชั้นดี ทำให้เขามีไหวพริบที่แม่นยำและปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ ซึ่งคุณคะเมะดะได้ย้ำอีกตอนช่วงท้ายว่า เราไม่รู้ว่าเมล็ดพันธุ์ที่เราปลูกตั้งแต่ตอนอายุน้อยๆ พอโตขึ้นมาจะเป็นต้นอะไร? เราจึงควรแบ่งเงินไปลงทุนส่วนหนึ่งค่ะ

พอพูดถึงการลงทุน แน่นอนว่าหลายๆคนก็งงอีก อ้าว การลงทุนในตลาดมีตั้งแยะ แล้วฉันควรจะลงทุนเรื่องไหนก่อน เรื่องไหนหลังดีหละเนี่ย??? สำหรับเรื่องนี้นั้น หลายๆคนก็ใช้เงินไปผลาญ แต่ก็มองว่ามันคือการลงทุนก็มี เนื่องจากคนเรามีวิธีในการมองโลกไม่เหมิอนกัน อีกทั้งความชอบก็คนละอย่างกัน อันนี้เราก็แอบงงนะ เนื่องจากหนังสือสองสามเล่มที่อ่านมาของเกาหลีกับญี่ปุ่นกลับมองว่าเกมเป็นตัวผลาญเงิน ซึ่งจริงๆเราคิดว่าเราใช้เทคนิคการเล่นเกม กับแนวคิดหลายๆอย่างที่เราคิดขึ้นมาแล้วมันสามารถนำมาใช้ได้ในโลกแห่งความเป็นจริงเราจึงคิดว่าเกมไม่ได้เลวร้ายค่ะ

สรุปตรงนี้คือ คุณรู้อยู่แก่ใจของตัวเองว่าถ้าซื้อ หรือจ่ายในสิ่งนั้นๆ คุณสามารถดึงประโยชน์ของมันออกมาใช้ได้จริงๆหรือเปล่า หรือคุณแค่อยากได้เพียงชั่ววูบ คุณควรสามารถตัดสินใจได้อย่างแน่นอน เกี่ยวกับการชอบหรือไม่ชอบในเรื่องที่คุณได้ตัดสินใจไปแล้ว โดยเงินที่คุณมีณ.ปัจจุบันคือชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์ความฝันของคุณค่ะ เพราะฉะนั้น เงินก็เหมือนทหาร ส่วนคุณ ก็คือแม่ทัพค่ะ คุณสามารถสั่งทหารออกไปสู้ได้ ถ้าทหารหมดคุณอยู่ด้านหลังก็ตายแน่ๆค่ะ คุณจึงควรระลึกไว้ว่า มันไม่ต่างกัน โลกที่ตัวคุณไม่มีเงินเลย ชีวิตอาจจะแย่ไปด้วย ไม่ต่างจากหมาจนตรอก ดังนั้นคุณควรที่จะควบคุมการใช้เงินพอสมควร

เช่น เวลาซื้อสินค้าใดๆก็ ให้นึกอยู่เสมอค่ะ ว่าสิ่งที่คุณซื้อมานั้น มันสามารถเอาไปขายต่อเป็นเงินสดในจำนวนที่มากกว่า หรือเทียบเท่ากับราคาที่ซื้อมาหรือไม่?หรืออย่างน้อยควรจะขายได้ราคาประมาณ 70%ของราคาที่ซื้อมา คุณควรเลือกที่จะซื้อสิ่งที่สามารถขายเป็นเงินได้ไม่ยากนักค่ะ เพราะในวันหนึ่งคุณอาจจะต้องการใช้เงินขึ้นมาโดยกระทันหัน แล้วการที่คุณซื้อทรัพย์สินที่มีมูลค่ามากๆ แต่สภาพคล่องต่ำ ขายทอดตลาดก็ยาก คุณช็อตแน่ค่ะ

