สวัสดีค่ะ วันนี้จะมารีวิวและสรุปหนังสือเรื่อง เพราะเป็นวัยรุ่นจึงเจ็บปวด ซึ่งในขณะที่กำลังพิมพ์บลอคนี้อยู่นั้น หนังสือได้พิมพ์ไปกว่า 20 ครั้งแล้ว เขียนโดยคุณคิมรันโด ซึ่งณ.ขณะนี้เขาเป็นอาจารย์ประจำในมหาวิทยาลัยภาควิชาการบริโภค คณะเคหศาสตร์ มหาวิทยาลัยโซลค่ะ หนังสือพิมพ์โดยสำนักพิมพ์ springbooks ในเครืออมรินทร์ค่ะ25570721-225029-82229855.jpg
ในหนังสือเล่มนี้นั้น ใช้ภาษาง่ายๆ คนแปลๆได้ค่อนข้างดีทีเดียวค่ะ และก็มีหลายๆสิ่งหลายๆอย่างที่น่าสนใจ ถ้าพูดถึงเล่มนี้แล้ว เอาไปเปรียบเทียบกับหนังสือพ็อคเกตบุ๊คแปลของเกาหลีทั้งหมดที่เราซื้อมาตอนนี้หลายๆเล่ม เล่มนี้ถือเป็นเล่มที่อ่านง่ายและเหมาะกับวัยรุ่นที่สุดค่ะ ถ้าอายุเกินสามสิบ จะพบว่าเนื้อหาในหนังสือไม่มีอะไรแปลกใหม่มาก เพียงแต่มันถูกถ่ายทอดออกมาโดยคนที่เป็นอาจารย์ในเกาหลี(คุณคิมรันโด) ซึ่งแน่นอนว่าผู้เขียนผ่านประสบการณ์มากมายในชีวิต และเขาก็เข้าใจวัยรุ่นดีค่ะ เราจะสรุปเป็นข้อๆ และย่อเนื้อหาที่มีประโยชน์ให้เช่นเคยค่ะ

1.จากคำนำสำนักพิมพ์ค่ะ
ถ้าตอนนี้คุณอายุ 20 ปี นาฬิกาชีวิตคุณอยู่ที่ 6 โมงเช้า พระอาทิตย์ขึ้นพอดี
ถ้าตอนนี้คุณอายุ 30 ปี นาฬิกาชีวิตคุณอยู่ที่ 9 โมงเช้า เป็นเวลาในการทำงาน
ถ้าตอนนี้คุณอายุ 40 ปี นาฬิกาชีวิตคุณอยู่ตอนเที่ยงตรง เป็นช่วงเวลาพักสั้นๆ ก่อนจะกลับไปสู่ชีวิตอีกครั้ง
ถ้าตอนนี้คุณอายุ 60 ปี นฬิกาชีวิตคุณอยู่ที่เวลา 6 โมงเย็น เป็นช่วงเวลาอาทิตย์อัสดง และเป็นช่วงเวลาเลิกงาน

2.ในปัจจุบัน การแข่งขันสูงมาก เรียกได้ว่า มองไปทางไหนเจอแต่บัณฑิตจบใหม่
ทุกคนล้วนพยายาม ในการที่จะเพิ่มขีดความสามารถของตนเอง เช่น ไปเรียนทักษะต่างๆเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถสมัครงานในตำแหน่งดีๆได้ง่ายขึ้น ทุกคนที่จบออกมาจากมหาวิทยาลัย ต่างควานหางานกันให้ควั่ก ถึงแม้วัยรุ่นเหล่านั้นจะยังอายุไม่ถึง 30 ปี (ก็คือยังเจอเรื่องราวในชีวิตไม่มากนัก) ทุกคนต่างหวาดกลัวที่จะล้มเหลว

และคนส่วนมากมักจะมีเป้าหมายในชีวิตที่ฉาบฉวย เช่น ประสบความสำเร็จในชีวิต ซึ่งถ้าเราดูเวลาในชีวิตนั้น นักศึกษาจบใหม่ ก็จะอายุราวๆ 24 ปี หรือเทียบเท่าเวลา 8 โมงเช้าในนาฬิกาชีวิตเท่านั้น เพราะฉะนั้นวัยนี้จึงเป็นวัยที่เตรียมพร้อมเข้าสู่การใช้ชีวิตในสังคมอย่างจริงจัง และชีวิตของเรานั้น ไม่มีคำว่าสายเกินไป ทุกอย่างสามารถแก้ไขได้เสมอ ไม่ว่าจะใช้เศษเวลาเล็กน้อยแค่ไหน ไม่ว่าจะมีชีวิตอยู่ในช่วงอายุใดก็ตาม ไม่มีวันที่สายเกินแก้หรือไม่มีช่วงอายุใดที่เร็วเกินไป

3.มีบทบัญญัติ 10 ประการในการเลือกงานของเกาหลีค่ะ
(ขออนุญาติไม่พิมพ์เวอร์ชันเต็มๆในนี้ ขอให้ไปอ่านกันเองในหนังสือ) โดยสรุปคร่าวๆนะคะ มันเป็นบทบัญญัติของโรงเรียนม.ปลายคอชัง ในเกาหลี ในบทบัญญัตินี้จะพูดถึงงานชนิดที่เราควรจะเลือก ซึ่งทั้ง 10 ข้อได้ท้าทายคนทั่วๆไปมาก นั่นก็คือหลักๆแล้วคนส่วนใหญ่ชอบงานแบบไหน ให้เดินสวนทางไปเลยค่ะเช่น เลือกงานที่เงินน้อย,งานที่คนไม่อยากทำ,ไม่มีโอกาสก้าวหน้า,ไม่มีอนาคต,ไม่มีใครไปถึง,งานที่ครอบครัวคัดค้าน ประมาณนี้ค่ะ

โดยคุณคิมรันโดได้พูดถึงเพื่อนเขาคนหนึ่งที่อยากเป็นอาจารย์อัตราจ้างในมหาวิทยาลัย(ซึ่งในเกาหลีนั้นค่อนข้างคล้ายๆไทยคือ อาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัยนั้น เงินเดือนน้อยกว่าอาชีพอื่นๆ) ซึ่งเพื่อนของเขานั้นจบปริญญาเอก โดยในขณะนั้น เขาได้รับการทาบทามให้เข้าไปทำงานบริษัทที่เงินเดือนมากกว่า และเป็นบริษัทชื่อดัง โดยที่การเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยนั้น เป็นความใฝ่ฝันของเขา

แต่ถ้าเขาไปทำงานบริษัทแล้ว เวลาในการเขียนวิทยานิพนธ์และสะสมชั่วโมงบินในเรื่องของการสอนจะน้อยมาก พอรู้ตัวอีกทีก็ออกห่างจากความฝันเริ่มต้นของตัวเองไปไกลแล้ว คุณคิมรันโดแนะนำเพื่อนเขาว่า ถ้ามีความฝันและมุ่งมั่นจะเป็นอาจารย์จริงๆ ให้ปฏิเสธงานในบริษัทนั้นไปซะ และเพื่อนเขาก็ทำเช่นนั้น เขาบอกว่าทางเลือกนี้มันอาจจะเป็นความโง่เขลาในสายตาคนทั่วไปก็จริง(ถ้าเป็นคนส่วนใหญ่ น่าจะเลือกที่จะทำงานในบริษัทที่มั่นคง เงินเดือนเยอะมากกว่า) แต่ในการดำเนินชีวิต ความฝันและความหวังของตัวเราต่างหากที่จะเติมเต็มชีวิตของตนเองให้มีความหมาย คนที่ตัดสินใจในการทำสิ่งที่โง่เขลาในวันนี้ มันอาจจะกลายเป็นสิ่งที่ใหญ่ในภายภาคหน้า เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับความปรารถนาของตัวเราเอง

