เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่มากสำหรับวัยรุ่น นั่นก็คือ การอยากมีชื่อเสียงในสิ่งที่ทำลังทำ และอยากได้รับการยอมรับจากคนในสังคมที่ตัวเองอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน หรือคนรู้จักในอินเตอร์เนท ซึ่งแน่นอนว่าการถูกเกลียด เป็นปัญหาที่ใหญ่สำหรับน้องหลายคน
เราจึงอยากแสดงความคิดเห็นกับเรื่องนี้ค่ะ

image
Johnny Depp
Credit:http://media-cache-ak0.pinimg.com/originals/a9/11/f9/a911f99459a5b9d5a00043c1a5d85248.jpg

ถามว่าควรทำอย่างไรถึงไม่มีคนเกลียด?

ไม่มีคนเกลียดเลย=เป็นไปไม่ได้ค่ะ

(ขอโทษที่ทำความหวังพังทลาย)

เพราะฉะนั้นคุณไม่ต้องทำอะไรมากค่ะ ทำในสิ่งที่คุณเชื่อ แสดงจุดยืนออกมาถ้าไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน และไม่ต้องไปสนใจคนที่เขาคิดไม่เหมือนคุณ หรือไม่ชอบในสิ่งที่คุณทำ

ถ้าโดนระราน ตาม Social network ต่างๆ เช่น โดนคอมเมนต์ด่า บางรายเจอด่าแรงๆมาก ถ้าด่าแบบไม่มีเหตุผล ก็บล็อค แบนไปซะ ส่วนคนที่เขาติชม และวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ ก็นำสิ่งเหล่านั้นมาพัฒนาตัวเองต่อไปค่ะ

แต่จากประสบการณ์ที่เรามี ในบางครั้ง กลุ่มคนที่เกลียดคุณ ถ้าไม่อิจฉาคุณ ก็เป็นคนที่คิดต่างจากคุณ คิดไม่เหมือนคุณไปเลยคนละทิศมากกว่า ซึ่งในกลุ่มคนที่เกลียดนั้น ก็จะมีคนบางประเภท ที่เกลียด แต่ก็ยังติดตามผลงานคุณ ไปดูว่าคุณโพสต์อะไร ทำอะไร ที่ไหน รอจังหวะคุณเดินพลาด แล้วรอกระทืบซ้ำเติม และรอเห็นคุณฉิบหายวายป่วงอยู่ 

คุณภาววิทย์(จากเอนทรี่ก่อนถ้าต้องการอ่านclick link นี้นะคะ)ก็เขียนถึงเรื่องนี้ ก็คือ ถ้าคุณล้มนะ มีคนอีกมากจะคอยเหยียบคุณซ้ำ เหตุผล ไม่มีอะไรมาก เราก็เคยได้ยินมา

เคยถามเพื่อนแบบ คือ ทำไมแกเกลียดคนๆนี้วะ?

มันบอก “ไม่มีอะไร แค่เห็นหน้ามัน ดูจากโหงวเฮ้ง ก็อยากกระโดดถีบแล้ว” (โคตรไม่มีเหตุผลชัดเจน)

คือการเกลียดคนนี่ ไม่ต้องมีเหตุผลมากมายเลยค่ะ เอาง่ายๆ ในยุคปัจจุบันเลย ถ้าคุณรูด timeline facebook ดู จะเจอความคิดมากมายที่คุณเห็นด้วย และไม่เห็นด้วยกับเขา

เช่น แน่นอนว่า เวลาคุณอ่าน entry ที่เราเขียน คุณอาจจะไม่ได้เห็นด้วยกับสิ่งที่เราแสดงความคิดออกมาทุกอย่าง แต่คุณก็อาจจะเลือกที่จะเก็บไว้ในใจ หรือไม่ก็อาจจะแสดงความคิดเห็น ที่อาจจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับเราก็ได้

แล้วทำยังไงถ้ามีคนเกลียดไปแล้ว??

คุณทำทุกสิ่งทุกอย่างตามปกติ แบบที่คุณทำต่อไปค่ะ อะไรที่คิดว่าดีก็ทำต่อไป ส่วนที่คิดว่าแย่ก็ปรับปรุงซะ
ยิ่งคุณมีชื่อเสียงมากเท่าไร คนชอบคุณมากขึ้น ก็จะมีคนเกลียดคุณ แปรผันตรงกับจำนวนคนที่ชอบคุณค่ะ

เพราะฉะนั้นคุณควรเลิกคิดมากเรื่องมีคนเกลียด,นินทา,เหน็บ,เสียดสีคุณตามสถานที่ Hangout ต่างๆอย่าง Social network จะดีกว่า

คุณลองคิดดูบ้างว่าเวลาคุณคุยกับเพื่อนหรือพี่น้อง คุณเคยวิจารณ์บุคคลที่ 3 หรือไม่?คุณได้พูดหรือเปล่าว่าคุณไม่ชอบคนนั้นคนนี้กับเพื่อนๆ กับครอบครัว?

ซึ่งแน่นอนว่าในชีวิตคุณ คุณก็อาจเคยวิจารณ์คนอื่นๆ แม้กระทั่งดารา,บุคคลที่มีชื่อเสียงทั้งในและนอกวงการ หรือแม้แต่การบ่นอย่างเช่น เวลามีคนตัดหน้ารถที่คุณขับ คุณอาจจะด่าพ่อล่อแม่เสียด้วยซ้ำ

ถ้าคุณไม่ด่าออกมาข้างนอก คุณก็คิดด่าคนๆนั้นอยู่ในใจ เช่น เมื่อคุณขึ้นรถไฟฟ้า รถแน่นมาก จะจับราวดันมีคนเอาตูดมาหนีบเสา ทำให้คุณต้องจับห่วงด้านบน ซึ่งถ้าคุณตัวเตี้ยนี่มันจะจับลำบากค่ะ คุณก็อาจจะด่าคนที่เอาตูดหนีบเสานั้นอยู่ในใจ หรือแก้แค้นตามประสานักวาดโดยเอามาเขียนล้อเลียน

แต่ทุกวันนี้คนที่เราเจอๆอยู่ทุกวัน คนที่คุณเดินสวนหน้า คนที่คุณเจอในลิฟท์ คุณอาจจะเจอเขาแค่ครั้งเดียวในชีวิตเท่านั้น ซึ่งนั่นทำให้คุณไม่สนใจว่าคนๆนั้นจะคิดยังไงกับคุณ เพราะมันไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร

นั่นแหละค่ะ บิงโก! คุณต้องคิดใน mindset นี้กับคนที่เขาเกลียดคุณ

เพราะในชีวิตนี้คุณอาจจะไม่ได้เจอคนเหล่านั้นตัวเป็นๆด้วยซ้ำ
และถ้าเจอ แล้วยังไงต่อ?

ด้วยความที่ความคิดคุณแตกต่างกับเขามาก ทำให้มีการรักษาระยะห่างซึ่งกันและกันอยู่แล้ว เขาอาจจะไม่มีความหมายต่อชีวิตคุณมากนัก

เพราะฉะนั้นเลิกคิดมากเรื่องมีคนเกลียดซะ เพราะคุณไม่สามารถควบคุมสิ่งนั้นๆได้ เรื่องนั้นมันอยู่นอกเหนือสิ่งที่คุณทำได้ คุณควรโฟกัสในสิ่งที่คุณทำได้ดีกว่า

สิ่งที่คุณควรทำ คือ การทำประโยชน์ให้กับโลกและสังคมที่คุณอยู่มากๆ

ไม่มีใครเลยไม่ผิดพลาดในชีวิต ชีวิตของคนเราต้องผิดพลาดมากมายกว่าจะสำเร็จได้สักครั้ง ท่ามกลางสิ่งที่คุณทำ แม้จะเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นแล้ว แต่ถ้าคนหมั่นไส้คุณ เกลียดคุณ เขาก็หาเรื่องมาด่าคุณได้อยู่ดีค่ะ

บางครั้งก็จะมีบางคนที่ทั้งเกลียด ทั้งชอบ เช่น อาจจะชอบตัวงานคุณ แต่ไม่ชอบตัวคุณ เข้าทำนองเกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง

ความรู้สึกแบบนี้ถามว่าสามารถแก้ไขได้ไหม?ก็แก้ได้ค่ะแต่ยากหน่อย

เช่น สมมติคุณไม่ชอบความคิดของคนๆหนึ่งในโลกอินเตอร์เนท คือคุณอาจจะต้องรู้จักและเข้าใจตัวตนของคนๆนั้นมากขึ้น ก็คือคุณต้องสัมผัสคนๆนั้นในโลกแห่งความเป็นจริงด้วยค่ะ

เมื่อคุณรู้จักเขา ได้คุยกับตัวจริงของเขา แล้วคุณจะรู้ว่าในบางครั้งที่เราเกลียดหรือไม่ชอบคนๆหนึ่งมันเป็นแค่”เศษเสี้ยวหนึ่ง”ของตัวตนเขาเท่านั้น

และในบางทีมันแทบจะไม่มีเหตุผลอะไรมาก เช่น ถ้าเป็นเมื่อก่อน ก็มีคนที่เราคิดว่า เขาคือคู่แข่ง หรือคนที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับเรา นั่นก็คือ คนที่มีความคิดเห็นแตกต่างจากเรา 180 องศา

แต่จริงๆแล้ว การที่คุณเกลียดใครก็ตาม ในบางครั้งมันก็กลายเป็นพลังแก่คนๆนั้นก็มีนะคะ ก็คือคนๆนั้นจะถีบตัวขึ้นไป เพราะบางที สำหรับบางคนอารมณ์ที่ผลักดันการกระทำเขาไม่ใช่อารมณ์ด้านบวก แต่เป็นด้านลบมากกว่า

ทั้งที่จริงๆแล้วคุณไม่จำเป็นต้องไปเกลียดคนที่เขาไม่ได้เห็นด้วยกับคุณ หรือเลือกเดินเส้นทางที่ต่างจากคุณ หรือแม้กระทั่งประสบความสำเร็จมากกว่าคุณ

คุณไม่ต้องไปอิจฉาใครเลย เพราะทุกคน ล้วนมีความทุกข์ของตัวเอง

คนที่คุณอิจฉาเขา เขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง

แน่นอนว่า เขาก็ต้องทำผิดพลาดเหมือนกัน,มีความทุกข์เหมือนกันกับคุณนี่แหละ มีมากน้อยต่างกันไป คนที่คุณเห็นภายนอกว่าชีวิตดูเพอร์เฟ็ค ได้ทำสิ่งที่ชอบ มีครอบครัวที่มีความสุข ก็ย่อมมีส่วนหนึ่งของเขาที่มีความทุกข์เหมือนกันไม่ต่างจากคุณ

แม้กระทั่งการที่คุณทำความดีแล้วก็จริง ก็จะมี บางคนก็จะหาว่าคุณทำดีเอาหน้าบ้าง,สร้างภาพ,แอ็บบ้าง ถ้าคุณคิดว่า ในปัจจุบัน คุณได้ทำดีที่สุดแล้ว ให้ปล่อยวางซะ

ปล่อยวางคือเลิกสนใจสิ่งที่คนอื่นคิด…ถ้าคุณคิดมากเกินไป คุณจะมานั่งโทษตัวเองทีหลัง ทั้งๆที่บางที สิ่งที่คุณทำไม่ได้ผิด คุณแค่ทำในสิ่งที่ตรงข้าม หรือสิ่งที่ไม่เหมือนกับคนที่เกลียดคุณเขาทำกัน

สิ่งที่คุณอาจจะรำคาญและเจ็บปวดบ้าง เช่น โดนเอาไปด่าใน facebook เข่น เขียน Status เหน็บแนม หรือเขียนบล็อค ทวิตเตอร์ด่า เอาเป็นว่าคุณเป็นเป้าโดนเอาไปด่าทุกทางเลย

หรืออาจจะก่อให้เกิดดราม่า ไม่ว่าคุณจะรู้หรือไม่รับรู้ก็ตาม ถ้าคุณไม่รู้ คุณอาจจะไม่เจ็บมากค่ะ พยายามอย่าใส่ใจมากเวลาเจอด่า แต่ใส่ใจคนที่เขาติดตามงาน ชอบผลงานคุณ มากกว่า

แยกยังไงระหว่างคำวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ กับคำด่า?

