niche คืออะไร

คือ ตลาดที่จำเพาะเจาะจงค่ะ เช่น เสื้อผ้าคนท้องอ้วน,อาหารสำหรับคนเป็นเบาหวาน,นักวาดภาพประกอบสำหรับเอเจนซี่อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น

หา niche ของตัวเองให้พบ

เรื่องนี้ถ้าทำได้คุณไม่ไส้แห้งแน่นอนค่ะ

ขั้นตอนคือ หา niche พยายามทำการตลาดอย่างต่อเนื่องใน niche นั้น  และกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญใน niche นั้นๆ

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณทำปกนิยายรัก คุณก็ทำแต่ปกนิยายรัก เป็นต้น คนจะรู้จักงานวาดคุณในแง่มุมนั้น และรับงานที่เป็นปกนิยายรักเป็นส่วนใหญ่ สุดท้ายคุณจะเป็นผู้เชี่ยวชาญใน niche นั้นๆ

ถ้าคุณสามารถตอบคำถามได้ว่า ลูกค้าคุณคือใคร ? ถ้าคุณเป็นเหมือนคนส่วนมาก 8 ใน 10 จะตอบคำถามว่า “ใครก็ได้ที่มาจ้าง” คุณทำผิดพลาดเรื่องของการกำหนดกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าคุณ

แล้วใครก็ได้ผิดตรงไหน?

ผิดตรงที่มันไม่ได้บอกชัดเจนว่าคนๆนั้นเป็นใครที่คุณทำงานด้วย ลักษณะของลูกค้าที่คุณอยากทำงานด้วยเป็นแบบไหน มันทั่วไป กว้างไป และคุณพยายามจะเป็นทุกอย่างสำหรับคนทุกคน

เมื่อคุณพูดว่า”ใครก็ได้” ลูกค้าก็ไม่สามารถคิดถึงใครก็ได้เพราะมันกว้างไปเช่นกันและเขาไม่รู้จักใครก็ได้ที่ว่านั่นเลย และนั่นคือปัญหาและข้อผิดพลาดใหญ่

คุณต้องการลูกค้าที่ดีกว่าไหม ต้องการงานที่เงินดีกว่าหรือเปล่า ต้องการให้การตลาดของคุณประสบผลสำเร็จมากกว่านี้หรือเปล่า ดังนั้นต้องหยุดเป็นคนทั่วไปแล้วจำเพาะเจาะจงได้แล้ว ไม่ได้เป็นนักวาดภาพประกอบทั่วไป งานอะไรก็เหมาหมด

สมมติว่าคุณป่วยเป็นโรคมะเร็งกระดูก กำลังจะเสียชีวิต อยู้ในเส้นระหว่างความเป็นความตาย คุณจะไปหาหมอรักษา”ทั่วๆไป” หรือ “ใครก็ได้” ไปนั่งวินิจฉัยอยู่หรือไม่ หรือคุณจะหาหมอเฉพาะทางที่มีโอกาสที่จะสามารถรักษาโรคของคุณได้จริงๆ

เพราะฉะนั้น คุณต้องระบุจำเพาะกว่านี้ จำเพาะมากๆ ในคำอธิบายของคำว่าคุณทำงานอยู่กับใคร ถ้าคุณระบุจำเพาะคนจะจำได้มากกว่าและสามารถนึกถึงคนรอบตัวเขาที่ทำแบบนั้นได้มากกว่าด้วย การที่จำเพาะเจาะจงทำให้ผู้มุ่งหวังหรือคนที่จะเป็นลูกค้า เห็นตัวเองในคำบรรยายของคุณ จินตนาการว่าเป็นตัวเองและคิดว่าคุณคือคนที่เขาจะร่วมงานด้วย คุณต้องจำเพาะเจาะจงขนาดที่ เวลาที่คนพูดถึงคุณหรือต้องการนักวาดประกอบแล้วพูดชื่อคุณออกมา เช่นคุณชื่อสมชาย คนต้องบอก