ถ้าเราใช้ชีวิตตามความปรารถนาที่คนอื่นๆหรือสังคมกำหนดให้เรา นั่นก็คือ การเลือกอาชีพที่มีเกียรติ เป็นอาชีพที่ทุกคนอยากทำ แต่ตัวเราเองไม่ได้อยากทำอาชีพนั้นๆ แน่นอนว่าชีวิตเราจะว่างเปล่า และไร้จุดมุ่งหมายในชีวิต นอกจากทำมาหาเงินไปวันๆเท่านั้น นอกจากนี้ การเลือกคณะที่เด็กต้องการจะเรียนในปัจจุบัน คุณคิมรันโดสังเกตุว่า เด็กสมัยนี้มักจะเลือกคณะตามเพื่อน หรือตามที่สังคมมองว่าเป็นอาชีพที่ดี และเป็นอาชีพที่หลายๆคนอยากเป็น ซึ่งการคิดแบบนี้นั้น ไม่ต่างอะไรกับฝูงผึ้ง ที่ต้องบินไปหาน้ำหวานพร้อมผึ้งตัวอื่นๆค่ะ

คุณคิมรันโดกล่าวว่า เราต้องมีชีวิตอยู่เพื่อความฝัน ซึ่งคำว่า passion ที่แปลว่าแรงปรารถนานั้น รากศัพท์มาจากคำว่า passio ซึ่งแปลว่าความทรมาน นั่นก็คือในความคิดของเรานั้น การที่จะก้าวข้ามไปสู่ความฝันได้นั้น เราจะต้องผ่านช่วงที่เป็นความทุกข์และความทรมานของชีวิตเราไปให้ได้ค่ะ นอกจากนี้การที่ตัดสินใจทิ้งความฝัน ก็เป็นสิ่งที่ทรมาน เช่นเดียวกันค่ะ

4.พูดถึงดอกไม้แล้ว แต่ละคนก็อาจจะมีดอกไม้ที่ชอบไม่เหมือนกัน
คุณคิมรันโดได้ทิ้งคำถามว่าคุณคิดว่าดอกไม้ชนิดไหนเยี่ยมที่สุด ไม่ใช่ดอกไม้ที่คุณชอบ แต่หมายถึงดอกไม้ที่เยี่ยมที่สุดในความคิดคุณ?ถ้าคุณลองครุ่นคิดดู คุณอาจจะเดาคำตอบได้ต่างๆนานา แต่คุณคิมรันโด เฉลยว่าไม่มีดอกไม้ที่เยี่ยมที่สุด เนื่องจากดอกไม้แต่ละชนิดมีเวลาในการผลิบานและอยู่ในช่วงที่สวยที่สุดในต่างฤดูกาลและต่างช่วงเวลากัน

เมื่อเทียบกับคนเราก็เหมือนกัน อย่างเช่น ในตอนที่คุณอ่านบทความอยู่นี้ คุณอาจจะคิดว่าตัวเองไม่ได้เรื่อง เพื่อนๆประสบความสำเร็จ มีบ้าน มีรถ มีครอบครัวของตัวเองกันหมดแล้ว ทำไมคุณจึงยังอยู่ที่เดิม ถ้าคุณคิดแบบนี้ คุณต้องลองมองดอกไม้เหล่านั้น การที่คุณยังไม่ประสบความสำเร็จในเวลานี้ มันแค่ยังไม่ถึงช่วงเวลาที่คุณจะผลิบานเท่านั้นเอง

ซึ่งคนรุ่นใหม่แน่นอนว่าอยากประสบความสำเร็จไวๆ และอยากผลิบานเร็วๆโดยไม่ต้องรอ ซึ่งในความจริงมันเป็นไปได้ยาก คุณอาจจะไม่ประสบความสำเร็จได้ไว แต่ในช่วงชีวิตของคุณ อาจจะประสบความสำเร็จมาก และอย่าย้อนไปคิดถึงอดีต เช่น ตอนนั้นชั้นเก่งมาก ฉันได้รางวัล และอะไรก็ตามที่เป็นการเอาตัวตนในอดีตที่รุ่งโรจน์มาเทียบกับชีวิตปัจจุบัน สิ่งที่สำคัญควรอยู่กับปัจจุบันค่ะ เน้นไปหลายทีแล้ว

นอกจากนี้การประสบความสำเร็จได้เร็วนั้น มันทำให้ชีวิตเฉื่อยชาและทะนงตนได้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันจะทำให้เราเกิดทุกข์
ในบทนี้คุณคิมรันโดได้กล่าวถึงรางวัลทางด้านการแสดง ซึ่งในเกาหลีจะมีการให้รางวัลนักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยม หรือนักแสดงดาวรุ่งพุ่งแรง ซึงโดยส่วนมาก นักแสดงพวกนี้คือ ดาราที่ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ซึ่งเราจะเห็นได้ในทุกวงการว่า จะมีคนที่ประสบความสำเร็จมากๆในตอนที่เป็นดาราเด็ก (เช่น แม็คคอเลย์ คัลกิน ที่แสดงเรื่อง home alone ตอนนั้นดังมากๆ ดังอยู่เรื่องเดียว แล้วก็ดับไปเลย) หรือมีศิลปินหน้าใหม่ที่เพลงได้รับความนิยมสูง เพียงเพลงเดียวแล้วก็หายไปจากวงการ

ซึ่งในชีวิตของคนที่เป็นดารา การได้รางวัลนักแสดงหน้าใหม่นั้น อาจจะได้เพียงแค่ครั้งเดียวในชีวิต แล้วอาจจะไม่ได้อีกเลยก็ได้ แต่รางวัลที่นักแสดงควรพุ่งเป้าไป ก็คือ นักแสดงยอดเยี่ยม มากกว่า เพราะมันจะส่งผลให้เห็นว่านั่นก็คือรางวัลอันทรงเกียรติที่หมายถึง ความสำเร็จของเราที่ดูแล้วเป็นของจริง ไม่ใช่แค่รุ่งครั้งเดียวแล้วก็กระแสค่อยๆจางหายไป

นั่นก็คือ เราควรพุ่งเป้าไปที่รางวัลสูงสุดของแต่ละอาชีพ เช่น ถ้าเป็นนักเขียนก็อาจจะพึ่งไปที่ซีไรต์ มากกว่าจะสนเรื่องของยอดขายหนังสืออย่างเดียว อะไรแบบนี้ค่ะ ทั้งนี้ความฝันของคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน เราเคยดูสัมภาษณ์ของคุณยุทธเลิศ เขาเป็นผู้กำกับที่คำนึงถึงการสร้างหนังที่เน้นว่าจะต้องประสบความสำเร็จในแง่ของรายได้ด้วย ซึ่งโดยส่วนมาก ถ้าหนังอาร์ท เข้าใจยากหน่อย หรือว่าหนังที่นักวิจารณ์หนังมืออาชีพทั่วไปว่าดี มักจะไม่ใช่หนังที่มีรายได้ถล่มทลาย ถ้าเปรียบกับวงการโฆษณาคือ โฆษณาที่ทำให้สินค้าขายได้จำนวนมาก หลังจากยิงโฆษณาออกไป อาจจะไม่ใช่โฆษณาที่ได้ Cannes lions อะไรทำนองนี้ค่ะ