ถ้าคำวิจารณ์ก็มีส่วนตรงมันอาจจะจริงอยู่บ้างค่ะ อาจจะทั้งหมด หรือไม่ทั้งหมดแล้วแต่ความคิดเห็นของบุคคลนั้นๆ ส่วนคำด่านี่มักจะปะปนไปด้วยอารมณ์และในบางครั้งก็มีคำรุนแรงผลุบออกมาบ้าง

ถ้าคุณรู้ตัวว่าตัวเองเป็นประเภทถูกเหน็บแล้วจะทำงานต่อไม่ได้เลยให้งด social network ทั้งหมด หรือลดการเข้า social ให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ อย่างต่ำเป็นเวลา 2-3วัน

ถ้าจะเข้า ไม่ต้องไป Check ตรง newsfeed ไม่งั้นคุณจะไม่ได้ทำอะไร

แถมยังจะ paranoid ว่า อ้าว!คนนั้นตั้งสเตตัสด่าฉันหรือเปล่า?คนนั้นทวีตเสียดสีฉันนี่นา และคุณจะเสียเวลารูดไปดู timeline คนอื่นๆ

สิ่งที่น่ารำคาญที่สุดคือ การที่ได้เห็น Status ด่าคนอื่นกราดๆโดยไม่ระบุตัว มันเป็นมลพิษทาง Social network มาก

เท่าๆกับการเห็นคนตั้งStatus ด่าคนใน MSN สมัยก่อน ถ้าคุณเสพย์พวกนี้มาก มันเป็นพลังด้านลบที่จะดึงคุณต่ำลงไป

เวลาที่คุณจะเช็ค social network น่าจะเป็นการหาข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับงานของคุณเองมากกว่า และคุณต้องรู้ตัวเองว่าคุณมีจุดอ่อนด้านไหน?

เช่น คุณแคร์คนอื่นมากไปจนไม่เป็นตัวของตัวเองและไม่กล้า แสดงความคิดเห็นที่แท้จริงหรือเปล่า?

และคุณควรหาอย่างอื่นทำที่สร้างสรรค์ เช่น วาดผลงานชิ้นใหม่ๆ,ไปเรียนสิ่งที่อยากเรียน,อ่านหนังสือ เป็นต้นค่ะ

สิ่งที่คุณโฟกัสมากขึ้นมันจะขยายตัวขึ้น การสนใจเรื่องที่คนอื่นคิดเกี่ยวกับคุณเป็นการที่เสียเวลาเปล่าๆ คุณควรแคร์คนที่อยู่รอบๆตัวคุณ คนที่เป็น inner circle ของคุณและมีความสำคัญกับคุณ เช่น ครอบครัว,เพื่อนสนิท มากกว่าค่ะ

หรือถ้าเป็นการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์จริงๆ ก็ใส่ใจคนที่เขาเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราพยายามทำก็พอค่ะ มันจะแสดงออกจากวิธีในการคอมเมนต์ของคนๆนั้น

ซึ่งจริงๆแล้วบางทีคนที่เขาไม่ได้ชอบวิธีคิดคุณ การแสดงออกของคุณ หรือตัวตนคุณแต่เขาก็คอยเฝ้าดูคุณอยู่เรื่อยๆ และคนพวกนี้เขาอาจจะไม่แสดงความคิดเห็นก็มีค่ะ

อย่างที่บอกไปข้างต้น และถ้าคุณเจอเรื่องที่ร้ายแรงกว่านี้มากๆในชีวิต พอคุณโตขึ้น คุณจะมองว่า เรื่องการเจอคนเกลียดพวกนี้ขี้หมูราขี้หมาแห้งทั้งสิ้นค่ะ และคุณไม่ต้องกลัวเขาด้วย เพราะคุณไม่ได้ไปขอใครเขากิน

พยายามอย่าให้คนที่เกลียดคุณมามีผลกระทบกับชีวิตคุณมากค่ะ

ซึ่งตัวอย่างเรื่องด่ากันผ่านโลก Social นี้ เราได้อ่าน entry อันหนึ่งโดยบังเอิญ (ไม่ขอโพสต์ลิงค์นะคะ) เกี่ยวกับบลอคเกอร์สาวคนนึง เบี้ยวงานลูกค้า

ก็คือ ลูกค้าจะให้เธอ ไปสักคิ้ว แล้วรีวิวการสักคิ้วลงไปในบลอคส่วนตัว เมื่อถึงเวลาจริงๆ บลอคเกอร์คนนั้นเธอไปค่ะ แต่ว่าเธอไม่ได้สัก คือกำลังจะนอนลงให้สักแล้ว แต่เธอหาเหตุผลชิ่งไปที่อื่น อ้างว่ามีนัดหมอฟัน แล้วก็เบี้ยวอีกคือโทรติดต่อไม่ได้เลย

เอาเป็นว่าเอเจนซี่กับลูกค้าได้นั่งรอเธอในร้านราวๆสี่ชั่วโมง และการสักคิ้วแต่ละครั้ง จะได้ประมาณ 30,000 บาท ซึ่งการที่ลูกค้านั่งรอเธอ เท่ากับได้เสียโอกาสในการบริการลูกค้าคนอื่นๆ คิดเป็นเงินก็ราวๆประมาณ 60,000บาท(ถ้านับว่าลูกค้าคนหนึ่งใช้เวลาในการสักคิ้ว 2 ชั่วโมง)

ทางพนักงานเอเจนซี่ที่จ้างเธอ จึงเอาเธอมาพูดวิจารณ์ในเว็บบอร์ดใหญ่แห่งหนึ่ง เพื่อตักเตือนผู้อื่นๆที่ต้องการจะใช้บริการของบลอคเกอร์ท่านนี้

โดยลงทั้งรู้ตัวตนจริงเธอ ชื่อนามแฝงที่ใช้ในการทำงานของเธอรวมไปถึงบทสนทนาที่ deal งานกัน ทั้งนี้การกระทำลักษณะนี้(เขียนบลอคหรือกระทู้ประจานโดยระบุตัวตน) ระวังตัวกันหน่อยนะคะ
คือทางผู้โดนพาดพิงถึงเขาสามารถฟ้องหมิ่นประมาทได้ถ้าเขามีหลักฐานอีกด้านในมุมของเขามายัน และ ก็เป็นอย่างที่คิดคือคนส่วนมากที่เข้ามา ไม่ทราบว่าอ่านตั้งแต่ต้นจนจบและเข้าใจเหตุการณ์นั้นๆดีหรือไม่ ก็เข้ามารุมด่าเธอกันค่ะ

คือ ด่าในเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาที่เธอไปเบี้ยวงานเสียส่วนมาก แต่ไปด่าเรื่องของ“หน้าตา”เธอมากกว่า คือ ด่าแรงมากๆจริงๆค่ะ ใครโดนด่าแบบนี้ก็เสียความเชื่อมั่นในตัวเองทั้งนั้นแหละ

โดยเฉพาะการที่เขาเป็นบลอคเกอร์เกี่ยวกับความสวยความงามด้วย แต่เราไม่ได้ว่าคนที่ไปรุมด่าเขานะคะ มันก็เป็นความคิดเห็นของคุณแต่ระวังตัวกันนิดหนึ่งค่ะ

อย่าคิดว่าเที่ยวไปพิมพ์ๆด่าคนอื่นอยู่หลังคีย์บอร์ดยังไงก็ไม่โดนจับ เพราะคุณอาจจะโดนฟ้องร้องข้อหาหมิ่นประมาทได้

เท่าที่เราดูส่วนตัว หน้าตาเธอไม่ได้แย่ขนาดนั้นค่ะ แต่เรื่องหน้าตาเธอดูแปลกๆนี่เรายอมรับค่ะ ว่าตอนแรกเราดูรูปเธอในกระทู้นั้นเราก็คิดว่าหน้าแปลก

บางคนก็บอกว่า คนที่ควรรีวิวสักคิ้ว  ต้องมีรูปหน้าและดวงตาที่สวยด้วยซึ่งบลอคเกอร์ท่านนั้นไม่มี
image
การสักคิ้วสามมิติ
Credit:http://1.bp.blogspot.com/–aGVYtTcNyQ/Uj4qJTzky2I/AAAAAAAAABE/naWqCR7vG7s/s1600/1044207_390289414416327_1461103607_n.jpg

เราคิดว่ามันเหมือนกรณีของมิสไทยแลนด์เวิร์ลที่โดนด่ายับเรื่องไม่เหมาะสมไป ทั้งๆที่จริงๆเธอก็ไม่ได้หน้าตา,หุ่นแย่นะคะ เทียบคนปกติ เพียงแต่มันอาจจะทำให้คนผิดหวังมากกว่า เนื่องจากมาตรฐานของคนชนะประกวดจะต้องสูงกว่านี้ อันนี้ก็เรื่องเดียวกันค่ะ

ก็คือในมาตรฐานคนทั่วๆไปจะรู้สึกว่า ถ้าเป็นบิวตี้บลอคเกอร์ได้ จะต้องหน้าตาสวยกว่านี้ ซึ่งในความคิดเรามันไม่จำเป็นขนาดนั้นค่ะ

image
คุณแป้ง บิวตี้บลอคเกอร์สาว เจ้าของบลอค http://kirarista.com อันโด่งดังคนหนึ่ง มีแฟนเพจประมาณ 70k ในขณะที่เรากำลังเขียนบลอคนี้ค่ะ ซึ่งแว่บแรกที่เราเห็นหน้าเธอเลย เป็นรูปอีกรูปหนึ่ง ซึ่งแว่บแรกคิดเลยค่ะว่าหน้าเธอแปลก แต่พอดูๆไปกลับกลายเป็นรู้สึกว่า หน้ามีเอกลักษณ์แทนค่ะ
Credit:http://origincache-ash.fbcdn.net/925452_650260245044419_1756383029_n.jpg
image
รูปนี้ที่เราคิดว่าหน้าเธอแปลกค่ะ แนะนำให้ไปดูช่อง youtube เธอดีกว่าเพราะเธอดูดีในภาพเคลื่อนไหวค่ะ โดยส่วนมาก
Credit:http://kirariblog.files.wordpress.com/2012/03/img_9050.jpg

Channel Youtube คุณแป้ง Kirarista ค่ะ

จริงๆเราคิดว่า คนโครงหน้าดีประมาณๆหนึ่งแล้วรู้จักแต่งตัวแต่งหน้า มีความรู้ที่ต้องการแชร์หน่อย ก็น่าจะเป็นได้แล้ว เนื่องจากการเป็นบิวตี้บลอคเกอร์ เราคิดว่า คนก็อยากเห็น“หน้าสดๆของเขา”มากกว่า ว่าหน้าตาที่ไร้เครื่องสำอางค์จะเป็นยังไง?

