ถอดรหัสความคิดแบบคุณภาววิทย์กับการประยุกต์ใช้ในชีวิตของนักวาด(พร้อมรีวิว)

สวัสดีค่ะ 4-5วันก่อนนี้เป็นวันหยุดของเรา แต่เป็นวันหยุดที่ไม่ได้เป็นไปตามแผนการเท่าไร รวมไปถึงการอัพเดทบลอคตอนใหม่นี้ด้วย ก็คือใช้เวลาหลายวันมากกว่าจะเขียนเสร็จ ตรวจทานคำผิด และตรวจสอบความถูกต้องของเนื้อหา ตอนนี้ยังมีหนังที่ยังไม่ได้รีวิวอีกหลายเรื่อง แต่พอดีได้อ่านหนังสือเล่มนี้จนจบค่ะ ชื่อเรื่อง “คิดแบบภาววิทย์” เลยอยากเขียนเอนทรี่นี้  จริงๆจะมาพูดถึงเรื่องทั่วๆไปมากกว่า จึงไม่ได้คิดว่า entry นี้เป็นการรีวิวเพียวๆแต่การอ่านหนังสือเล่มนี้จบ ทำให้เราได้อะไรหลายๆอย่างทั้งๆที่รู้อยู่แล้วในบางเรื่อง


image

หนังสือคิดแบบภาววิทย์ เขียนโดยคุณแพท ภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่มีชื่อเสียงจากการลงทุนในหุ้น จำไม่ได้ว่าเคยอ่านจากที่ไหน คุณแพท จบการศึกษาจากคณะบริหารธุรกิจ แล้วไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย เขาเปิดร้านอาหารอยู่ที่ออสเตรเลีย และมีความมุ่งมั่นในการทำธุรกิจเพราะคิดว่าตัวเองพร้อมแล้ว และมีความใฝ่ฝันถึงการสร้างแฟรนไซน์ออกไปให้ได้มากที่สุด

แต่ทำไปทำมา กลับกลายเป็นเจ๊ง เนื่องจากขยายสาขามากเกินไปในขณะที่พื้นฐานของธุรกิจที่เขาทำยังไม่แน่นพอ ทั้งๆที่เขาทำงานหนักมาก เนื่องจากเปิดถึง 5 สาขา ในเวลานั้นเขากล่าวว่า เป็นครั้งแรกที่อยากฆ่าตัวตาย เพราะมีปัญหารุมเร้า เช่น หนี้สิน ต่างๆ แต่ด้วยความที่ว่า ทางบ้านเขานั้นมีฐานะพอสมควรค่ะ จึงสามารถ support ยามที่เขาล้มได้

ต่อมา เขาก็กลับมาที่ไทย ด้วยความรู้สึกพ่ายแพ้ และคิดไปต่างๆนานา ว่าตัวเขาไม่เก่ง ไม่มีความสามารถทางด้านนี้ เขาก็เลยศึกษาด้านการลงทุนค่ะ รวมไปถึงเขียนบล็อคให้ความรู้เกี่ยวกับการลงทุนอยู่ที่ Blogspot ชื่อ Blog Pawawit Stock comment บล็อคของเขาได้รางวัล Blog Award หลายปีนะคะ รวมไปถึงไปให้ความช่วยเหลือ ตอบคำถามลงใน Stocktomorrow จนทางนั้นทาบทามให้เขาเขียนหนังสือ 

กระแสเรื่องหุ้นมาจากไหน?

ถ้าคุณสังเกตุแผงหนังสือช่วง 2-4 ปีที่ผ่านมา คุณจะรู้ว่า หนังสือเกี่ยวกับหุ้น ขายดีมากจริงๆ คงเพราะมันมาจากหลายกระแสค่ะ ตอนนี้นี่มีเพียบเลย ไม่ว่าจะเล่น short,เป็น Trader มืออาชีพ,หุ้นเน้นคุณค่า,เล่นหุ้นเทคนิค,เล่นหุ้นแบบมนุษย์เงินเดือน ซึ่งถ้าถามเราว่า มันมาจากไหน กระแสเรื่องของการลงทุนในหุ้น จริงๆเราก็รู้ๆกันมาตั้งนานแล้วค่ะ ตลาดหุ้น มันไม่ได้เพิ่งจะมี แต่การที่มันมีเยอะขึ้น เนื่องจากคนเริ่มค้นหาวิธีการในการที่เป็นอิสระจากงานประจำ หรืออย่างน้อยก็รู้ว่า ตัวเองต้องใช้เงินแน่นอนตอนแก่ ขืนเก็บเงินเดือนละ 5,000 บาททุกเดือนกว่าจะได้เงินล้าน หรือซื้อบ้านได้ ก็หง่อมพอดี

ซึ่งก็แน่นอนว่านี่เป็นส่วนหนึ่งของรายได้ ที่ถือว่า ค่อนข้างเยอะพอสมควร นอกจากนี้ การเก็บเงิน 5,000 บาทต่อเดือนนี่ ยังเป็นเรื่องยากอยู่ดีสำหรับหลายๆคนค่ะ และต่อมานี่ก็คือหลายๆคนรู้ชะตากรรมตัวเองดีแล้ว แน่นอนว่าวัยทำงานที่กำลังเป็นพลังในการขับเคลื่อนบริษัทต่างๆคือแน่นอนว่าเป็น GEN Y ซะส่วนมาก ซึ่งคน GEN Y ก็จะมีพวก Yuppie  (ผู้ที่ประสบความสำเร็จในด้านหน้าที่การงานตั้งแต่อายุยังน้อยๆ) และพวก DINK(Double income no kids) ก็เพิ่มขึ้นทุกวันๆ และแน่นอนว่าคนเหล่านี้ ในบางทีไม่นิยมที่จะมีลูก เนื่องจากต้องการความอิสระในชีวิตพอสมควร หรืออาจจะยังไม่เจอคนที่ถูกใจ หรือถ้าเจอ บางคนก็มักจะไม่มีลูกหลังแต่งงาน ไม่ว่าจะเป็นเหตุผลใดก็ตาม(เช่น ยังรายได้รวมกันไม่เยอะพอที่จะให้เด็กเกิดมาโดยมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้) และคนเหล่านี้ ก็มักจะมองภาพตัวเองในอนาคตค่ะ  ก็คือ พยายามจะเก็บเงิน เพื่อที่จะเอาไปลงทุน ในตอนที่อยู่ในวัยแก่แล้ว ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ แต่ไม่มีลูกหลานคอยดูแล แต่ก็อาจจะสามารถไปอยู่โครงการ Housing หรือบ้าน ของคนสูงอายุได้(ถ้ามีเงินนะคะ-ไม่ใช่บ้านพักคนชรานะคะ อันนี้ดูดีกว่าค่ะ)

ทำไมถึงต้องสนใจเรื่องการลงทุน?

จริงๆเราก็ให้ความสนใจเรื่องหุ้น และการลงทุนมาตั้งแต่ตอนทำงานประจำช่วงแรกๆ ตอนนั้น ยังไม่ได้มีหนังสือเกี่ยวกับหุ้นมากเท่าปัจจุบันนี้ค่ะ เล่มที่จุดกระแส เรื่องการลงทุน น่าจะเป็น “การลาออกครั้งสุดท้าย” โดยคุณใบพัด ภาณุมาศ หลังจากนั้นก็เป็นหนังสือการเล่นหุ้นออนไลน์ของสำนักพิมพ์ Think Beyond ค่ะ ที่จำได้เลยว่า ติดอันดับ 1 หลายสัปดาห์มาก แซงหน้าหนังสือนิยายวัยรุ่นไปเลยในหลายๆสาขา(ปัจจุบัน หนังสือนิยายวัยรุ่น ก็ยังขายดีค่ะ ติด top ten ของร้านหนังสือหลายร้าน ยิ่งห้างที่มีโรงเรียนใกล้ๆนี่ไม่ต้องพูดถึงค่ะ top ten ขึ้น 2-4 ปกกันเลยทีเดียว)

คุณภาววิทย์ได้กล่าวไว้ในหนังสือค่ะว่า คนส่วนมากรู้ ว่าลงทุนต้องทำกันยังไง คนที่อ่านหนังสือมากๆก็รู้วิธีการลงทุน ก็คือ ซื้อหุ้นในขณะที่มูลค่าของหุ้นตัวนั้นต่ำลงจากความเป็นจริง ก็คือ ดูมูลค่าที่แท้จริง (Intrinsic value) ที่โดยส่วนมากนั้นก็จะซื้อหุ้น ต่อเมื่อราคาตลาด ต่ำกว่ามูลค่าแท้จริง ในเวลาที่คนหวาดกลัวที่จะซื้อมากที่สุด ก็คือเวลาเศรษฐกิจตกต่ำมากๆ และมีแต่คนทยอยขาย 