นอกจากนี้ไม่ว่าจะเป็นนักแสดงที่เก่งขนาดไหน หรือศิลปิน หรือวงการนักวาด นักเขียนการ์ตูน แน่นอนว่ามันต้องมีวันที่เราเป็นหน้าใหม่ในวงการทั้งสิ้น ถ้าเป็นนักแสดง ก็อาจจะเป็นตัวประกอบมาก่อน หรือนักวาดที่มีชื่อเสียงบางคน ผ่านการใช้ชีวิตที่อาจจะมีความแตกต่างกัน ก็คือบางคนนั้นได้ไต่เต้าจากการวาดหน้าปกทั่วๆไปเหมือนเจมส์จีน พอเขาดังเขาถึงเลิกทำแล้วก็ทำงานอย่างอื่นที่เป็นงานส่วนตัวหรือ personal ก็คืองานที่เขาอยากทำจริงๆออกมาขาย การวาดงานปกของเขาเปรียบเสมือนการสร้างฐานแฟนๆไว้ก่อนนั่นเองค่ะ

5.คุณคิมรันโดได้พูดถึงลูกศิษย์ของเขาสองกลุ่ม
นั่นก็คือ กลุ่มลูกธนู กับ กลุ่มเรือกระดาษ พวกกลุ่มธนูก็คือ นักเรียนที่เป็นหัวกะทิในชั้น ซึ่งพวกนี้จะมีการวางแผนในการดำเนินชีวิตที่รัดกุม รู้จักตั้งเป้าหมายตั้งแต่ยังอายุน้อย พวกเขาจึงเหมือนลูกธนูที่เล็งเข้าสู่จุดหมาย ก็คืออยากเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิต ในเส้นทางที่ตัวเองเลือก ซึ่งข้อดีเด็กกลุ่มนี้คือ เขาจะขยัน และทำตามเป้าหมายในทุกวัน แต่ข้อเสียก็คือ พวกลูกธนูนั้น จะไม่ค่อยยอมรับในความล้มเหลว หรือเขาก็จะหลงทางไปเลย เมื่อทำเป้าหมายนั้นไม่สำเร็จ มันเหมือนแผนการของเขาพลังทลายทั้งยวง นอกจากนี้เขายังไม่ค่อยเห็นโอกาสที่ผ่านมาตรงหน้าโดยบังเอิญ เพราะเอาแต่จดจ่อกับเป้าหมายของตัวเองอย่างเดียวจนไม่ดูว่า โอกาสที่เข้ามาในชีวิตอาจจะเป็นโอกาสทองก็ได้

ดังนั้น คุณคิมรันโดจึงกล่าวว่า ลูกศิษย์กลุ่มนี้ ควรเรียนรู้ในการวางแผนอย่างหลวมๆ และมีการวางแผนสำรอง และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในการที่อะไรก็ตามไม่เป็นอย่างที่เราคิด

ส่วนลูกศิษย์ที่เป็นเรือกระดาษ คุณคิมรันโดกล่าวว่า ลูกศิษย์กลุ่มนี้นั้น จะตรงกันข้ามกับกลุ่มลูกธนู ก็คือเขามักจะเลื่อนลอย และไม่ได้มีเป้าหมายอะไรในชีวิตเป็นพิเศษ เปรียบเสมือนเรือกระดาษ ที่ล่องลอยไปตามกระแสน้ำ มีความเฉื่อยชา โดยเด็กกลุ่มนี้มักจะเห็นเพื่อนๆเขามุ่งหน้าสู่เป้าหมายในชีวิต แต่เขานั้นจะคิดว่าตัวเองเลื่อนลอย และไม่เคยมีเป้าหมายอะไรใดๆกับเขาเลย แต่ในบางครั้ง คนกลุ่มนี้ก็ลองทำบางอย่างดูบ้าง แต่อาจจะไม่สำเร็จ ทำให้เขายิ่งเฉื่อยชาไปอีก เนื่องจากพอลองทำครั้งหนึ่งไม่ได้แล้วก็เลยคิดว่าตัวเองคงจะไม่มีพรสวรรค์ในด้านนั้นๆ ก็เลยถอดใจในที่สุด สุดท้ายสิ่งเหล่านี้มันเลยหล่อหลอมให้กลุ่มเรือกระดาษนั้น กลายเป็นคนไม่เอาไหนในช่วงกลางคน หรือช่วงท้ายๆของชีวิต

ไม่ว่าคุณจะตกอยู่ในกลุ่มไหน ในสองกลุ่มนี้ก็ตามลองถามตัวเองว่า ถ้าตัดเรื่องความต้องการ และความคาดหวังของพ่อแม่ และคนรอบตัวของเราออกไปแล้ว อะไรกันแน่คือสิ่งที่เราต้องการจริงๆในชีวิตค่ะ

6.คนส่วนมากในสังคมก็มักจะมีเป้าหมายในชีวิตอะไรสักอย่างกันอยู่แล้วค่ะ
ไม่ว่าจะเด็กหรือจะโตแล้ว เช่น ถ้าเป็นเด็ก ก็ ตั้งเป้าว่าขอให้สอบผ่าน เลื่อนชั้นได้ พอโตหน่อยก็ เป้าหมายคือเอนท์เข้ามหาวิทยาลัยให้ติด พอเป็นช่วงทำงานก็สมัครงานบริษัทที่ตัวเองอยากทำแล้วได้งาน สิ่งเหล่าานี้มันมาพร้อมกับความคาดหวัง นั่นก็คือ ในชีวิต คุณต้องพบกับความล้มเหลวบ้างทั้งนั้นค่ะ ไม่มีใครในโลกนี้ที่ทำทุกอย่างสำเร็จหมดอย่างสมบูรณ์โดยไม่มีอะไรผิดพลาดเลย ถ้าเรามีความผิดพลาดในชีวิตมาก และทุกๆครั้งที่ผิดพลาด ล้มเหลว เราเรียนรู้จากความล้มเหลวนั้นๆ การล้มเหลวจะทำให้เรามีประสบการณ์มากขึ้น และสามารถหลีกเลี่ยงความผิดพลาดในครั้งต่อๆไปได้ดีขึ้น ความผิดพลาดจะทำให้เราเติบโตขึ้นค่ะ และอย่าหมดหวัง ถ้าสิ่งที่เราคาดหวังไว้หรือตั้งเป้าหมายไว้ ยังไม่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของคุณ ขอให้พยายามต่อไปค่ะ

7.ในบทนี้มีข้อย่อยหลายข้อด้วยกันค่ะ ก็คือ

-ถ้ายังมีความลังเลใจในชีวิต ยังไม่รู้ว่าจะทำอะไรดี อย่าเพิ่งไปสอบเรียนต่อ ความคลุมเครือที่คุณมีอยู่เช่น ไมรู้จะอยากทำงานด้านนี้หรือไม่,ไม่รู้จะชอบเรียนด้านนี้หรือไม่ ให้ชะลอการสอบเรียนต่อไปก่อนค่ะ

-ในยุคนี้ใบปริญญาไม่สามารถการันตีความสำเร็จในชีวิตคุณได้อีกแล้ว อย่าคิดว่าการเรียนต่อหรือเตรียมสอบจะช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องงานได้ (แต่ในความคิดของเรา ถ้าหากมีโอกาส เราคิดว่าเลือกที่จะเรียนให้จบปริญญาตรี ยังเป็นสิ่งที่จำเป็น เพียงแต่ว่าคุณควรจะเลือกในคณะที่คุณต้องการจะเรียนและทำอาชีพนั้นจริงๆจะดีกว่าค่ะ)

-ปริมาณค่าใช้จ่ายไม่ได้มีค่าเท่ากับคุณภาพชีวิตเสมอไป นั่นก็คือ คนส่วนมากในยุคปัจจุบัน มักจะชอบหางานที่รายได้มั่นคง และรายได้สูง ซึ่งคุณคิมรันโดกล่าวว่า หลังจากที่เขาเป็นนักวิชาการภาควิชาการบริโภคมานาน เขาจึงพบว่า ปริมาณค่าใช้จ่ายหรือความสนุกในการจับจ่ายนั้น เทียบไม่ได้เลยกับความสุขที่ได้ทำงานที่ตัวคนๆนั้นชอบ งานที่มีรายได้สูง อาจจะซื้อวัตถุหรือของที่ต้องการได้มาก แต่กลับเกิดความรู้สึกกลวงข้างใน ก็คือมันไม่ได้เติมเต็มในทุกด้านของชีวิตคนๆนั้น