ส่วนเรื่องการเขียนบลอคเขานี่ สารภาพว่าเข้าไปอ่านแล้วอันเดียว แต่ไม่ได้อ่านต่อ เนื่องจากการใช้ภาษา ที่เราเองอ่านแล้วก็งงๆคือเขาพิมพ์ผิดเยอะมาก

(เราต้องอ่านบทความตัวเองที่โพสไปแล้วบางครั้งเป็นสิบรอบ แก้เป็นสิบรอบจนพวกคำผิดมันเหลือน้อยมากจริงๆ ที่เห็นมีอยู่ก็ประปรายๆ เราเลยค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก)

บวกกับเราเองไม่ได้สนใจเรื่องที่เธอเขียนมากเท่าไร ส่วนมากเธอจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับสิวและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวทั่วๆไป ซึ่งเราโชคดีตรงที่มีปัญหาเรื่องนี้น้อย คือก็มีบ้างค่ะสิว ตามปกติ ไม่ได้เยอะมาก ปล่อยให้มันหายเอง
บลอคเกอร์สาวท่านนั้นเขาได้เขียนให้ประโยชน์ผู้ที่มาอ่านมากมายพอสมควร บางคนก็สงสัยว่า เขาดังขึ้นมาได้อย่างไร? ก็ว่ากันว่าเขาชอบแจกของบ่อยๆและเป็นกูรูด้านการรักษาสิวที่หายจริงค่ะ

ในกรณีที่บลอคเกอร์สาวถูกด่านี้ เราจึงรู้สึกว่าสังคมออนไลน์ได้เหยียบย่ำเธอ ในเรื่องของหน้าตาที่ว่ากันว่าแปลกๆมากเกินไป จริงอยู่ว่า เรื่องหน้าตาและชื่อเสียงเธอที่มีอยู่ณ.ปัจจุบัน ก็มีส่วนเรื่องของการที่บลอคเกอร์สาวคนนั้นจะได้งานก็จริง และการที่เธอเบี้ยวงานก็เธออาจจะผิดจริงๆด้วยก็ได้

แต่การวิจารณ์นั้นได้เลยเถิดไปจนถึงเรื่องหน้าตาจนได้ เราคิดว่า ในบางครั้งเรื่องของหน้าตา มันเป็นปมของแต่ละคน

และขึ้นอยู่กับว่า คนๆนั้น เขารู้สึกหรือเปล่าว่าหน้าตาเขาไม่ดี? และรู้สึกมีปมด้อยในเรื่องนี้หรือไม่?

ซึ่งจริงๆบลอคเกอร์เขาก็อาจจะรู้อยู่แล้วก็ได้ เขาจึงแต่งหน้า ทำผม ใส่ชุดให้ดูดี คนก็ด่าเขาอีกว่า แอ็บเด็กบ้าง,นึกว่าตัวเองเป็นนางฟ้าเป็นเจ้าหญิงบ้าง,ว่าเธอป้าบ้าง

ซึ่งเรารู้สึกว่า บลอคเกอร์คนที่ถูกยำใหญ่ใส่สารพัดนี้ เขาก็ได้พยายามแล้ว กับสิ่งที่เขาทำ ก็คือ เขาพยายามรักษาใบหน้า,แต่งหน้า,แต่งตัว,ทำผม ให้สมกับเป็นบิวตี้บลอคเกอร์

ซึ่งหน้าตาอาจจะไม่เข้ากับเทสต์ของคนที่ด่าเขามากเท่าไร ถึงจะแปลกจริงๆ แต่เรารู้สึกมันไม่ได้แย่ขนาดต้องโดนประณามขนาดนี้

เรารู้สึกว่า ความคิดเห็นแรกๆ และความคิดเห็นของเจ้าของกระทู้ ค่อนข้างจากมีผลมากจากการที่บลอคเกอร์โดนด่าซะเละ คือพอมีคนแรกด่า ก็มีคนที่สอง,สาม อื่นๆมาด่าให้ยับกันไปข้างหนึ่ง

รวมไปถึงบลอคเกอร์คนนี้เขาก็มีคนเคยๆไม่ชอบเขาแล้วด้วยส่วนหนึ่งค่ะ เนื่องมาจากหลังที่เขาเริ่มๆดัง มีคนบอกว่าเขาตอบคำถามได้กวนมาก

เช่น มีคนส่งรูปตัวเองเป็นสิวเขรอะ ไปถามเขาว่า ทำยังไงดี?
เธอตอบว่า“ทำใจ”

ก็เลยโดนด่าหาว่าดังแล้วลืมตัวบ้าง ตอบคำถามแย่บ้าง

ซึ่งมองอีกมุมดูบ้าง คุณไม่รู้จักตัวตนแท้จริงของเธอ? คุณไม่รู้ว่าเธอไปเจออะไรมาบ้างในวันนั้น? มีคนชอบไปกวนตีนเธอทางอินเตอร์เนทบ้างไหม?
และมีเยอะหรือเปล่า?

โดยส่วนมากบลอคเกอร์มักจะเจอกับคำถามและความคิดเห็นต่างๆอยู่แล้วทุกวัน ยิ่งคนดังๆมากยิ่งเจอคนไปกวนตีนเขาเยอะมากขึ้น ซึ่งบลอคเกอร์เขาก็เป็นคนปกติ มีรัก,โลภ,โกรธ,หลง เหมือนคนทั่วๆไป ไม่ใช่นางฟ้าที่แสนดีหรือนางงามมิตรภาพนะคะ ที่พูดแบบนี้ไม่ได้จะปกป้องเขานะ แต่อยากให้มองอีกมุม ทุกอย่างมีสองด้านค่ะ

ซึ่งคุณลองนึกดูว่าบลอคเกอร์ที่ดังหน่อยก็จะมีคนส่งคำถามเข้าไปหาเขาเยอะๆ บางคนก็มีตั้งใจถามกวนตีน กวนประสาท วัดภูมิความรู้ไปอย่างนั้น การจะตอบคำถามให้คนทุกๆคนพึงพอใจก็ยากอยู่แล้ว

“บลอคเกอร์”ไม่ใช่”คอลเซ็นเตอร์”ที่ต้องทำเสียงหวานนุ่ม พูดจาเข้าหูทุกๆคน และคอยแก้ไขปัญหาให้คุณ ไม่ว่าปัญหานั้นจะงี่เง่าหรือขี้ประติ๋วแค่ไหน ตลอด 24ชั่วโมง ราวเซเว่น เพื่อให้คุณกดให้คะแนนความพึงพอใจ5คะแนนนะคะ

ทุกวันนี้คิดว่าคนเป็นคอลเซ็นเตอร์นี่เก่งมาก ในเรื่องควบคุมอารมณ์ (เพราะในแต่ละวันคงมีคนไปถามกวนตีนเยอะแน่นอน รวมไปถึงโดนโทรไปก่นด่า)

ลองคิดดูในมุมกลับกันดูบ้าง ถ้าคุณเจอคำถามซ้ำๆกันคล้ายๆกันเป็นสิบๆรอบ ถามคำถามเดิมๆที่เคยตอบไปแล้ว แต่คนถามบางคนไม่หาข้อมูลที่เขาเคยเขียนเอาไว้ก่อนแล้วเอง หรือใช้ google หาคำตอบเองก่อน และถ้าหาไม่ได้จริงๆค่อยเลือกที่จะถามค่ะ

คุณจะรู้สึกยังไง? ถ้าเจอคำถามเดียวกันเป็บสิบๆรอบแล้วต้องตอบหมดเหมือนบลอคเกอร์ท่านนั้น

ก่อนจะว่าคนอื่นดูก่อนว่า ถ้าเป็นคุณ คุณเลือกที่จะคิดและทำแบบเขาหรือไม่?และคุณจะรู้สึกอย่างไรถ้าคนที่โชคร้ายโดนประณามในเหตุการณ์นั้นๆคือคุณเอง เพราะฉะนั้น คุณควร put yourself on the others shoes เอาใจเขามาใส่ใจเรา จะดีกว่าค่ะ

นอกจากนี้บลอคเกอร์ส่วนมากเขียนบทความให้ความรู้ หรือความบันเทิงกับคุณ บางคนก็ไม่ได้อะไรจากคุณเลย เวลาคุณถาม เขาก็ตอบคุณตามที่เขาคิด

แต่อย่าไปคาดหวังว่าเขาจะทำดีกับคุณ พูดจาภาษาดอกไม้ หรือทำดีกับทุกๆคนบนโลกนี้อย่างเท่าเทียมกัน พวกเขาเป็นคนจริงๆที่ไม่ได้แสนดีตลอดเวลาเหมือนนางเอกนิยายรักสมัยก่อน

อาจจะมีบางวันที่บลอคเกอร์ท่านนั้นเมนส์มา หงุดหงิด หรือมีเรื่องไม่สบอารมณ์บ้างตามปกติวิสัยมนุษย์ ก็แน่นอนว่าแนวโน้มที่จะตอบคำถามไปในทำนองๆนั้นมากขึ้น ก็คือแนวที่อาจไม่ถูกใจคนถามนัก

ซึ่งแน่นอนว่า สิ่งที่บลอคเกอร์คนนี้โดนด่า เรื่องของหน้าตาและเรื่องความเป็นมืออาชีพในการทำงาน อาจจะทำให้เขาสูญเสียความมั่นใจ ในการทำสิ่งต่างๆที่เรียกว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้วอย่างที่เคยทำไปพอสมควร

โดยเฉพาะสิ่งที่ดีๆที่เขาเคยทำให้กับคนอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถามเรื่องของสิว การรักษาผิวหน้าและอื่นๆ จะเห็นว่า บางคนที่ด่าไม่ได้รู้จักเขาดีด้วยซ้ำ และก็ไม่รู้เห็น ไม่สนใจว่าเขาเป็นใคร มาจากไหน

พอเห็นคนอื่นด่า ก็มาร่วมกันซ้ำเติม ช่วยๆกันยำเล็บมือนาง แค่เห็นรูปภาพหน้าของเขา ก็ด่าเขาแบบเอาให้ไม่ได้ผุดได้เกิดกันเลย

จึงมีคำพูดที่ว่า ทำดีมาพันครั้ง พลาดครั้งเดียวแล้วอาจถึงตาย

โดยเฉพาะเรื่องอื่นๆที่นอกเหนือไปจากความผิดเรื่องเบี้ยวงานที่เขาทำ และลามปามไปเรื่อง”หน้าตา”ดังกล่าว

บางคนก็บอกว่า เพราะเขาใช้กล้องฟรุ้งฟริ้ง ที่ถ่ายแล้วดูดีถ่าย รวมไปถึงใช้แอพแต่ง หน้าตาจึงออกมาขาว แล้วก็เหน็บเขาอีกว่า…โถๆ ..มีดีแค่ขาวอย่างเดียว ส่วนอื่นๆในหน้าตาไม่ได้ดูดีเด่อะไรเลย ถ้าไม่ใช้แอพแต่งคงจะแย่กว่านี้อะไรทำนองนี้ค่ะ

