คุณจะไม่มีทางได้ในสิ่งที่คุณไม่ร้องขอเลยค่ะ อาจจะได้ยินจนเบื่อแล้ว ขอ เชื่อ รับ แบบ the secret ไม่ว่าคุณจะเชื่อกฏนี้หรือไม่ แม้บ๋อยภัตตาคารชั้นหนึ่งจะเคยเสิร์ฟอาหารผิดจาน ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณไม่ได้ร้องขอ แต่เราเชื่อว่าทุกคนมีประสบการณ์เหมือนกัน นั่นคือไม่ขอไม่ได้ มันเหมือนเวลาคุณอยากถูกหวยคุณก็ต้องซื้อล็อตเตอรี่ก่อน ไม่เช่นนั้นถ้าคุณหวังว่าจะถูกหวย โดยไม่ซื้อลอตเตอรี่เลย แปลว่านั่นเป็นสิ่งผิดปกติแล้วค่ะ ดังนั้นคุณจึงต้องยึดมั่นสิ่งนี้เอาไว้ในใจเลยค่ะ ว่าถ้าคุณอยากเป็นฟรีแลนซ์ดาวรุ่ง คุณควรให้ลูกค้าบอกต่อออกไปให้มากที่สุด

11219713_10153463182933914_2138366010465745031_n

ใครที่เราควรจะขอดี?

ไม่ใช่ลูกค้าทุกคนที่จะเป็นแหล่งในการบอกต่อชั้นดี แต่ลูกค้าทุกคนย่อมมีคนรู้จักและเครือข่ายส่วนตัวของเขาที่อาจจะต้องการบริการของคุณ
คีย์ก็คือการขอการบอกต่อ เพราะว่าลูกค้าของคุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกค้าที่ดีไมได้คิดว่าคุณกำลังมองหาการบอกต่ออยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเขาเห็นคุณทำงานฟรีแลนซ์ไปได้สวย สิ่งที่น่าแปลกก็คือยิ่งเราดูประสบความสำเร็จเท่าไร ลูกค้าก็จะคิดว่าเราคงไม่ได้ต้องการงานขนาดนั้นมั้งมากขึ้นเท่านั้น พวกเขาสรุปเองว่า”เรา”ไม่ต้องการการบอกต่อค่ะ
คุณอาจจะเคยเจอเพื่อนฟรีแลนซ์เล่าให้ฟัง หรือตัวคุณเองเคยเจอลูกค้าเกรงใจ เวลาโทรมาบอกว่าเพื่อนของเขาต้องการให้คุณทำงานนี้ๆนะ แต่คุณคงไม่ว่างสินะ อะไรทำนองนี้ไหมคะ ลูกค้าเขาจะสรุปเองว่าคุณยุ่ง งานเยอะ ไม่มีเวลาทำงานให้กับเขา ดังนั้นคุณควรจะขอให้ลูกค้าของคุณแนะนำเพื่อน,เพื่อนร่วมงาน,ญาติของเขาที่สนใจในงานของคุณ
คนส่วนมากชอบช่วยเหลืออยู่แล้วค่ะ โดยเฉพาะคนไทย มันไม่ใช่เรื่องน่าเกลียด ดูแย่ ขี้โกง หรือหมดทางไปแล้ว มันเป็นเรื่องธรรมดา ยอมรับได้ในโลกแห่งการทำงาน และมันจะง่ายกว่าในการได้การบอกต่อถ้าคุณรู้วิธีการขอ

เป็นเพื่อนกับคนที่ถูกบอกต่อที่ไม่ใช่ลูกค้า

เมื่อพูดถึงการบอกต่อ ธุรกิจใหม่ๆ ไม่ได้มาจากลูกค้าคุณเสมอไป คุณอาจจะได้งานจากเขา วิธีการเช่น คุณเป็นเพื่อนกับนักวาดอีกคน นัดเขาไปกินกาแฟ เอาพอร์ทโฟลิโอไปด้วย แล้วบอกว่าถ้าเราเจอลูกค้าที่เหมาะกับงานเขาเมื่อไรเราจะส่งลูกค้าไปให้เขา ส่วนเขาต้องทำเหมือนกันคือส่งลูกค้ามาให้เราถ้าเป็นแนวที่ตรงกัน ถึงแม้ว่าคนๆนั้นจะเป็นคนที่รู้จักกันใน facebook หรือไม่เคยเจอกันเลย ก็สามารถใช้วิธีนี้ได้(ถ้าคุณเป็นผู้หญิงระวังหน่อยค่ะ) โดยแนะนำตัวไปว่า

