พอดีลิงค์ไปมาไปพบการ์ตูนอันนี้โดยบังเอิญค่ะ ส่วนตัวรู้สึก มุขนี้มันโคตรๆ Cliche มาก ไม่กด +fav เพราะคิดว่า มันเป็นมุขที่ self-Ironic(ประชดตัวเอง),self-Cynical(เสียดสีตัวเอง) ก็คือ ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราเห็นอะไรแบบนี้ IMG_4330-1.JPG
credits:http://zombiesmile.deviantart.com/art/Dream-Job-477322624
มันเป็นเรื่องที่รู้ๆกันอยู่ คำว่านักเขียนการ์ตูนไส้แห้งมันมีมานาน ถึงแม้จะมีการเปิดกว้างในวงการการ์ตูนมากขึ้น แต่นักเขียนการ์ตูนในสำนักพิมพ์ก็รายได้ไม่สูงมากนัก นี่เป็นความเชื่อของคนทั่วๆไป

และเราไม่ทิ้งความเห็นที่ deviation นั้น แต่เลือกที่จะแสดงความคิดเห็นเป็นภาษาไทยที่เว็บตัวเอง เนื่องจากไม่ชอบดรามาเถียงกันยืดยาว บางเรื่องคือมันเป็นความคิดเฉพาะบุคคล อ่านแล้วงง คือ จะเถียงกันไปทำไมความคิดคนเราต่างกันค่ะ ชีวิตก็ต่าง ทำให้มุมมองต่อโลกก็แตกต่างกันไปด้วย

แน่นอนการที่เราเขียนบลอคนี้ ก็ต้องมีบางคน เอาลิงค์ไปให้เพื่อนดู และคุณก็อาจจะไม่เห็นด้วยในสิ่งที่เราพูดก็ได้ ร้อยคน ร้อยความคิด แต่ทุกๆครั้งที่เราสนใจใครขึ้นมา มันเป็นเพราะคนๆนั้นมีความคิดที่มีความกล้าในการแสดงตัวตน ก็คือแสดงจุดยืนของตัวเองออกมา ไม่ว่าจุดยืนของคนๆนั้น จะมีคนส่วนใหญ่เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยก็ตาม

และก็ยอมรับด้วยว่า ในบางครั้งเราก็จะไม่เห็นด้วยกับคนๆนั้น แต่เราก็ควรเคารพความคิดของเขา ไม่ใช่ไปด่าเขาว่าโง่ หรือไปวิจารณ์เขาว่า ทำไมเขาถึงทำแบบนั้น แบบนี้ ในบางครั้งการที่คุณวิจารณ์ชีวิตคนอื่น แน่นอนว่าคุณไม่สามารถควบคุมความคิดและการกระทำของเขา ให้เป็นอย่างที่คุณต้องการได้ อย่างมากคุณก็แค่ไม่ชอบในตัวตน หรือความคิดของคนๆนั้น ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็แนะนำว่าอยู่ห่างๆแล้วเคารพซึ่งกันและกันดีกว่าค่ะ

แต่ก็มีสิ่งที่เราเห็นด้วยกับคนเขียนการ์ตูนอันนี้ในบางประการ ไม่ใช่ในส่วนของตัวมุขนี้ แต่เป็นในส่วนที่เขาโต้ตอบกับคนอื่นๆที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

บางคนที่มาคอมเมนต์ก็บอกว่า เรื่องนี้….(ไส้แห้ง)เป็นเหตุผลที่เขาเลิกเขียนการ์ตูน แต่ไปทำงานวาดภาพประกอบที่รายได้ดีกว่าแทน แล้วพบว่า การเขียนภาพประกอบวรรณกรรมเด็กเป็นสิ่งที่เหมาะกับเขา ถึงแม้ว่าจะจ่ายน้อยเทียบกับงานวาดอื่นๆ และคนๆนี้ก็ได้แนะนำให้ผู้ที่เขียนการ์ตูนเรื่องนี้ ไปลองทำสายภาพประกอบดูบ้าง เนื่องจากงานด้านนี้จะมีมากกว่า

ส่วนอีกคนก็บอกผู้เขียนว่า พวกวงการเกม พวก concept artist นี่ ผู้เขียนการ์ตูนนี้ พูดเหมือนกับว่าวงการอื่นๆที่ใกล้เคียง เช่น วงการเกม มันง่ายยังไงยังงั้น เนื่องจากว่าการทำเกมหรือเป็น concept artist ในปัจจุบันนี้ มักจะรับคนที่เป็น 3D ด้วยและสามารถทำได้หลายๆอย่าง

คนที่มาค้านผู้เขียนการ์ตูนนี่ก็บอก เขาต้องทำ 3d ต้องหัดใช้โปรแกรม คุณคิดว่ามันง่ายเหรอ?การที่ต้องหัดโปรแกรมที่ออกมาเวอร์ชันใหม่ๆ อย่างตัวเขาชอบ 3dmax แต่พบว่าเพื่อนในทีมใช้ตัวอื่น เช่น ตัวที่ขึ้น mass ได้ดีกว่าอย่าง ZBRUSH ก็ต้องไปหัดใชั ไม่เหมือนนักวาดหรือนักเขียนการ์ตูนที่เน้นพัฒนาทักษะทางศิลปะอย่างเดียว แถมการอยู่ในวงการต้องหัดโปรแกรมที่คนอื่นๆในทีมหรือวงการ 3d เขาใช้กัน โปรแกรม 3d แต่ละตัวก็ออกโคตรเร็ว เรียนรู้ไม่นานต้องมาหัดฟังก์ชันใหม่ๆอีกต่างหาก ตัวผู้เขียนแกก็ไปตอบว่า แล้วคิดว่าการสะสมประสบการณ์ การวาดรูปให้สวย มันง่ายเหรอ? มันต้องอาศัยเวลาเหมือนกัน อ่านไปอ่านมา เริ่มรู้สึกมีกลิ่นมาม่าลอยมาหึ่งๆค่ะ =*= เถียงกันไปเถียงกันมา

ผู้เขียนการ์ตูนก็บอก วงการเกมมันใหญ่กว่าการ์ตูนหลายเท่า คือไม่ต้องดูอะไรเลย ดูจำนวนสำนักพิมพ์ที่พิมพ์ การ์ตูนสิ น้อยมาก มีแค่สองสำนักพิมพ์ใหญ่ๆ นี่ขนาดอเมริกาที่วงการคอมิคนั้นขยายตัวไปมากแล้ว แต่ลองดูบริษัทเกม คือโคตรเยอะมาก และพวก concept artist ในบริษัทพวกนี้ก็รายได้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกันกับรายได้ของนักเขียนการ์ตูน

และก็มีบางความคิดเห็นที่เคยได้ยินมา เช่น ฝึกวาดภาพประกอบได้ง่ายกว่า ใช้ระยะเวลาน้อยกว่า รายได้ดีกว่านักเขียนการ์ตูน คือขอโทษค่ะ เราหัดวาดรูปมาตั้งแต่อนุบาล ที่ทำได้เท่าที่เห็นนี่ ไม่ใช่ฝึกวันสองวัน ตอนอนุบาลนี่วาดคนเป็นเหลี่ยมๆ เป็นก้าง ถึงแม้ช่วงหลังเราจะไม่ได้ฝึกหนัก งานเราไม่ได้เป็นที่นิยมของเด็กๆรุ่นใหม่มากเท่าเก่า แต่เราก็ไม่เคยหายหัวจากวงการไปไหน ถ้าไปถามคนที่วาดรูปมานาน จะรู้ว่าเราวาดรูปมาสิบกว่าปีแล้ว น้องบางคนเห็นงานเราตั้งแต่ประถมด้วยซ้ำ

