ความแตกต่างระหว่างนักวาดที่ดีกับนักวาดที่เก่ง

เรื่องนี้ก็เป็นความเข้าใจผิด เข้าใจถูกของหลายๆคนมานานมากว่า ความแตกต่างระหว่างนักวาดที่ดีกับนักวาดที่เก่งเป็นอย่างไร นักวาด 2 แบบนี้แตกต่างกันพอสมควร แต่อาจจะมีนักวาดที่ทั้งดีทั้งเก่งด้วย เราจะมาพูดถึงนักวาดที่เก่งก่อน โดยส่วนมากนักวาดที่เก่งๆต้องรออารมณ์ในการทำงาน ไม่สามารถทำงานได้ทุกเวลา ส่วนนักวาดที่ดีทำงานได้ทุกเวลาที่กำหนด แต่ผลงานอาจจะออกมาไม่อลังการหรูหราเท่า

babydoll_by_meisan-d9gapt7

ข้อที่สองคือวิธีจัดการกับลูกค้า นักวาดเก่งๆจะไม่รับงานมาก รับเฉพาะบางรายที่ตัวเองอยากทำงานด้วย ส่วนนักวาดที่ดีเห็นงานไหนพอทำได้ก็รีบรับมาทำแล้ว

เรื่องต่อมาคือมุมมองของคนทั่วไป นักวาดที่เก่งจะถูกมองว่าเป็นติสท์หรืออาร์ติสท์เนื่องจากเขาใช้อารมณ์และเป็นคนช่างเลือก แต่เวลาที่ทำงานส่วนตัวจะลื่นไหลมาก ส่วนนักวาดที่ดีจะถูกมองว่าเป็นมืออาชีพ

ต่อมาก็เรื่องจำนวนงาน นักวาดเก่งๆชอบทำงานน้อยๆได้เงินเยอะกว่า แต่ได้ปล่อยทักษะของกาวาดของพวกเขาหรือได้ปล่อยของอย่างใดอย่างหนึ่ง พวกนี้ถ้าไม่มีงานประจำรองรับก็มักจะเป็น artist ขายภาพหรือทำงานด้านวาดโดยตรงเต็มเวลา หรือไม่ก็ขาย  product เนื่องจากไม่ชอบทำงานตามคำสั่งใคร

ส่วนนักวาดที่ดีไม่ค่อยมากเรื่อง ของานแบบมาเรื่อยๆ อาศัยลูกค้าเดิมและการบอกต่อกันก็ได้อยู่แล้ว

ต่อมาอีกก็เรื่องจัดการอารมณ์ นักวาดที่เก่งจะจัดการอารมณ์เวลาเจอกับลูกค้าแย่ๆไม่ค่อยดีเท่านักวาดที่ดี ที่ส่วนมากจะยินยอมแก้ไขงานเท่าที่ต้องการ  เรื่องของชื่อเสียงของนักวาด ถ้านักวาดไม่ได้มีชื่อเสียงแบบดังไปเลยก็มักจะไม่มีชื่อในวงการ เพราะเขามักใช้อารมณ์ในการวาดรูปมาก และบางคนไม่ได้อยากมีชื่อเสียงในด้านนี้

นักวาดที่เก่งถ้าไม่ทำงานส่วนตัวไปเลย ไม่เป็นฟรีแลนซ์หรือขายโปรดักส์ตัวเองก็อาจจะต้องหารายได้ด้านอื่นเสริมจนกว่าจะหาายได้ด้านวาดเยอะพอ เนื่องจากคุณวาดตามอารมณ์ ลูกค้าบางทีน้อยบางทีเยอะ ส่วนนักวาดที่ดีคุณทำประจำหรือฟรีแลนซ์ก็ได้ ก็แค่มีความสม่ำเสมอของงานอย่างที่บอกไป

นักวาดที่เก่งโดยส่วนมากจะเสพย์งานเยอะมากและหลากหลาย ไม่ใช่วงการเดียวเพียงอย่างเดียว ส่วนนักวาดที่ดีจะหา reference ที่จำเป็นใช้ในงานได้

ถ้าถามว่าแบบไหนดีกว่ากันคงต้องบอกว่าไม่มีแบบไหนดีกว่ากันค่ะ มันแล้วแต่ว่าคุณจะไปแนวทางไหน มันเหมือนเกม rpg หรือ date sim ที่มันมีฉากจบได้หลายแบบนั่นก็คือขึ้นอยู่กับทางเลือก นิสัย และความชอบส่วนตัวของคุณ