ถามว่ามันผิดไหม?
ถ้าคุณคิดเหมือนๆกันกับคนอื่นๆ คุณแค่พูดความจริงที่ตัวเองคิดออกมาค่ะ

ซึ่ง”ความจริงที่คุณคิด” มันคือมุมมองต่อบุคคลนั้นของคุณ มุมมองด้านลบหรือบวกต่อคนๆนั้นจากการตีความเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งถ้าคนเห็นด้วยกับคุณก็จะมองว่าคุณพูดถูกแล้ว คนที่ไม่เห็นด้วยก็จะมองว่าผิด และก็จะมีคนเฉยๆก็คือกลางๆกับสิ่งที่คุณแสดงความคิดเห็นออกมา

ส่วนเรื่องงาน และเรื่องต่างๆที่อาจเป็นเรื่องไม่ดีจริงๆของบลอคเกอร์ท่านนั้น ในบางครั้งมันก็อาจจะเป็นความเข้าใจผิดด้วยส่วนหนึ่ง และการจัดการไม่ดีด้วยส่วนหนึ่ง

และการที่เขาเจอแบบนี้ มันอาจจะทำให้เขาคิดอะไรบางอย่างได้ หรืออาจจะตกตะกอน อาจจะทำให้เขาเข้มแข็งขึ้นก็ได้

สิ่งคุณเจอทุกๆวันนี้
มันคือ”ผลของการกระทำ” หรือกรรม(Karma)นั่นเอง กรรมเป็นฟิสิกส์ค่ะ มันคือผลของการกระทำในวันก่อนๆของคุณ

กฏฟิสิกส์ Action=Reaction ทำอะไรไว้ย่อมได้รับผลของมันกลับคืน

การที่ไปถึงสถานที่แล้วไม่ยอมลงมือให้ช่างสักเขาอาจจะกลัวอะไรบางอย่าง หรือมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เขาลังเลใจไม่ยอมสัก แล้วเบี้ยวงานและความที่บลอคเกอร์คนนี้ เป็นคนที่มีชื่อเสียงพอสมควรค่ะ

และมีบางคน ติดตามเขา ตั้งแต่เขายังไม่ได้มีชื่อเสียงมากนัก จึงได้สังเกตุว่า พอมีชื่อเสียงมากขึ้น ความใส่ใจคนอื่นๆจะน้อยลงมาก (เป็นกันเกือบทุกคนแหละ)

เพราะไม่มีเวลาให้ความสำคัญกับทุกๆคน เลยดูเหมือนหยิ่ง แต่อย่าลืมว่าจันทร์ถึงศุกร์เขาก็ทำมาหากิน กว่าจะกลับบ้านก็ดึกแล้วเจียดเวลามาเขียนบลอค ตอบคำถามอีก ก่อนหน้านี้เขาได้อัดคลิปและช่วยตอบคำถามคนที่มีปัญหาเรื่องสิวเห่อ,แพ้มากมาย ถือว่าเป็นการทำความดีแล้วนะคะ

แต่แน่นอนว่า เราเคยพูดไปแล้วค่ะ ว่าความดีที่คนแต่ละคนทำลงไปนั้น มันไม่สามารถหักล้างกับความชั่วแบบเลขได้

นั่นก็คือ ทำดีส่วนทำดี แต่ชั่วก็คือชั่วอยู่วันยังค่ำ ไม่ว่าชั่วมากชั่วน้อย ถ้าทำความชั่วไปมากๆ ถึงแม้ว่าตอนหลังจะทำความดีแล้ว สิ่งที่เคยทำชั่วมันก็ไม่ได้หายไป

เช่น สมมติมีคนขับรถชนคนตาย ถึงแม้ว่าตอนหลัง เขาอาจจะทำบุญมาก แต่มันไม่ได้ลบล้างความจริงที่เขาเคยทำคนตายนั้น

แต่ถ้าคุณเลือกทำดีมากๆ เหมือนน้ำทะเลนั่นแหละ คือเติมเกลือลงไปช้อนหนึ่งก็ไม่ได้ทำให้ทะเลเค็มขึ้นมาก เมื่อปริมาณของความดีที่คุณทำ มันเยอะกว่าสิ่งที่คุณเคยทำไม่ดีลงไปมากๆ เราคิดว่าก็โอเคแล้วค่ะ

นั่นก็เหมือนกับน้ำทะเลที่มันเค็มเพราะมีเกลือเจือปนอยู่ ถ้าเราตักมาน้ำทะเลสักครึ่งแก้ว เอาน้ำจืดผสมอีกครึ่ง เกลือย่อมจางลงไป แต่อนุภาคเกลือไม่ได้หายไปไหน เหมือนการทำความดีให้มากขึ้น แม้มันจะไม่สามารถหักล้างกับสิ่งที่เคยทำชั่ว อย่างน้อยก็ได้พยายามที่จะทำสิ่งที่ดีๆแล้วมันก็อาจจะเจือจางสัดส่วนความชั่วที่ทำลงไปได้บ้าง

การที่ตัวเราเอง ก็ไม่ได้เป็นคนที่สวยมากๆอยู่แล้วในชีวิตจริงๆ เป็นคนหน้าตาธรรมดาๆทั่วๆไปมากกว่า จึงเข้าใจความรู้สึกเขาที่โดนด่าเรื่องหน้าตา

พอเราเห็นในบลอคเกอร์คนนั้นที่โดนด่านะ คือเรื่องหน้าตานี่ บอกตรงๆใครซีเรียสกับมันมากๆ แล้วไม่ได้เกิดมาดูดีมากอยู่แล้ว แล้วโดนด่าเรื่องนี้นี่คือเป็นอะไรที่เฟลมากนะคะ บางคนอาจจะถึงขั้นไปทำศัลยกรรมเพิ่มเติม หรือเปลี่ยนตัวเองไปเลย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าคนๆนั้นเขาทำในจุดที่คิดว่าเต็มที่แล้วในการดูแลตัวเองให้ดูดีขึ้น แต่ดันเจอด่า

คือ เข้าใจนะคนที่อายุมากๆประมาณหนึ่ง(เกิน 30แบบเรา) อาจจะไม่เหมาะกับชุดเดรสลายดอกหวานๆลูกไม้เต็มพรึ่ด,ลายการ์ตูนน่ารักๆคาวาอี้เนะ,ชุดโลลิต้าฟูฟ่องทั้งโบว์ทั้งระบายกระจาย เพราะแต่งแล้วดู“แอ็บเด็ก”

แต่เราคิดว่านี่มันรสนิยมส่วนตัวของแต่ละคนนะคะ ทุกคนมีสิทธิ์ในการเลือกสิ่งที่คิดว่าดีสำหรับตัวเอง คนๆนั้นเขาอาจจะมั่นใจ และชอบแนวนี้ของเขาก็ได้

เราคิดว่าโดยพื้นฐานแล้วทุกๆคนย่อมอยากดูดีมากกว่าอยู่แล้ว ตั้งแต่เด็กจนโตขึ้นมาแต่ความสนใจของคนแต่ละคนในปัจจุบันไม่เหมือนกัน

คนที่คุณเห็นว่าเขาสวยๆหล่อๆนั่นคือทุกคนเขาก็อาศัยความพยายามมากนะคะ คือบางคนไม่ได้เกิดมาดูดี แต่การอยากให้ตัวเองดูดีขึ้น มันก็เหมือนกับความพยายามในการฝึกวาดรูปให้เก่งขึ้นนั่นแหละ

บางคนก็ทำศัลยกรรม เสริมโน่น ปะนี่ โปะนั่น บางคนก็ต้องออกกำลังกายทุกวัน วันละหลายๆชั่วโมง และควบคุมอาหารการกินเป๊ะสุดๆ ไม่สามารถกินตามใจปากอย่างที่ชอบได้ ผู้ชายกินเวย์โปรตีน เล่นเวท เพาะกล้าม ผู้หญิง ศึกษาวิธีแต่งหน้าทาปาก แต่งเนื้อแต่งตัว คนที่เขาดูดี เป็นเพราะเขาอยากดูดี จึงสละเวลาดูแลตัวเองทั้งสิ้นค่ะ

ซึ่ง Xiaxue บลอคเกอร์ชาวสิงคโปร์ชื่อดัง มีประสบการณ์ในการจัดการกับคนที่เกลียดหรือ Hater เป็นอย่างดี
image
Xiaxue
Credit:http://fxckyeahxiaxue.tumblr.com

Xiaxue เขาดังเนื่องจากสำนวนที่รุนแรง,จิกกัดตบ,ฟักแฟงแตงกวากระจายเต็มบลอค และความ Controversy ของบลอค(คือเขียนเรื่องที่คนถกเถียงกันมากๆ เช่น เรื่องความคิดเห็นในเรื่องของการเมือง,เรื่องการทำศัลยกรรม)

ก็มีครั้งหนึ่งXiaxue แสดงความคิดเห็นว่าประเทศสิงคโปร์ไม่น่ามีแรงงานต่างด้าวมาเดินแถวๆOrchard(คล้ายๆแถวสยามบ้านเราค่ะ มีพวก shopping center ใหญ่ๆเยอะแยะ) เพราะเขาบอกว่าคนต่างด้าวพวกนี้ชอบลวนลามผู้หญิง
image
ถนน orchard
Credit:http://travelenia.com/wp-content/uploads/2014/08/Orchard-Road-Singapore-orchard-road-singapore.jpg

จนกระทั่ง Xiaxueโดนเหล่าแรงงานเดินขบวนต่อต้านหาว่า Xiaxue ‘เหยียดเชื้อชาติ’และพวกเขาไม่อยากเห็นXiaxueที่ Orchard อีกต่อไป

นอกจากนี้ Xiaxue ก็เล่าเรื่องหนึ่ง เกิดขึ้นไม่นานมาก ก็คือมีอยู่วันเขาอุ้มลูกชาย หนู Dash ผ่านป้าคนหนึ่งแล้วลูกเขา ยิ้มให้ป้าคนนั้น แต่ปรากฏว่า ป้าเธอกลับทำหน้าตาสุดแสนซึนเดเระใส่ลูกเขา เขาเลยด่าบนบลอคส่วนตัวว่า..

“คืออีป้านี่เป็นไรมากป่ะวะ?แค่เห็นเด็กยิ้มให้คือยิ้มกลับไม่ได้ใช่ป่ะ ฟักยู!”

พวก Hater ก็ด่า โจมตีเธอเรื่องนี้เลยว่า…
ปัญหานั้นไม่ใช่ป้าคนนั้น แต่คือมึงนั่นแหละ ต้องการอะไรจากสังคมวะ?