โดยต้องทำกลับกันกับคนส่วนใหญ่ในตลาดคือ เมื่อซื้อแล้วควรถือไว้ยาวๆ ไม่ขาย เลือกหุ้นที่มีพื้นฐานดีๆ บริษัทและธุรกิจที่เข้าใจไม่ยากมาก และไม่ใช่ธุรกิจที่เป็นกระแส หรือเลือกหุ้น Blue chip กินเงินปันผลของหุ้นในพอร์ทแทนที่จะขายเพื่อทำเงินในระยะเวลาสั้นๆ(หรือ เรียกว่า เล่นหุ้นแบบ Short,Daytrade) คนส่วนมากรู้หลักการนี้แต่พอเอาเข้าจริง ทำไม่ได้อย่างที่รู้มา เพราะการลงทุนในหุ้น เป็นเรื่องของการควบคุมอารมณ์ตัวเองเสียส่วนมากค่ะ ทำให้ในบางครั้ง คุณเองรู้หลักการก็จริง แต่เวลาคุณลงทุนจริง มันจะเป็นอีกแบบหนึ่ง

สำหรับหนังสือเรื่อง”คิดแบบภาววิทย์”จริงๆตอนเราอ่านนี่ รู้สึกว่า เขาเขียนถึงเรื่องหุ้นน้อยนะคะ และสิ่งที่เขาเขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้ คนที่เคยลงทุนในหุ้น หรืออ่านมาเยอะแล้ว จะรู้ว่า เขาก็พูดถึงเรื่องเดิมๆนั่นแหละค่ะในหลายๆเล่ม(จริงๆก็มีเรื่องใหม่บ้างนะ แต่เล่มนี้อ่านสนุก เข้าใจง่ายขึ้นกว่าเล่มก่อนๆ) ด้วยความที่ทักษะในการเขียนของเขาอาจจะสูงประมาณหนึ่งแล้วค่ะ เลยทำให้หนังสืออ่านได้ ลื่นไหล ไม่ติดขัด

และเราคิดว่าเหมาะกับเด็กจบใหม่ เพราะวัยนี้จะเริ่มทำงาน ต้องเข้าใจภาพรวม โดยคุณภาววิทย์เน้นว่า การเอาเวลาไปแลกเงินอย่างเดียว เป็นการจำกัดรายได้ของตัวคุณ คือคุณต้องหาวิธีในการทำงานที่มันสามารถได้เงินเองหลังจากสร้างระบบไว้ ไม่ว่าจะเป็นพอร์ทการลงทุน ถ้าเป็นนักวาด ภาพวาดทุกชิ้นคุณนั่นแหละที่จะทำมาสร้างรายได้หลายๆทาง สิ่งที่สำคัญคือเวลาทีคุณทำงานแต่ละชิ้น ที่เป็นงานส่วนตัว คุณต้องถามตัวเองว่าจะเอาไปต่อยอดยังไง?จดลิขสิทธ์ยังไง?โดยส่วนมาก ภาพที่คุณวาดเอง แล้วโพสต์ลงเว็บ ก็จะได้รับความคุ้มครองตามกฏหมายอยู่แล้วค่ะ แต่คนส่วนมากเวลาโดนละเมิดก็มักจะไม่ฟ้องร้องกันเนื่องจากกลัวได้ไม่คุ้มเสียแถมเรื่องยาว ปวดเศียรและเสียเวลาทำมาหากิน จึงโดนผู้อื่นก็อปงานวาดไปทำสินค้าต่างๆซึ่งจะเห็นอยู่เรื่อยๆค่ะ
IMG_4358.JPG
Credit:https://flic.kr/p/i57tn
กลับมาที่หนังสือ “คิดแบบภาววิทย์” ด้วยความที่ คุณแพท เขามีสำนวนการเขียนที่น่าสนใจ บางคนอาจจะไม่ค่อยชอบสไตล์นี้ เราคิดว่าเป็นหนังสือที่นักวาดอาจจะไม่ค่อยสนใจ และนักวาดบางส่วนอคติกับเรื่องเกี่ยวกับความร่ำรวย และพอพูดถึงคุณภาววิทย์ ก็มักจะคิดว่า ที่เขาดังเพราะเขาเขียนหนังสือบ้าง โปรโมทตัวเองเยอะบ้าง แต่ไม่เก่งจริง คนเก่งจริงมักจะเล่นหุ้น,รวยเงียบๆมากกว่า

แต่แนวความคิดนี้ เราไม่ค่อยชอบนะ เรารู้สึกว่าคนที่พยายามช่วยเหลือคนอื่นโดยการให้ความรู้ แน่นอนว่าผลมันไม่ใช่แค่ตัวเงินจากการทำสิ่งนั้นอย่างเดียว แต่มันเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น โดยมากคนที่ว่าคนอื่นก็มักจะเก่งหลังคีย์บอร์ดส่วนมาก ซึ่งเป็นเรื่องปกติมากๆของคนที่พอจะมีชื่อเสียงมาจากเดิมก็จะต้องโดนด่า แน่นอนว่า คนกลุ่มนึง ก็เลยมีแนวคิดว่า ถ้าอยู่เมืองไทย อยู่แบบ Low profile,High Profit ดีกว่า(ก็คือรายได้เยอะ แต่ไม่ได้มีชื่อเสียงมาก)จะดีกว่าจะได้ไม่ต้องตกเป็นเป้าถูกโจมตีได้ง่าย เคยแอบคิดว่ามันจริง แต่สุดท้ายเราก็เลือกที่จะแสดงความคิดเห็นและมีตัวตนมากกว่า แม้จะไม่ได้โด่งดังมาก แต่เราคิดว่าอย่างน้อยสิ่งที่เราเขียนมันน่าจะมีประโยชน์ต่อผู้อื่นค่ะ
พูดมาเยอะแล้วเข้าเนื้อหาการลงทุนสำหรับศิลปิน,ครีเอทีฟ,นักวาดภาพประกอบ,นักเขียนการ์ตูนดีกว่า 

 ประเภทของการลงทุนเบื้องต้นที่นักวาดควรจะรู้

เราแนะนำว่า นักวาดภาพประกอบหรืองานที่เกี่ยวข้องกับศิลปะนั้น ถ้าคุณไม่ได้สนใจเรื่องของการลงทุนจริงๆ แต่คุณไปลงทุนเนื่องจาก ใครๆก็บอกว่า ควรจะศึกษาเรื่องนี้ หนังสือตามแผงทั่วๆไปบอกว่าควรจะเอารายได้ส่วนหนึ่งไปลงทุนเสียแต่เนิ่นๆ ซึ่งแน่นอนก็ไม่ได้บอกว่ามันผิดค่ะ เพียงแต่ว่า การที่คุณจะลงทุนในตลาดหุ้น คุณจะต้องมีความเข้าใจในหลักการลงทุนพื้นฐานทั่วๆไปก่อน

คนส่วนมาก”เล่น”หุ้น แต่ไม่ได้”ลงทุน”ในหุ้น

ถามว่าเราลงทุนในหุ้นไหม?ตอบตรงๆว่าไม่ค่ะ เพราะเราไม่แน่ใจว่าเราจะสามารถควบคุมตนเอง ในสถานการณ์ต่างๆได้หรือไม่ อีกประการคือการลงทุ้นในหุ้นต้องการทักษะหลายอย่าง และส่วนมากนั้น ต้องอาศัยหลักการประมาณหนึ่ง

แต่พอลงทุนจริงมันจะเป็นอีกแบบเนื่องจากตลาดหุ้นมักจะมีผลกระทบเมื่อสถานการณ์บ้านเมืองและเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลง คนที่ลงทุนในหุ้น จึงต้องตามกระแสข่าวบ้านเมืองที่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นโดยทั่วๆไปอีกด้วย จึงเป็นเรื่องที่ต้องการศึกษาในหลายๆเรื่องรวมทั้งสามารถวิเคราะห์ได้ว่าหุ้นตัวไหนเป็นหุ้นดี หรือตัวไหนเป็นหุ้นปั่น

การศึกษาเรื่องเงินและการลงทุนเป็นสิ่งจำเป็นค่ะ สำหรับเรา เราให้น้ำหนักกับการลงทุนในตัวเองก่อน นั่นก็คือเรื่องของการศึกษาถ้าสถานะและความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่จะลงทุนพร้อม แล้วจึงลงทุนตามที่วางแผน ซึ่งจริงๆคนส่วนมากที่เจ๊งกะบ๊งจากการลงทุนในหุ้น ส่วนมากคือไม่ค่อยมีความรู้ ได้แต่เลือกหุ้นตามเพื่อนบ้าง ตามกูรู-กูรู้คนอื่นบ้าง