และไม่ใช่นักวาดที่เก่ง จะได้งานเยอะ เงินเยอะ รวยกว่านักวาดที่ดี นักวาดที่ดีก็มีเงินเยอะได้เหมือนกัน เพราะส่วนมากจะได้งานอย่างต่อเนื่อง เหมือนกับคนสอนเก่ง สอนดี ไม่เหมือนกันค่ะ สอนเก่งอาจจะไม่ได้วาดรูปเก่ง แต่สอนดี อาจจะสอนไม่เก่งเท่า แต่มีทักษะอื่นทดแทน

เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าต้องเลือกไหม ไม่จำเป็นต้องเลือก เพราะนิสัยของคุณจะเลือกทางเดินให้กับคุณเอง โดยส่วนมากนักวาดที่เก่งมักจะเลือกสายไปเป็นศิลปินไปเลย เพราะเหตุผลหลายๆอย่างอย่างที่กล่าวมา พอทำงานไปนานๆมันจะเบื่อ เบื่อว่างานมันโจทย์เดิมๆต้องวาดแบบเดิมๆ

ส่วนนักวาดที่ดีจะไม่ได้แคร์ตรงนั้น เขาจะมองว่าได้เงินและได้งานมีทำก็ดีแล้ว ดีกว่าจะมานั่งเลือกงาน ทั้งนี้อย่างที่บอกคือไม่มีทางเลือกไหนถูกผิด ต้องอยู่ที่การลองผิดลองถูกและนิสัยส่วนบุคคล แต่อย่าลืมว่าถ้าคุณคิดจะเลือกงาน คุณต้องมีงานอื่นเสริม เพื่อไม่ให้กระทบเรื่องของการเงินค่ะ   ส่วนด้านล่างนี้คือเป็นนักวาดยังไงให้ไส้ไม่แห้งค่ะ

ถ้าถามว่าเป็นนักวาดยังไงให้ไส้ไม่แห้งเราก็จะแนะนำดังนี้ค่ะ

1.บริหารเงิน

ในหนังสือที่ดีๆหลายเล่มต่างก็บอกว่า การบริหารเงินที่ดี คือคุณควรหักเงิน 10%หลังจากทำงานทุกก้อน เข้าบัญชีเงินเก็บค่ะ เพราะถ้าคุณไม่หักสุดท้ายแล้วเงินจะหมดไปกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งค่าใช้จ่ายนั้นจะเติบโตใกล้เคียงกับที่เราหาได้เสมอค่ะ

และควรทำให้การเก็บเงินของคุณเป็นอัตโนมัติ เหมือนคุณไม่เห็นเงินก้อนนั้นเลย เช่น ให้ตัดบัญชีเข้าอีกบัญชีโดยอัตโนมัติค่ะ และบัญชีที่คุณควรจะเริ่มมีก่อนเลยคือบัญชีเงินเก็บฉุกเฉิน หรือไม่ก็ควรจะมีเงินเก็บไว้ 6 เท่าของรายจ่ายต่อเดือน เพื่อให้สามารถอยู่ได้เฉยๆ 6 เดือน

ถ้ามีเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นค่ะ และควรจะนำเงินไปลงทุนในเครื่องมือที่คุณถนัด ถ้าคุณไม่ถนัดเรื่องการลงทุน แนะนำให้ลงทุนในกองทุนรวมค่ะ เพราะว่าสามารถนำมาหักภาษีได้ แต่อย่าดูผลประโยชน์เรื่องภาษีเป็นหลักค่ะ ให้ดูอัตราผลตอบแทนที่ได้รับด้วย และควรลงทุนตามความเสี่ยงที่เราสามารถรับได้ค่ะ

บัตรเครดิต มีได้ 1-2 ใบค่ะ อย่าเกินนั้น และชำระบัตรเครดิตเต็มจำนวนทุกงวดค่ะ อย่าจ่ายขั้นต่ำ,ถ้าคุณจะซื้อของเงินผ่อน คุณควรมีค่าสินค้าที่คุณจะต้องจ่ายอยู่แล้วถึงรูดบัตรซื้อสินค้าชนิดนั้นๆค่ะ