-อย่าผูกตนเองกับกระแสจนยอมละทิ้งความสามารถที่มีอยู่ในตัว คิดถึงงานที่ทำได้ดีที่สุด ซึ่งไม่ได้มีแค่หมอ,ทนาย,ข้าราชการเท่านั้นค่ะ

8.ในขณะที่เราอายุในการทำงานยังน้อย อาจจะเก็บเรื่องการบริหารเงินเป็นเรื่องทีหลัง
คุณคิมรันโดได้เล่าให้ฟังถึงนักแสดงตลก เขากล่าวว่า นักแสดงตลกที่เปิดบัญชีฝากประจำ จะทำให้นักแสดงตลกคนนั้น ไม่ประสบความสำเร็จในสายอาชีพ ซึ่งประโยคนี้อาจจะทำให้ใครหลายๆคนแปลกใจ เนื่องจากมันค้านกับความคิดของคนส่วนมาก(แน่นอนค่ะ) ถ้าเราดูหนังสือตามร้านตอนนี้ ก็จะมีหนังสือหุ้นอยู่ปริมาณเยอะมากๆ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีคนกลุ่มหนึ่งที่อยากจะประสบความสำเร็จในสายอาชีพตัวเอง แล้วเอาเงินไปลงทุนในหุ้น การลงทุนไม่ใช่เรื่องแปลกค่ะ ก็คือคุณสามารถทำได้

แต่คุณคิมรันโดกล่าวไว้ในหนังสือเล่มนี้ว่า ถ้าหากคุณต้องบริหารเงินแล้ว เช่น นักแสดงตลกที่เอาเงินไปเปิดบัญชีฝากประจำ เราจะสังเกตุได้ว่า อาชีพนักแสดง เป็นอาชีพที่รายได้ไม่คงที่ การฝากประจำ ต้องหาเงินเป็นจำนวนเท่าๆกันได้ทุกเดือน แทนที่นักแสดงตลกคนนั้น จะได้พัฒนาฝีมือในการแสดงตลกของตัวเอง และพัฒนามุขตลกของเขา กลับทำให้เขาก็พะวงเรื่องของเงิน และส่งผลให้ไม่ประสบความสำเร็จในสายอาชีพตลก

เนื่องจากพวกเขาเอาเวลาที่ต้องพัฒนาตัวเองมานั่งพะวงถึงเรื่องเงินที่ต้องหาให้ได้ในปริมาณที่กำหนด เมื่อคุณประสบความสำเร็จ หรือไปได้ไกลในสายอาชีพระดับหนึ่งแล้ว จะไปบริหารเงินตอนนั้นก็ยังไม่สาย ในความคิดเรา คุณควรเอาเงินไปลงทุนเรื่องของการพัฒนาตัวเองในช่วง 20 ต้นๆค่ะ และถึงแม้คุณจะไม่มีการบริหารเงินก็ตาม คุณก็ควรศึกษาเรื่องการบริหารเงินตัวเอง ตั้งแต่ยังอายุน้อยๆ เพื่อให้มีความเข้าใจภาพรวมก่อน และการลงทุนในตัวเองคุณสามารถทำได้หลายอย่าง เช่น ซื่อหนังสือ,สัมมนา,ลงเรียนเพิ่มเติม

คุณคิมรันโดกล่าวว่า ความคิดที่ว่าจะหาเงินให้ได้จากการลงทุนนั้น เป็นการแย่งชิงความสนุกไปจากสิ่งที่ทำอยู่ เพราะคนมักจะใช้เวลาไปกับการวิเคราะห์ธุรกิจต่างๆ(เช่น การลงทุนในหุ้น เราต้องอ่านงบการเงินเป็น ตามข่าว และสามารถวิเคราะห์ข่าวเศรษฐกิจและการเงินได้ นอกจากนี้ยังเกี่ยวกับการคำนวณอื่นๆเช่น พวกค่า P/E ratio ซึ่งเป็นพื้นฐานมากๆของการลงทุน) ซึ่งถ้าคุณหาเงินจากความสนุกของงานที่ทำ หรืองานที่คุณชอบแล้ว มันเป็นสิ่งที่ให้กำไรชีวิตมากกว่าการหาเงินจากการลงทุนเสียอีก (ยังไงก็ตาม มีคนบางส่วนที่ไม่ใช่แค่ต้องการเงินจากการลงทุน แต่พวกเขายังรักการลงทุนอยู่แล้ว ซึ่งก็จะเป็นระดับต้นๆของวงการที่หลายๆคนอาจจะรู้จักกันดีทั้งสิ้น)

9.อับราฮัม ลินคอร์น(ในหนังสือแปลใช้อีกชื่อ คือ อ่านว่า เอบราแฮม น่าจะเป็นการอ่านตามภาษาเกาหลี แต่เราคิดว่าเขาน่าจะหมายถึง อับราฮัม ลินคอร์น,อดีตประธานาธิปดีสหรัฐค่ะ) ได้กล่าวไว้ว่า “ถ้าคุณใช้เวลา 8 ชั่วโมงในการตัดต้นไม้ เวลา 6 ชั่วโมงจะหมดไปกับการลับขวาน”

ก่อนที่เราจะทำอะไรก็ตามในชีวิต เราต้องคำนึงถึง “เป้าหมาย” และ”วิธีการ”เสียก่อน โดยที่ไม่ใช่การมั่ว ทำไปเรื่อยๆแบบสะเปะสะปะ แบบนั้นก็ไม่มีทางทำอะไรสำเร็จเป็นชิ้นเป็นอันได้แน่นอน และเราควรถามตัวเองด้วยว่า ทำงานนี้ไปทำไม?เพื่ออะไร? เพราะว่าการคำนึงถึงเป้าหมายก่อนนั้น มันจะเป็นตัวที่จะกำหนดสิ่งที่คุณจะต้องทำในวันนี้ ไม่ใช่สักแต่ว่าทำไปเรื่อยๆก็คือ เน้นแต่ปฏิบัติอย่างเดียว โดยไม่ได้ดูเลยว่าสิ่งที่ทำอยู่จะพาคุณไปสู่จุดใดในชีวิต นั่นก็เหมือนกับคนที่ตัดต้นไม้โดยไม่ยอมลับขวานเลย

สิ่งที่สำคัญในวัยหนุ่มสาวคือคุณต้องสะสมประสบการณ์ บางทีอาจจะต้องเรียนรู้จากความผิดพลาดของคนอื่นๆ ซึ่งประสบการณ์นั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน มันเป็นไปได้ยากที่คุณจะมีประสบการณ์กับเหตุการณ์จริงทุกอย่างในโลกนี้ เพราะฉะนั้นคุณจึงควรเปิดใจ และคนกลุ่มที่คุณควรจะคุยด้วยมากที่สุด คือ กลุ่มคนที่เป็นผู้ใหญ่ ที่มีอายุมากกว่าคุณประมาณหนึ่ง(ไม่ใช่อายุห่างกันเล็กน้อยอย่างรุ่นพี่) เนื่องจากพวกเขาจะสามารถมองอะไรก็ตาม ขาดมากกว่าคุณ และมีมุมมองที่คุณอาจจะไม่รู้ เนื่องจากประสบการณ์เขามากกว่า อย่างที่หลายๆคนเคยได้ยินนั่นก็คือ ผู้ใหญ่เขาอาบน้ำร้อนมาก่อนคุณนั่นเองค่ะ

