กลยุทธการตั้งราคาของนักวาดภาพประกอบ ตอนที่ 1

สำหรับบทนี้จะเป็นเรื่องของการตั้งราคางานของน้อง ซึ่งไม่ว่าน้องจะเป็นนักวาดเก่าหรือไม่นั้น ต้องประสบปัญหาเหล่านี้แน่นอนค่ะ

โดยก่อนอื่น แนะนำให้น้องไปอ่าน  บทความต่อไปนี้ใน web  illustcourse ก่อน 

ตั้งราคายังไงไม่ดราม่าและตรรกกะในการตั้งราคาของไทยที่ต่างจากตะวันตก
ทำไมเวลาตั้งราคางานวาดจึงไม่ควรดูราคากลางอย่างเดียว

เมื่ออ่านจบแล้วน้องจะพอรู้อยู่แล้วว่า ตั้งราคาขนาดไหนลูกค้าถึงเริ่มรู้สึกว่าแพง น้องจะสามารถแยกแยะได้ ระหว่าง  ราคาสูง,ราคาต่ำ,ราคาถูก,ราคาแพงคร่าวๆ 

โดยที่หลักการที่ 2 entryที่แล้วปูเอาไว้รวมๆนั่นก็คือเรื่องจิตวิทยาการตั้งราคา เป็นสิ่งที่น้องต้องรู้ค่ะ ไม่เช่นนั้นเวลาน้องไปทำงานในอนาคต น้องก็จะต้องเน้นแต่ปริมาณในการทำงานวาดอยู่เรื่อยไป โดยไม่รู้ว่าตั้งราคาแบบใดจึงทำให้น้องอยู่รอด หรือแม้แต่การที่น้องรับจ้างเป็นงานอดิเรกก็ตาม

ทั้งนี้ถ้าน้องอยากรู้ข้อมูลในการตั้งราคาเพิ่มเติมนั่นก็คือเรื่องของการสร้าง personal brand และกลยุทธการตั้งราคา ก็สามารถศึกษาเพิ่มเติมจากแหล่งอื่นๆได้ ทั้งนี้ข้อมูลที่พี่เขียนให้ณ.จุดนี้ก็พอที่จะนำไปใช้ในการทำงานทั่วๆไปได้จริง อาจจะไม่ต้องรู้ลึกไปกว่านี้ก็ได้  

ซึ่งสิ่งที่เราจะต้องเรียนรู้ก็คือเรื่องต่อไปนี้

1.ราคาแรกที่เราตั้งควรเป็นเท่าไร?และวิธีการตั้งราคาให้เหมาะสม
2.ตั้งราคาสูงหน่อยแล้วไม่มีลูกค้าทำยังไง?
3.เมื่อไรควรจะขึ้นราคาสินค้าหรือบริการ?
4.วิธีการเลือกตลาดที่เหมาะสมกับงานของเรา
5.วิธีแก้ไขปัญหาคนตัดราคา

มาดูกันเลยค่ะ เริ่มจากส่วนแรกในเรื่องกลยุทธการตั้งราคา

1)ราคาแรกที่เราตั้งควรเป็นเท่าไรและวิธีการตั้งราคาให้เหมาะสม

ราคาที่น้องสามารถตั้งได้นี่ บางคนก็คิดซับซ้อนเกิน จริงๆมันก็มีสองแบบคือ น้องคิดเป็นชั่วโมง กับน้องคิดเหมาเป็นโปรเจค เคยเห็นบางคนเอาสูตรนั่นนี่มาคำนวณราคาที่เราต้องการตั้ง เช่น คิดราคาต้นทุน+กำไรที่เราต้องการ+ราคาจำนวนชั่วโมงที่เราเสียไป วิธีการตั้งราคาดังกล่าวใช้ได้ในบางกรณีเท่านั้น เช่น อาจจะเป็นสินค้าบางอย่าง แต่บางกรณีใช้ไม่

ได้ เช่น การตั้งราคาบริการ เนื่องจากโดยส่วนมากแล้วบริการบางอย่างไม่มีค่าวัสดุต้นทุนค่ะถ้าถามว่าเรทราคาที่ควรตั้งในตอนแรกควรเป็นเท่าไร 

ต้องถามกลับว่า น้องเป็นใคร ทำอะไร ขายอะไร อย่างไร ที่ไหน?มันจะกำหนดวิธีในการตั้งราคาของน้องครั้งแรก สมมติน้องตอบพี่ว่า…

ผมเป็นนักศึกษาคณะวิจิตรศิลป์ ผมต้องการขายเสื้อยืด โดยขายผ่านหน้าร้านออนไลน์ ในเว็บไซต์ของผม

