คำถามนี้หลายๆคนคงจะสงสัยว่านักวาดที่มีชื่อเสียง หรือนักวาดที่เป็นที่รู้จัก มี profile ดี ทุกคนงานเยอะใช่หรือไม่?

image
จะตอบว่า”ไม่ใช่ค่ะ”คุณเข้าใจผิด คนที่งานเยอะไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีคุณสมบัติข้างต้น บางคนไม่ได้เป็นที่รู้จักด้วยซ้ำ แต่ว่ามีงานเยอะกว่าคนที่เป็นที่รู้จักบางคนเสียอีก

เพียงแต่ว่า คนที่มีชื่อเสียงมากกว่า ย่อมมีช่องทางในการทำงานและหาเงินได้มากกว่าเท่านั้นเองค่ะ และโอกาสที่ลูกค้าจะเป็นฝ่ายวิ่งหาจะมีมากกว่า โอกาสในการต่อรองราคามีมากกว่า เพราะฉะนั้นไม่ได้หมายความว่าคุณดังกว่าคนอื่นแล้วคุณจะงานเยอะกว่าคนอื่นค่ะ คนที่ดังน้อยกว่า ลายเส้นไม่สวยเท่า แต่การตลาดดีกว่า งานจะเยอะกว่าค่ะ

ถ้าคุณไม่มีลูกค้า สิ่งที่คุณต้องทำคือ คุณต้องลองเปลี่ยน channel หรือสายงานหรือสายของเส้นดู ยกตัวอย่างเช่น เราวาดได้ลายเส้นจำกัดค่ะ มีอยู่ 2 ลายเส้น อัตราการแข่งขันสูงเพราะเด็กเก่งๆวาดสาย manga กันเยอะ และงานก็ถึก ไม่เรื่องมาก ราคาจ้างถูกกว่า บางคนเรียนมหาวิทยาลัยอยู่ด้วยซ้ำ บางคนอยู่ม.6 แต่อย่างเก่ง เพราะฉะนั้น channel ของเราไม่ไปต่างประเทศก็ต้องเปลี่ยนสายงานมาสายใกล้เคียงที่การแข่งขันยังไม่สูง และยังไม่มีคนทำ(เซิร์จเยอะ)

มีอยู่สองทางคือถ้าไปสายวาดภาพประกอบ เน้นแฟนตาซีไปเลย และอีกอย่างคือเปลี่ยนสายอาชีพไปสายใกล้เคียง ซึ่งเราเลือกอย่างหลัง เพราะเราเห็นว่าตลาดการทำ commission ด้วยลายเส้นที่คนทำเยอะแบบเราสักพักจะอิ่มตัว เพราะลูกค้ามีตัวเลือกเยอะขึ้น และยิ่งทำยิ่งรู้สึกไม่ใช่ เราก็เลยเลือกสายการสอน โดยเริ่มสอนตั้งแต่เดือนสิงหาคม ปี 2010 โดยเราเน้นการสอนเฉพาะทาง

นั่นคือการสอนวาดภาพประกอบ และทำให้ niche ขึ้นมาอีกคือภาพประกอบสาย manga แต่ก็มีหลายคนที่ไม่ได้สายนี้แล้วมาเรียน ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ของเราจะเป็นนักเรียนที่ไม่ได้จบตรง นักเรียนโรงเรียนอินเตอร์ เนื่องจากเราเป็นคอร์สส่วนตัวคือสอนตัวต่อตัว นั่นก็คือเวลาคุณกำหนดกลุ่มลูกค้า คุณต้องตัดสินใจไปเลยว่าจะเอาหรือไม่เอาลูกค้ากลุ่มไหน และลูกค้ากลุ่มไหนไม่ใช่ ถ้าคุณพยายามเป็นทุกอย่างสำหรับคนทุกคน คุณจะไม่เป็นอะไรเลยสำหรับใครสักคน

โดยช่วงแรกเรามีสอนคอมิคอยู่ในบทสุดท้ายด้วย ตอนหลังตัดออกไปเนื่องจากต้องการเน้นความเป็นภาพประกอบอย่างเดียว ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดเท่าที่เคยคิดมา เพราะน้องหลายๆคนที่มาเรียนบอกว่า การสอนแบบนี้เราสอนเป็นที่แรก ทำให้นักเรียนเราเยอะมากจนตอนนี้สอนกับน้องสาวคือเต้ย 2 คนนักเรียนก็ยังเยอะอยู่

ถ้าถามว่าลูกค้ามาจากไหน ของเรา เกือบ 100% มาจากออนไลน์ บางคนก็รู้จักงานวาดจาก deviantart  บ้าง บางคนก็รู้จักจาก exteen.com ก่อนหน้านี้ที่เราเขียนบลอค จนกลายเป็นรู้จักกันในโลกแห่งความเป็นจริงไปเลย บางคนก็มาจ้างงานมาเป็นลูกค้า เพราะฉะนั้นการโปรโมทตัวเองให้เป็นที่รู้จักในโลกออนไลน์จึงจำเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ คุณต้องช่วยเหลือคนอื่นเท่าที่ทำได้ (ไม่ใช่ช่วยเหลือคนอื่นจนเอ็นดูเขา เอ็นเราขาดนะคะ เอาแต่พอดีๆค่ะ)