ซึ่งจริงๆคุณควรศึกษาวิธีการลงทุนแบบต่างๆ ว่ามีรายละเอียดอะไรบ้าง แล้วเลือกวิธีการลงทุนที่เหมาะกับวัย,นิสัย,อาชีพหรือความสนใจ เช่น ถ้าอายุน้อย รับความเสี่ยงได้มาก ก็ลงทุนในหุ้นหรือกองทุนรวมที่เน้นลงทุนในหุ้นสูงหน่อย เป็นต้นค่ะ ถ้าคุณลงทุนในหุ้นแล้วเป็นนักวาด เราแนะนำว่าคุณควรหาวิธีในการออมเงิน และลงทุนในแบบของตัวเอง ที่ไม่ใช่การจ้องจอดูกราฟหุ้นอย่างเดียว ซึ่งแต่ละคนมีจุดสมดุลย์ในการออมและเก็บเงิน,ลงทุน ไม่เท่ากัน

ซึ่งถ้าคุณไม่ได้สนใจในหุ้นเลย คุณควรเอาเวลาไปเพิ่มทักษะที่คุณอยากทำได้ดีขึ้นจะดีกว่าในสายอาชีพคุณเอง ลงทุนในเรื่องของความรู้ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ,คอร์ส,สัมมนา ซึ่งไม่ใช่เฉพาะการลงเรียนของ illustcourse เท่านั้นแต่คุณควรลงเรียนในสิ่งที่คุณสนใจ หรือมีผลต่อความสามารถและความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน นอกจากนี้ถึงแม้คุณอาจจะไม่สนใจเรื่องหุ้น แต่คุณควรศึกษาเนื่องการบริหารเงิน และ ข้อดีข้อเสียของการลงทุนแบบต่างๆไว้บ้าง เพื่อเป็นทางเลือก ที่อาจจะเสียเงินเพิ่มขึ้นเพื่อให้เงินงอกเงยได้ด้วยตัวเอง

โดยที่คุณอาจจะไม่ต้องศึกษาวิธีการเลือกหุ้นพื้นฐานมากนัก เช่น การลงทุนในกองทุนรวม ถ้ามีการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ ก็จะได้รับผลตอบแทนทุกปี บางปีอาจจะมีขาดทุน แต่ถ้าคุณจะลงทุนจะมีข้อมูลอยู่แล้วว่าผลประกอบการในแต่ละปีของกองทุนนั้นเป็นอย่างไร ยังไงก็ตามการลงทุนในกองทุนรวม มีความปลอดภัยมากกว่าหุ้นก็จริง แต่ก็ผลตอบแทนน้อยลงไปด้วย

สำหรับคนที่เป็นมนุษย์เงินเดือน ถ้าเป็นบริษัทขนาดที่ใหญ่พอสมควรนั้น จะมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มันก็คือการหักเงินรายได้ของคุณทุกเดือน โดยนายจ้างคุณจะสมทบให้อีกเท่าตัวนึงทุกๆเดือน สำหรับเงินที่คุณจ่ายไปนั้น ส่วนมากก็จะเป็นการรวบรวมเงินทุนก้อนที่ใหญ่ขึ้นมา เพื่อนำไปลงทุนต่างๆ ให้ได้ผลประโยชน์กลับมาโดยผู้บริหารกองทุนมืออาชีพ ดังนั้นถ้าคุณยังทำงานประจำอยู่ จ่ายกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เต็ม MAX ไปเลยค่ะ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่องของการลงทุนลักษณะต่างๆ คุณสามารถไปศึกษาได้จาก เว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยค่ะ อ่านฟรี และแนะนำให้อ่านก่อนที่จะลงทุนใดๆค่ะ ไปที่ http://www.set.or.th/th/index.html เลยค่ะ

ส่วนด้านล่างนี้ได้ย่อยออกมาเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายประมาณหนึ่งค่ะ ทั้งนี้ในการลงทุน สำหรับมนุษย์เงินเดือนนั้น บางคนไม่ค่อยสนใจเรื่องของการลงทุน จึงแนะนำว่าคุณอาจจะหักเงินจำนวนเท่าๆกันและลงทุนโดยการซื้อหน่วยลงทุนจากกองทุนรวมอย่าง LTF,RMF ซึ่งคุณอาจจะติดต่อธนาคารในการดำเนินการตัดเงินจากบัญชีของคุณไปซื้อหน่วยลงทุนที่คุณเลือกไว้โดยอัตโนมัติ

โดยการลงทุนลักษณะนี้ เป็นการลงทุนโดยไม่คำนึงถึงราคาของหน่วยลงทุนในขณะนั้น วิธีในการลงทุนลักษณะนี้ มีชื่อเรียกว่า Dollar cost averaging ค่ะ ซึ่งถ้าคุณอ่านหนังสือมามากพอในแง่ของการเงินเล่มที่เล่าเรื่องได้ชัดเจน และไม่รู้สึกว่าเป็นเนื้อหาวิชาการมากไปคือ “the richest man in Babylon” ไม่ทราบว่าตามร้านหนังสือยังมีอยู่ไหมนะคะ เป็นหนังสือขายดีที่เล่าเรื่องการเงินผ่านทางนิทานที่แยบยลมากเล่มหนึ่งค่ะ
IMG_4356 Credit:https://flic.kr/p/9kqJJx

มาดูกันค่ะว่าประเภทของการลงทุนหลักๆแล้วมีอะไรบ้าง(คร่าวๆ)

ประเภทของการลงทุนที่ควรรู้

1.ตราสารหนี้ /พันธบัตร (เรียก Bond) ทั้งคู่ค่ะ ต่างกันตรงที่ ตราสารหนี้ คือการที่บริษัท มากู้เงินจากผู้ลงทุนรายย่อย ซึ่งก็คือเราๆนี่แหละ โดยมีการซื้อขายหน่วยลงทุน เมื่อคุณซื้อหน่วยลงทุนนั้นๆ คุณจะมีสถานภาพเป็นเจ้าหนี้ในทันทีค่ะ ส่วนพันธบัตร ก็แค่เปลี่ยนจากการกู้เงินของคนธรรมดาทั่วไป เป็นการกู้ของรัฐบาล ซึ่งแน่นอนว่า การลงทุนอย่างนี้ ความเสี่ยงต่ำค่ะ รายได้ก็อาจจะน้อยไปด้วย แต่แน่นอนดีกว่าการฝากธนาคารแน่นอนค่ะ

2.ตราสารทุน หรือ เรียกว่า หุ้นกู้ (Equity Instruments) ก็คือการที่บริษัทต่างๆ ทำการระดมทุน โดยมีการเปิดให้คนทั่วไป สามารถนำเงินไปลงทุนในบริษัทนั้นๆ สถานภาพของผู้ลงทุน เท่ากับเป็นส่วนหนึ่งของกิจการ ไม่ใช่เป็นเจ้าหนี้เหมือนกับตราสารหนี้และพันธบัตร เพราะฉะนั้น คุณจะได้รับผลประโยชน์ต่างๆ เช่น การได้รับเงินปันผล (Dividend) เมื่อถึงเวลาจ่ายปันผลในแต่ละรอบปี การลงทุนในหุ้น แน่นอนว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนชนิดอื่นๆ และคุณต้องอ่านงบการเงินเป็น รู้จักศัพท์เกี่ยวกับการเงินพอสมควร เช่น Gross profit,net profit

3.กองทุนรวม (Mutual Fund) อันนี้เป็นกองทุนที่เกิดมาจาก การที่นักลงทุนรายย่อยๆ จำนวนมาก ที่ทุนทรัพย์อาจจะไม่มากในการลงทุน และไม่ได้มีความสามารถหรือไม่มีเวลาในการศึกษาเรื่องการลงทุน ซึ่งอาจทำให้โอกาสเสี่ยงในการเจ๊งสูง โดยส่วนมาก กองทุนรวมนั้น ก็จะเป็นสินค้าทางการเงิน ของธนาคารต่างๆ ซึ่งก็คือ ทางกองทุนจะทำการเปิดให้คนทั่วไปสามารถซื้อหน่วยลงทุนได้ และจะมีผู้จัดการกองทุน ที่มีประสบการณ์ในการลงทุนสูงมากๆ เป็นผู้ควบคุม ดังนั้นการลงทุนในกองทุนรวม จึงได้รับผลประโยชน์ไม่มากเท่ากับการเลือกซื้อหุ้นด้วยตัวเอง เนื่องจากต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งให้กับธนาคารและผู้จัดการกองทุน ซึ่งถ้าคุณจะซื้อกองทุนรวมใดๆ คุณควรตรวจสอบผลประกอบการในแต่ละปี ของกองทุนนั้นๆก่อนค่ะ

กองทุนรวม LTF (Long Term Equity Fund-กองทุนรวมหุ้นระยะยาว)