เราจึงคิดว่าการจะฝึกวาดจนเก่งและเป็นนักวาดภาพประกอบเต็มตัวไม่ได้ง่าย เพียงแต่มันใช้ Skillset คนละอย่างกัน ส่วนมากคนที่พูดคำพูดว่าการวาดภาพประกอบง่ายกว่า มักจะเป็นนักเขียนการ์ตูนอย่างเดียว คนที่เคยทำงานวาดภาพประกอบเต็มตัว  จะรู้ว่ามันไม่ง่าย การแข่งขันสูง บางคนอาจจะบอกว่า นักวาดภาพประกอบ มีสิ่งที่ต้องเรียนรู้ต่างจากนักเขียนการ์ตูน และต้องเรียนอะไรเพิ่มน้อยกว่า อันนี้มันแล้วแต่กรณีไปค่ะ นั่นก็คือ คุณจะเป็นนักวาดภาพประกอบ แนวที่ไม่ได้เน้นทักษะที่สูงมากๆก็ได้ เพียงแต่ถ้าคุณอยากทำงานกับสำนักพิมพ์ดังๆ คุณต้องรู้ทิศทาง หรือart direction ของสำนักพิมพ์นั้นๆว่าเป็นแนวไหน? และตัวคุณเองอยากทำแนวไหน?

ถ้าพูดให้ถูกต้องคือ การวาดภาพประกอบไม่ได้ง่าย หรือยากกว่าการเขียนการ์ตูน มันแล้วแต่บุคคลมากกว่า ว่าคุณเลือกที่จะอัพ หรือพัฒนาทักษะด้านไหน? การเขียนการ์ตูนเป็นเรื่อง ภาพที่สวยงามเป็นสิ่งที่ทำให้คนอยากอ่าน แต่การที่ทำให้คนติดตามเรื่องนั้นๆต่อไปมันคือเนื้อเรื่อง ดังนั้น ในการเขียนการ์ตูนเรื่อง ไม่จำเป็นต้องไปอัพทักษะการวาดภาพให้เต็ม max ขนาดนั้น คุณอัพทักษะการวาดเท่าที่คุณรู้สึกพอใจกับงานตัวเองในระดับหนึ่งแล้วเอาเวลาไปศึกษาเนื้อเรื่อง อนิเมชัน,หนัง,การ์ตูนจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นก็อาจจะทำงานร่วมกับนักเขียนแทนค่ะ

ช่วงเริ่มแรกที่เราเป็น concept artist ในบริษัทเกม ต้องเรียนรู้อะไรหลายๆอย่างมาก อาจจะไม่ถึงขนาดปั้น 3d แต่รวมๆคือมีสิ่งที่ไม่เคยรู้ ไม่เคยทำมาก่อน เช่น การเพนท์ texture 3d model และรู้ว่าการจะทำ asset เกมหรือพวกฉาก คาแรคเตอร์ มีขั้นตอนอย่างไร และมี work flow อย่างไรในการทำงานระหว่างนั้น

ถ้าถามว่าควรเป็น concept artist ดีไหม?บอกตรงๆถ้าคุณไม่ชอบเล่นเกม อย่าเป็นจะดีกว่าค่ะ ถึงแม้ concept artist จะเป็นสายใกล้เคียงกับด้านวาดภาพประกอบ และถือว่าเป็นการทำงานด้านวาดๆแบบหนึ่ง แต่โดย inner ถ้าคุณไม่ได้เล่นเกมเลย แล้วคุณไปเจองานออกแบบคาแรคเตอร์ หรือฉากเกม แน่นอนว่าเซนส์ในการออกแบบต่างๆโดยทั่วไปของคนชอบเล่นเกม ย่อมสูงกว่าค่ะ

เนื่องจากโดยส่วนมาก เวลาเล่นเกมต่างๆ มันก็ต้องมีการซื้อหนังสือ material ของเกมต่างๆมาศึกษา ถ้าคุณไม่ได้รักในการทำเกมแบบ inner จากภายในจริงๆ เวลาทำงาน คุณจะรู้สึกว่ามันไม่ใช่ ถ้าคนชอบเล่นเกม คุณจะมีความกระตือรือล้นในการที่อยากเห็นคาแรคเตอร์ตัวเองออกมาเป็นตัวเกมจริงๆมากกว่า แต่ก็ไม่ได้ห้ามนะคะ. คือถ้าคุณชอบวาดรูปแล้วอยากได้งานที่มีความมั่นคงประมาณหนึ่ง ในขณะเดียวกันได้ฝึกฝีมือเรื่องการวาดไปด้วยการมีงานประจำเป็นหลักแหล่งย่อมดีกว่า ในกรณีที่คุณอยากพัฒนาทักษะการวาดอย่างเดียวโดยไม่สนใจเรื่องอื่นๆ

และการที่เราไปทำงานประจำด้านวาดๆเป็น concept artist เกม,เป็น Digital Artist ไม่ใช่เพราะมันรายได้ดีกว่า แต่มันเป็นเพราะว่า เราชอบวาดภาพประกอบและออกแบบคาแรคเตอร์,ฉากเกมมากกว่าเท่านั้นเอง มีน้องเคยถามเหมือนกันว่า พี่ไม่เขียนการ์ตูนเรื่องเหรอ?ที่พี่ไม่เขียน ไม่ใช่ว่าเป็นนักเขียนการ์ตูนแล้วรายได้น้อย ไส้แห้งกว่า หรือเป็นพวกองุ่นเปรี้ยว คือทำไม่ได้ เลยไม่ทำ แต่พี่เคยทำแล้ว คือการเขียนการ์ตูนแบบปกติๆ ทั่วๆไป ตามฟอร์แมทที่ส่งสำนักพิมพ์ วิธีการ present การ์ตูน การเขียนเส้นสปีด ใส่บอลลูน ทุกๆอย่างที่เป็นการ์ตูนเรื่อง คือพี่ไม่ขอบวิธีการพวกนั้นเลยจริงๆ

ไม่ได้บอกว่าคนทำฟอร์แมทเดิมๆไม่ดี อย่าตีความมั่ว อันนั้นคือมันเป็นวิธีการที่พิสูจน์กันมาแล้ว และเป็นวิธีการที่คนส่วนใหญ่ชินแล้วค่ะ ไม่ได้บอกว่าการทำการ์ตูนส่งสำนักพิมพ์มันผิด มันเป็น personal taste คือ รสนิยมส่วนบุคคล เหมือนเวลาน้องเลือกกินไอศกรีม เวลาน้องเลือก น้องไม่ได้สนว่าชาวบ้านหรือเพื่อนน้องเลือกรสอะไร น้องแค่เลือกในรสที่ตัวเองอยากกิน ชีวิตก็คล้ายๆกันค่ะ น้องเลือกทางเดินที่ตัวเองอยากไป ไม่ใช่ไปดูเพื่อน ดูคนรอบข้างแล้วไปเลือกตามพวกเขา ชีวิตเป็นของคุณเอง ตัดสินใจเอง โดยมีพื้นฐานจากความต้องการของตัวเองก่อน โดยไม่ทำให้ทางบ้าน พ่อแม่ ครอบครัวต้องเดือดร้อนกับทางที่คุณเลือกมากนัก