ต่อมาก็คือ เราควรจะควบคุมทางออกของเงินให้ดีค่ะ นั่นก็คือ คนส่วนมากมักจะใช้วิธีการประหยัด ก็คือลดค่าใช้จ่ายส่วนที่ไม่จำเป็นออกไป แต่จริงๆแล้วทางออกของเงินนั้น สามารถมีได้หลายทางค่ะ เช่น เงินที่หักออกจากเงินเดือนโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายจากบัตรเครดิต,กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือแม้แต่เงินที่หักออกเพื่อซื้อกองทุนรวม LTF,RMF ซึ่งพวกนี้ก็คือเป็นทางออกของเงินเช่นกันค่ะ ซึ่งเราต้องระวังทางออกของเงินทั้งหมด

โดยที่คุณคะเมะดะ ได้แนะนำเรื่องการถอนเงินจากตู้เอทีเอ็มค่ะ เนื่องจากคนส่วนมาก ก็มักจะกดเงินทีละน้อยๆ และมีปริมาณเงินที่เรากดออกมาไม่เท่ากัน นอกจากนี้ยังเป็นการกดรายวัน ก็คือ เงินที่กดออกมาแล้วนั้น แน่นอนว่ามันต้องถูกใช้ไม่เหลือค่ะ แล้วเราก็จะงงๆว่าเงินหายไปไหนหมด ถ้าเราไม่ได้จดบันทึกรายรับรายจ่าย คุณคะเมะดะจึงแนะนำว่า ให้คุณกดเงินปริมาณที่มากขึ้น โดยการกดเอทีเอ็ม เดือนละ 2 ครั้ง ในปริมาณที่คุณสามารถใช้ได้ภายในเวลาครึ่งเดือน(อันนี้เราแนะนำค่ะ คือคุณต้องรู้ค่าใช้จ่ายรายวันก่อน สมมติว่าคุณใช้เงินวันละ 500 บาท ให้เอา 15 คือจำนวนวันคูณ เท่ากับคุณต้องกด 7,500 สองครั้งค่ะ)

โดยที่เวลาคุณกดเงินนั้น คุณคาเมะดะแนะนำว่าให้กดเป็นเศษด้วยก็ดี ทั้งนี้ตู้เอทีเอ็มมีแต่แบงค์เพราะฉะนั้นคุณอาจจะกดเกินมาในหลักร้อยค่ะ เช่นเป็น 7,700 ซึ่งคุณคะเมะดะบอกว่าวิธีนี้จะทำให้คุณรู้เงินที่จ่ายออกไป และทำให้คุณระวังในการใช้เงินมากขึ้น นอกจากนี้ คุณอาจจะสร้างเงื่อนไขบางอย่างให้กับตนเอง เพื่อที่จะกดเงินออกมาใช้ยากขึ้น เช่น จะไม่กดเงินจากร้านสะดวกซื้อเด็ดขาด

นอกจากนี้คุณควรคิดถึงเรื่องรายจ่ายที่ไม่คาดฝันด้วย เช่น เบี้ยประกัน,งานศพ,งานแต่งงาน หรือ ป่วยเข้าโรงพยาบาล โดยในเล่มนี้จะบอกให้ระวังเรื่องทางออกของเงินตรงนี้เฉยๆ แต่ไม่ได้บอกวิธีแก้ แต่เนื่องจากเราอ่านหนังสือเกียวกับเงินหลายเล่ม เราจึงแนะนำให้คุณมีบัญชีค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน โดยสำรองไว้เท่ากับรายจ่ายต่อเดือนของคุณ คูณ 6 (มีเงินสำรองอย่างน้อย 6 เดือนเป็นอย่างต่ำ)

ในการที่คุณจะเก็บเงินนั้น คุณจะต้องมีเป้าหมายในชีวิตด้วยค่ะ นั่นก็คือเก็บไปเพื่ออะไร การมีชีวิตอยู่ ในศาสนาพุทธแน่นอนว่าสอนให้เราเดินทางสายกลาง ไม่ตึง หรือ หย่อนจนเกินไป การเก็บเงินอย่างเอาเป็นเอาตายจะทำให้เราหลงเงิน และตกเป็นทาสเงิน ที่ถูกต้องคือ คุณควรใช้เงินอย่างมีความสุข (มีความสุขกับสุรุ่ยสุร่ายไม่เหมือนกันนะคะ)