ส่วนนักเรียนที่เราสอนมา 4 ปี ไม่เคยมีช่วงไหนขาดนักเรียนเลย สมัยก่อนหนี้บัตรเครดิต  30,000  ใช้เวลา 1 ปีจ่ายหมด เดี๋ยวนี้ด้วยงานทั้งหมดที่เราทำ หนี้บัตร 30,000-50,000/เดือน เราหาเงินมาจ่ายได้ทั้งหมด เนื่องจากเราเอาไปซื้อเครื่อง Macbookpro(เพื่อเอาไว้สอน),โปรแกรมลิขสิทธิ์ต่างๆ (ตอนนี้เหลือ Corel painter2015 กำลังเก็บเงินซื้ออยู่) และเอาไปซื้อ plugin ต่างๆและ theme เพื่อการทำเว็บไซต์ นอกจากนี้ก็ซื้อดีวีดีหนังลิขสิทธิ์ และหนังสือในการรีวิวในเว็บไซต์แห่งนี้ รวมไปถึงซื้อคอร์สเรียนต่างๆเพิ่มความรู้ แต่ส่วนมากเราเรียนออนไลน์ค่ะ เพราะเดินทางลำบาก ค่าใช้จ่ายต่อเดือนจึงเยอะอยู่ เรียกว่า  overhead ยังสูงค่ะ

เรื่องที่สำคัญอย่างที่บอกไปใน entry ที่แล้วคือเรื่องการตลาด การตลาดมีทั้งฟรีและเสียเงิน ยกตัวอย่าง illustcourse อีกเช่นกัน เราใช้วิธีเสียเงินและไม่เสียเงินทั้งสองวิธี ซึ่งก็ไม่ได้ปิดบังอะไร นั่นก็คือการลงโฆษณา facebook เป็นระยะๆใน entry ที่สำคัญๆและ entry โปรโมทสินค้าเป็นต้น และสินค้าที่ดูเหมือนจะขายไม่ได้อย่าง e-book กลับขายดีกว่าที่เราคิดไว้ค่ะ ดังนั้นเรื่องของการตลาดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญจริงๆที่จะทำให้งานคุณขายได้หรือขายไม่ได้  ส่วนการตลาดฟรีก็ youtube,instagram,facebook,ฯลฯ แต่ทีสำคัญคือการเขียนบทความลงเว็บเป็นประจำ

แม้กระทั่งบทความที่เขียนลงเว็บแล้วมักจะได้ feedback น้อย อย่างรีวิวหนัง ก็ยังมีคนเข้ามาคอมเมนต์ให้กำลังใจว่าชอบที่เราเขียนวิจารณ์เนื่องจากได้ข้อคิดและเขียนละเอียดมาก หรือน้องบางคนอ่านก็บอกว่าคิดเหมือนผมเลยพี่ ผมก็คิดงี้ตอนดู มันทำให้เรากับผู้อ่านมีปฏิสัมพันธ์กัน สิ่งนี้นั่นเองเรียก trust หรือ”ความเชื่อใจ” ซึ่งถ้าคุณสร้างความเชื่อใจไม่ได้ คนก็จะไม่ซื้อสินค้าและบริการคุณค่ะ

นอกจากนี้ถ้าคุณเป็นสายการทำโดจินหรือสินค้าต่างๆไม่ว่าจะเป็นสินค้าอะไร คุณควรรู้ว่าฐานลูกค้าคุณมีประมาณเท่าไรแล้วค่อยทำสินค้า มีบางคนบ่นว่าทำสินค้าแล้วขายไม่ได้เลย เป็นเพราะคุณไม่ได้ประเมินเลยว่าฐานลูกค้าประมาณนี้ คุณจะขายได้ประมาณเท่าไร ถ้าคุณมีแฟนประมาณ 1,000 คน แล้วคุณโพสต์ขายสินค้า มีคนกดไลค์ 800 คน ประมาณการณ์ไว้เลยว่าคุณน่าจะขายได้ประมาณ 100 เล่มอย่างต่ำเนื่องจากอัตรา engagement หรือคนสนใจงานคุณเยอะ ไม่เกี่ยวกับจำนวนกดคนกดไลค์ทั้งหมด แต่เกี่ยวกับว่าใน 1,000 คนนั้นมีแฟนพันธุ์แท้เท่าไรค่ะ นอกจากนี้ก็ขึ้นอยู่กับราคาขายต่อชิ้นของคุณด้วย