นอกจากนี้คุณคิมรันโดกล่าวอีกว่า คณควรเก็บกล้องและมือถือลงลิ้นชัก แล้วออกเดินทางท่องเที่ยว ซึ่งการท่องเที่ยวมันควรเป็นการเก็บประสบการณ์ไม่ใช่แค่การไปเก็บภาพสวยๆอย่างเดียว แต่เป็นการเดินทางเพื่อที่จะพบตัวตนของตัวคุณเอง
การที่ไม่มีเป้าหมายนั้นมันเทียบเท่ากับการไร้ความหมาย การลงมือทำในวิธีที่ไม่ถูกต้องก็ไร้ค่า และถ้าไม่ลงมือทำ ก็ไม่มีทางสำเร็จ สามสิ่งนี้มันเหมือนขาตั้งกล้อง ถ้าคุณขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปชีวิตคุณอาจจะล้มไม่เป็นท่าเหมือนขาตั้งกล้องที่ดึงขาออกมาไม่เท่ากัน

10.คุณคิมรันโดกล่าวว่า คำพูดที่มักจะเจอกันบ่อยๆในอินเตอร์เนทของวัยรุ่นเกาหลี นั่นก็คือ “ใครอิจฉาคนนั้นแพ้” มันเป็นเรื่องเดียวกับสุนัขจิ้งจอกกับองุ่นเปรี้ยว เพราะถ้าคุณไม่อิจฉาใครเลย คุณก็มีแนวโน้มว่าจะอยู่ที่เดิม นั่นก็คือ คุณมีแนวโน้มว่าจะหาข้อแก้ตัว เมื่อคุณทำสิ่งที่คนๆนั้นทำไม่ได้ คุณก็จะบอกว่า สิ่งที่คนๆนั้นทำ หรือสิ่งที่คนๆนั้นประสบความสำเร็จ ในจุดที่คุณอิจฉาเขานั้น มันธรรมดา ไม่มีความหมายอะไร

การที่คุณพูดแบบนี้ มันก็เหมือนกับสุนัขจิ้งจอกที่มองไปด้านบน ทั้งๆที่อยากได้พวงองุ่นมาก แต่ด้วยความที่ตัวเองไม่สามารถสอยลงมาได้ จึงกล่าวว่า ก็แค่องุ่นเปรี้ยวๆพวงหนึ่ง ไม่เห็นอยากจะได้เลย ซึ่งมันจะทำให้คุณอยู่ในที่ๆคุณอยู่ นั้นก็คืออยู่ใน comfort zone ของตัวเองต่อไป

คำว่า “อิจฉา” กับ “ริษยา” นั้นมีความแตกต่างกัน
“ริษยา”คือคุณไม่อยากให้คนๆนั้นได้ดีกว่าตัวคุณเอง
“อิจฉา”คือ การที่คุณเห็นคนอื่นๆที่ไปได้ไกลกว่าคุณ เติบโตไป แล้วคุณก็อยากได้ ในสิ่งที่เขาประสบความสำเร็จแบบเขาบ้าง
แต่คุณก็สามารถยอมรับในความสำเร็จของเขาได้ นั่นก็คือการยอมรับความเป็นจริง

เด็กยุคใหม่นั้น มีปรอทต่ำกว่าคนในยุคก่อน เนื่องจากคนยุคก่อน เช่น ยุค พ่อแม่ปู่ย่า ล้วนมีความยากลำบากกว่าเด็กในยุคปัจจุบันนี้มาก ทำให้เด็กในยุคปัจจุบัน ทนเห็นคนอื่นได้ดีกว่าตัวเองไม่ได้มากนัก ก็คือความสามารถในการยอมรับในความสำเร็จของคนอื่นของเด็กยุคนี้ มันยาก

ซึ่งจริงๆแล้วในชีวิตของแต่ละคน ไม่มีทางที่คนๆหนึ่งจะพ่ายแพ้ได้ตลอดไป หรือว่าชนะตลอดไป ทุกๆคนล้วนประสบทั้งกับการพ่ายแพ่ และการมีชัยชนะ ในหลายๆช่วงของชีวิต สิ่งที่สำคัญไม่ใช่การชนะ หรือแพ้ แต่มันขึ้นอยู่กับว่า เราเติบโตมากขึ้นแค่ไหนจากเรื่องนั้นๆ ซึ่งสิ่งนี้เรียกว่า “ประสบการณ์” นั่นเองค่ะ

11.”คำว่าความหดหู่ คือ ช่วงเวลากับการชาร์จแบตเตอรี่ที่ดีกว่า”
มันเหมือนกับการที่คุณกินเหล้ามากๆ เมามาย และกำลังสร่างเมาในช่วงรุ่งสาง นั่นก็คือ ความหดหู่ถือเป็นการทรมานตัวเองอย่างหนึ่งค่ะ ก็คือ ก่อนที่คุณจะฟื้นตัวขึ้นมาได้ คุณต้องผ่านความหดหู่ก่อน

โดยที่ในการดำเนินชีวิต คุณควรจะหาความปรารถนาอันแรงกล้าในชีวิตของตัวเองให้พบ คุณจะเลิกขี้เกียจได้ ซึ่งคุณจะต้องทำอะไรก็ตามที่เข้าใกล้จุดมุ่งหมายในชีวิตของคุณ ในวันนี้ ไม่ใช่วันพรุ่งนี้ หรือวันอื่นๆ เหมือนกับการขี่จักรยาน ที่เราแค่ปั่นไปเรื่อยๆ และเราต้องพอใจกับความเร็วในการปั่นของเราในวันนี้ แต่ในขณะเดียวกัน ก็ปั่นให้เร็วขึ้น เร็วขึ้น ในทุกๆวัน โดยคุณคิมรันโดสรุปสั้นๆในสิ่งที่เราควรจะทำ 3 ข้อ คือ

-เลิกขี้เกียจ ถ้าคุณเป็นคนขี้เกียจ แล้วชีวิตตอนนี้คุณลำบาก ก็อย่ามาบ่น
-ทำงานที่อยากทำ,อย่าดื่มเหล้า,เข้านอนเร็วๆ,ออกกำลังกาย

-อย่าหดหู่และเศร้ามากเกินไป และ อย่าทรมานตัวเอง

12.”พระเจ้ารักมนุษย์ จึงให้ความทุกข์เป็นบททดสอบ”
ถ้าคุณไม่ได้คาบช้อนเงินช้อนทองมาแต่เกิด ความทุกข์ คือพลังที่ยิ่งใหญ่ ที่จะผลักดันให้ตัวคุณไปอยู่ในจุดที่ดีขึ้นกว่าเดิม โดยคนที่อาจจะมีฐานะทางบ้านมาแต่แรก อาจจะมีประสบการณ์ที่ไม่เหมือนคุณในวันนี้

13.ในบางครั้ง คุณอาจจะต้องเรียนรู้ที่จะปล่อยเชือก
(หรือในพระพุทธศาสนาเรียกว่า “ปล่อยวาง”)
เมื่อคุณประสบปัญหาในชีวิต จนไม่รู้ว่าจะต้องไปทางไหน ชีวิตคุณเจ็บปวด ทรมาน แต่เดินมาไกลกว่าที่จะหันหลังกลับ จะกลับไปก็เสียดายในสิ่งที่ทำมาแล้ว แต่ในบางครั้งคุณก็ต้องเข้าใจว่า บางเรื่องนั้น คุณดันทุรังทำต่อไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรใดๆในชีวิต นอกจากนี้มันอาจจะเสียเวลาที่เราสามารถจะเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