ช่วงแรกๆที่พี่เคยไปทางเขียนการ์ตูน วาดโดจินบ้าง เพราะมีเพื่อนๆทำอยู่ ก็เลยทำบ้าง แต่ส่วนตัวยังไงก็ชอบงานวาดเป็นภาพมากกว่า และถนัดกว่าด้วย แล้วก็ต้องยอมรับในจุดอ่อนจุดแข็งของตัวเองค่ะ ไม่ใช่ว่าจะดึงดันไปทางนั้น โดยไม่ได้ดู Skillset ตัวเอง ว่าเหมาะกับงานชนิดนั้นๆหรือเปล่า

ถึงเราไม่ได้วาด ก็สอนวาด,เขียนบลอค,ทำคลิปวีดีโอสอนฟรีๆ การวาดภาพเรา แรกๆก็วาดอุบาทว์ วาดไม่สวย เหมือนๆน้องทุกคนที่เริ่มต้นนั่นแหละ บางทีคุณเห็นแค่จุดเดียวของคนที่ทำสิ่งนั้นๆได้เก่งหรือดูเหมือนจะสำเร็จ แค่เฮ้ย..แม่งได้ทำงานวาดภาพประกอบเป็นอาชีพ..ได้ไปทำงานสตูเมืองนอก ฟลุ๊กป่าววะ? บางคน รู้จักเราแค่ช่วงปีสองปี ในช่วงเวลาที่งานเราได้ออกตีพิมพ์บ้าง แต่ไม่รู้ว่าเราต้องฝึกหนักมากแค่ไหน บางคนรู้จักเราผ่านอินเตอร์เนท ผ่านคำพูด การกระทำบางอย่าง ก็ตัดสินเรา ว่าเป็นคนแบบนั้น แบบนี้

บางคนรู้แต่ว่า งานวาดภาพประกอบรายได้ดีกว่าการเขียนการ์ตูน และใช้เวลาน้อยกว่าในการฝึก และทำออกมาแต่ละชิ้น จะบอกว่าสำหรับเราซึ่งเป็นนักวาดภาพประกอบและผ่านประสบการณ์มาในระดับหนึ่งจะตอบว่า ‘ไม่จริง(เสมอไป)’ ทั้งเรื่องของการฝึกฝนได้ง่ายกว่า กับเรื่องรายได้ที่ดีกว่า และเป็นจริงสำหรับบางกรณีเท่านั้น ไม่ได้ปฏิเสธว่า ที่ว่ามานั่น อาจจะเป็นจริงสำหรับนักวาดบางคนที่พบกับประสบการณ์อีกแบบ

ถ้าคุณเป็นนักเขียนการ์ตูนที่ดังมากๆ คุณรายได้ดีกว่านักวาดภาพประกอบฝีมือธรรมดาๆแน่นอนค่ะ ถามว่าทำไม? การที่คุณดัง ในบางครั้ง มันอาจจะไม่ใช่แค่งาน แต่มันเป็นตัวตนของคุณ บางครั้งคนซื้องานคุณ เขาชอบฝีมือคุณแค่ส่วนนึง แต่อีกส่วนนึงคือชอบที่ตัวคุณ บุคลิค การพูดจา และรวมๆความเป็นตัวคุณทั้งหมด รวมไปถึงสิ่งที่คุณชอบ การใช้ชีวิต ยี่ห้อสินค้าที่ซื้อ วิธีการแต่งตัว วิธีเลือกสินค้า วิธีในการทำงาน ก็คือถ้าคนที่อยู่ในข่ายคนที่ชอบผลงานคุณ รวมทั้งตัวตนของคุณเองด้วย ซึ่งจริงๆอาจจะไม่ใช่ทุกคนที่ไปถึงจุดนั้นได้ แต่เราเคยเป็น คือเคยเป็นแฟนผลงานของนักวาดท่านอื่น นักวาดที่เราเคยชอบมากๆในช่วงหนึ่งของชีวิต คือ SR (Kimsera นักวาดของ Ragnarok online ที่เป็นผู้ออกแบบคาแรคเตอร์ให้ RO2ค่ะ)

IMG_4331.PNG

credits:http://grandyoukan.net/

ช่วงทำงานประจำแรกๆนี่เข้าบลอคเธอทุกวัน อ่านไม่ออกก็เข้าไปดู ลอง Search ดูว่าตัวจริงเธอหน้าตาเป็นยังไง? เธอน่ารักดี แต่ดูคล้ายผู้ชายค่ะ ตัดผมสั้น แต่งตัวแบบผู้ชาย มีคอสเพลย์เป็นตัวละครใน RO ด้วยถ้าจำไม่ผิดนะคะ

แต่คนส่วนมากมักจะติดอยู่ขั้นนี้ นั่นก็คือ จุดที่คนเริ่มๆจะสนใจในตัวตนของคุณแล้ว แต่คุณยังไม่ได้พัฒนาให้เป็นความรู้สึกอีกขั้น ยกตัวอย่าง Sera เธอก็ไม่ได้สนใจคนที่มาคอมเมนต์เธอเท่าไรอยู่แล้ว เนื่องจากคนที่มีชื่อเสียงมากๆ ความใส่ใจผู้ที่ติดตามผลงานของคนๆนั้นจะน้อยลงเรื่อยๆ ถามว่าทำไมถึงรู้?เราก็เคยเป็น คือ ได้รับคอมเมนต์เยอะมากๆ จนไม่สามารถตอบทุกคอมเมนต์ได้ แต่นักวาดคนหนึ่งที่เราชอบผลงานเขา เปลี่ยนแนวคิดเรา คนนี้(ไม่ขอเอ่ยชื่อค่ะ) เขาตอบคอมเมนต์ของคนเยอะมาก และตอบอย่างละเอียด และใส่ใจ ทำให้เราย้อนกลับไปคิดได้ และตอนหลังเราก็พยายามทำแบบนั้น ก็คือการพยายามตอบคอมเมนต์ของทุกๆคนค่ะ

ซึ่งแน่นอนในขั้นกว่าของการที่คนชอบตัวตนของคุณ นอกเหนือไปจากงานของคุณ การที่คุณทำผลิตภัณฑ์หรือสินค้าอะไรออกมา เขียนการ์ตูนเรื่อง ก็ย่อมมีคนที่ต้องการจะซื้อผลงานของคุณมากกว่าคนอื่นๆอยู่แล้วค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรู้จักตัวตนกันในโลกแห่งความเป็นจริง ในบางครั้ง เราอาจจะไม่ได้ชอบในตัวผลงานของนักวาดคนนั้นๆแล้ว แต่ถ้าเขามีตัวตนหรือภาพลักษณ์ที่ชัดเจน ถึงแม้ไม่ได้ติดตามหรือซื้องาน เราก็จะกลายเป็น Advocate ก็คือคนที่คอยนำเรื่องของคนๆนั้นไปคุยกับคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นคุยในทางที่ดี หรือไม่ดี เหล่านี้นั้น ทำให้คุณไม่ตายไปจากใจ หรือหายไปจากความทรงจำของใครสักคนได้ง่ายๆ มันจึงมีดาราบางคน ที่จงใจ สร้างข่าวฉาว เพื่ออย่างน้อย ทำให้พอจะมีข่าวบ้าง เมื่อมีข่าว ไม่ว่าจะดีหรือร้าย แสดงว่าดาราคนนั้นยังอยู่ในกระแส และความสนใจของผู้คน ก็จะมีงานจ้างตามมา