“เรื่องภาพประกอบเหรอ ต้องสมชายสิ สมชายเก่งเรื่องนี้”

ยกตัวอย่างเช่นเรา ตอนเราทำงานวาดภาพประกอบอยู่ งานภาพประกอบทั่วไปมีคนทำมากแล้ว เราจึงทำภาพประกอบให้กับแม็กกาซีนที่ดีลกับเอเจนซี่โฆษณาขายบ้าน ทำแม็กกาซีนให้กับลูกค้าที่มาซื้อบ้าน เพราะฉะนั้น niche คือ real estate advertising agency ไม่ใช่การหว่านแหไปทั่ว ทำทุกงานให้ลูกค้าทุกคนที่เข้ามา

ยกตัวอย่าง  illustcourse คอร์สสอนวาดการ์ตูนสำหรับเด็กมีอยู่ทั่วไปแต่เรากำหนดเลยว่าจะสอนเฉพาะเด็กโตและผู้ใหญ่เท่านั้น โดยเฉพาะคนที่ไม่ได้จบศิลปะโดยตรง และ range ราคาก็อยู่ในข่าย premium course คือแต่ละคอร์สจะสอนความรู้ให้เหมาะกับบุคคลและสไตล์ของบุคคลนั้นๆทำให้คนบอกต่อคอร์สเราเยอะค่ะ

ถ้าคุณพูดถึงจำเพาะ คนก็จะนึกถึงคุณแบบจำเพาะ คนจะรู้จักคุณและรู้ว่าจะแนะนำคุณต่อยังไง ลูกค้าจะรู้และคุณจะได้งานมากขึ้น โดยให้ระลึกถึงเสมอว่าไม่ใช่ใครก็ได้ที่คุณทำงานด้วยค่ะ และเริ่มที่จะจำเพาะเจาะจงคนที่คุณทำงานด้วยมากขึ้น

ถ้าคุณหา niche และคุณเชี่ยวชาญใน niche นั้นๆ คุณสร้างชื่อให้กับตัวเองเหมือนกับหมอที่มีความเชี่ยวชาญในโรคที่รักษายาก คุณจะเป็นที่รู้จักในสาขานั้นๆสำหรับความเชี่ยวชาญของคุณ เพื่อนในอุตสาหกรรมเดียวกันกับคุณจะแนะนำลูกค้าให้คุณ ลองคิดถึงสถานการณ์ต่อไปนี้

“อ๊ะ คุณอยากทำปกแนวแฟนตาซีเหรอ ต้องไปหานักวาด A นะ เขาเชี่ยวชาญแนวนี้”

โดยคำพูดนี้มาจากคู่แข่งในวงการของคุณที่ทำงานแนวอื่น สิ่งนี้ก็เกิดขึ้นกับคุณได้เช่นกันเพียงแต่คุณต้องหา niche และเชี่ยวชาญใน niche นั้นๆ

คุณสามารถจะชาร์จหรือคิดค่าใช้จ่ายได้ราคาสูงกว่าคนอื่นและทำเงินมากกว่าคนอื่น ถ้าคุณหา niche และ เชี่ยวชาญจริงๆ เรื่องนี้จริงสำหรับหลายๆอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเภสัชกรหรือแพทย์ที่มีความเชี่ยวมชาญเฉพาะทางจะสามารถชาร์จเงินได้สูงกว่าสอง,สามหรือสี่เท่าทีเดียว และคนก็ยินดีที่จะจ่ายด้วย ถ้าถามว่าเพราะอะไร?เพราะคนๆนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญยังไงคะ คุณคงไม่เอาชีวิตไปเสี่ยงหรือเอาเงินคุณไปเสี่ยงกับสินค้าหรือบริการที่ไม่ได้คุณภาพ