มันเหมือนกับการที่ เรากำลังจับเชือกที่ห้อยลงไปในบ่อน้ำ ตัวเรากำลังจะตกลงไป และแรงกำลังจะหมด แทนที่จะทู่ซี้ในการที่จะยื้อเชือกไว้ต่อไป ถ้าเราปล่อยมัน เราอาจจะตกลงไปเจ็บ หรือ บ่อน้ำนั่นมันอาจจะไม่ลึกเท่าที่เราคิดก็ได้ สิ่งที่น่ากลัวคือจิตที่ถูกปรุงแต่ง มันก็เหมือนกับการที่คุณมองไปในสวนบ้าน ตอนกลางคืน คุณเห็นเงาตะคุ่มๆ ก็จินตนาการไปเรื่อย และก็ไม่กล้าที่จะเดินไปดูว่ามันคืออะไร มันอาจจะเป็นขโมยขึ้นบ้านคุณ หรือไม่ก็ อาจจะเป็นเงาของต้นไม้พุ่มที่ไหวไปตามลมก็ได้

ในกรณีนี้ ถ้าคุณปล่อยมือ แล้วก็ให้ตัวเราตกลงไป คุณอาจจะคิดได้ว่า บ่อไม่เห็นลึกเลย และคุณก็แค่ปีนเชือกกลับขึ้นไปใหม่ ตอนที่มีแรงกลับมาแล้ว เมื่อคุณตัดใจจากเรื่องนั้นได้แล้ว ค้นหาคำตอบให้ได้ การตัดใจไม่ใช่ความขี้ขลาด แต่มันคือความเข้มแข็งในการยอมรับความจริง เพราะฉะนั้นอย่ากลัว ที่จะตกลงไปข้างล่าง คุณที่อ่านบทความนี้อยู่อาจจะอายุน้อย ถ้าตกไปแล้วเจ็บ พักสักหน่อยอาจจะดีขึ้น อย่าไปกลัว ไม่แน่ระหว่างที่คุณกำลังตกนั้น ปีกคุณอาจจะสยายก็ได้ค่ะ

14.คุณคิมรันโดกล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างคนนั้นไม่ใช่การจัดการเชิงซ้อน
โดยเขาพูดถึงเรื่องของ”กิ๊ก” คุณอาจจะคุ้นเคยคำว่ากิ๊กดี คำว่ากิ๊กนั้น ใช้กับคนที่มากกว่าเพื่อน แต่ไม่ใช่แฟน และส่วนมากนั้นเป็นความสัมพันธ์ชั่วคราวเวลาเหงา นั่นก็คือ เวลาที่คุณอาจจะมีแฟนอยู่แล้ว แต่บางครั้ง คุณอาจจะไม่ได้ชอบคนนั้นอย่างสุดหัวใจ มันจะเกิดกิ๊กขึ้นก็ต่อเมื่อ คุณกำลังคิดว่า ความสัมพันธ์ที่คุณมีอยู่ณ.ขณะนี้ คนที่คุณคบด้วย อาจจะไม่ใช่”ตัวเลือก” ที่ดีที่สุดของคุณ หรืออาจจะเป็นคนที่คุณยังไม่คิดว่าแฟนคุณตอนนี้คือคนที่ใช่ และคุณคิดว่า คุณอาจจะเจอคนที่เหมาะสม คนที่กว่า และคนที่คุณชอบมากกว่าได้ คุณเลยเปิดใจมีกิ๊ก ทั้งๆที่คุณก็มีแฟนอยู่แล้ว

ในขณะที่ เวลาที่คุณลงทะเบียนเรียน มันอาจจะมีลงวิชาเลือกได้หลายๆตัว ซึ่งแน่นอน วิชาเลือกบางตัวนั้น คุณก็แค่ลงไปเผื่อๆ ไม่ได้อยากเรียนจริงๆ แต่วิชาที่คุณอยากลง คนแย่งกันลงเยอะแล้ว ถ้าพลาด คุณอาจจะไม่ได้ลงวิชาอื่น เพราะฉะนั้น คนส่วนมากก็จะลงวิชาอื่นที่ไม่ได้อยากเรียน เป็นวิชาสำรอง

หรือเวลาที่คุณไปซื้อของ หรือการที่เราจะซื้ออะไรก็ตาม เราอาจจะมีการเปรียบเทียบราคาของสินค้า และเลือกสิ่งที่คุณคิดว่าดี หรืออาจจะมีสิ่งของเหล่านั้นได้มากกว่า 1 ตัว เช่น คุณชอบ กางเกงสีฟ้า กับกางเกงน้ำเงิน คุณเลยเลือกซื้อทั้งสองตัว คุณคิมรันโดกล่าวว่า นี่คือ การจัดการเชิงซ้อน

แต่ในความเป็นจริง ความสัมพันธ์ระหว่างคน ไม่ใช่การจัดการเชิงซ้อน แต่เป็นการจัดการเชิงเดี่ยว เอาเป็นว่า พูดถึงคนปกติที่ทำกันอยู่ทั่วๆไปแล้วกัน ก็คือ เวลาที่คุณจะจีบสาว คุณอาจจะมีเบอร์หนึ่ง,เบอร์สองอะไรในใจอยู่แล้วแหละ ซึ่งเราก็อ่านหนังสือหลายเล่ม บางเล่มก็บอกว่า ผู้ชายบางคนนั้น ไม่สามารถจีบสาวเบอร์หนึ่ง หรือคนที่เขาคิดว่าใช่ที่สุดติด

เนื่องจากเวลาที่เขาอยู่ผู้หญิงคนนั้น(หรือคนที่ชอบ)มักจะไม่เป็นตัวเองเลย นั่นก็คือ เขาก็จะไม่กล้าแสดงความคิดเห็น หรือ ความเป็นตัวเองมาก เนื่องจากอาจจะกลัวสาวเบอร์หนึ่งนั้นตัดสัมพันธ์ นอกจากนี้ การอยู่กับผู้หญิงเบอร์หนึ่งในใจเขานี้ ทำให้เกิด infatuation หรือความลุ่มหลง

มันเหมือนกับว่าเขาจะจินตนาการว่าถ้าเขาได้เธอเป็นแฟนจะเป็นอย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ชายนั้น ไม่สามารถแสดงความสนใจเธออย่างออกนอกหน้าเกินไป หรืออาจจะกลัว แต่ผู้ชายอาจจะจีบสาวเบอร์ถัดๆไปของเขาติด เนื่องจาก อาการกล้าๆกลัวๆของเขาจะหายไปและสามารถทำตัวเป็นธรรมชาติได้มากขึ้น

ส่วนผู้หญิงก็เหมือนกันค่ะ ก็คือ ก็จะมีคนที่แอบชอบๆเขาอยู่ แต่ด้วยความเป็นผู้หญิง คุณจึงไม่สามารถแสดงความสนใจต่อคนๆนั้นได้มาก เพราะคุณเองก็อาจจะกลัวว่าคนอื่นจะมองไม่ดี และก็กลายเป็นว่า ก็เลือกจากคนที่มาจีบนั่นแหละ โดยเลือกคนที่ดีที่สุด