อีกตัวอย่างก็คือ แสตนลีย์ค่ะ (artgerm-Stanley) คือที่พูดถึงบ่อยเนื่องจาก แสตนแกก็เป็นไอดอลเราด้านอื่นด้วยน่ะ คือมันเลยเรื่องการวาดเก่งๆไปแล้ว งานเฮียเราก็ชอบในระดับหนึ่ง ไม่ได้ชอบที่สุด เผลอๆ เราคิดด้วยซ้ำว่างานเฮียรูปใหม่ๆมันเหมือนเดิมไม่มีอะไรแปลกตาไป เพราะเทคนิคเฮียเขาคงที่แล้ว แถมยังทำ subject เดิม ในเทคนิคเดิม แต่ด้วยความเก่งของแก ไม่ว่าจะวาดอะไรคือมันก็ออกมาสวย แต่มันไม่ได้เป็นงานแปลกใหม่มากมายนัก มันสวยที่ทักษะในการวาดที่สูงแล้ว แต่พูดจริงๆเรื่องนี้อาจจะดีก็ได้ ก็คือจับ subject เดิม ในเทคนิคเดิม จนมันเป็นภาพลักษณ์ หรืออิมเมจที่แข็งแกร่ง

vampi_final3_by_artgerm-d7u42pc

credit:http://artgerm.deviantart.com/art/Vampirella-Premium-Format-Statue-473841840

แต่เราคิดว่าแสตนแกเป็นนักวาดที่เข้าใจตลาดดีค่ะ ก็คือแกรู้ว่าวาดอะไรคนจึงจะชอบ คนที่ดังนี่ ส่วนมากไม่ได้เรื่องบังเอิญทั้งสิ้นค่ะ ถ้าเราลองดูๆไป มันก็เหมือนเรื่องของหนังสือ บอกตรงๆ เบื่อเรื่องหุ้นมากๆ แต่เราต้องยอมรับว่า หนังสือหุ้นนี่ ขาขึ้นค่ะ เขียนไม่แย่มาก ยังไงก็ขายได้ หรืออย่างปกนิยายวัยรุ่น คือยังไงก็ต้องผู้ชายหล่อ ผู้หญิงสวย จนกว่าเทรนด์มันจะเปลี่ยน ซึ่งมันไม่น่าจะเปลี่ยนไปมาก แม้มันจะเลยช่วงกระแสแรงๆมาแล้ว แต่ก็ยังโตได้ประมาณหนึ่งค่ะ ถ้าไปดูตามร้าน ยังเป็นหนังสือขายดีอยู่นะคะ

ย้อนมาก่อน ตอนเราทำงาน จะเห็นว่า แสตนแกมีรูปภรรยา(ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นรูปภรรยาที่แกวาดเอง)ตั้งไว้ด้านหน้าคอมตลอดเวลา มีคำพูดเขียนไว้ว่าแสตนรักแม็ด(ภรรยาแกชื่อแม็ดเดลีนค่ะ)และถ้าใครตามงานแก จะมีรูปที่แสตนวาดภรรยาแกเป็นตัวละคร Pepper ที่เฮียแกชอบวาดนั่นแหละ อนุมานได้ว่า เฮียเขารักภรรยามากจริงๆ แถมเวลามีคนไปสัมภาษณ์  แกจะพูดถึงภรรยาตัวเองอย่างภูมิใจและให้เกียรติ จำคำถามไม่ได้ค่ะ เหมือนคนสัมภาษณ์จะไปถามประมาณว่า คาแรคเตอร์ที่ชอบที่สุดคือตัวไหน และดูเหมือนว่าแสตนแกจะตอบว่า ภรรยาสุดสวยของแกเอง

จะเห็นได้ว่าตอนแรกก็มาจากชอบงานเท่านั้น แค่จุดเริ่มต้น ต่อมามันเริ่มเป็นเรื่องของตัวตน การดำเนินชีวิต นอกจากนี้เฮียแกดูใส่ใจพนักงานดี มีการสอนเทคนิค ไม่หวงความรู้

ก็เลยกลายเป็นว่า นอกจากชอบงานแล้วก็ชอบในฐานะที่เราเป็น subordinate เขาหรือลูกน้องของเขา ชอบตรงที่แกรักภรรยา,ครอบครัวดีค่ะ เรียกได้ว่า ถ้านับเรื่องนี้ก็เป็นตัวอย่างในการดำเนินชีวิตที่ดี ดีกว่าค่ะ ส่วนข้อเสีย หรือสิ่งที่คนอื่นๆไม่ชอบในตัวเฮีย มันก็เป็นมุมมองของคนๆนั้นมากกว่าค่ะ ถ้าคุณรู้จักใครสักคน คุณจะต้องมีภาพในใจของคนๆนั้นอยู่ในใจอยู่แล้ว

การที่คุณรู้จัก แล้วเขาไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิด หรือมีเหตุการณ์อะไรบางอย่าง ที่เกิดชึ้น และทำให้คุณมองคนๆนั้นเปลี่ยนไป หรือมีบุคคลที่สาม มาเล่าให้คุณฟัง ว่าคนๆนั้นเลวมากๆ เวลาที่คุณสัมผัสคนๆนั้นจริงๆ คุณอาจจะรู้สึกว่าเขาไม่ได้เป็นคนเลว เขาแค่มีความคิด ทัศนคติ การกระทำที่ไม่ตรงกับคนอื่นๆ ในขณะเดียวกันคนบางคน อาจจะเป็นคนเลวจริงๆก็ได้ อย่างเกมส์ พนักงานปูเตียงที่ข่มขืนแล้วฆ่าเด็ก เออ..คือนี่แหละเลว มันก็คือการกระทำที่เลยศีลธรรมจรรยาไปแล้ว

เร็วๆนี้ได้คุยกับน้องพี ที่เป็นนักเรียน น้องพีชอบสามก๊กมาก และเขาก็ถามเราประมาณๆว่า พี่คิดยังไงกับโจโฉ ?เราไม่ได้อ่านสามก๊กจนจบนะ แต่ตอนอ่านทีไร เรารู้สึกว่า โจโฉเป็นคาแรคเตอร์เตอร์ที่ฉลาด ถ้าเทียบกับเล่าปี่ และซุนกวนแล้ว โจโฉฉลาดแกมโกงแบบจิ้งจอกที่สุด ในขณะที่เล่าปี่ต้องพึ่งพาความสามารถและความฉลาดของขงเบ้ง ตอนเราอ่าน เนื่องจากในหนังสือเรียนภาษาไทยจะคัดบางบทมาค่ะ และเล่าปี่น่าจะเป็นตัวเดินเรื่อง แน่นอนว่าถ้าอ่านในมุมเล่าปี่ โจโฉคือตัวร้าย แต่น้องพีบอกว่า ในสามก๊กไม่มีใครเป็นตัวร้าย แค่มีทัศนคติต่างกัน และอยู่คนละฝ่าย จึงต้องรบกัน

dw8-cao-cao

credit:http://www.creativeuncut.com/gallery-26/dw8-cao-cao.html
แต่โดยส่วนมากนั้น ความรู้สึกช่วงแรกๆที่มีต่อใครก็ตาม เช่น คนที่เป็นไอดอลคุณ จะเป็นความรู้สึกที่คุณยังมีต่อเขาค่ะ ตราบใดที่เขาไม่ได้ทำอะไรที่ทำให้คุณเปลี่ยนความคิดไปอย่างสุดขั้วแล้ว ไม่ว่าบุคคลที่สามจะพูดมายังไง ถ้าภาพหรืออิมเมจที่คุณมีต่อคนๆนั้นยังไม่เสียไป ไม่ว่าสิ่งที่เขาทำจะแย่แค่ไหน หรือ คนอื่นๆมาพูดว่าเขาเลวยังไง คุณจะรู้สึกกับเขาเหมือนเดิม ถ้าคุณเชื่อในตัวตนของเขา และมีภาพลักษณ์ของเขาอยู่ในใจ