เป็นการลงทุนที่มนุษย์เงินเดือนส่วนมากนิยมลงทุนควบคู่ไปกับ RTF(retirement mutual fund) เนื่องจากนำไปลดหย่อนภาษีได้ถึง 15% ของเงินลงทุนสูงสุดคือ 300,000บาท โดยหลักการลงทุนจะเน้นการลงทุนที่ถือครองหุ้นระยะยาวมากกว่าการซื้อขายแลกเปลี่ยนที่ถี่ ผู้ลงทุนต้องถือหน่วยลงทุนไว้อย่างน้อย 5 ปี ก่อนที่จะสามารถขายออกไป หรือจะเลือกลงทุนต่อก็สามารถทำได้ค่ะ การซื้อขายหน่วยลงทุนสามารถทำได้ภายในวันที่กำหนด 2 ครั้งต่อปี ผู้ลงทุน ไม่จำเป็นต้องลงทุนทุกปีเหมือนกับ กองทุนรวม RMF และมีระดับความเสี่ยงในการลงทุนหลากหลาย รวมทั้งนโยบายในการจ่ายหรือไม่จ่ายปันผล ขึ้นอยู่กับกองทุนรวม LTF ที่เราได้เลือก ขึ้นอยู่กับนโยบายในการลงทุนของกองทุนรวมนั้นๆ

การลงทุนใน LTF สามารถช่วยลดภาระเรื่องภาษีได้ถึง 2 ต่อ นั่นก็คือ เงินที่ลงทุน สามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และกำไรส่วนต่าง(capital gain) ไม่ต้องเสียภาษี แต่ถ้าผู้ลงทุนทำผิดเงื่อนไข จะต้องคืนภาษีส่วนที่ได้รับเงินลดหย่อนไปแล้ว รวมทั้งต้องนำกำไรส่วนต่างเมื่อขายหน่วยลงทุนมาคำนวณภาษีเงินได้ โดยจะถูกหักณ.ที่จ่ายเป็นจำนวน 3% นอกจากนี้เงินปันผลที่ได้รับ จะต้องเสียภาษีเช่นกันค่ะ
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกองทุนรวม LTF1
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกองทุนรวมLTF2

กองทุนรวม RMF(retirement mutual fund-กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ)

เป็นอีกการลงทุนที่มนุษย์เงินเดือนชอบและมักจะลงทุนควบคู่กับ LTF เพื่อให้ได้ผลประโยชน์ในการหย่อนภาษีขั้นสูงสุด เนื่องจากสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้เท่าๆกันกับ LTF ก็คือสูงสุด 15% ของเงินลงทุนสูงสุดคือ 500,000 บาท แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ การลงทุนใน RMF คุณต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง คือลงทุนทุกๆปี ปีละไม่ต่ำกว่า 3%ของรายได้ หรืออย่างต่ำ 5,000บาท

ถ้าหากผู้ลงทุนผิดเงื่อนไขในการลงทุนประเภทนี้ เมื่อลงทุนมาน้อยกว่า 5 ปี ต้องทำการชำระเงินจากที่ได้ยกเว้นภาษีส่วนนั้นทั้งหมด ถ้าลงทุนมากกว่า 5 ปีแล้ว ให้ชำระเงินที่ได้การยกเว้นภาษีย้อนหลังไป 5 ปีการลงทุนในกองทุน RMF คือคุณควรจะลงทุนในกองทุนรวม RMF ด้วยเงินเย็น(คือเงินที่เราไม่จำเป็นต้องใช้โดยด่วน) เนื่องจากสภาพคล่องต่ำ รวมถึงถ้าขายหน่วยลงทุนก่อนกำหนดยังต้องเสียภาษีเงินได้ในส่วนที่เคยหักไปอีก และคุณสามารถขายหน่วยลงทุนต่อเมื่ออายุ 55 ปีเท่านั้น
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกองทุนรวม rmf

กองทุนเปิด/กองทุนรวมตลาดเงิน(money market fund)

เป็นกองทุนรวมที่เน้นการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น,พันธบัตร,เงินฝาก โดยส่วนมากมักจะเป็นที่พักเงินของนักลงทุน ก็คือ เมื่อตลาดหุ้นมีการผันผวนของราคาหุ้น นักลงทุนจะทำการโยกย้ายเงินลงทุนมาไว้กองทุนรวมตลาดเงินแทน เนื่องจากเป็นกองทุนที่มีสภาพคล่องสูง ทั้งผลตอบแทนใกล้เคียงเงินฝากประจำ คือสามารถซื้อขายได้ทุกวัน แต่ต่างจากการฝากประจำขายวันนี้ได้เงินพรุ่งนี้เลย สังเกตุได้ว่าการระบุว่ากองทุนเปิดนั้นแสดงว่าเราสามารถเข้าไปซื้อหน่วยลงทุนเมื่อไรก็ได้
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับกองทุนรวมตลาดเงิน

กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์(Property fund)

การลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์นั้น มักจะเป็นกองทุนปิด (ซื้อขายมีกำหนดเวลาที่ชัดเจน) และโดยมากไม่ได้มีราคาในตลาดที่ชัดเจนเหมือนกองทุนรวมชนิดอื่นๆ และเนื่องจากว่าคนธรรมดาทั่วไป มีเงินลงทุนไม่มากพอที่จะซื้อ อาคารสำนักงานหรือทรัพย์สินให้เช่าอื่นๆเพราะต้องใช้เงินลงทุนหลายสิบหรือร้อยล้านหรือมากกว่านั้นถ้ากองทุนเน้นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ เช่น ห้างสรรพสินค้า เพราะฉะนั้นการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ จะทำให้คุณสามารถลงทุนในหลักหมื่นต้นๆหรือหลักแสน แต่สามารถเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์นั้นๆโดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนที่แพงหูฉีกแถมเสี่ยงเจ๊งถ้าสายป่านไม่ยาวพอ

หลักการของกองทุนคือจะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างมาเพื่อให้เช่าต่างๆ ได้แก่ อพาร์ทเมนต์,สำนักงาน,โรงแรม และอสังหาริมทรัพย์อื่นๆที่ใกล้เคียง โดยจะทำการเก็บค่าเช่าในตัวอาคารนั้นๆ และจ่ายเป็นเงินปันผลให้กับผู้ลงทุน โดยจ่ายถึง 90%ของกำไรที่ได้จากการปล่อยเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ นอกจากนี้ยังได้กำไรถ้ามีการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ รวมไปถึงได้กำไรจากส่วนต่างของราคาขาย(capital gain) อาคารต่างๆที่จะดำเนินการลงทุน จะเลือกที่ๆก่อสร้างเสร็จแล้วไม่น้อยกว่า 80%

ปัจจุบันมีกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ถึง 40 กองทุน ซึ่งการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ มีความเสี่ยงเหมือนกับการลงทุนแบบอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น โรงแรม ไม่ได้มีคนมาพักทุกๆวัน ทั้งปี การจะมีนักท่องเที่ยวมากหรือน้อย ก็อาจจะขึ้นอยู่กับเสถียรภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศในขณะนั้นๆ ซึ่งถ้าหากอสังหาริมทรัพย์ที่กองทุนได้ลงทุนอยู่ ประสบปัญหาเรื่องขาดทุน เช่น คนมาเช่าน้อยลงซึ่งถ้าน้อยมากๆกองทุนก็อาจจะไม่จ่ายเงินปันผลให้ในปีนั้นๆ โดยกองทุนจะมีนโยบายในการซื้อ หรือ เช่าซื้ออสังหาริมทรัพย์ที่แตกต่างกัน ทางเว็บ morning star ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการลงทุนด้านนี้กล่าวว่า การลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์คุณลงทุนแค่ 15% พอค่ะ เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงจากการลงทุน

แต่จริงๆถ้าใครศึกษาวิธีเลือกหุ้นและแนวทางในการลงทุนของ Warren Buffet จะพบว่า Warren ไม่ชอบการกระจายความเสี่ยง เขาเชื่อว่า ควรจะหาหุ้นที่ดีๆทุ่มไปเลยแล้วถือยาวๆเป็นสิบปีขึ้นไป(เป็นหลักการลงทุนแนวหุ้นเน้นคุณค่า-Value Investor) การเลือกหุ้นของวอร์เรน จะเลือกหุ้นของธุรกิจที่เข้าใจง่ายๆไม่ซับซ้อน และไม่ใช่ธุรกิจที่เป็น Fad(กระแสชั่วครู่) เช่น Coke,Disney,Gillette ทั้งนี้ Warren อยู่ในอเมริกาซึ่งน่าจะมีความผันผวนในตลาดหุ้นน้อยกว่าบ้านเรา และสไตล์ลงทุนของWarren เรียกว่าลงทุนช้าแบบเต่า คือต้องอดทน น่าจะเหมาะกับผู้ที่มีจำนวนเงินในการลงทุนในพอร์ทพอสมควร รวมไปถึงต้องเป็นคนที่วิเคราะห์สภาพตลาดได้,ลงทุนจังหวะถูกต้อง,และควบคุมอารมณ์ได้ดีคือไม่ว่าตลาดจะไปทางไหน ถ้าถือหุ้นที่ดีไว้ ก็คือถือยาวรอกิน passive income จากเงินปันผล โดยที่ถ้าลงทุนจนมีพอร์ทโตประมาณหนึ่งแล้วเรียกได้ว่ามีกินมีใช้เลยค่ะเพราะได้เงินปันผลจำนวนมากเท่าๆกับค่าใช้จ่ายในเดือนนั้นๆหรือที่เขาเรียกว่ามีอิสรภาพทางการเงินค่ะ
ข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ 1
ข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์2
ข้อมูลที่เกี่ยวกับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ 3
ข้อมูลเกี่ยวกับกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ 4