สิ่งที่เล่ามาดังกล่าวก็คือเรื่องที่คุณคิมรันโดเขียน นั่นก็คือ การที่คุณคบใครสักคนนั้น มันต้องผ่านกระบวนการเลือกก่อน ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นเบอร์หนึ่ง,สอง,สามในใจเราก็ตาม ซึ่งตามสามัญสำนึกของคนทั่วไป ก็คือ คุณก็ต้องเลือกคนที่ดีที่สุด ถ้าเป็นผู้ชาย คุณก็อาจจะจีบหลายๆคนก็จริง แต่เวลาเป็นแฟน คุณก็จะเป็นแฟนได้แค่คนเดียว,ถ้าเป็นผู้หญิง คุณก็อาจจะเลือกคนที่เคมีเข้ากันได้ที่สุด นั่นก็คือคนที่คุณรู้สึกดีที่อยู่ด้วย และคุณเป็นตัวของตัวเองได้ระดับหนึ่ง ก็คือไม่ว่าจะผู้หญิงผู้ชาย โดยส่วนมากแล้ว ก็จะดูว่าเวลาอยู่กับใครแล้ว เรามีความสุขมากที่สุด โดยที่ไม่เสียตัวตนของตัวเองไปมากนัก ซึ่งนั่นก็คือ เรากำลังอยู่ในกระบวนการคัดเลือก เราอาจจะมีตัวเลือกหลายตัว แต่สุดท้ายก็เลือกคบกับคนๆเดียว ก็คือ ตามหลักการของสังคมที่ถูกต้อง คุณไม่สามารถที่จะเก็บคนอื่นๆไว้เป็นทางเลือกสำรองได้ในขณะที่คุณคบกับแฟน คุณต้องตัดสินใจเลย ว่าคนๆไหนคือคนที่คุณอยากคบเป็นแฟน นี่คือ การจัดการเชิงเดี่ยว คือ คุณเลือกได้คนเดียว

แต่”กิ๊ก” มันคือการ Screw up(พัง) ความสัมพันธ์ มันคือการเปลี่ยนการจัดการเชิงเดี่ยว ให้เป็น การจัดการเชิงซ้อน นั่นก็คือ คุณเก็บคนอื่นไว้เป็นหนึ่งใน”ตัวเลือก” ซึ่งสิ่งนี้นั้น ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนมันยุ่งยาก เนื่องจาก คน ไม่ใช่ สิ่งของ คุณไม่สามารถเก็บหลายๆคนไว้เป็นตัวเลือกได้ตลอดไปโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้

นอกจากนี้ การที่อายุมากขึ้น(สำหรับผู้หญิงนี่เรื่องใหญ่ เพราะผู้ชายส่วนมากชอบผู้หญิงที่อายุน้อยกว่าตัวเอง) เขาถึงบอกว่าเสป็คคนที่จะมาเป็นคู่นั้น จะลงน้อยลงมากตามอายุที่เพิ่มขึ้นๆ(กลับกันกับผู้ชาย เพราะว่าถ้าอายุเยอะขึ้น ฐานะทางการเงินส่วนมากจะมั่นคงโดยเฉพาะผู้ชายที่อายุ 30 ขึ้นไป ซึ่งสังคมยอมรับมากกว่าในการที่จะคบคนที่ต่างรุ่นกันมากๆเป็นสิบี)

ความสัมพันธ์ของคนนั้น ไม่เหมือนกับการเลือกซื้อสิ่งของ เพราะมันไม่ใช่การ”เลือก” คู่ที่ดีที่สุด แต่มันคือการ”เป็น”คู่ที่ดีที่สุด โดยไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างแฟนหรือเพื่อนก็ตาม การที่อีกฝ่ายคิดจะเอาแต่ได้นั้น ทำให้ความสัมพันธ์แย่ลง

คุณคิมรันโดกล่าวคำที่น่าประทับใจในบทสรุปของตอนนี้ ก็คือ “คนๆเดียวที่เข้าใจคุณดี มีค่ามากกว่าคนนับร้อยที่รู้จักคุณผิวเผิน”

15.”ความรักเป็นประสบการณที่ดีที่สุด ที่คุณจะได้สัมผัสในเวลาที่คุณเป็นหนุ่มสาว”

คนที่คบกันบางคนนั้น ยอมเปลี่ยนการใช้ชีวิต หรือ เรื่องของ lifestyle,และสิ่งที่ชอบทำ เช่น กิจกรรม ไปตามคนที่เราชอบ ซึ่งเรื่องนี้นั้นมันเป็นเรื่องที่ฉาบฉวย เนื่องจากเราจะไม่เห็นตัวตนของตัวเองที่เป็นอยู่ ความสัมพันธ์ในลักษณะนี้จึงน่าเป็นห่วงมากที่สุด
โดยคนที่รักกันจำนวนมากที่คิดว่า ถ้ารักก็ควรจะทุ่มเทให้อีกฝ่ายหนึ่งทุกอย่าง

ก็คือเป็นการยอมเสียสละให้กันและกัน แม้จะบอกว่ารักอีกฝ่าย แต่กลับบอกรักอีกฝ่าย ในขณะที่เรียกร้องให้อีกฝ่ายทุ่มเททุกอย่าง ทั้งที่ใช้ชีวิตไปตามปรารถนาของตนเอง แบบนั้นไม่ใช่ความรักที่แท้จริง ถ้าความสัมพันธ์นั้นทำให้เราเสื่อมถอย หรือไม่มีการพัฒนาตัวเองในด้านใดก็ตามของชีวิต แม้ปากจะบอกว่ารักอีกฝ่ายมาก แต่มันกลับเป็นเพียงการรักตัวเองโดยการหวังให้อีกคนแสดงความโรแมนติคออกมา ซึ่งนั่นคือความโลภของคนๆนั้น ที่สะท้อนไปยังผู้อื่น

ถ้าคิดจะมีความรัก รักคนๆนั้นให้มากกว่าหรือเท่ากับตัวเอง นั่นแหละคือความรัก ถ้าไม่พร้อมที่จะคิดแบบนี้ ก็อย่าคิดมีความรัก การที่รักใครสักคน เราไม่จำเป็นต้องทิ้งตัวตนของตัวเอง แต่เราสามารถเดินไปกับคนๆนั้นเหมือนเส้นขนาน จงรัก และรักในแบบที่คิดว่าวันพรุ่งนี้จะไม่มีอยู่

16.เป็นเรื่องของจิตรกรสาวชาวเม็กซิโก ชื่อฟรีดา คาร์โล เธอนั้นเป็นโปลิโอตอนเด็กๆ
กล่าวคือ เธอขาลีบ และไม่สามารถเดินแบบคนทั่วไปเดินได้ และเมื่อเธออายุ 18 ปี เธอประสบอุบัติเหตุ บาดเจ็บสาหัสที่กระดูกเชิงกรานรวมไปถึงมดลูก และเธอต้องทนเจ็บปวดกับร่างกายท่อนล่างไปตลอดชีวิต ต่อมาเมื่ออายุ 22 เธอแต่งงานกับสามีเธอชื่อ ดิเอโก อายุของเขามากกว่าถึง 21 ปี ที่สร้างบาดแผลทางจิตใจให้แก่เธอ โดยการมีชู้ เพราะดิเอโกนั้น เจ้าชู้และเป็นเพลย์บอย คั่วไปเรื่อย ไม่เว้นแม้แต่น้องสาวแท้ๆของฟรีดาเอง

อีกทั้งยังแท้งลูก 2 ครั้ง,ผ่าตัดกระดูกสันหลัง 2 ครั้ง และมีขาที่พิการข้างขวา เธอจึงได้รับความเจ็บปวด ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เธอวาดภาพ เพราะการวาดภาพนั้น เป็นสิ่งที่เธอสามารถหมกมุ่นกับมันได้ และเป็นสิ่งที่ทำให้เธอเหนื่อยล้าน้อยลง ด้วยงานภาพเขียนของเธอนั้น ได้แสดงถึงจิตรกรรมในยุคสมัยใหม่ และเป็นแนวที่สร้างสรรค์ ซึ่งถ้าเธอไม่มีชีวิตแบบนี้ เธออาจจะไม่สามารถทำได้ถึงขนาดนี้