ชาว Hater ด่าต่อ

“คือไม่คิดเหรอว่าป้าคนนั้นแกอาจจะพ่อตาตายแม่ยายเสียมาก็ได้ถึงทำหน้าซึน มึงต้องการให้มนุษย์ทุกคนบนโลกยิ้มให้ลูกตัวเองเหรอ? คือมึงนั่นแหละที่พวกกรูอยากถามมากว่า เป็นไรมากป่าววะ? เรื่องแค่นี้ดันเอามาด่าในอินเตอร์เนท” บลาบลา

แต่ตอนหลังๆเขามีเรื่องกับคนที่มาด่าเยอะขึ้นค่ะ(อย่างที่เล่าแค่คร่าวๆ) บางคนเลยไม่ได้ตามบลอคเขาต่อ เราก็ไม่ได้ไปอ่านหลายเดือนแล้วนะ เพราะตั้งแต่Xiaxueมีลูกชาย ส่วนมากเขาก็จะบลอคเรื่องพัฒนาการลูก จะโพสต์เรื่องลูก 80% เลยค่ะ

นอกนั้นก็เป็นเรื่องอื้อฉาวอันหนึ่ง…

ที่เขาแฉสถาบันลดน้ำหนักแห่งหนึ่งซึ่งใช้วิธีกัวซา(Guasa เป็นการใช้ไม้สำหรับทำกัวซาโดยเฉพาะขูดทั้งร่างกายเพื่อเป็นการ Detox หรือขับสารพิษที่สะสมอยู่ในเส้นเลือดและร่างกาย และทำให้อัตราการเผาผลาญพลังงานดีขึ้น ว่ากันว่าเจ็บมากอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ)
image
กัวซา
Credit:https://static.mygroupon.co.th/43/22/1376998182243.jpg

และป๋าก่วน(Baguan เรียกอีกอย่างว่า Cupping เป็นการไล่พิษโดยการใช้ครอบแก้วสูญญากาศ ดูดตามบริเวณต่างๆของร่างกาย มีผลทำให้เกิดแผลจ้ำทั่วร่างกาย โดยแผลจะหายไปเองในราวๆ 1-2สัปดาห์ หรือบางคนนานกว่านั้น เชื่อว่าการเกิดจ้ำเป็นเพราะนั่นคือเลือดเสีย อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ)
image
ป๋าก่วน
Credit:http://www.profusionrehab.com/wp-content/uploads/2014/03/cupping-therapy1.jpg

Xiaxue กล่าวในบลอคส่วนตัวเขา โดยเขาเขียนขึ้นมา แล้วลบออกไปในวันเดียวกันนั้นเพื่อปกป้องและไม่ให้ส่งผลกระทบต่อบริษัท Nuffnang Singapore ที่เป็นผู้สปอนเซอร์หลักของเขา ที่ซวยคือพนักงานสถาบันได้ capture บลอคที่Xiaxue ด่าเอาไว้

ภายหลังเขารวบรวมข้อมูลใหม่ แล้วเขียนบลอคอย่างละเอียดเพื่อการแฉว่าสถาบันลดน้ำหนักแห่งนั้น ว่าไม่ได้ผลในการรักษาจริงๆ

โดยเขากล่าวว่าความคิดเห็นในบลอคตัวเองว่า นี่เป็น“ความคิดเห็นส่วนตัว”ของเขา ไม่เกี่ยวข้องใดๆกับทาง Nuffnang Singapore ซึ่งทางนั้นเขาให้อิสระแก่บลอคเกอร์ในการเลือกรับงานที่อยากทำได้

และการที่เขาเป็นบลอคเกอร์ที่มีผู้ติดตามผลงานจำนวนมาก เขาได้กล่าวว่าการเขียนเชียร์ลูกค้า โดยการแต่งเรื่อง บิดเบือน และเขียนโฆษณาว่าได้ผลอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วพอคนอื่นไปทำบ้าง กลับไม่ได้ผลจริง บลอคเกอร์คนนั้นจะเสียความเชื่อใจของผู้ที่อ่านบลอค และเป็นการผิดจรรยาบรรณ(ethics)

Xiaxue กล่าวว่า เพราะการที่มีคนตามบลอคเกอร์คนไหนก็ตาม มันเป็นเพราะเขาเชื่อว่าสิ่งที่คนๆนั้นพูดเป็นเรื่องจริง การที่บลอคเกอร์เขียนเชียร์สินค้าหรือบริการใดๆเกินจริง เป็นการทำให้บลอคเกอร์คนนั้น เสียAuthority ในฐานะบลอคเกอร์ที่น่าเชื่อถือไป (Authority=ผู้ที่มีอิทธิพลต่อความคิดคนอื่น,ผู้มีความน่าเชื่อถือในฐานะมืออาชีพของงานนั้นๆ)

คือ Xiaxue บอกว่านอกจากลดน้ำหนักไม่ได้ผล,มีแผลจ้ำทั่วตัวแล้ว(เขามีรูปให้ดูด้วยค่ะ),เจ็บมากๆในระหว่างขั้นตอนการทำป๋าก่วน(Cupping) เจ็บขนาดที่ว่า อึดๆแบบเขายังรู้สึกเจ็บโคตรๆ

และXiaxue กล่าวอีกว่าทางสถาบันมีการให้เขาควบคุมอาหารในระหว่างที่อยู่ในโปรแกรมลดน้ำหนัก ซึ่งถ้าใครเจอการควบคุมอาหารเข้มงวดประมาณนี้ ถึงไม่ทำ treatment ในโปรแกรมเลย ยังไงก็ต้องลดน้ำหนักได้บ้างอยู่แล้ว ซึ่งจริงๆสถาบันลดน้ำหนักแห่งนี้เป็นลูกค้าของXiaxue ที่ Nuffnang Singapore ได้รับมาให้ Xiaxue เขียน Advertorial หรือเขียนรีวิวโฆษณาให้

image
Yankaykay
Image credt:http://www.kaykay.sg/2012/09/of-choices-yours-and-mine/

นอกจากนี้Xiaxue เขาก็เขียนโจมตีคือพาดพิงถึง YanKayKay ซึ่งเป็นเพื่อนเก่า ที่บาดหมางกัน(เรื่องอะไรไม่รู้)เลยเลิกคบกันไป ทั้งสองคนเคยจูบปากกันออกในรายการทีวีทางอินเตอร์เนทด้วยค่ะ (ช่วงที่ยังดีๆกันอยู่)

โดย Xiaxue กล่าวว่า Kay ไปรับเงินแล้วเขียนเชียร์สปอนเซอร์ คือสถาบันลดน้ำหนักแห่งนี้ เธอไม่ได้เอ่ยชื่อKayโดยตรงแต่เรียกว่า “เพื่อนเก่า” รวมถึงลบความคิดเห็นของผู้อ่านที่พยายามจะเอ่ยชื่อ Kay ทั้งหมดออก คาดว่าน่าจะเป็นการป้องกันตัวเองจากการโดนฟ้องร้องค่ะ

ส่วน Kay ได้ชี้แจงเรื่องนี้ว่าการที่เธอรีทัชเอาแผลออกจากรูปเธอ เป็นเพราะมันเป็นการปกป้องสถาบันนั้นๆเนื่องจากมันเป็นความลับทางธุรกิจของลูกค้า เนื่องจากมันจะเปิดเผยตำแหน่งของการทำป๋าก่วนว่ามีการทำตรงส่วนไหนบ้าง Kay กล่าวอีกว่าเธอไม่รู้สึกว่าป๋าก่วน(ครอบแก้ว- Cupping) เป็นกระบวนการที่เจ็บแบบที่ Xiaxue บอก(เธอไม่ได้เอ่ยชื่อ Xiaxueในบลอค) สำหรับเธอกัวซาเจ็บกว่ามาก และก็ไม่ได้มีเจตนาหลอกลวงผู้บริโภคด้วยการเขียนเชียร์สถาบันนั้น เพราะ Kayกล่าวในบลอคชัดเจนว่าการลดน้ำหนักวิธีนี้เป็นรอยจ้ำ ประมาณ1-2สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล แต่สำหรับเธอมันได้ผลจริงๆ

yankaykay2

Yankaykay
Credit:http://www.kaykay.sg/uploads/2013/07/SAM_0384-e1373428321570.jpg

Nuffnang Singapore เป็นบริษัทคนกลาง ระหว่างบลอคเกอร์กับลูกค้า เป็นบริษัทเอเจนซี่โฆษณาทางบลอคโดยเฉพาะ มีสาขาที่ไทยด้วยค่ะ พูดง่ายคือเป็นนายจ้าง Xiaxue อีกที ในการจัดการเรื่องของการสปอนเซอร์ให้ ว่ากันว่าลูกค้าสถาบันลดน้ำหนักรายนี้จ้องจะฟ้องร้อง Nuffnang Singapore เนื่องจากปล่อยให้บลอคเกอร์ในสังกัดตัวเองเผยแพร่ข้อมูลผิดๆเกี่ยวกับสถาบันและโจมตีเพื่อทำให้สถาบันเสียหาย

ในเรื่องของชีวิตจริง Xiaxue แต่งงานกับฝรั่งชื่อ Mike(Michael) Sayre อาชีพวิศวกร มีลูกชายน่ารักคนหนึ่งชื่อ Dashiel ซึ่งสาวสิงคโปร์ที่สวยๆทั่วไป มักจะมีแฟนเป็นฝรั่งกันค่ะ<==มีคนบอกมาน่ะ
wpid-mrmrssayre.jpg
Xiaxue กับ Mike สามีเธอ ในวันแต่งงาน
Credit:http://4.bp.blogspot.com/-L5BYmjIBx6I/Tv0oJjDQ3YI/AAAAAAAABCk/Mq4H_rcS1YI/s640/Michael+%252B+Wendy+223.jpg

สองสามวันก่อนนี้ไปไล่อ่านตั้งแต่แรกที่เขาเพิ่งมีคนเข้าบลอคประมาณ 500 ปัจจุบันวันละ 30,000-40,000/วัน เพื่อสังเกตุว่า tipping point ที่ทำให้บลอคเขาดังและมีชื่อเสียงมาจากตรงไหน? ซึ่งส่วนมากหลังๆเขาเขียนบล็อคก็มักจะเป็นเรื่องลูกของเขามากกว่า

Xiaxue เขาได้บอกไว้ในบล็อคว่า เขาก็เหมือนกับผู้หญิงส่วนมาก ที่อยากสวย อยากดูดี ซึ่งคนก็ด่าเขาเยอะ เรื่องของหน้าตาบ้าง สีผมบ้าง ด่ายัยอ้วนป้อม เตี้ยตัน หน้าตาไม่สวย(ฟักลี่)บ้าง
image

Xiaxue กับผมทรงชมพูม่วงเงินของเธอ
Credit:http://www.todayonline.com/sites/default/files/styles/photo_gallery_image_lightbox/public/19792791.JPG?itok=d9wh0uY2

คือ Xiaxue ชอบย้อมผมสีบลอนด์ค่ะ และชอบย้อมผมสีแปลกๆเช่น ชมพูช็อกกิ้งพิงค์,ชมพูม่วงเงิน(รูปบน คือไม่รู้ว่าควรจะเรียกสีอะไรเลย) ยิ่งเป็นเป้าถูกโจมตีว่าอยากเป็นฝรั่งบ้าง อยากดังบ้าง ซึ่งเรื่องอยากดังนี้เจ้าตัวยอมรับเองค่ะ ว่าเขาเป็นคนที่ต้องการได้รับความสนใจหรือ get attention จากคนอื่นๆจริงๆ
image
Xiaxue กับ Dashiel ลูกชายตัวน้อยน่ารักของเธอ
Credit:http://2.bp.blogspot.com/-aOJxlCunk3I/Um4yLaBQSUI/AAAAAAAAgFg/D5Ln5CrrRWs/s1600/Dash04.jpg