โดยการเก็บเงิน หรือการที่มีเงินมากขึ้น หรือมีฐานะดีขึ้นนั้น คุณคะเมะดะกล่าวว่า มันคือการเพิ่มทางเลือกให้กับชีวิต เช่น คุณอาจจะเลือกกินข้าวตามร้านอาหารในห้างได้ แทนการกินข้าวริมถนน,เลือกที่จะนั่งแท็กซี่ไปทำงาน(ถ้าไม่มีรถส่วนตัว)แทนที่จะนั่งรถเมล์ ก็คือเงินสามารถเพิ่มความสุข และความสะดวกสบายให้กับชีวิตของคุณนั่นเองค่ะ การมีเงินนั้นหมายถึงอิสระในทางเลือก ยิ่งมีเงินมากขึ้น ทางเลือกในชีวิตเราก็จะมากขึ้น โดยที่คุณต้องตระหนักว่า มีเงินอย่างเดียวไม่มีความหมายค่ะ คุณควรใช้เงินอย่างมีความสุขและเป็นนายเงิน ไม่ใช่ทาสเงิน

คนส่วนมากในสังคมนั้น มักจะได้รับทัศนคติในด้านการใช้เงินมาจากพ่อแม่ค่ะ นั่นก็คือ ถ้าพ่อแม่ใช้เงินเปลือง ลูกก็จะเป็นแบบนั้น ถ้าคุณไม่อยากตกในพิมพ์เขียวของพ่อแม่คุณ คุณควรที่จะเรียนรู้ในการใช้เงินอย่างมีคุณค่า และเห็นคุณค่าของเงินที่มี ซึ่งทัศนคติของคนที่มีแนวโน้มจะเป็นคนที่มั่งคั้งนั้น ก็คือการที่คุณรู้คุณค่าว่าเงินที่มีอยู่มีความหมาย โดยให้เลิกคิดว่า “มีเท่านี้เอง” เปลี่ยนใหม่เป็น “มีเงินตั้งเท่านี้”

ถ้าคุณมีความรู้สึกบวกกับเงินนั้น จะมีแนวโน้มว่าเงินจะมาหาคุณได้ง่ายกว่าคนที่มีทัศนคติที่ไม่พึงพอใจกับสถานภาพการเงินในปัจจุบัน โดยทัศนคติเหล่านี้มันจะสะท้อนในการดำเนินชีวิตของคุณค่ะ คุณคะเมะดะกล่าวอีกว่า คุณไม่ควรจะต่อราคาสินค้าเวลาซื้อ เนื่องจากเวลาคุณทำอะไรก็ตาม ควรคำนึงถึง 3 กลุ่มก็คือ ตัวคุณได้ประโยชน์,คนที่เป็นคู่ค้าได้ประโยชน์ ในขณะเดียวกัน สังคมก็ได้ประโยชน์ด้วย จึงไม่ถูกต้องถ้าคุณนึกถึงผลประโยชน์ของตัวเองเพียงฝ่ายเดียว

เวลาที่เรามีเงินน้อย เราต้องใส่ใจ ยิ่งไม่มีเงินยิ่งต้องใส่ใจ โดยในบางครั้ง คุณอาจจะรู้สึกว่า คุณไม่มีเงินเลย คือเริ่มจากศูนย์ หรือไม่ติดลบคือเริ่มจากหนี้ แต่คุณไม่ควรจะหมกมุ่นกับตัวเลขหรือจำนวนเงินมากเกินไปค่ะ โดยที่คุณต้องใส่ใจกับเงิน โดยปฏิบัติต่อเงินอย่างดี เหมือนกับเพื่อนคนหนึ่งของเรา ถ้าคุณใส่ใจเรื่องเงิน เงินก็จะมาหาคุณเพราะคุณคะเมะดะเชื่อว่า เงินจดจำได้ว่าถูกปฏิบัติอย่างไร ถ้าคุณปฏิบัติต่อเงินดี และมีทัศนคติบวกต่อเงิน เงินก็จะกลับมาหาคุณ แม้ว่าตอนนี้คุณจะไม่มีเงินเลยก็ตาม เงินจะกลับมาหาคนที่ใส่ใจเรืองเงิน(ใส่ใจกับหมกมุ่นไม่เหมือนกันนะคะ)