“สวัสดีค่ะคุณเอ นี่ศศินะคะ เราเป็นครูและนักวาดภาพประกอบเหมือนกันค่ะ ถ้ายังไงเรามาทำความรู้จักกันเอาไว้นะคะ ไว้ถ้ามีโอกาสไปแถวๆที่คุณสอนอยู่อาจจะไปเลี้ยงกาแฟให้สักแก้วค่ะ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ”

เมื่อไรคุณควรขอ?

เทคนิคส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดการซื้อหรือจ้างซ้ำหรือการบอกต่อนั้น คุณต้องสร้างชื่อเสียงหรือความสัมพันธ์ไว้กับลูกค้าพอสมควร คุณคงไม่แต่งงานทันทีในเดทแรกหรอกใช่ไหมคะ ลูกค้าก็เหมือนกันค่ะ เขาต้องการรู้จักคุณและใช้เวลาในการทำความเข้าใจนิสัยในการทำงานของกันและกันก่อนที่จะทำงานจริง เขาจะได้รู้ว่าคุณมีนิสัยอย่างไร เป็นคนอย่างไร เวลาทำงานด้วยแล้วจะเป็นยังไง ไม่มีใครอยากทำงานด้วยกับคนที่เราต้องเสียเวลาไปเปล่าๆหรอกค่ะ
เมื่อถึงเวลาที่จะขอการบอกต่อนั้น เวลานั้นสำคัญอย่างมากค่ะ คุณเคยพยายามยัดก้อนมาร์ชแมลโลลงไปในกระปุกหมูออมสินไหมคะ ไม่ว่าคุณจะพยายามเท่าไรมันก็ยัดไม่เข้าเพราะว่ามันใหญ่กว่ารูกระปุก การที่ขอการบอกต่อโดยที่ไม่มีการสร้างความสัมพันธ์ใดๆต่อกันเลยนั้นจึงทำให้เกิดความสับสนต่อทั้งลูกค้าและคุณ
ดังนั้นเมื่อไรถึงจะเป็นเวลาที่ขอการบอกต่อ คำตอบคือ เมื่อคุณได้สิทธิ์นั้นค่ะ และเมื่อไรนั้นโดยมากพวกเราฟรีแลนซ์จะรู้เพราะพวกเราทำงานกันเป็นโปรเจคซึ่งมีวันเริ่มและจบชัดเจน คุณจะได้สิทธิ์ในการขอการบอกต่อจากลูกค้าต่อเมื่อลูกค้าพึงพอใจในงานของคุณ และนั่นแหละคือเวลาที่เราควรขอการบอกต่อ ไม่ใช่รอให้เป็นเดือนเป็นปีแล้วค่อยขอ ลองคิดดูดีๆนะคะ ถ้าคุณเป็นผู้ชาย เวลาไหนที่คุณจะกอดสาวๆ ในเวลาที่เธอกำลังดื่มด่ำกับดินเนอร์ใต้แสงเทียน ดอกไม้ช่อใหญ่ หรือเวลาที่เธอกำลังตัดหญ้าหน้าบ้านด้วยเครื่องตัดหญ้าดังแคร่กๆ คุณจะเข้าไปบอกเธอไหมว่า เฮ้ สาวสวยจ้ะ พี่อยู่นี่แล้วนะน้อง มาจุ๊บกันตรงนี้เลยดีกว่า คุณอาจจะถูกตบหรือถูกเสยด้วยเครื่องตัดหญ้า มีอันเป็นไปได้ค่ะ

คุณจะขออย่างไร?