2.มีรายได้จากหลายทาง

ในที่นี้ คุณควรจะสร้างแหล่งรายได้ไว้หลายๆทางค่ะ เช่น สร้างผลิตภัณฑ์ หรือเขียนหนังสือของตนเองเพื่อขาย,ขายปรินท์ ไม่ควรจะทำงานรับจ้างเพียงอย่างเดียว

เพราะการมีแหล่งรายได้แหล่งเดียวนั้นเป็นอะไรที่เสี่ยงค่ะ เพราะคุณไม่รู้ว่าแหล่งรายได้ของคุณจะหยุดหรือหายไปเมื่อไร เช่น สำนักพิมพ์ที่คุณทำงานฟรีแลนซ์ด้วยประจำเลิกจ้างคุณ เป็นต้น เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้เสมอค่ะ

เพราะฉะนั้นเราควรจะพัฒนาอะไรที่เป็นของตัวเองจริงๆที่ไม่ขึ้นอยู่กับสำนักพิมพ์หรือบริษัทไหนๆด้วย

ยกตัวอย่างของเรานะคะ ตอนนี้เรามีหนังสืออาร์ทบุค 2 เล่ม ที่สามารถพิมพ์ซ้ำได้เรื่อยๆ และ dvd 2 แผ่นค่ะ และยังมีสินค้าอื่นๆที่จะจัดทำขึ้นมาอีกในอนาคต

ซึ่งสินค้าเหล่านี้ขายได้เรื่อยๆ เป็นรายได้ที่ทำครั้งเดียว แล้วมีรายได้เข้ามาเรื่อยๆค่ะ ถึงแม้จะไม่ใช่อะไรที่เป็นรายได้หลักนัก แต่ก็ช่วยค่าใช้จ่ายต่างๆในบ้านได้ เพราะว่าถ้าจะให้เป็นรายได้หลักจะต้องมีจำนวนสินค้ามากพอค่ะ

3.สร้างฐานลูกค้าให้แน่น

คนที่จะอยู่ได้ในสายนี้ ก็คือ ฐานลูกค้าของคุณจะต้องแน่นค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่คุณเป็นฟรีแลนซ์ คุณควรมีงานหลักจากบริษัทสัก 2-3 บริษัทหรือลูกค้าหลายๆคน เพื่อกระจายความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น แต่อย่ารับงานจนทำไม่ไหวค่ะ ควรดูกำลังความสามารถของตัวคุณเองด้วย

วิธีการสร้างฐานลูกค้านี่ก็ดูก่อนค่ะ ว่าคุณโฟกัสที่ลูกค้ากลุ่มไหน ถ้าเป็นลูกค้าที่เป็นบริษัท ก็ควรจะทำงานให้มีพอร์ทที่น่าสนใจมากพอ,อีเมล์พอร์ทโฟลิโอไปให้สำนักพิมพ์หรือลูกค้าที่เปิดรับงาน จากนั้นก็เก็บรายชื่อลูกค้าไปเรื่อยๆค่ะ

ถ้าคุณคิดจะเป็นนักวาดฟรีแลนซ์ถ้ายังไม่มีลูกค้าประจำหรือลูกค้าไม่มากพอ อย่าเพิ่งลาออกจากงานค่ะ เพราะเป็นเรื่องที่เสี่ยง ยกเว้นคุณคิดจะสร้างฐานลูกค้าไปด้วย

โดยยอมรับได้ถ้ารายได้ช่วงแรกน้อย หรือ อาจจะไม่มีรายได้เข้ามาเป็นระยะเวลาหลายเดือน ซึ่งบางทีคุณอาจจะต้องลงแรงไปก่อนโดยที่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่จะได้รับทีหลัง อาทิเช่น โพสต์งานลงบล็อคอย่างสม่ำเสมอ

ถ้าลูกค้าของคุณเป็นคนทั่วไปก็อาจจะต้องสร้างงานของตัวเองแล้วออกผลงานใหม่ๆบ่อยๆค่ะ จะออกกับสำนักพิมพ์หรือจะพิมพ์เองก็ได้ ถ้าพิมพ์เอง อาจจะต้องมีหลายปกหน่อยถึงจะอยู่ได้