โดยส่วนมากแล้วเราเชื่อว่าคนเราอยากทำดีมากกว่า แต่บางคนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ผิด หรือถูกเลี้ยงมาอีกแบบ ในการ์ตูนบางเรื่อง จะมีการดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมองของตัวละครที่ดูเลว เช่น Top Secret ของ อาจารย์ Shimizu Reiko จะมีการเล่าว่าอาชญากรที่ลงมือทำอาชญากรรมต่างๆนั้น มีความคิดยังไง?เจออะไรในชีวิตมาจึงทำให้เขาเป็นแบบนั้น

b11

credits:http://articleonlinez.blogspot.com/2012/05/top-secret-reiko-shimizu.html
คุณไม่ต้องตีอกชกตัว ว่าทำไมงานเรายังไม่เป็นที่นิยมในขณะนี้ ต้องวาดคาแรคเตอร์หล่อสวยเท่านั้นหรือ? ไม่จำเป็นค่ะ ถ้าคุณอยากดัง คุณต้องทำงานที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ การเข้าถึงคนง่าย ไม่จำเป็นจะต้องวาดรูปตัวละครหล่อสวยเสมอไป เช่น ถ้าลายเส้นคุณไม่ได้แนวคาแรคเตอร์หน้าตาดีแนววัยรุ่นแล้ว คุณต้องหาจุดร่วมอื่นๆที่วัยรุ่นชอบที่มีความคล้ายคลึงกัน และคุณก็สนใจในเรื่องนั้นๆด้วย อาจจะเป็นหัวข้อหรือ genre ที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้ แต่การที่คุณวาดตัวละครหน้าตาดี มันเป็นเบสิคอยู่แล้ว คือ คนส่วนใหญ่ชอบตัวละครหน้าตาดีๆอยู่แล้วค่ะ มันเป็นสิ่งที่ขายได้ มีตลาดแน่นอนไม่ว่าจะยุคสมัยไหน

ยกตัวอย่าง Penny Arcade ที่เป็นเว็บคอมิคดัง เรื่องราวก็เกิดมาจากการเล่นเกม แน่นอนว่าของเล่นผู้ชาย จะเป็นวีดีโอเกม,ฟิกเกอร์,พลาโม,เลโก ดังนั้นแฟนๆส่วนมากของเว็บคอมิคเรื่องนี้ จึงเป็นกลุ่มผู้ชายซะส่วนมาก และถ้าพูดถึงเกมเมอร์ นี่คือกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่ สิ่งนี้คือความเข้าใจตลาดที่ว่า นั่นก็คือคุณต้องหากลุ่มเป้าหมายหรือ Target market ของคุณให้เจอ สิ่งที่คุณควรทำคืออาจลองทำงานหลายๆแบบเพื่อวัดผลในช่วงแรกๆดู ไม่ได้บอกให้ไปฝืนสไตล์อะไร คุณก็เป็นตัวเอง เขียนเรื่อง และวาดในสิ่งที่อยากวาดก่อน แล้วลองดูว่า feedback ดีหรือเปล่า?ความพึงพอใจของเราหละ โอเคไหม? การทำงานนั้นๆจะต้องไม่ฝืนความเป็นตัวตนตัวคุณเองมากเกินไปค่ะ

ถ้าคุณดูหนังไทยที่เข้าฉายในโรง มีหนังสามประเภทเท่านั้นที่รายได้มีสิทธิ์เกิน 100 ล้าน นั่นก็คือ หนังรัก,หนังผี,หนังตลก ส่วนหนังอื่นๆก็มีโอกาสเกิดบ้างแต่น้อยกว่า และหนังที่ได้รางวัลแต่ไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องของรายได้ก็มี การวาดแล้วไม่เป็นที่นิยม ไม่ได้บอกว่าต้องไปวาดแฟนอาร์ทของเรื่องดังๆอย่างเดียวค่ะ. แต่คุณต้องทำความเข้าใจในธรรมชาติของคน และยอมรับให้ได้ว่า ถ้าคุณเลือกที่จะแตกต่างจากคนหมู่มาก แน่นอนช่วงแรกๆคุณจะเคว้งคว้าง

บางคนทำไปสักพักแล้วรู้สึกว่า ทำยังไงจำนวนคนชอบงานก็ยังน้อย และก็ไม่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองซะด้วย และถ้าอยากดังในประเทศไหน คุณต้องทำความเข้าใจรสนิยมของคนประเทศนั้นในระดับหนึ่ง ถ้าคุณไม่อยากทำแบบนั้น แนะนำว่าคุณควรมีงานหลักอื่นๆที่อาจจะไม่ใช่การวาดอย่างเดียว เพื่อเป็นอาชีพเลี้ยงตัว ในขณะเดียวกันก็ทำสิ่งที่รักไปด้วย คุณจะได้ไม่มีแรงกดดันที่จะต้องขายงานให้ได้ และเอาเวลาว่างนั่นแหละมาทำสิ่งที่อยากทำจริงๆ โดยไม่ต้องสนว่าคนจะชอบน้อย หรือมาก เพราะนั่นไม่ใช่ประเด็นหลัก

และในการ์ตูนนั้นยังมีคำพูดน่าคิดอีก มีเนื้อหาแฝงเอาไว้ ไม่ทราบว่าคนเขียนหรือเปล่าที่เป็นคนพูดค่ะ ก็คือ ไม่ต้องมาพูดประโยคเลยว่า

“คุณไม่ต้องคิดมากเรื่องเงินหรือไส้แห้งหรอก อย่างน้อยคุณก็ได้ทำในสิ่งที่ชอบแล้ว อย่างน้อยคุณก็มีความสุขไม่ใช่เหรอ?”

คำพูดที่โคตรโลกสวยนี้ ต้องเติมให้จบ อีกประโยคหนึ่ง เขียนใหม่คือ …..