นอกจากนั้นก็มีคนไปด่าลูกชายเขา Dash ว่าหน้าเหมือนหมูบ้าง(โดนเธอตอกกลับว่าขนาดเด็กเป็นผู้บริสุทธิ์ยังโดนหาเรื่อง),ด่าว่าเธออยากให้ลูกเหมือนฝรั่งแบบสามีแต่ลูกดันได้ความเป็นหน้าจีนของเธอเต็มๆ,ด่าว่าตั้งชื่อลูกอย่างกะชื่อหมาและเจอคำด่าต่างๆสารพัดสารเพ เป็นการรวมมิตรคำด่าทั้งหลาย (ที่ไม่สามารถแปลออกอากาศได้น่ะ)

Xiaxue เจอด่าแรงที่สุดเท่าที่ชีวิตผู้หญิงคนนึงจะโดนด่าได้ค่ะ,โดนด่าว่าเหลวแหลกเพราะคบผู้ชายมา 52 คนก่อนหน้าจะแต่งงานกับสามีบ้าง(เรื่องนี้เขาเปิดเผยเองโดยเขียนลงบลอคค่ะ จึงมีคนเอามาด่า),โดนหาว่าเขาเอาลูกมาหากิน หาสปอนเซอร์แต่เด็กบ้าง,บางคนก็บอกเพราะเขาเปย์สามีในเรื่องต่างๆเช่น ค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ทำให้แฟนเขามาอยู่สิงคโปร์และแต่งงานกับเขาในที่สุดบ้าง(หลังจากออกเดทกันมา 3 ปี),เจอด่าว่าเป็น”สปอนเซอร์ซิลล่า”บ้าง(คือกระหายอยากได้เงิน,ได้ของฟรีๆ)

บางคนที่เป็นผู้ชาย ปากจัดๆหน่อยก็ด่าเรื่องการทำสีผมเธอว่า กระแดะ อยากเป็นฝรั่ง แถมบางคนนี่ด่าเลยเถิดคือลามปามไปเรื่องชีวิตส่วนตัวมากๆด้วย ด่าหยาบโลนมากๆแบบสุดๆก็มี แต่เขาก็ไม่สนใจค่ะ…

 ตราบใดที่คนผู้นั้นไม่มาด่าXiaxue ในพื้นที่ของเขา

xiaxue

Xiaxue เมื่อย้อมผมบลอนด์ เขาจึงถูกด่าว่าอยากเป็นฝรั่งบ่อยๆ
Credit:http://1.bp.blogspot.com/-OOmzeJAg6pc/UZnqUWRJk3I/AAAAAAAADEk/Jal2BaYvRFw/s1600/xiaxue01.jpg

บางคนที่ด่าเขาแรงมากๆ จะโดนเขาเล่นงานกลับคือขุดเอาประวัติคนๆนั้นมาประจานลงบล็อค

ก็จะมีคนบางประเภทจริงๆ เช่น คนที่เคยด่าXiaxueคนหนึ่ง ใน facebook ของคนๆนี้เคยมโนว่าผู้หญิง(สวย)คนหนึ่งเป็นแฟนเขาในอินเตอร์เนท โดยเอารูปมาโพสต์และโพสต์สเตตัสติ๊งต่างว่าเขาเป็นแฟนผู้หญิงคนนั้น มีการสร้างบทสนทนาปลอมๆด้วย จึงโดน Xiaxue เอาเรื่องน่าอายนี้มาประจาน

และมีคนที่ความคิดเห็นทางด้านการเมืองแตกต่างกัน เขามา Xiaxueแรงๆ จึงโดน Xiaxue ขุดเอาประวัติต่างๆมาประจานรวมไปถึงภรรยาและครอบครัวของคนๆนั้นซึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ Xiaxue จึงโดนด่าอีกว่าเป็นนักเลงไซเบอร์(cyberbully)

แต่Xiaxue ได้แสดงความคิดเห็นว่า ถ้าพฤติกรรมชองชายที่มาด่าเธอเป็นเยี่ยงนี้ ครอบครัวของเขาสมควรได้รับรู้ถึงความเลวทรามของคนในครอบครัวตนเอง
คนที่เป็นโจทก์ Xiaxue จึงเยอะค่ะ

ซึ่งมันเป็นเพราะ Xiaxue เป็นผู้หญิงสู้คนค่ะ เขาไม่ยอมโดนด่าฟรีๆ คนด่าเขานี่ก็จะโดนฮุคกลับหนักๆหลายคน
แฟนๆบล็อคเขาที่อ่านบล็อคเขามาตั้งแต่แรกๆ มีบางคนจะไม่ค่อยชอบประเด็นนี้ของเขาเท่าไรนักค่ะ

บางคนก็ชอบตรงที่เขาไม่แอ๊บแบ๊วเป็นเจ้าหญิงที่แสนดีน่ารัก นอกจากนี้เขาก็ไม่ปิดบังด้วยว่าทำศัลยกรรมตรงจมูก,จัดฟันแบบใส

(จัดฟันแบบใส invisalign-เป็นการจัดฟันแบบใสมองไม่เห็น ไม่ต้องใช้เหล็กดัดฟันและระยะเวลาในการจัดเสร็จน้อยกว่าแบบใช้เหล็ก ซึ่งเป็นวิธีจัดฟันที่แพงกว่าปกติมากค่ะ)
image
ภาพการจัดฟันแบบใส(invisalign)
Credit:http://www.premieresthetics.com/img/dentistry/invisalign-01.jpg

นอกจากนี้ก็ทำตาสองชั้น(เป็นการตัดส่วนที่เป็นหนังตาบน)

กอปรกับการแต่งรูป รีทัชใน Photoshop ขั้นเทพ และก็เป็นผู้หญิงที่ไม่ยอมถูกรังแก(ในโลกไซเบอร์)อยู่ฝ่ายเดียว

ซึ่งไม่ทราบว่าทำไมพอเปิดย้อนไปดูบล็อคXiaxueแต่ละที(กะไปอ่านบทความเฉยๆ)มักจะไปเจอแจ็คพอทตอนดราม่าๆทุกที

และการที่ Xiaxue ดังขึ้นมานั้น เนื่องจากเธอเป็นคนที่มีความคิดเห็นที่น่าสนใจ และไม่กลัวที่จะแสดงความคิดเห็นออกมา แต่แน่นอนว่า ในบางครั้ง การมีชื่อเสียงก็ทำให้การแสดงออกของคนแต่ละคนเปลี่ยนไปด้วยเช่นกันค่ะ

อีกทั้งเรื่องที่Xiaxueเธอแต่งภาพใน photoshop ทุกครั้งก่อนจะโพสรูป(แต่งเยอะพอสมควร)ก็โดนด่าว่าทำไมต้องรีทัชรูปขนาดนั้น คือหน้าดูไม่เหมือนตัวจริง อะไรทำนองนี้ เราคิดว่าภาพที่เขารีทัชรูปตัวเองนั้น รีทัชแล้วออกมาหน้าคล้ายๆคุณแตงโม ภัทรธิดา ดาราไทยค่ะ
image
คุณแตงโม ภัทรธิดา
Credit:http://images.thaiza.com/4/4_20130710101308..jpg
image
Xiaxue (เหมือนคุณแตงโมไหม?)
Credit:http://4.bp.blogspot.com/-By_AeomDtT8/T6Q1PX2wRCI/AAAAAAAACCU/lxBc-LMPkJM/s1600/is+she+chinese.jpg

Xiaxue ให้เหตุผลเรื่องการรีทัชหน้าว่า ทำไมเขาจะทำไม่ได้ล่ะ?ในเมื่อเขาคิดว่า การรีทัชรูปได้ดีจนเหมือนมันเป็น”ทักษะ”หรือ”ความสามารถพิเศษ”อย่างหนึ่ง

แล้วจริงๆเขาเองก็อยากสวยด้วย ทำไมจะต้องกั๊กความสามารถในการรีทัขภาพ ในเมื่อเขาสามารถแต่งให้รูปตัวเองให้สวยได้, มันเป็นศิลปะอย่างหนึ่งและทำไมจะทำไม่ได้? เพราะเขารู้ตัวว่าไม่ได้เกิดมาสวย หน้าตาดีมาตั้งแต่เกิด แต่เขาก็ได้พยายามสุดฝีมือแล้ว ในการทำให้ตัวเองดูดีขึ้นกว่าเดิม

และเขาก็ไม่ได้อยากสวยภายนอก แต่ในกลวงโบ๋ เขาบอกว่าถ้าใครสงสัยเรื่องความสามารถ ลองย้อนไปอ่านบทความที่สร้างชื่อของเขาดู (บลอคเขาถูกแฮ็กเกอร์ แฮ็กข้อมูลแล้วลบบล็อค ซึ่งโชคดีที่กู้ไว้ได้แต่ดูเหมือนคอมเมนต์จะหายไปทั้งหมดค่ะ)

เขากล่าว เรื่องที่เขาได้รางวัลบลอคยอดเยี่ยมนานาชาติและบลอคทรงอิทธิพลที่สุดติดต่อกันหลายปี นี่ก็น่าจะการันตีถึงความสามารถได้แล้ว(บางคนหาเรื่องด่าอีกว่ารางวัลที่เขาได้มานี่ไม่ได้วิเศษวิโส คล้ายๆว่าจะโดนสปอนเซอร์ล็อคตัว ก็ด่ากันไปต่างๆนานา)

แต่Xiaxueหาได้สนไม่ ตราบเท่าที่พวกที่ด่าเขานั้นไม่มาเหยียบย่ำและแสดงความคิดเห็นในพื้นที่ของเขา นอกจากนี้เขาก็บอกว่า มีคนบอก ช่วงหลังๆตัวจริงเขาดูใกล้เคียงกับหน้าที่เขารีทัช photoshop มากขึ้น รวมทั้งเขาอาจจะอายุมากขึ้นก็จริง แต่กลับดูดีขึ้นเรื่อยๆ
ซึ่งโดยส่วนตัวถึงแม้ตัวเราเองจะไม่ค่อยชอบเรื่องของการรีทัชรูปให้ดูดีเกินเหตุก็ตาม แต่ต้องยอมรับจริงๆว่าXiaxueเขารีทัชโคตรเก่งมากค่ะ ภาพออกมาสวย ดูแทบไม่ออกว่าแต่งเลย ดูเพลินมากจริงๆ

(เราคิดว่าการเลือกมุมกล้องที่ถ่าย,การแต่งหน้า,คุณภาพกล้อง,การใช้แสง คือใช้เทคนิคการถ่ายรูปช่วย รวมไปถึงจำนวนในการถ่าย Selfie ถ่าย100รูปย่อมมีรูปที่ดูดี1-2รูปอยู่แล้วค่ะอย่างน้อย)

รวมไปถึงเรื่องที่คนฮือฮาอีกอัน ก็คือการแสดงความคิดเห็นของXiaxue โดยการโจมตีนักร้องสาวชื่อดัง Adele ค่ะ ตามไปอ่าน entry เต็มๆที่เธอด่าได้ที่นี่

จุดเริ่มต้นมันมาจากคำพูดให้สัมภาษณ์นักข่าวของคาร์ล เลเกอร์ฟีลด์ โดยสอบถามความคิดเห็นของเขาที่มีต่อ Adele เขาตอบว่า

“เธออ้วนไปนิด แต่มีหน้าตาที่งดงามและเสียงร้องราวกับมาจากสวรรค์”

เรื่องนี้ทำให้เป็นที่ถกเถียงกันมากมาย ว่าคาร์ลแกทำไมปากเสียไปด่า Adele ว่าอ้วน คือมีสิทธิ์อะไรที่พูดเหน็บออกสื่อแบบนี้?

