คุณอาจจะคิดว่า”ผมเป็นนักวาดภาพประกอบนะ ผมไม่ใช่นักเขียน ผมจะเขียนได้ยังไง”chibi

เราจะบอกว่าคุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักเขียนถึงจะเขียนได้ แค่คุณรู้หลักการเขียนเท่านั้นค่ะ เพื่อให้คุณสามารถเขียนบทความลงในเว็บไซต์ของตัวเองและโปรโมทเว็บไซต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สิ่งที่คุณต้องทำก็คือเขียนในสิ่งที่คุณรู้ และเชื่อไหมว่า คุณรู้เยอะกว่าที่คุณคิด

ถ้าคุณไปไกลกว่านั้นคุณอาจจะจ้างก็อปปี้ไรต์เตอร์หรือบรรณาธิการมาเพื่อช่วยขัดเกล่างานเขียนของคุณก็ได้ แต่นักวาดภาพประกอบทุกคนสามารถเขียน เพื่อเป็นกิจกรรมทางการตลาดสำหรับตัวเองได้ทั้งนั้น

ทำไมต้องเป็นการเขียน

มีเหตุผลหลายอย่างที่คุณควรเขียนบทความเพื่อที่จะทำการตลาดให้กับงานวาดภาพประกอบของคุณ นี่คือเหตุผล

  • การเขียนทำให้คุณเป็นมืออาชีพหรือผู้เชี่ยวชาญในสายงานวาดภาพประกอบ อย่างน้อยลูกค้าก็เห็นว่าคุณเป็นมืออาชีพในหัวข้อที่คุณเขียน
  • การเขียนช่วยเพิ่มเครดิตของคุณ ในการเป็นนักวาดภาพประกอบ เพิ่มความเชื่อใจ
  • การเขียนช่วยให้ลูกค้ารู้จักคุณมากขึ้นและดีขึ้น นอกจากนี้ยังรู้สึกดีกับคุณ โดยรู้จักคุณผ่านตัวหนังสือของคุณ
  • ลูกค้าโดยมากจะสงสัย การเขียนช่วยคลายความสงสัยเขาได้
  • การเขียนเป็นการโปรโมทงานวาดภาพประกอบของคุณ บทความที่ไม่ใช่โฆษณาหรือการขาย บทความที่มีข้อมูลเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ดี
  • บทความเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่โฟกัสไปที่ลูกค้าก่อน และไม่ต้องสงสัยเลยว่านั่นคือเรื่องที่ดีค่ะจากที่พูดไปตอนต้นก็คือโฟกัสที่ลูกค้าก่อนโฟกัสที่ตัวเอง เพราะคุณให้ข้อมูลที่มีประโยชน์กับเขา ที่เขาสามารถนำไปใช้ได้ และโดยธรรมชาติแล้วลูกค้าจะกลับมาหาคุณค่ะ
  • การเขียนสามารถสร้าง traffic โดยส่วนมากคือ ทราฟฟิคปริมาณมากในเว็บไซต์ของคุณ เมื่อบทความของคุณถูกนำไปโพสต์ในเว็บท่าใหญ่ๆแล้วมีการให้เครดิตหรือมีการพิมพ์ในหนังสือ จะต้องมีเครดิตกลับมาที่เว็บไซต์ของคุณ
  • ลูกค้าเชื่อใจบทความมากกว่าคำโฆษณาลองคิดดูว่าคุณเชื่อใจสิ่งไหนมากกว่ากันระหว่างหนังสือพิมพ์กับแม็กกาซีน บทความหรือโฆษณา
  • การเขียนบทความไม่ได้ใช้ทุนสูงและมีประสิทธิภาพ และถ้าปรินท์ออกมาก็ใช้กระดาษไม่กี่แผ่น และถ้าคุณลงบทความในเว็บไซต์ตัวเอง ค่าบทความก็คือค่าเวลาในการเขียนของคุณ