เมื่อเราอยากจะทำอะไรสักอย่าง เราอาจจะต้องปฎิวัติตัวเอง ซึ่งจุดที่สำคัญอยู่ที่ว่า คุณจะสามารถหมกมุ่นกับสิ่งไหนก็ตาม จนกระทั่งสิ่งนั้นๆมันสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคุณได้ และสามารถผยุงคุณให้แข็งแรงและมั่นคงได้ค่ะ เหมือนกับฟรีดา ที่เอาชนะความเจ็บปวดทางร่างกาย และจิตใจ แม้เธอจะพิการ แต่ก็เอาชนะโชคชะตาที่พืการนั้นได้ด้วยการวาดภาพ จนภาพของเธอผลักให้เธอไปอยู่ในวงสังคมที่สูงขึ้นได้ แม้จะมาจากคนชนชั้นกลางธรรมดาๆและดูเหมือนจะติดลบด้วยก็ตาม ซึ่งการปฏิวัติที่แท้จริง ก็คือการลงมือทำนั่นเอง

17.ที่เกาหลีนั้น เมื่อนักเรียนทำการบ้าน จะมีสมุดตรวจข้อผิด
เพื่อเช็คว่าที่ทำผิดนั้น ทำผิดตรงไหน และผิดเรื่องอะไร จะได้ไม่ทำโจทย์เดิมหรือคล้ายๆเดิมผิดเป็นครั้งที่สอง ซึ่งถ้าเทียบกับชีวิตของคนนั้น ประสบการณ์ที่เจ็บปวดมันจะสอนคุณ ก็คือคุณจะเข้าใจสิ่งนั้นๆได้อย่างถ่องแท้ก็ต่อเมื่อผ่านความเจ็บปวดนั้นๆมาก่อน คุณจะเข้าใจมันดี ถึงกระนั้นก็ตาม คนเราก็ยังทำผิดในเรื่องเดิมๆหนแล้วหนเล่า

บ่อยครั้งที่เราทำผิด และสัญญากับตัวเองว่าจะไม่ทำอีกแล้ว แต่กลายเป็นว่า เมื่อสถานการณ์เดิมๆเกิดขึ้นซ้ำ หรือเวลาที่เราทำผิดพลาดนั้น ก็มักจะหาข้ออ้างที่เข้าข้างตัวเองได้ตลอด การนั่งคิดว่าต่อไปจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว มันแค่เพียงแก้ตัวเท่านั้น โดยสิ่งที่เราไม่สามารถลืมได้เช่น ความเศร้าเหลือคณานับ ที่เราอาจจะเสียน้ำตาไปเยอะมาก หรือความปลื้มปิติ จนน้ำตาอาบแก้มก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปนั้น คุณเองอาจจะลืม หรือเวลานั้นมันสามารถบรรเทา ทั้งความเจ็บปวด และความสุขที่จางหายไปเรื่อยๆ จึงมีสุภาษิตที่ว่า “This too shall pass” นั่นก็คือ หนังสือของ abook เล่มหนึ่ง เขียนโดยคุณภูมิชาย บุญสินสุข แปลเป็นไทยคือ “เจ็บนิดเดียว เดี๋ยวก็เช้า”ค่ะ

คุณคิมรันโดได้กล่าวทิ้งท้ายในตอนนี้ว่า เขาเองก็มีสมุดตรวจข้อผิด ที่เขาจะไม่เลิกเขียนสมุดนี้ง่ายๆ และก็ถามกลับว่า “คุณมีสมุดตรวจข้อผิด ในชีวิตของคุณหรือยัง?”

18.อายุ 20 นั้นเป็นช่วงที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อในชีวิตของวัยรุ่นคนหนึ่งมาก
นั่นก็คือช่วงเวลานี้ อดีต ปัจจุบัน อนาคต จะมาบรรจบกัน นั่นก็คือ อาจจะมีทางเลือกหลากหลายที่รอเราอยู่ และไม่รู้จะไปเส้นทางไหนดี วัยนี้จะเกิดทุกข์ก็ต่อเมื่อมองไม่เห็นอนาคตที่รออยู่ข้างหน้า ไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไง นอกจากทางเลือกจำนวนมากแล้ว เมื่ออายุมากขึ้น ทางเลือกของเราจะน้อยลงๆไปเรื่อยๆ ความกังวลจะน้อยกว่าตอนที่ยังเป็นวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ตอนต้น เปรียบเสมือนการที่ลูกอ็อดจะกลายเป็นกบ ซึ่งรูปร่างต่างกันมากๆจะหว่างลูกอ็อดตัวเล็กๆ กับลูกกบ

19.”แม้วันนี้จะลำบากมาก แต่มีคนบางคนอยากเป็นแบบคุณแม้เพียง 1 วัน”
มนุษย์ส่วนมากนั้นมักจะวิ่งเข้าหาแสงแห่งความปรารถนา และไม่อาจจะปล่อยมันลงไปได้ ชีวิตอาจจะถูกทำลายเพราะความโลภ เหมือนกับลิงที่ถูกล่อด้วยไหที่มีอาหาร แต่เมื่อลิงล้วงลงไปก็กำมือแน่น ไม่ยอมปล่อยอาหาร ทั้งๆที่แค่มันปล่อยมือที่กำออก มันก็จะหนีจากคนที่ต้องการจะจับมันไปได้

ไม่มีใครสามารถนำชื่อเสียง,เงินทองติดตัวไปได้ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านั้นอาจจะไม่ใช่ความสุขที่แท้จริงของมนุษย์ การที่คุณไขว่คว้าชื่อเสียง,เกียรติยศ การยอมรับทั้งหลาย มันเหมือนกับการที่คุณไม่สามารถวางมันลงได้ จึงไม่ต่างอะไรจากลิงตัวนั้นที่ไม่ยอมปล่อยมือและหนีไปอย่างมีอิสระ

ไม่ควรเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น นั่นก็คือ การเอาความสุขของตัวเอง ไปเปรียบเทียบกับความสุขของผู้อื่น นั่นก็คือ การไปโฟกัสที่คนอื่น ไม่ใช่ตัวเอง ซึ่งเราจะเป็นทุกข์มากกว่าถ้าทำเช่นนั้น แม้คนที่ตัวเองก็มีความสุขดีอยู่แล้วก็ตาม ถ้าไปโฟกัสที่คนอื่นหรือมองเส้นทางของคนอื่นๆ และเห็นคนอื่นได้ดีกว่าตัวเอง เมื่อนั้นแหละ มันจะทำให้เกิดทุกข์

“ถ้าคุณลำบาก มองคนที่อยู่ต่ำกว่า แต่ถ้าอยากพัฒนาตัวเอง ให้มองคนที่สูงกว่า”
เส้นทางของความสุขอยู่ที่ความซาบซึ้งในสิ่งที่คุณมี คุณอาจจะลำบากจนอยากตาย แต่อาจจะมีใครบางคนอยากเป็นคุณแม้เพียงวันเดียว

20.อายุที่มากขึ้นนั้นไม่ใช่ประเด็นที่ทำให้เราทิ้งความฝัน
แต่การแสวงหาความมั่นคง และความสุขสงบต่างหาก เราจึงไม่อยากผ่านความทรมานใจ ที่เป็นสารกันบูดของความฝัน โดยลืมว่าความล้มเหลวทุกๆครั้งนั้น เราสามารถเข้าใกล้ความสำเร็จ แม้เป็นเพียงก้าวสองก้างของชีวิตก็ตาม เพราะฉะนั้นอย่าทิ้งความฝังของตัวเอง การทำความฝันนั้นไม่ประสบความสำเร็จ ยังดูแย่น้อยกว่าการที่ไร้ความฝันใดๆในชีวิต และศัตรูตัวฉกาจก็คือ การพึงพอใจหรือยึดติดกับความสำเร็จที่ผ่านมา

สำหรับเอนทรี่นี้ สามารถสรุปได้แค่ครึ่งนึงของหนังสือเองค่ะ แล้วจะมาเขียนรีวิว,สรุปเนื้อหาช่วงหลัง และให้คะแนนในเอนทรี่หน้านะคะ