คนที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ เขาจะรู้ว่าเขาต้องทำอะไร เขาถึงได้สมกับค่าใช้จ่ายที่คุษต้องจ่าย และผู้เชี่ยวชาญในบางสาขา คนไม่ถามเรื่องราคาหรือมีปัญหาเรื่องของราคาเลย เช่น การต่อราคา ถึงคนจะบ่นแต่คนก็จะรู้ว่าคุณนั้นเป็นเลิศที่สุดในด้านนั้นอยู่แล้วสุดท้ายคนก็จะมาหาคุณอยู่ดี เพราะว่ามันคุ้มค่ากว่าการเสี่ยงจ้างคนที่ไม่มีคุณภาพ เพราะจะเสียค่าใช้จ่ายมากกว่าเดิม

คุณจะดึงดูดลูกค้าที่ใหญ่และดีขึ้น โดยการโฟกัสที่ niche และเชี่ยวชาญใน niche นั้น คนจะทำงานร่วมกันง่ายขึ้น ไม่ค่อยมีปัญหากับลูกค้า สั่งแก้งานก็น้อย เพราะเขาต้องการจะทำงานร่วมกันกับคุณ ผู้เชี่ยวชาญหรือนักวาดที่เชี่ยวชาญในสไตล์ใดสไตล์หนึ่ง และสนุกมากกว่าที่จะได้ร่วมงานกับลูกค้าแบบนี้ เขาต้องการคนที่ดีที่สุด เพราะฉะนั้นเขาก็จะรักที่จะทำงานร่วมกันกับคุณ และคุณก็จะรักที่จะทำงานร่วมกันกับเขาด้วยเช่นกัน

คุณจะมีความเชี่ยวชาญอย่างมากในสิ่งที่คุณทำ และบริการงานวาดที่คุณนำเสนอ คุณจะวาดเก่งขึ้นมาก เพราะคุณได้แต่งานดีๆที่ท้าทาย แต่ยังไงก็ตามก็ต้องมีคนพูดว่า

“พี่มุ่ย ถ้าหากทำงานแต่ใน niche เดียว เราจะไม่เบื่อไปก่อนเหรอ เราก็อยากทำงานแนวอื่นๆบ้างนะ”

ไม่ได้ห้ามว่า ห้ามทำงานแนวอื่นเลย เพียงแต่รับงานแนวที่สอดคล้อง ไม่ทำให้แบรนด์เสียและช่วยให้ธุรกิจของเราเจริญเติบโตขึ้นค่ะ

เมื่อคุณเด่นด้านใดด้านหนึ่งและมีลูกค้ามากพอแล้ว คุณสามารถหา niche อื่นที่คุณทำได้ บางคนมีถึง 4-5 niche เช่น คุณอาจจะวาดปกนิยายรัก วาดแนวแฟนตาซี วาดคอมิคด้วยก็ได้ค่ะ ถ้าคุณทำได้  แต่อย่าตกใจว่าถ้าหากคุณโฟกัสแต่ niche ของคุณจริงๆจะมีประสิทธิภาพกว่ามาก

วิธีหา niche

มีสองวิธีที่จะหา niche และกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญใน niche นั้น วิธีแรกคือเลือกมาสักอย่างแล้วลงมือเลย (เดี๋ยวจะพูดถึงทีหลัง) กับอีกอันคือดูจากลิสต์รายชื่อลูกค้าที่ผ่านมา คุณเห็นรูปแบบของลูกค้าปัจจุบันและในอดีตหรือเปล่า ลูกค้าของคุณเป็นคนประเภทไหนมากที่สุด ถ้าเป็นอย่างนั้น คุณก็สามารถโฟกัสเลยว่าลูกค้าแบบนี้เราจะรับทำงานให้ เช่น ลูกค้าคุณส่วนมากเป็นเอเจนซี่หรือเปล่าที่ต้องการนักวาดไปวาดภาพสดในงานอีเวนท์,ลูกค้าเป็นสำนักพิมพ์ที่ต้องการงานแนวน่ารักลายเส้นเรียบง่ายพร้อมจัดหน้าปกเป็น เป็นต้น ไม่ว่าคำตอบจะเป็นอะไร ก็มี niche ที่คุณสามารถทำงานและเลือกที่จะโฟกัสได้ทั้งสิ้น ถ้าคุณยังไม่เห็นรูปแบบของลูกค้า คุณอาจจะต้องลงลึกไปอีกเพื่อค้นหารูปแบบของลูกค้า โดยคุณต้องถามคำถามไปเรื่อยๆ