คือเรื่องความเสี่ยงในการลงทุน เคยได้ยิน Adam Khoo เขาสอนเรื่องนี้นะคะ เชากล่าวว่า คำพูด “high risk,high return” เป็นคำพูดที่ไก่กาอาราเล่มากสำหรับเขา และกล่าวอีกว่า ถ้าลงทุนโดยที่มีความรู้ในการลงทุนมากพอ และมีประสบการณ์ในการดู และลงทุนจริงมามากพอจะพบว่า ความเสี่ยงนั้นน้อยมากถ้าคุณดูกราฟ,อ่านงบการเงิน,วิเคราะห์ข่าวสารบ้านเมืองที่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นได้

อีกประเด็นที่อยากจะพูด คือประเด็นเรื่องของชื่อเสียง ถ้าคุณมีชื่อเสียงประมาณหนึ่ง คนเกลียดก็จะมีเยอะขึ้นค่ะ (เดี๋ยวจะพูดเรื่องนี้อย่างละเอียด ในเอนทรี่ถัดๆไป) อย่างโรเบิร์ต คิโยซากิ ยังมีคนบอกเลยว่า คิโยซากิไปรับเงินมาจากบริษัทธุรกิจเครือข่ายมา เพื่อเขียนเชียร์หรือโปรโมทธุรกิจแนวนี้

และคนที่ไม่ชอบแนวคิดเขาก็โจมตีเขาว่าจริงๆแล้วคิโยซากิไม่ได้รวยเพราะอสังหาริมทรัพย์อย่างที่เขาบอก แต่รวยจากการขายหนังสือและเกม cashflow มากกว่า หนังสือคิโยซากิเขียน,ร่วมเขียนและนักเขียนในสังกัด รวมไปถึง คิม คิโยซากิ ภรรยาเขาเขียน มีมากกว่า 10 เล่ม ทั้งเขียนร่วมและพิมพ์หรือนำเรื่องของคนอื่นๆมาขายร่วมด้วย (บางเล่มแกไม่ได้เขียนอย่างที่บอกแต่ถ้านักเขียนคนไหนออกหนังสือกับคิโยซากิการจัดเลย์เอาท์หน้าปกมันจะออกแนวใกล้ๆกัน เช่น Sales dogs โดย Blair Singer)
image

ถ้าใครเคยอ่านเรื่องเงินสี่ด้าน หนังสือเล่มนี้คลาสสิคมาก ก็คือวงการเครือข่ายมักจะเอาหนังสือเล่มนี้มาอ้างค่ะ เขาจะแบ่งคนเป็น E,S,B,I (พูดถึงเรื่องนี้แล้วยังเบื่อเลย มีคนเขียนถึงเยอะแล้วค่ะ ข้ามไปละกันนะ จะเอาไป searchก็ได้ค่ะคำว่า เงินสี่ด้าน หรือ cashflow quadrant เลือกเว็บด้วยนะคะ เว็บธุรกิจเครือข่ายมักจะเอาเรื่องนี้มาพูด ธุรกิจเครือข่ายบางตัวก็ไม่โอเคด้วยค่ะโดยเฉพาะตัวที่อยู่ในเว็บส่วนมากหลายๆอันเป็นพวก Scam ทั้งสิ้น)

image
Credit:http://ray.milidoni.com.au/2010/04/04/all-i-want-is-passive-income-and-to-retire-between-25-and-30-2/

=*= เอาจริงๆคือ ถ้าไม่มองเรื่องนี้(เรื่องที่ถูกสงสัยว่าคิโยซากิไปรับเงินจากธุรกิจเครือข่าย ให้เขาเขียนเชียร์ธุรกิจประเภทนี้) หนังสือของคิโยซากิ อ่านโอเคค่ะ แต่น้ำเยอะมากๆประมาณหนึ่ง และเขามักจะพูดถึงเรื่องเก่าๆในหนังสือแต่ละเล่มทุกครั้ง แต่ต้องยอมรับว่าคิโยซากิมีทักษะในการเล่าเรื่องได้ดีและที่ขายดีเพราะตั้งชื่อได้น่าสนใจส่วนหนึ่ง คือจริงๆไม่อะไรกับเรื่องน้ำในหนังสือแกเท่าไรนะคะ คือมันก็อ่านเพลินๆดีหน่ะ คือหนังสือแนวนี้ถ้ามีแต่เนื้อๆจริงๆ มันก็จะมีคนอ่านน้อยกว่าชัวร์ๆ คิโยซากิจึงย้ำว่า แกเป็นนักเขียนหนังสือขายดี ไม่ใช่หนังสือเขียนดี ถ้าใครเคยอ่านคิโยซากิเล่มแรกๆ ก็จะรู้สึกว่าอ่านแล้วโอเคทีเดียวค่ะ โดยเฉพาะตอนแกเล่าเรื่องของพ่อแกทั้งสองคนที่แตกต่างกัน(พ่อรวย พ่อจน) แต่อ่านทุกเล่มไม่ไหวค่ะ หนังสือเยอะมาก และไม่ใช่ทุกเล่มที่เราอ่านแล้วรู้สึกโอเคค่ะ

คือ ทุกเล่มพี่แกจะวกเข้าเกม Cashflow ที่แกประดิษฐ์ขึ้นมา ไม่ได้อะไรนะ คือเรายังเคยสงสัยเลยค่ะ ว่าคิโยซากิแกคิดเกมนี้จริงๆหรือเปล่า?เราคิดว่า คงจ้างคนมาออกแบบโดยใช้ไอเดียเริ่มต้นของคิโยซากิมากกว่า คือคนที่มีฐานะประมาณหนึ่ง เขาก็อาจจะคิดไอเดียเริ่มต้นเฉยๆอย่างที่บอก และจ้างคนมาทำและคอยคุมงานทั้งนั้น เพราะคนพวกนี้เวลาทุกวินาทีเขามีค่าจริงๆ เนื่องจากมันอาจจะเป็นวินาทีที่ดีลกันแล้วได้เงินระดับหลักล้าน,พันล้าน นั่นก็คือในแง่ของเวลา คนที่มีฐานะจะรู้จักการ Leverage นั่นก็คือการใช้เวลา,เงิน,ทรัพยากรของคนอื่นผลักดันตัวเองขึ้นไป

ซึ่งวิธีนี้ หรือการทุ่นแรงการทำงานโดยวิธีต่างๆ ถ้าพูดถึงในไทยแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มของ artist,illustrator,cartoonist,comickers,mangaka โดยส่วนมากจะไม่ได้ใช้จุดนี้เลย หรือใช้น้อยมาก นั่นก็คือจ้างผู้ช่วยมาช่วยตัดเส้นภาพหรือลงสี เนื่องจากคนไทยบางส่วน(ที่ค่อนข้างมาก) ชอบทำงาน 100%ด้วยตนเองไม่ได้จ้างใครมาช่วย และทำงานหนักจนล้มป่วยกันไป(เราก็ด้วย orzแต่ปกติถ้าทำไม่ไหวเราจ้างคนช่วยนะคะ)
ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่เหล่านักวาดนิยมลงมือทำด้วยตัวเองทุกขั้นตอนโดยไม่เน้นส่งต่องานเล็กๆน้อยๆ,งานที่น่าเบื่อต้องทำอะไรซ้ำๆ หรืองาน routine ให้คนอื่นทำบ้าง เหตุผลอาจจะมาจากค่าต้นฉบับที่ไม่ได้เยอะมากสำหรับบางคน
แต่ถ้าดูพวกการ์ตูนความรู้ที่ทำงานกันเป็นทีม เรื่องนี้ถือว่าโอเคทีเดียวค่ะ

มันทำให้เรารู้ว่ามีคนกลุ่มหนึ่งในไทย ทำงานเขียนการ์ตูนมีระบบระเบียบชัดเจนและอยู่ได้จริง ตอนนี้การ์ตูนความรู้ขายดีมากค่ะ เนื่องจากพ่อแม่มักจะซื้อให้เด็กด้วยเหตุผลว่า ถึงเป็นการ์ตูนแต่อย่างน้อยมีความรู้ ดูดีกว่าให้ลูกอ่านการ์ตูนทั่วๆไป แถมราคาเท่า pocketbook ซึ่งราคาสูงกว่าการ์ตูนทั่วไปถึง 2-3เท่า ถ้าดึงเงินกระเป๋าผู้ปกครองนี่ถือว่าการ์ตูนเรื่องนั้นสำเร็จนะคะ เพราะเด็กตั้งแต่ 3-15 ปี ยังไงส่วนมากยังคงใช้เงินของพ่อแม่อยู่