“…คุณไม่ต้องคิดมากเรื่องเงิน หรือไส้แห้งหรอก อย่างน้อยคุณก็ได้ทำสิ่งที่ชอบแล้ว และเลี้ยงดูครอบครัว ดูแลคนที่เรารักได้ด้วย”

ถ้าคุณยังไม่ถึงขั้นนี้ เสต็ปแรก ควรเป็นการ “เลี้ยงชีพตัวเอง” โดยไม่ต้องเดือดร้อนคนรอบๆตัวให้ได้ก่อนจะดีกว่าค่ะ

และคนทั่วๆไปก็จะยอมแพ้ เนื่องจากว่าไม่อยากให้คนอื่นเห็นตัวเองเป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ก็คือจะต้องประสบความสำเร็จในเส้นทางที่เลือกให้ได้ โดยไม่คำนึงว่าความสำเร็จนั้นต้องอาศัยเวลาในการบ่มเพาะพอสมควร เวลามีคนมาว่า เช่น

“นาย(เธอ)ยังอาศัยอยู่บ้านพ่อแม่อีกเหรอ”

มาจุดนี้คนส่วนมากก็จะฝ่อและเลิกเดินตามสิ่งที่ตัวเองอยากทำ ตามที่ตัวเองได้ตั้งใจไว้ และเดินไปตามสิ่งที่คนส่วนใหญ่ทำ ทำงาน กินเงินเดือน มีบ้าน รถ ครอบครัว ลงทุนบ้าง เกษียณซัก 60 มันเหมือนชีวิตที่เหมือนเกม RPG คุณแค่เล่นไปตามบทสรุปเกมเท่านั้น นั่นก็คือเส้นทางที่มันอาจจะปูไปสู่สิ่งต่างๆที่คนอื่นๆมองว่าดี โดยไม่เคยถามตัวเองเลยว่า นี่คือเส้นทางของเราจริงๆหรือเปล่า? จริงๆแล้วเราอยากจะทำอะไรบ้างก่อนตาย? ถ้าสิ่งที่คุณทำอยู่ มันใช่สิ่งที่คุณต้องการ ก็ยินดีกับคุณด้วยค่ะ

และคุณต้องยอมรับว่าวัฒนธรรมเอเชียกับตะวันตกมันต่างกัน นั่นก็เอเชียนั้น จะมีครอบครัวที่เหนียวแน่นกว่ามากๆ ประเพณีอย่างสารทจีน,เชงเม้ง ก็คือประเพณีที่จะทำให้ครอบครัวใหญ่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้ง หลังจากที่ลูกหลานแต่งงานออกเรือนไป

เราจึงเฉยๆกับการที่อยู่บ้านเดียวกับพ่อแม่ ไม่ได้มีครอบครัวตนเอง เราคิดว่าในขณะที่พ่อแม่อยู่ เรามีโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกันประมาณหนึ่งดีแล้ว ดีกว่าจะโผล่มาแค่วันงานศพหรือวันสำคัญอื่นๆจึงจะได้เจอพ่อแม่ ในความคิดของเรา เราคิดว่าเรื่องนี้มันไม่สามารถแลกกันได้ ถ้าคุณมีปัญญาและความสามารถในการผ่อนคอนโด ผ่อนบ้าน สร้างครอบครัว คุณก็ทำไปค่ะ นั่นเป็นเรื่องที่ดีแล้ว  แต่ถ้าเป็นเรา เราอาจจะเลือกปล่อยคอนโดให้เช่าแล้วอาจจะอยู่กับพ่อแม่เหมือนเดิม

และพวกที่อาจจะบอก(หรือคิดในใจ)

“เออสิว้าาาา…พี่ก็พูดได้ดิ เรื่องทำงานวาดๆ ก็พี่มีพรสวรรค์ มีเซนส์ดีกว่าชาวบ้าน มีลูกค้า มีนักเรียน มีคนรู้จักเยอะแยะแล้ว”

อันนี้ เป็นความคิดที่…ฟังแล้ว เช้ดดดดด น้องเอ๊ย… อย่าได้ไปพูดกับนักวาดคนไหนล่ะ ถ้านัองไม่อยากโดนเกลียดขี้หน้า,โดนกระโดดขาคู่ถีบยอดหน้า หรือตบเกรียนแตก

คือได้ยินแล้วแบบ…. ถ้าปล่อยพลังได้นี่ตูจะอะบู๊เก็ดใส่เต็ม max เลย เหตุผลเพราะว่าน้อยคนมากค่ะที่จะเกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ที่ว่านั่นกัน และแถมคนเราแทบจะไม่รู้เลยว่า จริงๆแล้ว เรามีพรสวรรค์เรื่องไหนบ้าง?เพราะว่าเรายังไม่ได้ลองทำทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกนี้ และบางคนอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราอยากเป็นอะไรกันแน่?

พูดง่ายๆคือพี่ไม่ได้เกิดมาคาบพู่กันเลี่ยมทอง และพี่ก็เคยเป็น nobody เหมือนน้องๆหลายคน วันๆฝึกวาดแต่รูป เพื่อนที่รู้จักตัวตน และเข้าใจกันจริงๆก็มีน้อย หนำซ้ำใส่แว่นมาแต่เด็กเลยโดนว่าเป็นเด็ก nerd ตอนเด็กๆพี่ชอบดนตรี ชอบเต้นแร้งเต้นกามากกว่าวาดรูปอีก แต่พ่อแม่ไม่ได้สนับสนุน ตอนเรียนมีความใฝ่ฝันอยากเป็นวงดุริยางค์กับเขามั่ง ปรากฎได้เป็นจริงๆ คือชีวิตจับพลัดจับผลู ไปอยู่โรงเรียนกลางทุ่ง เป็นนักเรียนรุ่นแรกของโรงเรียน ได้เป็นวงดุริยางค์จริง แต่ได้เป่าขลุ่ยรีคอร์เดอร์ เพราะไม่มีตังค์ซื้อเครื่องดนตรีชนิดอื่นๆ

เมื่อเป็นวงดุริยางค์มีหน้าที่คือเป่าขลุ่ยนำตอนร้องเพลงชาติหน้าเสาธง กีฬาสีเป่าเพลงมหาฤกษ์ ฝึกเป่าขลุ่ยทุกวัน(เป่าได้สองสามเพลง) จริงๆอยากเรียนไวโอลิน แต่ไม่มีเงินซื้อ เวลาไปห้างเกาะกระจกราวน้องแม็กซ์ในโฆษณาอีซูซุในโรงหนัง อยากได้คีย์บอร์ดมากๆแต่ไม่มีเงินซื้อแบบดีๆ และกลายเป็นว่าสิ่งที่อยากทำจริงๆตอนเด็ก โตขึ้นก็ไม่ได้ทำ ชีวิตไม่ได้เป็นอย่างหวังตลอด

ส่วนการวาดรูปมันเป็นสิ่งที่ไม่ต้องใชัเงินมากก็ทำได้ และสนุกสนานประมาณหนึ่งค่ะ เลยทำมาเรื่อยๆ(ตอนแรกวาดบนกระดาษถ่ายเอกสาร,กระดาษบรู๊ฟ) ตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่าจะทำเป็นอาชีพ เพราะเป็นภูมิสถาปนิกตามที่จบมาแน่นอนว่า เป็นงานที่มั่นคงกว่า ถ้าเทียบกันแล้ว แต่เราไม่ได้เลือกเส้นทางนั้นไปเพราะคิดว่า อยากจริงจังกับการวาดรูป และอยากทำให้มันเป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้

แต่พอโตมา ทำงานประจำวาด ฟรีแลนซ์วาด และล่าสุดคือเป็นครู หน้าที่การงานบังคับว่าพี่ต้องเข้าสังคมและพูดคุยมากขึ้นต่างจากสมัยเด็ก ที่เรายังหมกมุ่นอยู่ในโลกส่วนตัวของตัวเองได้ โดยไม่ต้องเรียนรู้ในการเข้าสังคมหรือพบปะผู้คน และพี่ก็อ่านหนังสือ เดล คาร์เนกี้ เรื่องวิธีชนะมิตรและจูงใจคน(How to win friends and influence people) พี่แนะนำว่าน้องควรหามาอ่านค่ะ แต่ถ้าใครยังไม่ได้อ่านก็จะสรุปให้สองข้อ

การสร้างมิตร น้องทำแค่สองข้อ

1.สนใจคนๆนั้นอย่างจริงๆไม่ว่าเขาคือใคร วิธีการแสดงความสนใจ คือ รับฟังในสิ่งที่เขาต้องการพูด จะพูดออกแนว Cliche’ (เจอจนเบื่อ) อีกแล้ว คือ พระเจ้าให้ปากมา 1 อัน,หู 2 หูเพราะอยากให้เรารับฟังมากกว่าพูด

2.ปฏิบัติกับคนอื่น เหมือนที่อยากให้คนอื่นปฏิบัติต่อเราค่ะ

แค่นี้ น้องทำได้ไหมคะ?