ถ้าตอนนี้ในชีวิตของคุณ พบกับความมืดมน หรือมีความลำบากในการใช้ชีวิตมาก คุณคะเมะดะกล่าวว่า คุณควรมีความฝัน หรือนั่งเพ้อฝัน อย่างน้อยคุณน่าจะมีเวลาเงียบๆ ที่ไม่ต้องคุยกับใครเลยประมาณ 1 นาทีในวันหนึ่งๆ โดยคุณอาจจะจินตนาการเรื่องอะไรก็ได้ หลุดโลกแค่ไหนก็ได้ เพราะการเพ้อฝันนั้น บางครั้งมันอาจจะทำให้มีความสุข

นอกจากนี้มันยังเป็นการประทับภาพในหัวลงในจิตใต้สำนึก โดยจะมีแนวโน้มมากว่าจะประสบความสำเร็จ หรือมีชีวิตได้ตามที่เคยเพ้อฝันเอาไว้ แม้คุณจะเปลี่ยนสถานการณ์ตรงหน้าไม่ได้ แต่คุณสามารถเปลี่ยนความคิดของตัวเองได้ ถ้าคุณมีความทุกข์ ขอให้ระลึกเสมอว่า ความทุกข์ของคุณ ไม่ได้สักเศษเสี้ยวของจักรวาล ก็คือมันเล็กมากค่ะ

และคุณจะต้องนึกและจินตนาการเสมอว่า อีกสิบปีข้างหน้า คุณจะทำอะไร ใช้ชีวิตอย่างไร? การที่คุณมองไปที่ 10 ปีข้างหน้านั้น มันทำให้คุณจัดการกับตัวเองในวันนี้ และทำในสิ่งที่เราคิดว่า มันจะทำให้ตัวเราเข้าใกล้คนที่ตัวเราอยากเป็นได้ณ.ขณะนั้น โดยการที่คุณเปลี่ยนแนวคิดนั้น การกระทำของคุณก็จะเปลี่ยน คุณจะใส่ใจกับกิจกรรมที่คุณทำในวันนี้มากกว่าเดิม

คุณคะเมะดะกล่าวว่า เวลาเขาเลือกหนังสือและหนังนั้น เขาจะเลือกจากเนื้อเรื่องที่ตัวเอก มีความใกล้เคียงกับตัวเอง และมีเป้าหมายตรงกับสิ่งที่ตัวเขาอยากเป็นในอนาคต ถ้าคุณหว่านเมล็ดพันธุ์ที่ดีในตอนนี้ให้มากๆ มันอาจจะแตกหน่อออกมาในอีก 10 ปีข้างหน้า ถึงแม้กระเป๋าสตางค์จะเป็นของจุกจิก แต่ในวินาทีที่คุณคำนึงถึงมัน ของเล็กๆน้อยๆที่คุณอาจจะเคยไม่ใส่ใจ มันอาจจะมีพลังในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณได้

โดยคนที่มีความมั่งคั่งทางการเงิน โดยส่วนมาก เขาก็มักจะใส่ใจรูปลักษณ์ภายนอกด้วย โดยเขาจะเปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกเพื่อลดความเสียหายให้กับตนเอง(ในความคิดของเรา เรื่องนี้มันเหมือนศาสตร์ของฮวงจุ้ยนั่นก็คือ มีคนเชื่อและไม่เชื่อเรื่องนี้ เพียงแต่ประเด็นรูปลักษณ์นี้มันเป็นเรื่องเล็กและใกล้ตัวคนเรามากกว่า)

นอกจากนี้เรายังต้องใส่ใจคุณภาพของข้อมูลที่เรารับเข้ามา นั่นก็คือ ถ้าชีวิตคุณตอนนี้กำลังย่ำแย่ คุณควรเปลี่ยนรายการทีวีและหนังสือที่อ่านให้มากที่สุด(อย่างเรื่องดราม่าอะไรต่างๆ แนะนำว่า อ่านได้แต่น้อยหน่อย อ่านแสกนๆก็พอให้รู้ว่าตอนนี้ คนส่วนมากคิดยังไง หรือมีประเด็นอะไรน่าสนใจ,ให้ข้อคิดได้ นอกจากนี้ก็พวกข่าวซุบซิบกอสสิบดารา เลิกอ่านได้จะดีค่ะ)นอกจากนี้คุณควรกำหนดเวลาในการเข้าสู่ social network อย่าง facebook,twitter หรือ line โดยกำหนดว่าเราเข้าได้กี่ครั้ง และเข้าตอนไหนบ้าง ซึ่งถ้าคุณเปลี่ยนแปลงสิ่งที่คุณรับข้อมูลมาทั้งหมดอย่างที่บอกมาข้างต้น คุณภาพของข้อมูลที่คุณรับมานั้น จะส่งผลให้อนาคตของคุณดีขึ้น