ข่าวเรื่องความคิดเห็นของคาร์ลโดย The guardian
ข่าวเรื่องคาร์ลขอโทษจาก Vogue

ซึ่งในข่าวบอกว่า คาร์ลได้ออกมาขอโทษ Adele ออกสื่อ หลังจากนั้น และได้ส่งกระเป๋า Chanel ไปให้ Adele ด้วย(ในข่าวกล่าวว่านี่เป็นข่าวลือที่ยังไม่ได้ยืนยัน) โดยเขาบอกว่าAdele ดูดีขึ้นหลังจากลดน้ำหนักไป 8 กิโล นอกจากนี้ก็แก้ตัวเรื่องที่เขาหาว่าAdeleอ้วน โดย Karl บอกว่า เขาไม่เคยว่าAdele อ้วน แค่บอกว่ากลมๆอวบๆเท่านั้น
image
คาร์ล เลเกอร์ฟีล
Credit:http://www.blendbureaux.com/wp-content/uploads/2013/04/Karl-Lagerfeld.jpg

(คาร์ล เลเกอร์ฟีลด์ เป็นนักออกแบบแฟชัน,ศิลปิน,ช่างภาพ ที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่ง เขาได้ออกแบบให้กับแบรนด์ระดับโลกมากมายได้แก่ Chanel,Fendi,H&M,Chloe ฯลฯ)

ส่วน Xiaxue ได้ให้ความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ว่า เขาไม่เข้าใจว่าคาร์ลพูดผิดตรงไหน?สำหรับXiaxue นี่Adele อ้วนจริงๆ

ซึ่งจากที่เราอ่าน ตอนนั้น Adele ได้ขึ้นปกนิตยสารฉบับหนึ่ง แล้วเธอให้สัมภาษณ์ประมาณว่า เธอไม่สนว่าตัวเองจะอ้วน ในเมื่อเธอนั้นขายความสามารถ คือเสียงร้องของตัวเองเป็นหลัก ถ้าอยากจะดูโป๊เปลือย ไปดูนักร้องคนอื่นอย่างกาก้าไป
image

ส่วนตัวเราไม่ค่อยชอบเพลงแนวที่ Adele ร้องอยู่แล้วค่ะ คือ ไม่ได้ไม่ชอบเธอนะ แค่ไม่ชอบแนวเพลงเธอ ไม่ได้ติดตามเธอเลยค่ะ
มันมาจากการที่เราไม่ได้ชอบนักร้องโชว์พลังเสียงจัดๆหรือพวกดีว่า(DIVA)อยู่แล้ว ส่วนมากเราฟังเพลงจาก Beat และค่อนข้างชอบเพลงเร็ว แต่เราจะชอบคนที่มี performance บนเวทีหรือMV ดีๆหรือ Entertain คนเก่งๆ ค่ะ
ส่วนตัวเราเข้าใจว่านักร้องบางคนที่แสดงออกทางเพศอย่างชัดเจนในเพลงและใน MV ตัวตนในชีวิตจริงของเขาไม่ได้เป็นอย่างนั้นนะคะ แต่มันเป็นอาชีพของเขาที่ต้องแต่งตัวและแสดงเช่นนั้น บางคนแทบจะต้องทำตามภาพลักษณ์หรือ image ที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยค่ายเพลงเนื่องจากเหตุผลทางการตลาดค่ะ

เรื่องการเสียดสีนักร้องชื่อดังที่เลือกโชว์เนื้อหนังมังสาของ Adele ถ้าใครอยากอ่านเรื่องนี้ละเอียด ตามไปดูที่ลิงค์ข่าวนี้ค่ะซึ่งในข่าวนี้นักข่าวที่เขียนข่าวก็จะแสดงความคิดเห็นในเชิงที่ไม่เห็นด้วยกับ Adele เพราะเขามองว่า การแต่งตัวโชว์ตรงโน้นตรงนี้ และการเลือกที่จะแสดงตัวโดยใช้ภาพลักษณ์sexy และ look ที่แตกต่างออกไปอย่างกาก้ามันไม่ใช่เรื่องที่ผิด

gaga

LadyGAGA
Credit:http://1.bp.blogspot.com/-OOmzeJAg6pc/UZnqUWRJk3I/AAAAAAAADEk/Jal2BaYvRFw/s1600/xiaxue01.jpg

แน่นอนว่าจุดขายของกาก้าย่อมเป็นเรื่องของชุดและแฟชันที่ดูแปลกๆ หลุดโลก แนวเพลงเป็นป็อบ อาจจะมีขายโดยเอาเรื่องเพศมาเน้นบ้าง แต่เป็นคนละแนวกับ Adele ที่เน้นการร้องที่มีคุณภาพของเสียงที่ดี และสิ่งที่สำคัญคือ Adele เป็น”ศิลปิน”จริงๆ เนื่องจากเขาสามารถแต่งเพลงเองได้

ไม่ได้เน้นที่การperformanceแล้วลิปซิงค์ แบบ Britney===>คือจะบอกว่า Britney นี่ถ้าเธอไม่โดนปัญหาชีวิตรุมเร้าขนาดนั้นก็อาจจะครองบัลลังค์ควีนออฟป็อบก็ได้ ตอนนี้เธอกลับมาแล้วแต่เหมือนไม่ 100%ซึ่งถ้าใครเคยดู Britney แสดงบนเวที จะพบว่าเธอเป็น entertainer ที่เก่ง เพราะฉะนั้น สำหรับแฟนๆบางส่วนที่เหนียวแน่นในปัจจุบันจึงไม่สนว่าเธอลิปซิงค์หรือไม่
ซึ่งเรื่องนี้มันแล้วแต่คนชอบ

นักข่าวท่านนั้นกล่าวอีกว่า….

มันขึ้นอยู่กับว่านักร้องคนนั้นอยากจะแสดงออกมาในรูปแบบไหน?และทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะแสดงตัวตนและทำผลงานอย่างที่ตัวเองต้องการ

ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวหรือแนวเพลงที่ร้อง ดังนั้นการที่Adele พูดอย่างนั้น มันเหมือนกับการจำกัดทางเลือกของนักร้องคนอื่นๆให้เน้นที่ความสามารถใน”การร้องเพลง”เพียงอย่างเดียวเช่นเธอ โดยไม่ได้ขายที่เรือนร่างและหน้าตาเป็นหลัก

เอาจริงๆมันก็เหมือนอาจจะคล้ายกับเอาพวก Maxim Vangerov,Yoyoma ไปเทียบกับ EXO หรือ 2pm ของเกาหลี คือมันเทียบไม่ได้เพราะมันคนละแนวกันเลยทั้งแนวเพลงและอื่นๆ,วิธีในการแสดงบนเวทีและจุดขาย(ขออภัยแฟนๆทั้งสองวงนี้และแฟนๆMaxim,Yoyoma จะเปรียบเทียบเฉยๆว่าเน้นคนละอย่างกันค่ะ ไม่ได้คิดจะโยงเพื่อตำหนินักร้องที่เอ่ยมาดังกล่าว) ทั้ง Yoyoma,Maxim เป็นเพลงคลาสสิคส่วนสองวงที่เอ่ยมาเป็ย KPOP ซึ่งมีความแตกต่างกันคนละขั้ว

maximvangerov

Maxim Vangerov
Credit:http://assets3.classicfm.com/2012/17/maxim-vengerov-1335283972-hero-wide-0.jpg

yoyoma

Yoyoma
credit:http://promfih.com/data_images/main/yo-yo-ma/yo-yo-ma-05.jpg

exok

Exo
Credit:http://popcornfor2.com/upload/user_2/images/2012_6/exok.jpg

2pm

2pm
Credit:http://kpop.youzab.com/wp-content/uploads/2013/06/2pm-tumblr1-800×450.jpg

Xiaxue ด่า Adele ว่า Adele นั้นพูดเหมือนกับตัวAdele เองไม่แคร์ลุคและไม่แคร์เรื่องรูปร่างหน้าตา ไม่แคร์เรื่องน้ำหนักหรือความอ้วนของตัวเองเนื่องจากAdele บอกว่าไม่ได้ขายส่วนนั้นแต่ขายความสามารถมากกว่า

Xiaxue กล่าวว่า ถ้าเธอไม่แคร์เรื่องความสวยงามจริงๆอย่างที่บอก ก็ลงแม็กกาซีนด้วยหน้าสดๆสิ อย่า make up และเวลาออกสื่อ ออกหน้าปกหนังสือต่างๆ ก็ไม่ต้องไปรีทัชหน้าให้หน้าผอมและดูดีเกินจริงนะ เพราะมันแสดงให้เห็นเลยว่า จริงๆแล้วAdele ก็แคร์เรื่องรูปลักษณ์เช่นเดียวกับคนอื่น ๆ

สิ่งที่สำคัญคือ Xiaxue บอกว่า Adele ทำให้คนทั่วๆไปคิดว่า เออ…งั้นเราไม่ต้องดูดีก็ได้สิเพราะอาชีพเราไม่ได้ขายหน้าตานี่หว่า จนเลยเถิดไปว่าไม่ต้องดูแลตัวเองก็ได้มั้งเฮ้ย Xiaxueจึงบอกว่าการที่Adeleมีชื่อเสียง ความคิดของAdele จึงมีอิทธิพลต่อคนหมู่มาก แทนที่ Adele จะพูดไม่แคร์เรื่องรูปลักษณ์แบบนั้น ซึ่งเป็นการปลูกฝังความคิดผิดๆให้กับคนอื่นๆที่ขื่นชอบตัวAdele และผลงานเธอ

ในสายตาXiaxue Adeleสามารถที่จะควบคุมให้น้ำหนักให้มาตรฐาน เช่นเดียวกับนักร้องคนอื่น และน้ำหนักไม่เยอะมากเท่าที่เธอเป็นขณะนี้ ในขณะเดียวกันก็พัฒนาความสามารถของตัวเธอเอง และการเน้นคุณภาพของงานได้อย่างที่เธอต้องการ

ดังนั้นจึงมีบลอคเกอร์คนอื่นโจมตีXiaxueเรื่องนี้ว่า Adele เป็นถึงนักร้องระดับโลก ส่วน Xiaxueเป็น Beauty Blogger แต่กล้าแสดงความคิดเห็นออกมาขนาดนี้ซึ่งมันไม่สมควร (ผู้ที่กล่าวเช่นนั้น เชาบอกว่าเขาเป็นแฟนบลอค Xiaxue จนกระทั่งXiaxue แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ Adele นี่แหละ)

รวมไปถึงXiaxue เธอเคยมีเรื่องกับบลอคเกอร์สาวอีกคนนึงชื่อ Dawn Yang ค่ะ Xiaxue กล่าวว่าคนๆนี้ทำศัลยกรรมเกือบทั้งหน้าจนหน้าดูแข็งโป๊ก(จากที่  Xiaxue บอกนะ-และXiaxue ได้โดนDawn Yangฟ้องจนต้องเอาบลอคที่เคยด่า Dawn ออก) เราไม่ได้ตามดราม่าระหว่างสองคนนี้อย่างละเอียด
image
Dawn Yang
Credit:http://3.bp.blogspot.com/-yzRYWavs9LA/UW1_ttqS-hI/AAAAAAAAAMo/rAdtNRSQY6M/s1600/6439494989_876607dbc8_z.jpg