แน่นอนว่าสิ่งที่น้องต้องดูคือราคาทั่วๆไปของเสื้อยืดที่มีวางขายตามตลาดที่เป็นแนวในการวาดใกล้เคียงกับที่น้องวาด โดยดูราคาไทยและต่างประเทศแตกต่างกันไปตาม target ที่น้องเลือกค่ะ แน่นอนว่าการที่จะขายผ่านหน้าร้านออนไลน์ ก็มีตั้งแต่ฟรี จนเสียค่าใช้จ่ายเล็กน้อย หรือไม่เสียค่าใช้จ่ายเลยก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าน้องเลือกขายผ่านร้านแบบไหน?

เช่น น้องขายผ่าน blogspot ที่เป็นบลอคฟรี,หรือขายผ่านบริการร้านค้าของไทยอย่าง  Tarad,Weloveshopping,Lnwshop แต่ละอย่างจะให้ข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป รวมไปถึงการสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาขายสินค้าด้วยตัวเอง อันนี้คือช่องทางในการจัดจำหน่ายค่ะ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าน้องทำสินค้าอะไรขึ้นมาสักอย่าง น้องต้องมีช่องทางในการจัดจำหน่ายก่อน ไม่เช่นนั้น น้องก็จะไม่รู้ว่าทำไปขายใคร

กลับมาที่การตั้งราคาเช่นเคย การขายเสื้อยืด เมื่อน้องเปรียบเทียบราคาเสร็จเรียบร้อยแล้ว น้องก็ต้องเลือกกลุ่มลูกค้าค่ะ หรือ Target market น้องอาจจะบอกว่า

ผมเลือกกลุ่ม ผู้ชาย อายุอยู่ในช่วง young adult(18-24) ครับพี่ โดยที่กลุ่มลูกค้าของผม ชอบการละเล่นกีฬา Extream เช่น free running,paintball,Rollerblade ชอบฟังเพลง Hiphop นอกจากนี้ถ้าเขาอยู่บ้านก็มักจะเล่นเกม FPS(first person shooting) ชอบดูหนังแอคชันมันส์ๆ

แน่นอนว่าถ้าน้องเลือก target market ไปแล้วน้องก็ต้องตั้งราคาให้เหมาะสมกับ target market ที่น้องเลือกค่ะ สำหรับกรณีนี้คือ young adult น้องรู้อยู่แล้วว่า young adult บางส่วนนั้นเริ่มทำมาหาเลี้ยงชีพได้แล้วค่ะ 

เนื่องจากบางคนก็ขายสินค้าออนไลน์บ้าง,รับจ้างบ้าง เช่น เล่นดนตรีตามผับ หรืออาจจะช่วยกิจการของพ่อแม่กันแล้วในอายุเท่านี้ นอกจากนี้ กลุ่มนี้มีกำลังซื้อค่ะ ถ้าสมมติกลุ่ม Young Adult ในปัจจุบันก็น่าจะเป็น GenY ค่ะ(คนที่เกิดระหว่าง พ.ศ.2523-2543)ซึ่งตอนนี้คาบเกี่ยวกันอยู่ ถ้าเด็กอายุน้อยหน่อยอย่าง  18 ปี คาบเกี่ยวกับ GenZ(เกิดตั้งแต่ปี 2540 ขึ้นไป ซึ่งคน Gen นี้เติบโตมากับยุคดิจิตัลล้วนๆ ทำให้ความอดทนต่างๆน้อยกว่าคนยุคเก่า

พอน้องรู้อย่างนี้แล้วน้องจะรู้เรื่องของ direction ในการทำอาร์ทเวิร์คของเสื้อยืดที่น้องจะขาย และรู้ว่าควรตั้งราคาเท่าไรถึงจะเหมาะสม  สำหรับ direction  ในการทำเสื้อ น้องดูว่าปกติวัยรุ่นที่ชอบ Hiphop ชอบกีฬา Extream เขาชอบใส่เสื้อผ้าแบรนด์ไหนบ้าง?หรือกลุ่มแบรนด์ไหนที่ Target market ของน้องมักจะเลือกใส่ รวมไปถึงการคิดลายที่จะขายกลุ่มนี้ ก็จะต้องไปในทิศทางเดียวกัน

ทั้งนี้น้องจะหลับหูหลับตา สักแต่ว่าวาดๆลาย ขายออกมาไม่ได้ ถ้าน้องไม่ได้วางแผนในการทำงานซะก่อน หรือน้องไม่เสียเวลาในการคิดและวิเคราะห์ใดๆเลยแน่นอนว่าการประสบความสำเร็จมันจะยากกว่าเดิมแน่นอน เพราะฉะนั้นเราต้องวิเคราะห์และตีโจทย์ให้แตกจริงๆ