ถ้าเป็นเรื่องพัฒนาฝีมือในการวาดการ์ตูน เพื่อเราสมัยกลุ่มการ์ตูน อย่าง ปอ KK ปอเองเคยบอกเราเลยว่าเราเลือกชุดสีได้ห่วยมาก คือห่วยจริงๆ ไม่ได้ห่วยแบบเก่งแล้วดันถล่มตัวว่างานกาก ตอนเราทำงานประจำใหม่ๆ เลือกสีไม่สวยเลย ไม่เข้าใจ เราก็ลองดูรูปคนวาดสวยๆ ใช้สีเก่งๆ แล้วดูว่าเขามีการเลือกสียังไง เลือกสีอะไรมาเป็นสีของเงา,สีของวัตถุ เจ้านายก็บอก อยากได้สีสดๆแบบเกม XXX ทำไมเลือกสีออกมาแบบนี้? กว่าเราจะเข้าใจและปรับตัวได้เรื่องการใช้สี ก็ประมาณทำงานประจำปีที่สอง

ช่วงมหาวิทยาลัย เราต้องทำโปรเจค คณะสถาปัตย์เรียน 5 ปี คืองานเยอะมากๆ แต่เราไม่ได้ใช่คำนั้นมาอ้างว่า เรียนหนัก เลยไม่มีเวลาฝึกวาดรูป ไปวาดรูปห้องคอมวิทยาศาสตร์ทุกอาทิตย์ เป็นอย่างนี้อยู่นาน กว่าพ่อจะซื้อคอมพิวเตอร์ให้ค่ะ ช่วงแรกในการทำงาน เราฝึกเพนท์ถึงเช้า

ถ้าถามเราเรื่องนี้ เราก็จะบอกคำเดิมค่ะ คุณถามตัวเองก่อนค่ะ ว่าทำไมวันนี้คุณไส้แห้ง? กับการเป็นนักวาด หรือเป็นนักวาดการ์ตูน

การที่คุณตัดสินใจทำอะไรก็ตามในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการเลือกอาชีพ การเลือกมหาวิทยาลัย การเลือกคู่ การตัดสินใจทำ หรือไม่ทำเรื่องไหนๆในชีวิต คุณต้องยอมรับผลที่ตามมาของสิ่งนั้นๆ หรือทางเลือกที่คุณได้เลือกไปแล้วไดั นักเขียนการ์ตูนถ้าคุณไม่ได้ดังหรือค่าต้นฉบับในการเขียนคุณก็อาจจะน้อยกว่าคนทำงานทั่วๆไปบ้างแต่คุณไม่ต้องพูดถึงการเขียนการ์ตูนอย่างเดียวหรอกค่ะ ไม่ว่าคุณจะทำอาชีพอะไรก็ตาม ถ้าคุณเป็นคนธรรมดาๆหรือ mediocre คุณก็จะได้รายได้ที่น้อยกว่าคนที่เก่งๆในวงการนั้นๆแน่นอน

สำหรับ “ความเก่ง” มีหลายประการ สำหรับเรา การที่คุณจะทำงานด้านวาดๆนั้น คุณก็จะต้องวาดรูปเก่งในระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่นั่นมันเป็นแค่ส่วนเดียวเท่านั้น ถ้าคุณเอาแต่พัฒนาทักษะในการวาดอย่างเดียว วาดให้เก่งขึ้นๆเรื่อยๆ แต่ไม่ได้พัฒนาทักษะอื่นๆ เช่น การโปรโมทผลงานตัวเอง,การสร้าง connection หรือชีวิตของคุณด้านอื่นๆมันได้เสียไปด้วย เช่น สุขภาพเสีย

บางครั้งถ้าคุณใช้งานร่างกายหนักเกิน มันก็จะฟ้องออกมาต่อการเจ็บป่วยต่างๆ นั่นคือราคาที่คุณจะต้องจ่ายให้กับมัน เหมือนเดิมค่ะ เรายังคงเตือนเรื่องนี้ เนื่องจากเรามีประสบการณ์ตรง บางครั้งเราก็คิดว่า ถ้าเราไม่ใช้ชีวิตจนตึงเกิน มุ่งมั่นกับการประสบความสำเร็จในชีวิต แลกกับการไม่ต้องป่วย มันอาจจะดีกว่า แต่ว่าการป่วย มันก็ทำให้เราเห็นคุณค่าในแต่ละวันของชีวิตมากขึ้น

การเอาสุขภาพของตัวเองไปแลกความสำเร็จและชื่อเสียงมา ไม่คุ้มค่ะ ผ่านมาแล้วเลยพูดได้ว่า ถ้าเป็นคนธรรมดา ไม่ได้โด่งดังนัก มีคนรู้จักและเข้าใจ เห็นคุณค่าในสิ่งที่คุณทำประมาณหนึ่ง มีอาชีพที่มีความสุข รายได้เลี้ยงตัวเอง และครอบครัวได้ มีสุขภาพที่ดี มีเงินซื้อของที่คุณอยากได้ นี่คือโอเคแล้วนะคะ

ทุกอย่างในชีวิตที่คุณได้มาในทุกวันนี้ ถ้าคุณย้อนมองกลับไป ล้วนมีความสูญเสียอยู่เบื้องหลังสิ่งนั้นๆ เช่น คุณวาดเก่งมาก เก่งสุดๆ แต่เกลียดการเข้าสังคม เกลียดการคุยกับคนอื่นๆเลยหมกมุ่นในในโลกส่วนตัว จนละเลยที่จะคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง เลยทำให้คุณมีเพื่อนในชีวิตจริงน้อย นี่คือสิ่งที่คุณต้องสูญเสียไประหว่างทางนั้นๆ จะบอกว่าถ้าลองดูรอบๆตัวคุณ คุณอาจจะเห็น(หรือไม่เห็น) คนที่เข้าใจและพร้อมสนับสนุนในสิ่งที่คุณทำอยู่ค่ะ เพียงแต่คุณรู้คุณค่าของพวกเขาหรือเปล่า? นั่นก็คือคนที่คอยสนับสนุนคุณ คนที่แม้ไม่ซื้องานคุณ ก็จะบอกให้เพื่อนๆไปซื้องานคุณ ก็คือคนที่เขาชอบงาน รวมไปถึงตัวตนคุณ แน่นอนว่าเขาจะสนับสนุนคุณทางใดทางหนึ่งอยู่แล้วค่ะ