คุณจะเห็นได้ว่ามีข้อดีมากมายในการเขียนบทความลงในเว็บไซต์ค่ะ

การเขียนบทความเพื่อแก้ไขปัญหา

อย่างแรกเลยในการเขียนบทความ จุดมุ่งหมาายในการโฟกัสคือการให้ข้อมูลที่ดี ที่มีประโยชน์ต่อลูกค้า มันจะทำให้คุณอยู่ในจิตของการให้และรับ ลูกค้าจะดึงดูดมาหาคุณผ่านทางบทความถ้าเขาได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อเขา ไม่ใช่การไปยัดเยียดขายเขา

ดังนั้น จะดีที่สุดถ้าเขียนบทควาทจากมุมมองที่ต้องการช่วยเหลือผู้อื่นและแก้ไขปัญหาให้เขา คิดถึงปัญหาที่คุณสามารถแก้ไขได้ สิ่งไหนที่ลูกค้าคุณอยากรู้ คำถามของเขาคืออะไร ข้อมูลอะไรที่คุณรู้แล้วสามารถช่วยเขาได้ นี่คือหัวข้อที่คุณควรเขียน แต่หลายๆคนอาจจะบอกอีกว่า “ผมไม่ใช่นักเขียนนะพี่” ลองคิดดูให้ดี ในอุตสาหกรรมของคุณ มีอะไรอีกหรือเปล่าที่คุณรู้หรือมีช้อมูลเกี่ยวกับอุตสาหกรรมของคุณที่ช่วยเหลือลูกค้าได้ แน่นอนว่าต้องมี

สมมติคุณจะเขียนให้อาร์ทไดเรคเตอร์อ่าน คุณอาจจะเขียนบทความ “วิธีเลือกนักวาดยังไงให้ถูกต้องและไม่เกินงบประมาณ” เป็นต้น หรือ “ทำงานกับนักวาดภาพประกอบอย่างไรให้ราบรื่น” สังเกตุได้ว่านี่คือบทความเพื่อการช่วยเหลือ ไม่ใช่มุมมองในการขาย โฟกัสไปที่ปัญหา ความไม่สบายใจ ความเจ็บปวดของลูกค้าแล้วนำสิ่งนั้นมาเขียน สิ่งที่สำคัญคือคุณเขียนบทความที่เข้าเรื่องและให้ข้อมูลที่ดีกับลูกค้าและแสดงความเชี่ยวชาญของคุณ

สูตรของบทความที่มักจะประสบความสำเร็จ

มีบทความหลายอย่างที่คุณสามารถเขียนได้ ข่าวดีก็คือคุณไม่ต้องทดลองหรือเขียนให้มันสวิงสวายมากนัก เพราะว่ามันมีสูตรที่ได้รับรองมาแล้วว่าได้ผลดี ไม่ต้องสงสัยเลยเวลาที่อ่านบทความแบบนี้เพราะว่ามันได้ผล บทความเหล่านี้ได้แก่

บทความฮาวทู

อย่างเช่น “วิธีลงหมึกตัดเส้นด้วยโปรแกรม paint tool sai ง่ายๆ” “วิธีสร้าง mask ใน adobe photoshop”แค่เลือกหัวข้อมาแล้วทำฮาวทูหรือวิธีการทำอะไรสักอย่างในงานภาพประกอบซึ่งมีเป็นร้อยๆพันๆอย่างที่เราสามารถทำได้ อาจจะเลือกจากวัสดุหรือโปรแกรมหรือขั้นตอนในการทำอะไรสักอย่างที่อาจจะยากหรือไม่ยากก็แล้วแต่เราจะรังสรรค์ เราอาจจะเน้นไปที่มือใหม่หรือมือระดับกลางหรือเน้นไปที่อาร์ทไดก็ได้ เช่น “วิธีจัดหน้าปกร่วมกันกับนักวาดภาพประกอบอย่างสร้างสรรค์” เป็นต้น

