ทำยังไงให้เป็นนักวาดแล้วขายสินค้าตัวเองได้

สวัสดีค่ะ
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า เราเคยขายสินค้ามาแล้วหลายรูปแบบก่อนหน้านี้ ทั้งโดจินชิ,อาร์ทบุค,เสื้อยืด,ถุงผ้า,DVD,E-book ถ้าถามว่าอะไรขายดีที่สุดในระยะยาวและมี overhead หรือค่าใช้จ่ายต่ำสุด กลับเป็น DVD ค่ะ และ DVD เป็นสิ่งที่ได้กำไรสูงสุด

image

ทั้งๆที่เราเอาไปขายในงานการ์ตูน เอาไปขาย 50 แผ่น ขายไม่หมดด้วยซ้ำ ขายได้ครึ่งเดียวคือ 25 แผ่น แต่ขายหมดในช่องทาง online และทำซ้ำเรื่อยๆหลายครั้งค่ะ จนตอนนี้รายได้สะสมของ DVD 2  แผ่นเยอะกว่าสินค้าที่เราเคยทำมาทั้งหมด

นอกจากนี้สินค้าที่ทำแล้วเคยขายไม่หมดหลายครั้งของเราก็มี สินค้าที่หมดเร็วที่สุดคือโดจินชิเดธโน็ตที่เราเคยทำสมัยเรียน ขายหมด 300 เล่มในวันเดียวซึ่งนี่น่าจะเป็นเรื่องปกติของสมัยนี้สำหรับนักวาดโดจินเก่งๆไปแล้วค่ะ

สินค้าที่ขายไม่หมดจนถึงปัจจุบันมีโดจินชิ d-grayman ที่โดนน้ำท่วมบ้านเลยสต็อคเสีย ขายต่อไม่ได้

ส่วนสินค้าที่ขายได้ราคาสูงที่สุดขายหมดแล้วแต่กลับไม่ได้กำไรเลยคืออาร์ทบุค
สินค้าที่ไม่ต้องมีต้นทุนอะไรเลยนอกจากแรงในการพิมพ์คือ E-book ที่ขายล่าสุด

ถ้าถามว่าเราชอบทำสินค้าอะไรมากกว่ากันเราชอบทำ DVD กับ E-book มากกว่าสินค้าชนิดอื่นๆเนื่องจากมันเป็นสินค้าการสอน ที่ไม่ต้องอาศัยความพยายามเพราะมันเป็นความถนัดของเราโดยธรรมชาติ

แต่เราต้องเรียนรู้การทำ production ที่ดีขึ้น ทั้งการตั้งกล้อง ตัดต่อ และอื่นๆ ในอนาคต ทั้งนี้การที่คุณขายสินค้าอะไรก็ตามได้หรือไม่ได้ สิ่งที่คุณต้องดูคือ ฐานแฟน กับ demand หรือความต้องการของ fanbase คุณ วิธีสังเกตุคือลองโพสต์คอนเทนต์หลายๆอย่าง ภาพแนว original บ้าง fanart บ้าง เพื่อทดสอบว่าคนชอบอะไรเยอะที่สุด แล้วเราก็ทำสิ่งนั้นออกมาขาย

ไม่ใช่การวาดตามใจตัวเองอย่างเดียว ยกเว้นคุณจะวาดตามใจตัวเองจนมีชื่อเสียงแล้ว ซึ่งนั่นคือคุณรู้ว่าตลาดชอบอะไร และต้องการอะไร มากกว่าการคิดว่าจะขายอะไรดีอย่างเดียว เพราะถ้าลายเส้นคุณไม่ได้โดนใจตลาดโอกาสที่คุณทำสินค้าออกมาแล้วขายได้ก็จะน้อย คุณมีทางเลือกสองทางคือปรับลายเส้น หรือเลือกขายในสิ่งที่ fanbase คุณสนใจ

และบางคนมีชื่อเสียงในยุคหนึ่งพอเป็นอีกยุคหนึ่งกลับไม่ได้มีชื่อมากด้านการวาดรูป เราตกอยู่ในกรณีนี้ คือเรามีฝีมือในระดับหนึ่งแต่ลายเส้นไม่ได้โดนใจตลาดแล้ว สำหรับกรณีนี้คุณไม่ต้องเปลี่ยนตัวตามเทรนด์โลกมากก็ได้โดยเฉพาะคนที่อายุ 28-35 ขึ้นไปคุณจะรู้สึกไม่ได้อยากตามเทรนด์ขนาดนั้น ดังนั้นคุณต้องใช้เครื่องมือทางการตลาดอย่างโฆษณามาช่วย ในการขายสินค้า ซึ่งเหมือนกับบริการนั่นก็คือสินค้าจะขายได้หรือไม่ได้อยู่ที่การตลาดของคุณ และความต้องการในสินค้าของ fanbase ถ้าการตลาดดีโอกาสที่จะขายสินค้าได้ก็จะมีมากกว่า