กลับมาที่ตัวคิโยซากินะคะ ลักษณะของตัวตนคิโยซากิและแนวความคิด เวลาแกเขียนหนังสือคิดว่าจะเป็นอย่างที่บอก และหนังสือคิโยซากิเกือบทุกเล่ม ก็มีพูดถึงเงินสี่ด้านทุกเล่ม (คืออ่านแล้วจะรู้สึก แกเป็นนักขายที่เก่งนะ หมายถึง เวลาเขียนเล่มใหม่ แกก็จะอ้างอิงถึงหนังสือเล่มเก่าๆ ให้คนตามไปอ่านเล่มนั้น)

นอกจากนี้ แกก็พูดเรื่องพ่อทั้งสอง เรื่องที่แกไปเป็นพลขับเฮลิคอปเตอร์รบและรอดมาจากสงครามเวียดนาม ถ้าจำไม่ผิด(ตอนนั้นอเมริกาแพ้เวียดนามนะเนื่องจากไม่ชินสมรภูมิส่วนหนึ่ง และคนเวียดนามนี่ โหดมาก เห็นเป็นผู้หญิง อย่าให้เห็นทหารเข้าใกล้ เอาเคียวเกี่ยวข้าวบั่นหัวกันเลยค่ะ)

โดยเรื่องที่แกเขียนนั้น เรื่องหลักๆแกจะพูดซ้ำในหลายๆเล่ม ในแต่ละเล่มจะเน้นเนื้อเรื่องที่แตกต่างกัน แต่เนื่องมาจากการที่มันเป็นหนังสือแปล คุณจะยิ่งเห็นเลยว่าแก่นหนังสือที่เป็นคีย์จริงๆมีอยู่ไม่กี่อย่าง

เปรียบเทียบหนังสือคิโยซากิกับคิดแบบภาววิทย์นิดนึง คุณแพทก็มีชื่อเสียง จากการที่หนังสือเขาขายดีคล้ายคลึงกับคิโยซากิ หนังสือของเขา ติดเบสท์เซลเลอร์หลายสัปดาห์การมีชื่อเสียงมาก แน่นอนว่า คนย่อมจับตาดูคุณอยู่มาก ไม่ได้”จับตาดู”อย่างเดียวนะ “จับผิด”ด้วย

คุณควรระลึกเสมอว่า….

ยิ่งมีชื่อเสียงมากเท่าไร จำนวนคนที่รักคุณก็จะมากขึ้น รวมไปถึง คนที่เกลียดคุณ ไม่เห็นด้วยกับคุณก็จะเพิ่มขึ้นไปด้วยตามตัว

ไม่มีใครหรอกที่มีแต่คนรัก ไม่มีคนเกลียดเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เวลาที่คุณแสดงความเป็นตัวตนคุณออกไปในสถานที่ต่างๆ แค่การเขียน Status Facebook ก็สามารถสร้างศัตรูได้แล้วค่ะ 

สำหรับหนังสือคุณแพท คือ มันไม่ได้เป็นหนังสือตามท้องตลาดไทย ที่พูดทำนองพวก Get it quick scheme ต่างๆ(ขนาดวันนี้ออกไปดูหนังสือตามแผง มีหนังสือสอนทำสติกเกอร์ไลน์และตั้งชื่อประมาณว่ารวยเป็นล้านจากสติกเกอร์ line) จริงๆเราโอเคกับโมเดลธุรกิจของ line นะคะ แต่คนที่จะรวยเป็นล้าน ไม่ใช่ creator นะแต่เป็นบริษัท Naver เกาหลี ที่รวยประมาณนั้น คือ model ฉลาดมาก เป็น Crowd Sourcing ก็คือเปิดตลาดสำหรับคนทั่วไปให้ submit งาน ตัวเองก็กิน %สบายแฮ เพราะควบคุมช่องทางจัดจำหน่ายแล้ว(Line creator market,Line stickers shop===>distribution channel)

Business model ของสติ๊กเกอร์ line คือเป็น marketplaceคล้ายๆ Envato ที่เปิดให้คนไปขายtheme,graphic,codeและอื่นๆซึ่งมีคนไทยทำรายได้จากที่นั่นเป็นหลักล้านบาทค่ะ ชื่อคุณ Peerapong สิ่งที่แตกต่างกันคือตัว line ที่เป็นตัวดึง client baseหรือฐานลูกค้าเองไม่ใช่ marketplace แต่ marketplace มันเป็นส่วนเสริมมากกว่า concept คล้าย facebook,google ด้วยคือให้คนใช้เยอะๆก่อนแล้วค่อยคิดวิธี ว่าจะขายอะไร?ขายยังไง?

จุดเริ่มต้นมันมาจากการที่แจกแอพline ให้ใช้ฟรีจนคนติดค่ะ เมื่อคนติดแล้วนั่นแหละคือฐานลูกค้าขนาดใหญ่ ซึ่งถ้ามองในมุมนี้ บิลเกตต์พลาดอยู่นะตอนที่ทำ MSN ตอนนั้นคนก็มีให้ส่งสติ๊กเกอร์เช่นกัน สมัยนั้นเรียก Emoticonค่ะ ซึ่งก็นับว่ายุคนั้นนี่อินละนะ แต่พอมา line นี่บูมเลยเพราะเข้ากับพฤติกรรมการใช้ของคนไทยมาก(ช่างเมาท์)

นอกจากนี้การเปิดให้คนทั่วไปวาดสติ๊กเกอร์ได้ด้วย มัน ยิ่งทำให้คนรู้สึกผูกพันกับแบรนด์มากขึ้นและเป็นการให้ creator ลงทุนในการลงแรงทำสติ๊กเกอร์ตัวเองออกมาขาย(บางคนนี่ทำเพราะตัวเองอยากใช้ลายแบบนี้เลยทำออกมาก็มี คือขายคนอื่นได้เป็นผลพลอยได้มากกว่า)

พูดง่ายๆก็คือแอพlineฟรีแต่แฝงของเสียเงินผ่านอะไรเนียนๆในแอพอย่างสติ๊กเกอร์,นอกจากนี้ยังมีพวก itemในเกมอีกและยิ่งดูยิ่งสงสัยว่าตอน microsoft รุ่งๆกว่านี้จาก MSNทำไมคิด model นี้ไม่ได้? Emoticon msn พวกนี้ต้องดาวน์โหลด ต้องติดตั้งเอง ยุ่งยากต่างจาก lineมาก แต่คนก็ใช้ msn มานานจน microsoft ปิดตัว MSN คิดว่า line ยังอยู่ได้อีกพักในกรณีที่คนยังติดอยู่ แต่แน่นอนว่าไม่มีอะไรยั่งยืนค่ะ ทุกอย่างย่อมมีวันที่ขึ้นสูง และลงต่ำ ที่เราทำได้ก็น่าจะเป็นการพัฒนาตัวเองให้ทันโลกทันเหตุการณ์อยู่เสมอมากกว่า ก็คือ แอพต่างๆ ถ้าไม่พัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆคนก็อาจจะไม่ซื้อ และอาจลงเอยเหมือน hi-5,multiply หรือตัวอย่างที่ใกล้ตัวกว่าอย่าง msn ที่ได้ปิดตัวไป

ซึ่งตอนนี้ในแผงหนังสือบ้านเราพวกรวยหุ้น,รวยอีเบย์,รวยร้านกาแฟ,รวยทำ Amazon Affiliate และรวยอื่นๆอีกมากมายออกมาตามแผงหนังสือ แต่จะบอกเลยว่าธุรกิจอะไรก็ตาม หรือการหาเงินแบบไหนก็ตาม ถ้ามีการเขียนหนังสือจนวางขายตามท้องตลาดทั่วไป แสดงว่าตลาดเริ่ม saturateหรือว่าอิ่มตัวแล้ว สิ่งที่จะทำให้ได้เงิน จะไม่เหมือนกับในสมัยก่อนเพราะฉะนั้นถ้าเราไม่อยากตกยุคต้องอัพเดทตัวเองด้วยความรู้เสมอๆแบบที่พี่ย้ำไว้ อย่างเล่มคิดแบบภาววิทย์ อย่างน้อยมันก็เป็นหนังสือที่แตกต่างจากเล่มอื่นๆอยู่บ้างในท้องตลาด