ในความคิดเรา ถ้าจะทำอาชีพอะไรก็ตาม โดยเฉพาะอาชีพอย่างนักเขียนการ์ตูน เอาจริงๆนะ อาชีพนี้ Barrier of entry ต่ำกว่าอาชีพอื่นๆ เพราะมันเป็น’อาชีพ’,ไม่ใช่’วิชาชีพ’ จริงอยู่ที่อาจจะต้องใช้ทักษะการวาด และความรู้ด้านศิลปะอยู่บ้าง แต่มันไม่เหมือนทนายความ,นักกฏหมาย,นักบัญชี,วิศวกร,สถาปนิก,หมอ พวกนี้คือวิชาชีพ ต้องมีการสอบเพื่อเอาใบอนุญาติ แต่นักเขียนการ์ตูนคุณแทบจะจบอะไรมาก็ได้เลย ไม่ต้องสอบใบอนุญาติใดๆ

โลกนี้ มีคนอยากเป็นนั่นเป็นนี่เยอะ ตอนเด็กๆเราวาดฝันเอาไว้สวยหรู พอเจอโลกแห่งความเป็นจริง เหมือนหนอนในดักแด้ที่พยายามโบยบินออกจากดักแด้ที่ห่อหุ้มตัวเองอยู่ และพอโบยบินออกมาพบว่าในโลกแห่งความเป็นจริง โลกไม่ได้สวยแบบที่จินตนาการซะหมด แต่มันก็สามารถเลือกจะบินในที่อื่นๆที่มีทิวทัศน์สวยงามได้

แต่ก็มีดักแด้บางตัวที่มันพยายามจะบินออกจากรังดักแด้ แต่พอคนเห็นพบว่ามันขยับตัวเชื่องช้า จึงหาทางแหวกดักแด้ให้มัน ปรากฏว่าพอดักแด้ออกมาได้ มันดันเป็นดักแด้ที่ดูแคระแกร็น ปีกบางๆและตายไปในระยะเวลาไม่นานนัก นั่นก็คือ คนที่เคยได้รับการช่วยเหลือมาตลอด โดยที่ไม่ได้เรียนรู้ความยากลำบากบนโลกนี้ด้วยสองขาของตัวเอง เวลาเผชิญกับชีวิต ช่วงเวลาที่เลวร้าย ก็ยากที่จะทำให้คนๆนั้นผ่านชีวิตช่วงนั้นไปได้

ดังนั้นเรื่องของการทำความฝันนั้น คุณควรจะมีความสมดุลย์และระยะเวลาที่เหมาะสมในการทำเรื่องนั้นๆด้วยค่ะ นั่นก็คือ คุณต้องวางแผนคร่าวๆในชีวิตประมาณหนึ่ง เช่น ในตอนแรกอาจจะลองกำหนดรายได้แต่ละเดือนประมาณๆหนึ่งก่อน แล้วแต่คนเลยว่าต้องการรายได้เท่าไร

ถึงคุณจบม.6 แต่คุณวาดอย่างเทพ คิดเรื่องเก่ง คุณก็สามารถเป็นนักเขียนการ์ตูนได้ ถามว่าอะไรตามมา?แน่นอนว่า เมื่อมันเป็นอาชีพที่ใข้ทักษะประมาณหนึ่งก็สามารถทำได้ จึงมีคนทำเหมือนๆกันมากมาย และทุกคนก็เดินไปในทิศทางเดียวกัน ‘นั่นก็คือ เข้าหาสำนักพิมพ์’ ก็คือฝึกวาดให้เก่ง ทำงานส่งสำนักพิมพ์

ถ้าในวันนี้ คุณไส้แห้ง รายได้น้อยจากการเขียนการ์ตูน ไปหาซื้อหนังสือ Hugh Mcleod มาอ่านค่ะ ชื่อภาษาไทยคือ มองมุมกลับลับคมความคิด (ignore everybody) กับ ปลุกปีศาจในตัวคุณ (Evil plans) คนนี้แกตกงานค่ะ คือแกทำอาชีพ Creative ในเอเจนซีโฆษณา และในหนังสือเล่มเก่าๆของแก อย่าง Ignore Everybody นี่แกเขียนไวัเลยว่า แกเป็นประเภทไม่ชอบความกดดันในการทำงานวาด ดังนั้น แกเลยสะดวกใจที่จะวาดรูปในเวลาว่างมากกว่าจะเอาไปทำเป็นอาชีพจริงๆจังๆ

41q8KZcynQL

ignore-everybody-hugh-macleod

และถ้าอ่านเล่มต่อๆมาคุณจะรู้จักชีวิตแกมากขึ้น ซึ่งต่อมา hugh ตกงานค่ะ ระหว่างเฮียแกตกงาน ตอนนั้นชีวิตแกย่ำแย่มาก วันหนึ่งแกไปนั่งในบาร์ แล้วก็มีนามบัตรอยู่ในกระเป๋า ก็เลยเอามาวาดการ์ตูนเล่นดู ไปๆมาๆ แกก็เอาการ์ตูนวาดเล่นๆนั่น อัพลงบลอคส่วนตัวชื่อ Gaping Void ทำอย่างต่อเนื่องสักพัก ก็มีสำนักพิมพ์มาติดต่อไปทำงาน ปัจจุบันแกก็ยังทำงานแกอยู่ แต่ขยายไลน์ไปหลายๆอย่าง(อยากรู้ว่ามีอะไรบ้างไปดูในเว็บเฮียเองค่ะ) http://gapingvoid.com

ถ้าวันนี้คุณอยู่ไม่ได้จากงานวาดภาพประกอบ,เขียนการ์ตูน หรืองานสายวาดทั้งหมด คุณทบทวนตัวเองก่อนว่า คุณได้ทำอะไรลงไปบ้างในวันนี้? ที่เราเห็นมากก็คือ บางคนมีเวลาขนาดเล่น facebook ทั้งวัน ในเรื่องที่ไม่ไดัเป็นประโยชน์ต่อชีวิตหรืองานตัวเอง ทั้งๆที่มีงานที่จะตัองทำ การ connect หรือว่าการติดต่อกับผู้คนอื่นๆ ทั้งในวงการและนอกวงการ เป็นเรื่องจำเป็น แต่คุณควรแบ่งเวลา ที่คุณจะให้กับโลก social บ้าง แล้วเอาเวลาเหล่านั้น มาพัฒนาตัวเอง เช่น อ่านหนังสือ,เข้าสัมมนา,ลงเรียนคอร์สที่จะเพิ่มทักษะให้กับชีวิต

ถ้าเป็นไปได้ อาจจะกำหนดเวลาให้ตัวเองว่าสามารถเข้าไปดู facebook newsfeed/line ได้ตอนไหนบ้างค่ะ แต่คุณก็ไม่ควรละทิ้งโลก social แล้วทำงานอย่างเดียว อันนี้แย่แน่ๆค่ะ เราก็เคยคิด เช่น คนเก่งๆจำนวนมากที่เรายังไม่รู้จักหรือเคยได้ยินชื่อเขามาก่อนเลย ในยุคก่อนหน้านี้เขาไปอยู่ที่ไหน? จะสังเกตุเห็นได้เลยว่าคนเก่งจะถูกค้นพบได้ยากกว่าปัจจุบันมาก แต่เดี๋ยวนี้เป็นยุคที่คนต่างใช้ social network คนวาดรูปเก่งๆก็โพสต์งานมากขึ้น เพราะฉะนั้นใช้จุดนี้ให้เป็นประโยชน์นะคะ

หวังว่าจะมีประโยชน์เช่นเคยค่ะ

credit(feature image):https://flic.kr/p/bxLkPN