เวลาทำสินค้าถ้าคุณไม่อยากขาดทุน คุณอาจจะใช้วิธีการพรีออเดอร์หรือสั่งก่อนก็ได้ เพื่อดูจำนวนความต้องการจริงๆของตลาด แล้วค่อยทำสินค้าออกมาขาย คุณจะได้ไม่ต้องเข้าเนื้อมาก สินค้าประเภทที่ขายดีคือสินค้าที่อยู่ในกระแสนั้นๆ หรือเป็นที่นิยมในขณะนั้น,สินค้าที่มีฟังก์ชันการใช้งานชัดเจนและมีประโยชน์ จะขายดีกว่าสินค้าที่ขายโดยไม่ได้ดูตลาดก่อนเลย ยกเว้นการที่คุณทำสินค้าจนสินค้าคุณติดตลาดแล้ว ต่อมาคุณจะทำสินค้าอะไรออกมาขายก็ขายดีไปหมดค่ะ

ถ้าถามว่าทำไมเราไม่ทำโดจินชิขายอีก มันเลยวัยจะทำแบบนั้นแล้วสำหรับเรา ไม่ได้หมายความว่าสามสิบอัพแล้วทำโดจินเขียนฟิคไม่ได้นะคะ แต่มันเลยวัยสนใจของเราไปแล้ว ตอนนี้เราสนใจการเขียน วาดรูปชิลล์ๆมากกว่าการที่จะไปเจอคนเยอะๆในงานการ์ตูนเราเลยชอบขายออนไลน์มากกว่า และการขายออนไลน์ก็สะดวกดีสำหรับเราค่ะ และเราชอบให้ระบบขายมากกว่าขายเอง

การที่คุณทำสินค้าออกมานั้นคุณต้องมีจุดขาย(unique selling proprosition) ว่าจุดขายในสินค้าชนิดนั้นๆของคุณคืออะไร ถ้าคุณยังไม่มีชื่อเสียงมากแต่มีเพื่อนที่มีชื่อเสียง ลองออกโปรเจคกับเพื่อนดู เพื่อนไม่คิดหรอกค่ะว่าคุณเกาะเขาดัง อย่างการทำแอนโธโลจีถือเป็นเรื่องที่น่าลองทำกันดูเพื่อการ cross promotion อย่างที่เคยบอกใน entry ที่แล้วๆมาค่ะ

โดยปกติแล้วการที่คนซื้อของคุณ เขาซื้อเพราะ want ไม่ใช่ need ค่ะ เพราะถ้าคนซื้อของ เพราะ need อย่างเช่น เราอยากกินน้ำ เราจะเลือกน้ำยี่ห้อที่ถูกสุดในตู้ขายน้ำ แต่ถ้าเราอยากกินโค้ก เพราะเรา want ไม่ใช่ need ค่ะ เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องของจิตวิทยาอย่างหนึ่งที่ทำอย่างไรให้คน want หรือมีความต้องการในสินค้าคุณ โดยที่ถึงแม้สินค้าคุณจะมีราคาสูงกว่าราคาท้องตลาดทั่วไป

การที่คุณจะขายสินค้าให้ได้ราคาดีๆ คุณจะขายราคาถูก จำนวนมากชิ้น หรือราคาสูง จำนวนน้อยชิ้นก็ได้ ถ้าคุณแข่งขันเรื่องราคากับคนอื่น สุดท้ายแล้วคุณจะต้องแข่งขันเรื่องราคาตลอดไป และสิ่งนั้นจะเป็นจุดขายของคุณแทนที่การที่จะเป็นจุดอ่อน ยกตัวอย่างเช่น เว็บ CTRL paint มีการขายสินค้าวีดีโอดิจิตัลสอน ราคา 10$ ทุกอัน หรือใน gumroad ที่มีนักวาดเก่งๆมาสอนเรื่อง digital painting ในราคา 5$ เนื่องจากสินค้า digital ไม่มีต้นทุนอะไร ดังนั้นคุณจึงสามารถขายได้ในราคาถูกกว่าได้ โดยเน้นจำนวน unit ที่ขายได้ หรือยกตัวอย่างคอร์สสอนออนไลน์ของเรา ก็ไม่ได้ตั้งราคาไว้สูงมากเป็นต้น

สำหรับความสำคัญของการตลาด คุณควรรู้ว่าการตลาดแบบไหนที่คุณทำแล้วมัน work มันได้ผลที่ดี อันไหนไม่ได้ผล โดยปกติแล้วควรจะลองทำทุกๆวิธีหรือหลายๆวิธีเพื่อที่จะหาว่าวิธีไหนที่ได้ผลที่สุด content แบบไหนคนให้ความสนใจ