ก็จะเน้นประเด็นที่ว่า ถ้าเราเอาเวลาไปแลกเงินแล้ว สุดท้ายคือ เราก็ไม่สามารถออกมาจาก Loop ได้ (คิโยซากิเรียกว่า “สนามแข่งหนู”ค่ะ จะพูดถึงการทำงานแลกเงินโดยทั่วๆไป ก็คือ Salary man หรืออาชีพที่ใช้เวลาแลกเงินทุกอาชีพ ก็คือ ทุกคนอยู่สนามแข่งหนูที่ว่านั่นทั้งสิ้น ตามหลักเกม Cashflow ก็คือ คุณจะต้องออกมาจากสนามแข่งหนูหรือ Rat Race ให้เร็วที่สุด โดยการใช้วิธีต่างๆกันไป)

ในหนังสือจะพูดถึงเรื่องเกี่ยวกับชีวิตทั่วๆไปด้วย ที่ทำให้หนังสือนี้น่าสนใจหน่ะค่ะ มีหลายๆเรื่องด้วยกัน ในหนังสือจะแบ่งเป็นตอนๆ และหนังสือของสำนักพิมพ์นี้ จัดเล่มได้ค่อนข้างดี น่าอ่านมากๆ และอ่านได้จบจนไม่รู้สึกว่าปวดตานะคะ มีการเน้นสีตรงหลายๆส่วน ขนาดตัวอักษรและวิธีการจัดรูปเล่ม การแบ่งบท ที่แต่ละบท ไม่ได้มีเนื้อหาหรือ Jargon (ศัพท์เทคนิค)มากเกินไปจนรู้สึกว่าต้องปีนกระไดอ่าน 

และสำนวนการเขียน ก็รู้ๆกันอยู่ สไตล์คุณแพท ถ้าคุณเคยอ่าน จะพบว่า ในบางทีคุณแพทจะพูดทำนองแบบ ตัวเขามีประสบการณ์เยอะ และเขาเป็นมืออาชีพในด้านของการลงทุน บางคนก็จะรู้สึกไม่ค่อยชอบเรื่องนี้ ดูเหมือนยกตัวเอง แต่ต้องยอมรับนะคะ ว่าเขามีสไตล์การเขียนที่น่าสนใจ คือเหมือนเล่าประสบการณ์ให้ฟัง เรื่องที่พลาด ก็บอกพลาด บางครั้งทำผิด ก็บอก เราเลยรู้สึกว่า หนังสือเขานั้น จึงมีคนชอบอ่านเยอะ

ถ้าถามว่าโดยส่วนมากเราซื้อหนังสือเรื่องเกี่ยวกับความร่ำรวยอื่นๆไหม?ก็ไม่ได้ปิดบังนะ ตอนนี้ซื้อค่ะ หลายๆเล่ม แต่ซื้อของต่างประเทศมากกว่านะ เป็นภาษาอังกฤษ ซื้อจาก Amazon Kindle ไม่ได้ซื้อของไทย ถ้าดูจากร้านหนังสือทั่วๆไป แน่นอนว่า หนังสือจั่วหัวว่าทำโน่นรวย ทำนี่รวยกันเต็มแผงไปหมดดังได้กล่าวไว้ เอาจริงชีวิตคนเรา จะทำอะไรก็ตาม มันไม่มีคู่มือบอกหรอกค่ะ ว่าต้องทำอย่างนี้ๆ ข้อมูลที่ใหม่ๆ ส่วนมาก ไม่ได้หาอ่านได้ตามสื่อ สิ่งพิมพ์ เพราะกว่ามันจะพิมพ์ออกมา บางทีคนก็ทำกันจนเกร่อแล้ว จึงมีหนังสือจำนวนน้อยมากที่พูดถึงเรื่องความรวย  ในมุมมองที่แตกต่างออกไปค่ะ เราคิดว่า 80% ของหนังสือที่พูดถึงความรวย ในแผงหนังสือประเทศไทย เป็นหนังสือที่ไม่ค่อยดีนัก อ่านแล้วไม่ได้สาระอะไรที่แปลกใหม่มาก หรือพูดเรื่องที่คนทั่วๆไปรู้กันอยู่แล้วทั้งสิ้น ในความรู้สึกของเรานะคะ(ไม่ได้บอกว่าทุกเล่มไม่ดีนะคะ เล่มดีๆก็มีนะ) บางเล่มที่โอเคหน่อย ส่วนมากแปลมาจากหนังสือดังระดับ new york times best seller พวกนี้จะการันตีคุณภาพได้ประมาณหนึ่ง แต่ก็ต้องประยุกต์เอาเพราะสังคม,การใช้ชีวิตของประเทศตะวันตกมักจะแนวคิดต่างจากตะวันออกพอสมควร

แน่นอนว่าหลายๆคนที่เป็นนักวาด ทำงานด้านอาร์ท ด้านศิลปะ ส่วนมากจะ anti หรือไม่ชอบพูดถึงเรื่องนี้(ความร่ำรวย) แม้แต่นักวาดมืออาชีพหลายๆคน หรือนักออกแบบคาแรคเตอร์,concept artist ใน Studio ดังๆยังบอกเลยว่า ในการทำงานนั้น ถ้าคุณคิดถึงความรวยในสายอาชีพทางด้านศิลปะ ขอให้คุณไปทำอาชีพอื่นๆจะดีกว่า ซึ่งไม่ใช่แค่คนเดียวที่พูด หลายคนด้วยค่ะ ที่พูดเนื้อหาทำนองๆนี้ค่ะ 

แน่นอนว่าคุณคิดแบบไหน คุณก็จะได้สิ่งนั้นเสมอค่ะ เพราะการกระทำ มันก็จะสอดคล้องกับคำพูดของคุณ มันถึงเรียกว่า Self fulfilling proprecy คือคิดอะไรได้แบบนั้น แต่ว่าถ้าหากคุณมีฝีมือที่ดีมากๆ คุณอาจจะได้งานที่ดีๆอย่างสม่ำเสมอ

คือ เราคิดว่านักวาดมืออาชีพเหล่านั้นที่เขาพูดว่า “ถ้าอยากรวยไปทำอาชีพอื่นที่ไม่ใช่นักวาดหรืองานสายอาร์ทเถอะ” เราคิดว่า เขาหมายถึง ถ้าคุณทำงานวาด แบบเป็นงานประจำ หรือทำงานฟรีแลนซ์ก็ตาม ถ้าสิ่งแรก หรือเป้าหมายของคุณ คือ”ร่ำรวย” แน่นอนว่า สายนี้ไม่ได้ทำให้คุณรวยได้ขนาดเป็นเศรษฐีเป็นสิบเป็นร้อยล้านได้ และมีผู้ที่ทำงานประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานแล้วก็จริง แต่ก็ยังไม่รวย บางคนฝีมือดีมากๆแต่ถังแตกก็มีค่ะ และการถังแตก ไม่เกี่ยวว่าคุณมีเงินมากหรือน้อย มันขึ้นอยู่กับการจัดการเงินของคุณ เอาจริงๆคือ ไม่ใช่แค่การเป็นนักวาดหรอกแต่ การเป็นลูกจ้าง ไม่ได้ทำให้คุณรวยได้ค่ะ (อาจจะมีนะ แต่ยากหน่อย และต้องขยันมากๆจริงๆ)

แต่การทำธุรกิจ ก็ไม่ใช่ทุกคนด้วยกันที่จะรวย และไม่ใช่ทุกคนเหมาะกับการออกมาทำงานส่วนตัว ถ้าเป็น CEO ของบริษัทใหญ่ๆมากๆ แน่นอนว่า เงินเดือนคืออาจจะเยอะกว่าคนทำกิจการขนาดเล็กๆเสียอีกค่ะ เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ทุกคนที่เหมาะจะออกมาทำงานของตัวเอง,เป็นฟรีแลนซ์ ถ้าคุณนั้นมีนิสัยขี้เกียจพอสมควร,ไม่อยากทำงานที่อยู่นอกเหนือ Job Description หรือรายละเอียดของงาน ,ไม่สามารถทนยามที่เดือนนั้นๆมีงานเข้าน้อย ชอบความมั่นคง รายได้ทุกเดือน คุณอาจจะเหมาะสม กับการเป็นพนักงานประจำมากกว่าก็ได้ แต่อย่าลืมว่า การเป็นพนักงานประจำนั้น ก็มีความไม่มั่นคงของงานเช่นเดียวกับการเป็นผู้ประกอบการ หรือฟรีแลนซ์เช่นกัน เพียงแต่มีความเสี่ยงน้อยกว่า ทั้งนี้เวลาทำงานประจำด้านวาดๆ ไม่ว่าคุณจะมีรายได้มากหรือน้อยก็ตามคุณควรคิดว่า บริษัทที่จ้างคุณ ให้งานวาดคุณเพื่อฝึกทักษะ แถมยังได้เงินอีกด้วย เมื่อคุณทำงานประจำ จนมีทักษะประมาณหนึ่งแล้ว คุณก็สามารถออกมาทำฟรีแลนซ์ หรือทำงานส่วนตัวได้

image

คือ เรารู้สึกว่า จริงๆแล้ว ศิลปิน/artist รังเกียจที่จะต้องพูดถึงเรื่องเงิน รู้สึกเจ็บแปลบทุกครั้ง เวลาได้ยิน ได้พบเห็นคำว่า นักวาดการ์ตูนไส้แห้ง เกลียดทุกทีเวลาที่มีคนในวงการพูดถึงความร่ำรวยในสายอาชีพนี้ ทำให้พาลรังเกียจสิ่งต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความรวยไปด้วย  นั่นก็คือมีแนวโน้มว่านักวาดที่แสดงออกชัดเจนว่าไม่ชอบ แค่ได้ยินคำว่า ความร่ำรวย ก็ฉุน ควันจะออกหู คนแบบนี้มีแนวโน้มว่าเรื่องของการจัดการเกี่ยวกับการเงินของเขาจะแย่ไปด้วย เพราะเขาอาจรู้สึกว่า มันเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น คำพูดที่เราได้ยินบ่อยๆก็อย่างเช่น “เพราะชั้นไม่อยากรวยจากงานนี้ ชั้นแค่ทำงานนี้เพราะรัก” ซึ่งเรื่องนี้ มันจะทำให้คนๆนั้นอยู่ในกรอบที่ว่า