เทคนิคนี้ใช้ได้กับอาชีพอื่นๆด้วยไม่ใช่เฉพาะนักวาดค่ะ เช่น ถ้าคุณเป็นนักออกแบบเว็บ ก็ให้ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบธีม,การใช้ตัวอักษรที่ทำให้เว็บดูน่าสนใจเป็นต้น

การเขียนบล็อคหรือโพสต์บทความลงบล็อคจะสร้างความรู้สึกเป็น authority ค่ะ คือทำให้คุณดูเชี่ยวชาญในงานของคุณ เมื่อลูกค้าเห็น ก็จะรู้สึกเชื่อถือและมาจ้างคุณค่ะ ซึ่งเราเองมีลูกค้าติดต่อมาเพราะเห็นบทความที่เราโพสต์ในนี้หลายคนทีเดียวค่ะ

4.ทำการตลาดให้ตัวเอง

ในส่วนนี้ค่อนข้างสำคัญค่ะ ก็คือเทคนิคในการโปรโมทผลงานตัวเองนั่นเอง คือถ้าคุณมีทักษะที่ดี แต่ไม่มีทักษะในการโปรโมทผลงานของตัวเองเลย ก็ยากที่จะมีลูกค้าเข้ามาค่ะ คุณควรเลือกช่องทางในการโปรโมทตัวเองที่เหมาะสม อาจจะเป็น community ที่คุณสนใจ

และทุ่มเทโพสต์งานอย่างต่อเนื่องค่ะ ถ้าคุณมีลูกค้ามากพอ ก็จะมีรายได้ที่อยู่ได้อย่างโอเคค่ะ โดยปกติแล้วถ้าออกมาเป็นนักวาดฟรีแลนซ์ แล้วมีฐานลูกค้าอยู่บ้าง คุณจะถึงจุดเสถียร คือลูกค้าเริ่มบอกปากต่อปาก และก็จะมีลูกค้าใหม่เข้ามาหาคุณเรื่อยๆค่ะ

jeanna pool จากหนังสือ marketing for solos กล่าวไว้ค่ะว่าการตลาดควรเป็นสิ่งที่คุณทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่เฉพาะเวลาที่คุณต้องการลูกค้า

5.หางานประจำที่ได้วาดรูป

อันนี้ก็คงจะเป็นเบสิคเลย สำหรับคนที่กลัวไส้แห้ง การมีรายได้ประจำอาจจะทำให้เรารู้สึกปลอดภัยกว่าการออกมาเป็นฟรีแลนซ์ค่ะ แต่ต้องอย่าลืมด้วยว่าแรงของคนเรามีจำกัดเหมือนกัน และทำงานประจำไปนานๆ โอกาสในทำอะไรของตัวเองก็น้อยกว่าค่ะ

และงานประจำยังทำให้เราชะล่าใจในการใช้เงิน เพราะรู้สึกว่ายังไงก็มีเงินเข้ามาทุกเดือน ทำให้ใช้เงินแบบไม่ระมัดระวัง

ถ้าให้เราแนะนำอะไรสำหรับคนที่ทำงานประจำในสายการวาด ก็คงเป็นอย่าเอาชีวิตไปฝากไว้กับบริษัท 100% ค่ะ เพราะเราไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคต ก็คงต้องสร้างอะไรที่เป็นของตัวเองไว้ด้วยเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นค่ะ

6.คิดก่อนใช้เงินทุกครั้ง

สำหรับอันนี้ก็คงจะต้องประหยัดและตัดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นทิ้งไปค่ะ ถ้าหากคุณเป็นนักวาดฟรีแลนซ์ก็คงจะต้องลดมาตรฐานความเป็นอยู่บางอย่างของคุณไปค่ะ เช่น โดยปกติกินกาแฟสดเป็นประจำวันละแก้ว ก็อาจจะเปลี่ยนมาเป็นกินกาแฟสำเร็จรูปที่บ้าน,ปกติใช้เงินซื้อเสื้อผ้าเครื่องสำอางค์เยอะ

ก็ลดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ลงบ้าง แล้วก็พยายามหักห้ามกิเลสตัวเองไม่ซื้อของฟุ่มเฟือยที่ไม่จำเป็นต่อชีวิต,มือถือใช้โปรประหยัดๆ พยายามอย่าโทรนาน ถ้าโทรนานเลือกใช้โทรศัพท์บ้าน ก็จะทำให้อยู่ได้ค่ะ