(คือปกติก็เฉยๆกับเรื่องดรามาไม่ค่อยจะอ่านตลอด แค่รับรู้ว่า เออ…ตอนนี้มันมีดราม่าแบบนี้ๆ เพื่อเข้าใจว่าสังคมไทย สังคมโลก คิดยังไงกับประเด็นต่างๆ และอาจจะดูละเอียดขึ้นนิดในประเด็นที่สนใจ)

แต่สองคนนี้มีเรื่องโดย Xiaxue ด่า Dawn ค่อนข้างแรงมากอย่างที่บอกค่ะ นอกจากนี้ยังมีคนบอกว่า Xiaxue ใช้IPคนข้างบ้านเพื่อสมัครสมาชิกบลอคโดยไม่ได้รับอนุญาติ แล้วอวตารมาโจมตี Dawn เรื่องการศัลยกรรม หลังจากนั้น Xiaxue เธอก็ไปศัลยกรรมจมูก(ฟรี มีสปอนเซอร์) เพราะเธอบอกว่า จมูกเป็นสิ่งเดียวที่เธอเกลียดมาตั้งแต่เด็ก และมีความรู้สึกไม่มั่นใจเลย

แน่นอนว่าการที่เธอต่อต้าน Dawn Yang นั้น เป็นเพราะว่า Dawn ได้ศัลยกรรมเยอะมากๆจนมีฉายาว่า”พลาสติคซิลลา” การที่ Xiaxue ไปทำศัลยกรรมซะเอง จึงโดนคนด่าเยอะ ว่า…
“อ้าว!ไหนไปว่าแดกดันเขาซะเยอะว่าสวยเพราะศัลยกรรมแต่ทำไมกลับทำเสียเอง?”

dawnyang

Dawn Yang
Credit:http://1.bp.blogspot.com/-OOmzeJAg6pc/UZnqUWRJk3I/AAAAAAAADEk/Jal2BaYvRFw/s1600/xiaxue01.jpg

มีบางคนให้ความคิดเห็นว่า Xiaxue เกลียดและอิจฉา Dawn ที่สวยและได้รางวัลบลอคเกอร์ที่ร้อนแรงที่สุดจากผู้อ่านทางบ้านด้วยการชนะโหวตจากประชาชีทั่วประเทศ ในขณะตัวXiaxue ได้รางวัลจากการแต่งตั้งขึ้นมา

เรื่องนี้ Xiaxue ได้ให้เหตุผลค่ะ ว่าเขาทำศัลยกรรม แค่ส่วนที่เขาไม่พึงพอใจและไม่มั่นใจเท่านั้น แล้วไม่ได้ทำส่วนอื่นๆ เพราะเขารู้สึกว่าส่วนอื่นๆของเขาโอเคแล้ว นอกจากนี้เขามองเรื่องการศัลยกรรมเหมือนการแก้ไขจุดบกพร่องด้วยการแต่งหน้าในจุดนั้นๆ เช่น คุณสามารถทำ Shade จมูกให้เป็นสัน และลวงตาว่ามีจมูกโด่ง แต่ศัลยกรรมจะทำให้การแก้ไขความไม่สมบูรณ์ของหน้าด้วยการแต่งหน้าในจุดนั้นๆน้อยลง

และเรื่องฉายา“พลาสติคซิลล่า” เป็นฉายาDawnที่คนอื่นๆตามพวกเว็บบอร์ดได้ตั้งให้ Dawn ไม่ใช่Xiaxueที่เป็นคนตั้งให้ และตัวเขาเองไม่ได้รังเกียจการศัลยกรรม อย่าเข้าใจผิด เขาก็แค่ไม่ชอบที่ Dawn เป็นพวกเสพย์ติดศัลยกรรมจนหน้าดูพลาสติคไปทั้งหน้าเท่านั้น

โดย Xiaxue ได้ด่า Dawn ในเรื่อง Content ในการเขียนบล็อคด้วย ก็คือ เธอบอกคล้ายกับว่า Dawn เขียนอะไรกลวงๆ ดูเหมือนคนไม่มีความคิด และเนื้อหาไม่น่าสนใจ (Xiaxue เป็นคนแรงค่ะ ใครมีเรื่องกับเธอจัดว่าซวยมาก)

คือ ด่าแรงมากนะคะ แน่นอนแฟนๆ Xiaxue ก็จะชอบตรงที่ Xiaxue เวลาเขียนบลอคเขาก็เขียนในเรื่องที่น่าสนใจประมาณนึง ไม่ได้เน้นแค่หน้าตาดีอย่างเดียว แต่ตอนหลังๆเราก็ไม่ได้ตามบล็อคเขามากเท่าไรแล้วค่ะ อย่างที่บอก จริงๆเป็นเพราะเดี๋ยวนี้เขาไปเขียน Dayre แทน blogspot ที่เขาเคยใช้ และเน้นอัพเดท fanpage มากกว่า เอาจริงๆช่วงแรกๆเขาเขียนดี คือมีประเด็นน่าสนใจ แม้เราจะไม่ได้เห็นด้วยกับเขาไปซะทุกเรื่อง 

แต่ช่วงหลังๆ เขามักจะมี  Advertorial หรือโฆษณาจากการเขียนบทความในบลอคเยอะประมาณหนึ่ง และเขาเขียนเรื่องลูกซะส่วนมากด้วย(ไม่ได้อะไรค่ะ Dash ลูกเขาน่ารักดีน่ะ แต่เราก็อยากอ่านเรื่องอื่นๆนอกเหนือจากนั้นด้วย) และส่วนมากเป็นบล็อคที่เขาไปเที่ยวสถานที่ต่างๆบ้างหรือทำกิจกรรมครอบครัว เราจึงรู้สึกว่ามันคล้ายๆไดอารี่มากกว่า ก่อนหน้านี้เลยไม่ได้ติดตามต่อค่ะ

image
Michelle Phan
Credit:http://www.pinterest.com/pin/362680576213325324/

นอกจากเรื่องนี้แล้ว ก็มีเรื่องที่ Xiaxue ไปตีสนิทกับ Michelle Phan Beauty guru ชาวอเมริกันเชื้อสายเวียดนามที่ดังขึ้นมาจากการสอนแต่งหน้าผ่าน Youtube เลยโดนด่าว่าใช้ชื่อเสียงของ Michelle ในการดันตัวเองไปสู่ฐานแฟนๆที่เยอะมากของ Michelle

image

Xiaxue และ Michelle Phan
Credit:http://i.ytimg.com/vi/ZGd30W3vSXM/hqdefault.jpg

มีประมาณ2-3คลิปที่ Xiaxue ไปปรากฏในvideo ของ Michelle ดังนั้น Xiaxue เลยถูกกล่าวหาว่าเป็นพวก”เชลียร์” Michelle เพื่อการไต่เต้าให้ตัวเองดังขึ้น รวมไปถึงการแก้ตัวให้ Michelle ในกรณีที่ Michelle ถูกโจมตีเรื่องการศัลยกรรมหน้า และมีการฉีดโบท็อกซ์เพื่อให้หน้าเรียว แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ และอีกเรื่องคือการลอกเลียน ดัดแปลง ผลงานวาดภาพ โดยหา reference จาก google มาเพนท์ทับ บิดเบือน รีทัช และบอกว่าตนเองวาดเอง (โดนหนักค่ะ)

บลอคโพสต์ที่กล่าวว่า Michelle Phan ได้นำภาพถ่ายมาปรับแต่งให้เป็นภาพวาด
บลอคโพสต์อีกอันที่กล่าวหาว่า Michelle ตัดต่อภาพ
บลอคที่กล่าวหาเรื่องการเสแสร้งของ Michelle ในเรื่องต่างๆ

ซึ่ง Michelle ได้แก้ไขข้อกล่าวหาเรื่องนี้ โดยบอกว่า เธอใช้ reference และไม่เข้าใจว่าจะด่ากันทำไม? เพราะว่าศิลปินคนอื่นๆเขาก็ใช้ทั้งนั้น ใครจะบ้ามานม มโนเอาเองกันหมด ปัญหาคือผู้ที่โจมตีได้กล่าวว่า สิ่งที่เธอทำ ไม่ใช่การวาดภาพ แต่เป็น ‘photo manipulation’ ซึ่งเป็นศิลปะอีกสาขาหนึ่ง ซึ่งมีคนวิจารณ์ว่าถ้าเธอยอมรับว่าไม่ได้วาดเอง ก็ไม่น่าโดนโจมตีมากขนาดนั้น และ เช่นเดียวกันกับ Xiaxue คือMichelle ถูก Hater สร้างอวตารมาด่าตามบลอคต่างๆ

ซึ่งนี่คือ สิ่งที่ตามมา หลังจากการมีชื่อเสียงมากๆ การถูกโจมตี เป็นเรื่องธรรมดาๆสำหรับคนเหล่านี้ค่ะ

การที่คุณอยากดังในสายอาชีพของคุณ และการเลือกที่จะ expose หรือเปิดเผยตัวตน และความคิดของคุณออกมา คุณต้องรับสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นได้

เพราะแน่นอนว่า ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม ไม่ว่าเล็กน้อยขนาดไหน อย่างเช่น การตั้งสเตตัส บ่นฟ้าฝน บ่นโน่นนี่ ก็ยังมีคนคิดว่าคุณนี่มันไร้สาระจริงๆ ว่างมากเหรอ? หรือแค่คุณเดินตัดหน้ารถตอนข้ามถนน ก็มีคนด่าคุณว่าไอ้เหี้ยได้แล้ว

การที่คุณสนใจความคิดคนอื่นมากเกินไป ทำให้คุณไม่เป็นตัวของตัวเอง มัวแต่แคร์คนโน้นโกรธ คนนี้เกลียด คุณต้องยอมรับความจริงซะทีว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ทุกๆคนบนโลกนี้พอใจกับความคิดและการกระทำของคุณ มีคนชอบ ก็ต้องมีคนเกลียด มีคนสรรเสริญก็ต้องมีคนนินทา เป็นเรื่องธรรมดา

เพราะฉะนั้นคุณควรเลิกสนใจในสิ่งที่คนอื่นคิดเห็นเกี่ยวกับตัวคุณ และสนใจในสิ่งที่คุณคิดอยู่ทุกวัน มันเป็นความคิดบวก หรือลบ?สิ่งที่คุณกำลังทำ และกำลังทำอยู่ มีประโยชน์ต่อตัวคุณ ต่อสังคมที่คุณอยู่หรือไม่?เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่?

ถ้าคุณตอบ”ใช่”ก็เลิกไปสนใจเรื่องความคิดของคนอื่นๆ เลิกสนเรื่องที่ว่าใครจะมีใครเกลียดคุณได้แล้ว ลงมือทำสิ่งที่คุณคิดว่าดีแล้ว แค่นั้นพอ คิดว่าดีทำต่อไปค่ะ

หวังว่าจะมีประโยชน์เช่นเคยค่ะ