ก็คือ ถ้าคุณคิดว่าจะไม่รวยจากอาชีพนั้น คุณคิดถูกต้องแล้วค่ะ เพราะโลกแห่งความจริงของคุณในวันนี้ มันก็คือผลลัพธ์จากสิ่งที่คุณคิด

นอกจากคนแบบนี้ยังรังเกียจคนอื่นๆที่พูดถึงความรวยในสายอาชีพด้านนี้หรือด้านอื่นๆอีกด้วย การที่คนๆนั้นตั้งแง่กับเรื่องความรวย จึงมีแนวโน้มที่จะละเลยในการศึกษา สิ่งที่ทำให้คนๆนั้นนั้น มีเงินใช้ ไม่ขัดสน อยู่ได้จากอาชีพที่ทำอยู่ รวมไปถึงการศึกษาเรื่องอื่นๆ ที่นอกเหนือไปจากทักษะด้านศิลปะที่แน่นอนว่า มันจำเป็นอยู่แล้วค่ะ

ความรักในงาน หรือ Passion ในงานนั้นๆ มันก็เป็นสิ่งจำเป็นค่ะ ไม่ได้เถียงว่าไม่จำเป็น เพียงแต่ถ้าคุณมีแต่ความรักในงานอย่างเดียว ก็มีแนวโน้มว่าคุณจะฝึกแต่เรื่องของทักษะในการวาด คุณจะฝึกให้เก่งๆไปเรื่อยๆ เป้าหมายคือ ลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงและงานที่น่าทำ อยากทำ เท่านั้น ซึ่งในโลกแห่งความเป็นจริง งานที่มีรายได้ที่ดี กับงานที่เรามีความสุขที่จะทำนั้น ในบางครั้งมันก็สวนทางกันอยู่ 

นั่นก็คือ เวลาที่คุณมีลูกค้า คุณต้องทำตามคำสั่งลูกค้า คุณต้องวาดตามโจทย์ที่ลูกค้าบอกมา ไม่ใช่การพยายามจะทำในสิ่งที่คุณอยากจะทำเพียงอย่างเดียวตลอดเวลา ถ้าคุณพยายามจะทำในสิ่งที่มันเป็นตัวเองมาก แต่สวนทางกับสิ่งที่ตลาดต้องการ สิ่งที่มีตลาด และขายได้ โดยส่วนมากคุณก็จะโดนลูกค้าตบงานให้เป็นงานที่เขาคิดว่าจะขายได้อยู่ดี จึงมีบางคน มีความสุขกับการวาดรูป มีงานประจำเลี้ยงตัวได้ในระดับหนึ่ง ทำให้ไม่ต้องกดดันเรื่องงานขายได้ หรืองานขายไม่ได้ และมีความสุขกับการที่ไม่โดนจำกัดเรื่องของสไตล์การวาด

สำหรับเรา เราคิดว่า ความร่ำรวยนั้น ทำให้คุณมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น ที่เขาว่า อิสรภาพทางการเงิน ที่หลายๆคนมีความต้องการ ที่จะได้สิ่งนั้นๆก็คือสามารถหยุดทำงาน ทำงานที่ไหนเมื่อไรก็ได้ และมีรายได้เข้ามาโดยไม่จำเป็นต้องทำงานหนักตลอดเวลา ทำให้ตอนนี้ คนต่างศึกษาเรื่องการลงทุนในหุ้นแบบต่างๆ เนื่องจากเชื่อว่า หุ้น เป็นสิ่งที่จะทำให้เขาได้มาซึ่งอิสรภาพทางการเงิน และรวมไปถึง การขายตรงและธุรกิจเครือข่ายต่างๆ ก็นำจุดนี้ มาใช้ในการดึงคนเข้าร่วมธุรกิจ คือเรื่องของ”อิสรภาพทางการเงิน” 

ก็คือถ้าเมื่อทำสำเร็จ จะได้มีอิสระไปทำสิ่งที่ชอบจริงๆในชีวิต ซึ่งเอาเข้าจริงเราไม่ได้เห็นด้วยกับเรื่องนี้นะคะ คือทำไมเราจะต้องไปทำเรื่องที่ชอบ ไปเที่ยวที่ๆอยากไปตอนเราแก่แล้ว?หนังสือ 4hours work weeks ได้กล่าวไว้ว่า คนเราสามารถมี mini-retirement ก็คือถ้าคุณมีเงินก้อนหนึ่ง คุณสามารถออกไปท่องเที่ยว ไปสนุกกับชีวิตได้เลย โดยไม่ต้องรอหง่อมก่อน กิจกรรมบางอย่าง ทำตอนแก่ก็ไม่สนุกเท่ากับช่วงเวลาหนุ่มสาว อย่าง พวกเพนท์บอล,บันจี้จัมป์ พวกนี้แก่ๆไม่น่าจะเล่นกันแล้ว(มั้งนะ) แต่ถึงแม้คุณจะไม่เห็นด้วยก็ตาม เราก็ยังคิดว่า นักวาด หรืออาชีพอะไรก็ตาม โดย Tim(Timothy Ferris) ได้ให้ความสำคัญกับการออกแบบ Lifestyle นั่นก็คือทำในสิ่งที่อยากทำในวัยหนุ่มสาว มากกว่าจะไปทำเกษียณตอนแก่ๆแล้ว

นอกจากนี้บางคนเมื่อมีครอบครัวแล้วกิจกรรมบางอย่างนี่คือต้องงด ไม่สามารถทำได้ อย่างกิจกรรมหรือกีฬาเสี่ยงๆ ถ้าคนมีลูกแล้วอาจจะต้องเลิกเลย นอกจากนี้แม้จะเป็นมนุษย์เงินเดือน คุณก็ยังคงต้องศึกษาเรื่องของการจัดการเงิน การเก็บเงิน ออมเงิน และลงทุน ถ้าคุณอยากจะทำอาชีพวาดๆ หรืออาชีพสาย Creative ทั้งหมดให้ตอนแก่ๆไม่ตกอยู่ในสภาพลำบากกัดก้อนเกลือกินมากนัก

สุดท้ายแล้ว มันก็ควรจะเป็น การที่คุณทำงานศิลปะ,ถ้าเป็นนักเขียน ก็ทำงานเขียน,หรือเก่งงานฝีมือ ก็ทำงานฝีมือ แล้วมันขายได้ นั่นก็คือ คุณมีรายได้จากสิ่งที่คุณรักแล้ว ต่อมาคุณถึงขยับขยาย ให้งานอดิเรก กลายเป็นอาชีพ แต่ต้องยอมรับว่า ณ.จุดนี้ มันก็ไม่ได้เหมาะกับคนทุกคนอีกนั่นแหละค่ะ คุณต้องสำรวจตัวเองก่อน ว่าคุณเป็นคนประเภทไหน? ก่อนจะออกมาทำงานของตัวเองค่ะ

ถ้าเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับความร่ำรวย ที่เขียนได้โอเคหน่อย ก็จะเป็น 4 hours works week ของ Timothy Ferriss  ค่ะ เคยมีแปลไทย โดยสำนักพิมพ์ Bliss ไว้พูดในวันต่อๆไปแล้วกันค่ะ สำหรับวันนี้ คือเขียนจนเมื่อยนิ้วแล้วค่ะ หวังว่าจะเป็นประโยชน์เช่นเคยค่ะ

สำหรับหนังสือคิดแบบภาววิทย์ ให้คะแนน [rating:3]ค่ะ ไม่มีอะไรแปลกใหม่ อ่านสนุกเรื่อยๆตามสไตล์คุณแพทค่ะ