ลูกค้าคุณเป็นบริษัทหรือบุคคล

เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง

มักจะจบคณะอะไรหรือทำงานอะไร เรียนอะไร

แต่งงานแล้วหรือยัง

หย่าหรือเปล่า

เป็นต้น

เมื่อถามลงลึกไปเรื่อยๆคุณจะได้คำตอบเอง

เช่นตอนที่เราทำงานวาด โดยส่วนมาก ลูกค้าเป็นผู้หญิง อายุ 18-24 ปี ชาวอเมริกัน ส่วน illustcourse โดยมากเป็นนักเรียนนานาชาติ หรือ คนที่ไม่ได้จบตรง คนที่ต้องการพื้นฐานเพื่อไปเรียนต่อเป็นต้น

สามต้องที่ niche ควรมี

เมื่อเลือก niche  ของคุณ มีสาม”ต้อง”ที่คุณต้องมี มันคือ

ต้องหมายเลขหนึ่ง

niche ของคุณจะต้องมีประวัติในความต้องการในสินค้าหรือบริการที่คุณนำเสนอ ถ้าโดยปกติแล้ว niche ของคุณไม่ซื้อสิ่งที่คุณเสนอแล้ว มันก็ยากที่จะเกิดขึ้น หา niche อื่นที่ทำเงินและมีการซื้อขายสินค้าหรือบริการที่คุณนำเสนอ

ต้องหมายเลขสอง

Niche  ของคุณจะต้องหาตลาดที่จะไปได้ง่าย ในการที่จะทำการตลาดให้กับ niche นั้นๆคุณต้องรู้ว่าพวกเขาอยู่ไหนและเข้าถึงพวกเขาได้อย่างไร ถ้าคุณไม่สามารถจำเพาะเจาะจงที่ๆ niche คุณอยู่ ให้หา niche อื่นที่คุณรู้ข้อมูล คุณต้องสามารถหาชื่อที่อยู่ของ niche ที่คุณต้องการจะตั้งเป็นกลุ่มเป้าหมายได้

ต้องหมายเลขสาม

niche  ของคุณจะต้องใหญ่พอที่จะมีกำลังซื้อเพื่อทำให้คุณอยู่รอดได้ ไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัวว่ากลุ่ม niche ควรใหญ่เท่าไร เพราะฉะนั้นคุณต้องทดลองและดูว่ามีคนสนใจเพียงพอหรือเปล่า

ถ้าคุณเป็นนักวาดหน้าใหม่จะทำยังไง?

คุณไม่เคยมีประวัติลูกค้ามาก่อนเลย ไม่รู้รูปแบบของลูกค้า คำตอบของปัญหาง่ายมาก ก็คือตัดสินใจแล้วเลือกประเภทของลูกค้าที่อยากทำงานด้วยมาเลย

ยกตัวอย่างเช่น นักวาดภาพประกอบแนวนิยายรัก ไม่เพียงพอ ต้องจำเพาะเจาะจงอีกเช่น นิยายรักแนววาย,นิยายรักแนวแฟนตาซี,นิยายรักแนวพลังพิเศษพารานอร์มอล เป็นต้น