ส่วนบทสรุปก็คือ เวลาคุณคิดถึงเงิน คุณต้องลืมมันไปค่ะ หมายถึง เลิกหมกมุ่นว่า เมื่อไรเงินเดือนจะออก เมื่อไรจะมีเงินเข้า ให้ลืมเรื่องพวกนี้ ทำงานให้ดีที่สุดในแต่ละวัน และปฏิบัติต่อเงินอย่างดี นั่นเป็นการแสดงความใส่ใจต่อเงิน เลิกกังวลเรื่องเงินเวลาไม่มีเงิน โดยสิ่งที่สำคัญก็คือเรื่องที่พูดไปแล้ว นั่นก็คือ ปฏิบัติต่อเงิน เหมือนเงินเป็นเพื่อนที่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน แต่รักษาระยะห่าง ก็คือไม่คิดถึงเรื่องเงินมากจนเกินไปค่ะ นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องของความสุขกับเงิน ให้คุณได้ขบคิดตอนสุดท้าย นั่นก็คือ ประโยคคำถามที่ว่า คุณอยากเป็น คนรวยที่มีความสุข,คนรวยที่ไม่มีความสุข,คนจนที่มีความสุข และคนจนที่ไม่มีความสุข?

ทัศนคติที่คุณมีต่อเงินในขณะนี้ จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณไปค่ะ หนังสือเล่มนี้ ซื้อเก็บได้จะดีค่ะ ราคา 150 บาท แต่เนื้อหามีประโยชน์และได้ข้อคิดมากมายโดยไม่ต้องล่อเป้ามากนัก ก็คือ มันยังเป็นหนังสือที่ไม่ต้องใช้คำว่า “รวย” มาแปะบนหน้าปก(หนังสือที่จั่วหัวด้วยคำว่ารวย 80% ไม่ดีค่ะ มีบางเล่มเท่านั้นดีจริงๆ ลองเปิดแสกนดูค่ะ) แต่ใช้คำว่า “ขีวิตมั่งคั่ง”แทน ซึ่งความมั่งคั่งในภาษาอังกฤษก็คือ wealthy ซึ่งคำนี้มีความหมายมากกว่าคำว่ารวย

เพราะคนรวย อาจจะไม่ใช่คนมั่งคั่งก็ได้ แต่คนมั่งคั่ง ส่วนมากรวย และเป็นคนที่รวยโดยไม่คำนึงถึงด้านการเงินอย่างเดียว แต่เขามักจะมีเพื่อนฝูงเยอะ หรืออาจจะเพื่อนไม่เยอะ แต่ก็รักกันดี หรือถ้ามีเพื่อนฝูงน้อยจนนับคนได้ คนที่มั่งคั่งมักจะมีด้านอื่นๆอีก เช่น มีความรู้มาก,หรือเจอคู่ชีวิตที่ดีๆและรักกันมาก นั่นก็คือเลยมิติเรื่องเงินไปแล้ว สำหรับเราจึงคิดว่า ข้อคิดคือ คุณควรเลือกที่จะมั่งคั่ง มากกว่ารวยค่ะ สำหรับเล่มนี้ จึงให้คะแนน [rating:4] ส่วนมากให้คะแนนเท่านี้บ่อย เพราะเรารู้สึกว่าหนังสือที่เลือกมามันก็มักจะเนื้อหาโอเคอยู่แล้วประมาณนึง แต่มันยังไม่ได้แปลกใหม่หรือกระตุกต่อมคิดขั้นสุดเท่านั้นค่ะ