สำหรับการตลาดที่คุณควรจะรู้จักไว้ก็คือการทำเว็บไซต์ เดี๋ยวนี้มีเครื่องมือมากมาย คุณไม่จำเป็นต้องมาเขียน  code หรือแม้แต่เรียน html เหมือนกับสมัยก่อนแล้ว เว็บไซต์เราแนะนำ wordpress ซึ่งเราใช้ทำเว็บทุกเว็บรวมถึงเว็บนี้ด้วยนอกจากนี้ยังมีเครื่องมืออื่นๆที่คุณสามารถใช้ได้ฟรีๆอีกหลายตัวในท้องตลาดนอกจาก wordpress หรือเว็บไซต์สำเร็จรูปรายเดือนสวยๆถูกๆมีบลอคมีขายของได้เยอะแยะ ดังนั้นสิ่งที่คุณควรทำก่อนเลยคือ”เว็บไซต์”อย่าคิดว่าเป็น facebook page นะคะ อย่าไว้ใจ social network ใดๆค่ะ

ถ้าถามว่าเราเขียนบลอคให้ความรู้ฟรีๆแบบนี้เราได้อะไรตอบแทนหรือเปล่า จริงๆไม่ได้โดยตรงแต่สิ่งนี้ชาวต่างประเทศเรียกว่า content marketing ค่ะ การทำ content marketing เป็นการสร้าง traffic หรือทำให้คนเข้าสู่เว็บไซต์ โดยที่เรามีความรู้ในเรื่อง search engine optimization หรือการทำอันดับใน google น้อยมาก แต่ว่าคนเข้าเว็บไซต์นี้ 60% มาจาก google 5-10% เท่านั้นที่มาจาก facebook นอกจากนี้ 1/3 กลับมาดูเว็บซ้ำ

และหลายกรณีที่นักเรียนเห็นว่าเว็บไซต์น่าเชื่อถือก็เลยมาเรียนก็มีค่ะ ดังนั้น content marketing จึงเป็น strategy หรือกลยุทธหลักในการโปรโมทของเว็บนี้ ซึ่งทำให้เราต้องลดเวลาในการวาดรูปลงหน่อยและโฟกัสที่การเขียนบทความภายในเว็บไซต์อย่างน้อย 500-2,000 คำและเป็นบทความคุณภาพเท่านั้น นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงความยาวที่เหมาะสม ที่คนยังอ่านได้โดยไม่เบื่อไปก่อน

โดยที่เว็บมีค่า bounce rate หรืออัตราตีกลับ นั่นก็คือการที่คนเปิดมาแล้วออกเลยน้อยมาก ส่วนใหญ่จะใช้เวลาอยู่ในเว็บประมาณหนึ่งค่ะ นอกจากนี้การปรับ layout ครั้งล่าสุดที่ทำแถบ navigation ด้านบนเป็นสีดำยังลด bounce rate ลงจนตอนนี้เหลือไม่ถึง 10% แล้ว สำหรับเรากว่าจะได้ถึงนี่ใช้เวลาเป็นปีเพราะไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย จนต้องศึกษาเพิ่ม(ค่านี้ดูได้จากการติด google analytics ในเว็บ ยิ่งน้อยยิ่งดี)

อีกเรื่องคือเราไม่เคยไว้ใจ social network เลยเพราะมันมีจังหวะขึ้นลงของมัน ถึงแม้ facebook จะอยู่ได้นาน แต่สุดท้ายก็จะมี social network ใหม่ๆออกมาและ trend ก็จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ อยากให้คุณคิดว่า facebook เป็นที่วางคอนเทนต์และดึงคนเข้าเว็บไซต์เท่านั้น สิ่งที่โพสต์ใน  facebook ควรเป็นสิ่งที่โพสต์ในเว็บไซต์ไม่ได้ค่ะ สุดท้ายคุณควรมีที่ๆเป็นของคุณเอง ถ้าคุณไม่คิดจะทำเว็บไซต์หรือทำไม่เป็น ก็จ้างทำ หรือทำด้วยเว็บสำเร็จรูปก็ได้ เพราะเว็บไซต์เป็นเครื่องมือการตลาดอันดับแรกที่คุณจะเสียเงินในการทำน้อยที่สุด

นอกเหนือจากนี้ก็คือการ networking ซึ่งบอกตรงๆเราไม่ชอบวิธีนี้ เพราะเราชอบให้ลูกค้าหรือนักเรียนมาหาเราเองจากการบอกต่อ เราจะหลีกเลี่ยงโฆษณาหรือบอกกับคนรู้จักว่าทำสิ่งนี้ๆอยู่ แต่จริงๆคุณควรจะบอกคนรู้จักให้หมดว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่ค่ะ เพราะคนเหล่านั้นเขาจะช่วยบอกต่อและหาลูกค้าให้คุณได้ เนื่องจากถ้าคุณไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนักเพราะไม่เคยทำการตลาดอะไรมาก่อนเลย การ networking จะเป็นวิธีการที่ทำให้คุณได้ลูกค้าเร็วที่สุด แต่ก็ขึ้นอยู่กับสายอาชีพและงานของคุณด้วย