บทความลิสต์หรือรายชื่อเป็นตัวเลขเป็นเสต็ปๆในการทำอะไรสักอย่าง

อย่างเช่น “10 ข้อที่อาร์ทไดเรคเตอร์มักทำผิดพลาดเมื่อทำงานกับนักวาด”,”5 อย่างที่นักวาดมือใหม่ควรรู้ก่อนทำงานวาด การเขียนลักษณะนี้เขียนง่ายและเป็นที่นิยมของผู้อ่านอย่างมาก คุณต้องตัดขั้นตอนออกเป็นขั้นๆด้วย แต่ที่แตกต่างจากฮาวทูคือ บทความลักษณะนี้อาจจะไม่ได้สอนทำอะไรสักอย่างเหมือนฮาวทูค่ะ

บทความคุณเคยทำพลาดเรื่องนั้นไหม

เช่น “สิ่งที่นักวาดทำพลาดเมื่อส่งจดหมายสมัครงาน” “สิ่งที่นักวาดทำพลาดเรื่องการใช้เงิน” เป็นต้น คุณสามารถเขียนหัวข้อลักษณะนี้รวมกับลักษณะลิสต์รายชื่อเหมือนที่เคยกล่าวตัวอย่างไว้เมื่ออันที่แล้ว “10 ข้อที่อาร์ทไดเรคเตอร์มักทำผิดพลาดเมื่อทำงานกับนักวาด”

บทความทำไมจึงไม่ควร

เช่น “ทำไมคุณจึงไม่ควรส่งงานช้า” “ทำไมจึงไม่ควรจ่ายเงินให้นักวาดทีหลัง” “ทำไมจึงไม่ควรเลิกทำการตลาดให้ตัวเอง”เป็นต้น

หัวข้อตลกที่น่าสนใจ

โดยส่วนมากอันนี้จะทำได้จากให้มันเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่ดูจริงจัง จะยกตัวอย่างบลอค Solofreestyle.com ที่เราเขียน ได้แก่ “ไม่สาวสอนจีบสาว” เป็นเรื่องของคนไม่สาว(คือพี่)สอนน้องผู้ชายจีบสาว ก็คือเป็นหัวข้อที่ติดตลกนิดนึงลักษณะนี้ แต่ถ้าจะทำให้เกี่ยวกับการวาด เช่น​“ความอ้วนลงพุงอาจจะมีผลต่องานวาดคุณได้”อะไรแบบนี้ก็ถือว่าเป็นหัวข้อติดตลกเช่นกัน

สิ่งที่ลิสต์ออกมาเหล่านี้ไมไ่ด้หมายความว่าคุณเขียนได้แค่นี้นะคะ  แต่ว่ามันจะช่วยให้คุณเริ่มต้นได้ง่ายขึ้น เมื่อคุณคิดได้แล้วว่าจะเขียนบทความแบบไหน ก็ให้ลงมือเขียนเลย เขียนในสิ่งที่คุณรู้ จำไว้ว่าต้องให้ข้อมูลในการเขียน และต้องมีคำแนะนำที่ทำได้จริงและเป็นประโยชน์อยู่ด้วย ไม่ใช่แค่การตั้งหน้าตั้งตาขายสินค้าหรือบริการวาดภาพประกอบของคุณอย่างเดียว

และบทความคุณไม่ใช่นิยายนะคะ การเขียน 500-1,000 คำถือว่าเพียงพอแล้ว ให้ข้อมูลกับลูกค้าพอที่จะช่วยเหลือเขา แต่อย่าพยายามที่จะสอนเขาภายใน 1 เอนทรี่ บทความสามารถสั้นและอ่านสนุกในขณะที่ให้ข้อมูลที่จำเป็นได้ด้วย

การเขียนบทความเป็นเครื่องมือและกิจกรรมทางการตลาดที่ดังดูดลูกค้าอย่างต่อเนื่อง นักเรียนเราหลายคนมาเจอเว็บ illustcourse.com ผ่านทางบทความและตัดสินใจมาเรียนกับเรา บทความนั้นถือเป็นเครื่องมือทางการตลาดชนิดหนึ่งที่คุณสามารถใช้ในฐานะนักวาดภาพประกอบได้