การขอการบอกต่อนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถ้าเวลานั้นใช่ คือขอในเวลาที่ถูกต้องนะคะ แต่ในกรณีที่คุณอยากให้อัตราการสำเร็จสูงขึ้นนั้น คุณควรจะรู้ว่าขออย่างไร?
อย่างเช่น ถ้าคุณบอกลูกค้าว่า “คุณรู้จักช่างภาพอีกไหมครับ” คุณรู้คำตอบดีอยู่แล้วค่ะ คำถามประเภทนี้เป็นคำถามล็อคสมองของลูกค้า ไม่คิดถึงทุกๆคนที่ถ่ายรูปได้(ซึ่งเกือบทุกคนก็ถ่ายรูปเป็นกันหมดแล้ว นับกล้องมือถือ) ก็ไม่คิดถึงใครเลย เพราะมันเป็นคำถามโยนหินทิ้งทะเล คือกว้างมากๆ
ให้พูดคล้ายๆแบบนี้ “การบอกต่อสำคัญกับธุรกิจของผมมาก มันเป็นหัวใจของผมเลยครับ ดังนั้นถ้าคุณมีความสุขกับสิ่งที่ผมทำให้ ช่วยแนะนำเพื่อนหรือคนรู้จักสักสามคนที่ต้องการช่างภาพอย่างผม ในเวลานี้หรือในอนาคตก็ได้ ตกลงไหมครับ?
ลูกค้าที่พึงพอใจจะตอบได้อยู่แล้ว เรื่องแค่นี้เอง คุณขอแค่สามชื่อ คุณอาจจะได้หนึ่งหรือสอง แต่จำไว้ว่าถ้าคุณขอชื่อจากคน 15 คนในปีนี้ และคุณได้รับรายชื่อ 2 ชื่อ โดยเฉลี่ย คุณก็จะมีรายชื่อผู้มุ่งหวังถึง 30 รายชื่อด้วยกัน

เตรียมตัวให้พร้อมต่อการบอกต่อ

จำในส่วนที่เราพูดถึงตอนแรกได้ไหมคะ บางครั้งลูกค้าก็มักจะส่งลูกค้ามาให้เราโดยถามความสมัครใจของเรา ถ้าเป็นอย่างนั้นให้เราตอบไปว่า “ขอบคุณครับ การบอกต่อนั้นเป็นหัวใจของการเป็นนักวาดเลย การบอกต่อจากลูกค้าที่เคารพและผมสนุกที่จะทำงานด้วยจึงมีค่าอย่างยิ่ง ผมจึงยินดีที่จะคุยกับเพื่อน(เพื่อนร่วมงาน,ญาติ)ของคุณครับ” พยายามอย่าท่องให้เหมือนสคริปต์แต่ให้ไปปรับใช้เป็นของคุณเองตามแต่สถานการณ์และอาชีพของคุณค่ะ
ถ้าคุณแสดงว่าคุณนั้นมีความกระตือรือล้นและดีใจในการบอกต่อของลูกค้า โดยส่วนมากเขาก็จะทำอีกทุกครั้งที่ร่วมงานกับคุณ
คุณควรจดไว้ด้วยว่าลูกค้าคนไหนแนะนำคนไหน จะได้ส่งการ์ดขอบคุณด้วยลายมือไปให้เขาค่ะ นอกจากนี้ลูกค้าที่บอกต่อลูกค้าให้คุณนั้น ควรจะปฎิบัติต่อเขาราวกับเป็นบุคคลสำคัญมาก เช่น เลี้ยงกาแฟ เลี้ยงข้าว ส่งหนังสือไปให้ หรือทำดีกับเขาโดยไม่หวังผลตอบแทน แล้วแต่คุณจะคิดออก เป็นต้นค่ะ บอกเขาค่ะว่าคุณซาบซึ้งใจแค่ไหนในการแนะนำลูกค้ามาให้ และมีประโยชน์อย่างไรต่อคุณทั้งคู่ การได้เห็นว่าผลลัพธ์ของการกระทำเขานั้นช่วยเหลือคุณได้เขาก็จะทำต่อไป ก็คือการเชื่อมคุณกับคนที่เขารู้จัก