คิดถึงยามว่างเวลาที่คุณวาดรูปเล่น โดยมากคุณชอบวาดรูปแนวไหน หรือคนประเภทไหนที่คุณอยากร่วมงานด้วย niche ไหนที่ตรงกับความสนใจของคุณ ลงลึกไปอีกนิด หาให้มากหน่อย ระดมสมองให้ยาวหน่อยและคุจะพบว่า niche  ของคุณอยู่ตรงนั้นเองเพื่อให้คุณไปคว้ามา

แต่ผมต้องการลูกค้าเดี๋ยวนี้นะพี่ ผมจะอดตายแล้ว

เราได้พูดเกี่ยวกับการหา niche ไปหมดแล้ว โฟกัสที่ niche ใด niche หนึ่งและกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญใน niche นั้นๆ แต่สมมติว่าคุณต้องการลูกค้าเดี๋ยวนี้

เราเข้าใจสถานการณ์ที่คุณเป็น เพราะเราก็เคยเป็นแบบนั้นมาก่อนตอนเริ่มต้น คุณต้องเริ่มต้นที่จะเปิดประตูอออกไปและไปคว้าโอกาสต่างๆมาด้วยตนเอง การต้องการลูกค้านั้นทำให้นักวาดหลายๆคนปวดกบาลและกลับไปสู่จุดเริ่มต้นคือขอให้ใครก็ได้เหอะ ที่เป็นลูกค้าอีกครั้ง มันง่ายที่จะพูดแบบนั้นและมักจะเป็นรูปแบบที่ประชาชีนักวาดนิยมวางตำแหน่งตัวเองไว้มากทีสุด เหมือนกับการเหวี่ยงแหให้ไกลและกว้างที่สุด เพราะรู้สึกว่าวิธีนี้จะทำให้ได้ลูกค้ามากที่สุดซึ่งไม่จริงเสมอไป

คุณจะได้ลูกค้าเร็วกว่ามาก แทนที่จะปวดกบาล เอาเวลาไปโฟกัสที่ หายใจเข้าลึกๆและตัดสินใจในจุดใดจุดหนึ่งที่ควรโฟกัสเป็น niche แบ่งสิ่งที่ทำ งานบริการของเรา ให้เป็นส่วนเล็กๆ และตัดสินใจว่า เราจะโฟกัสที่ niche โดยปักธงไปเลยให้แม่น และเริ่มที่จะทำการตลาดจากจุดนั้น

ให้เรายกตัวอย่างนะคะ สมมติว่าตอนนี้คุณไส้แห้งมากต้องการงานด่วน และคุณต้องอีเมล์ไปหา 30  สำนักพิมพ์เพื่อให้ได้งาน และขอการบอกต่อด้วยเพื่อที่จะทำให้ธุรกิจโต คุณจะโทรไปถามยังไง หรือมีวิธีการเซริ์จยังไงให้รู้ว่าสำนักพิมพ์ไหนทำนิยายประเภทไหน หรือหนังสือประเภทไหน วิธีง่ายๆคือเดินสำรวจตลาดด้วยตัวเองแล้วเอาสมุดโน็ตจดชื่อสำนักพิมพ์พร้อมกับแนวที่ทำ แล้วคุณจะได้ลดจำนวนสำนักพิมพ์ที่คุณต้องอีเมล์ไปหาจริงๆออกไปเยอะ เพราะรายชื่อถูดคัดมาแล้ว การตรวจสอบในเว็บไซต์สำนักพิมพ์ยากกว่าดูตามแผงหนังสือเพราะโดยมาก แผงหนังสือจะแยก category  หรือหมวดหมู่ให้อยู่แล้ว

เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นนักวาดที่มีประสบการณ์แล้วหรือนักวาดหน้าใหม่ ให้โฟกัสที่ nicheใด niche หนึ่งที่มีตลาด มีการซื้อขาย ฝึกฝีมือจนเก่งใน niche นั้นแล้วโฟกัสที่  niche  นั้นค่ะ