และคุณต้องรู้จัก conversion rate เช่นคุณลงโฆษณา 40,000 คนเห็นโพสต์คุณ 4,000 คนคลิ้กลิงค์ 40 คนซื้อสินค้า แบบนี้เรียก conversion rate 4% ค่ะ โดย conversion rate คุณสามารถปรับปรุงได้จากวิธีในการเขียน copywrite ของคุณ นั่นก็คือ คุณต้องพยายามเห็นปัญหาหรือเห็นความต้องการของผู้ซื้อให้ได้แล้วเขียนเพื่อดึงดูดความต้องการของลูกค้าออกมา โดยปกติ facebook ถ้าคน engagement เยอะคือมีคนกดไลค์โพสต์เยอะ คุณไม่จำเป็นต้องลงโฆษณาในราคาแพงมากก็จะได้ผลดี

นอกจากนี้ยังอยู่ที่ประเภทสินค้าที่คุณทำด้วย เช่น  สติ๊กเกอร์ไลน์ที่มีการแข่งขันสูงแล้ว คุณต้องเป็นเพจดัง หรือถ้าไม่ดัง คาแร็คเตอร์คุณต้องมีเนื้อเรื่อง มีจุดขายที่แน่นอน คุณต้องมีสายตาที่คาดคะเนได้ว่าเทรนด์ไหนกำลังจะมา เทรนด์ไหนจะได้ผล ในบางครั้งแค่เราดูเลย์เอาท์เว็บนั้นๆ เราก็รู้เลยว่าอีกไม่นานเว็บนี้ต้องดังแล้วก็ดังจริงๆก็มี

ในการที่คุณจะอยู่รอดได้โดยการเป็นนักวาดฟรีแลนซ์คุณควรมีสินค้าของตัวเองเป็นอย่างมาก เพราะไม่รู้เลยว่างานที่คุณทำนั้น จะมีมาตลอดหรือไม่ แต่ถ้าคุณมีสินค้าจำนวนมากแล้ว คุณก็จะขายสินค้าได้เรื่อยๆถ้าคุณมีการโปรโมทเรื่อยๆ เพราะสินค้า ส่วนมากจะขายดีในช่วงแรกแล้วก็จะแผ่วลงในตอนท้าย เพราะฉะนั้นสินค้าที่ยังไม่ได้เก่ามาก คุณสามารถนำมาโปรโมทได้เรื่อยๆ ถ้าสินค้าใดที่เป็นสินค้าที่มีประโยชน์ใช้สอย มันก็จะขายได้เรื่อยๆอยู่แล้วค่ะ

คุณควรมีการคำนวณต้นทุนด้วย และการคำนวณต้นทุนของคุณ แน่นอนว่าราคาจาก supplier หรือคู่ค้า เช่นโรงพิมพ์,ร้านทำเคส หรืออื่นๆขึ้นอยู่กับสินค้าที่คุณเลือกที่จะทำนั้นมีราคาต่อหน่วยเท่าไร ถ้าคุณทำสินค้าเยอะ คุณก็จะได้ราคาต่อหน่วยถูก แต่ก็เสี่ยงที่สินค้าจะไม่หมดหรือถูกสต็อคเอาไว้ก็จะมีเยอะกว่า การที่คุณเริ่มทำช่วงแรกๆทุนไม่เยอะมาก คุณควรที่จะเลือกแบบที่ไม่เสี่ยง คือคิดราคาสินค้าสูงในประมาณหนึ่งในระดับที่ ถึงขายไม่หมดก็มีกำไรค่ะ

นอกจากนี้ประเภทสินค้าที่คุณเลือกก็สำคัญ สินค้าที่คุณเลือกทำ ควรเป็นสินค้าที่มีความต้องการในตลาดแต่ยังไม่มีคนทำขึ้นมา หรือคนทำน้อย หรือคุณเข้าสู่ตลาดในตอนที่ตลาดยังไม่มีความอิ่มตัวมาก สินค้าคุณก็จะขายได้ดีกว่าหรืออาจจะไม่ได้พุ่งแบบ skyrocket ในตอนแรกแต่ขายได้เรื่อยๆซึ่ง ในกรณีที่คุณทำหนังสือ ถ้าคุณทำออกมาหลายๆหัว แล้วมันขายได้เรื่อยๆ คุณก็จะมีรายได้แบบ passive income ที่ทำครั้งเดียวแล้วให้รายได้เรื่อยๆค่ะ

หวังว่าจะเป็นประโยชน์ค่ะ