เรื่องนี้ยกตัวอย่างเช่น

นักธุรกิจชาวตะวันตกค่ะ ชื่อ Dietrich Mateschiz ได้นำเอาเครื่องดื่มกระทิงแดงของไทย(เจ้าของคือคุณเฉลียว อยู่วิทยา) ไปปรับปรุงสูตร โดยให้รสชาติใกล้เคียงกับที่ชาวต่างชาติชอบ นำไปขายโดยอัดในกระป๋องสีฟ้า และออกขายทั่วโลก โดยรู้กันอยู่ว่ามันคือ energy drink หรือเครื่องดื่มบำรุงกำลัง ซึ่งในเครื่องดื่มชนิดนี้ มีคาเฟอีน และแน่นอนว่าเราคุ้นเคยกันดีว่า ห้ามดื่มเกิดวันละสองขวด 

วิธีการโปรโมทของ Red bull  คือ สนับสนุนกีฬา extream และกีฬาเสี่ยงตายหลายประเภทเช่น กีฬาโดดร่ม รวมไปถึงการเป็นผู้สนับสนุนของรถแข่ง formula one โดยที่ภาพที่เราๆรู้กันอยู่สำหรับกระทิงแดงในไทยนั่นก็คือการยิง campaign โฆษณาไปที่การแสดงความเป็นลูกผู้ชายตัวจริง ที่ช่วยเหลือคนอื่นๆในสังคม 

ซึ่ง campaign นี้ประสบความสำเร็จในไทยทำให้ในสายตาของชาวไทย เครื่องดื่ม redbull นี้จึงมีนักศึกษาและพนักงานออฟฟิศหรือกลุ่มอื่นๆที่แตกต่างไปจาก target group เดิมของกระทิงแดงนั่นก็คือ กลุ่มผู้ใช้แรงงาน เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นคู่แข่งอย่าง  m-150,ลิโพ

ถ้าน้องติดตาม Redbull หรือ page ชองกระทิงแดงแล้วจะพบสไตล์ในการโพสต์ใน facebook ซึ่งคุมโทนให้ไปติดทางเดียวกันโดยจะเน้นไปที่กีฬาผาดโผน เสี่ยงตาย ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ในเรื่องนี้มากขึ้น 

นอกจากนี้ ยังสร้างการรับรู้ขึ้นมาค่ะ ได้แก่ พอดื่มแล้วน้องจะรู้สึกเหมือนเป็นพวกเดียวกันกับตัวแบรนด์ค่ะ ก็คือ จริงๆคนดื่มอาจจะเป็นหนุมติ๋มหรือสาวติ๋มแต่พอดื่มกระทิงแดงหรือแม้แต่ถือกระป๋องหรือขวดกระทิงแดงแล้วจะรู้สึกเลยว่าดูมีอิมเมจเป็นสาวหรือหนุ่มสู้งาน ใช้ชีวิต extream

แต่หลังจากที่กระทิงแดงไประดับโลกแล้ว คนไทยเลยมองกระทิงแดงเปลี่ยนไปด้วยค่ะ แบรนด์กระทิงแดงดังถึงกับมีดาราเกาหลีหรือนักร้องชาวต่างชาติหลายๆคนใส่เสื้อสกรีนโลโก้กระทิงแดงภาษาไทยโดยไม่อายที่จะใส่เดินไปมา ซึ่งนี่เปรียบเสมือน Walking billboard หรือยิ่งกว่านั้นอีกเนื่องจาก ภาพลักษณ์ของแบรนด์เปลี่ยนไปหมดชนิดหน้ามือเป็นหลังง่ามนิ้วเท้าเลย

จากเรื่องนี้เราจะเห็นว่า การที่ Dietrich มาร่วมลงทุนในกระทิงแดงและ scale กระทิงแดงให้ใหญ่ขึ้นไประดับโลก ทำให้ภาพลักษณ์หรือ image ทั้งหมดเปลี่ยนไปค่ะ แม้แต่ในประเทศไทยเอง ซึ่งถ้าถามผู้ที่เคยลองกินกระทิงแดงจะบอกเลยว่า กระทิงแดงไม่ใช่เครื่องดื่มบำรุงกำลังที่รสชาติอร่อยสุดในตลาดค่ะ 

ซึ่งจริงๆ เรื่องนี้มันก็เป็นอีกเรื่องนึงที่เรียกว่า subjective นั่นก็คือเป็นเรื่องเฉพาะของแต่ละคน บางคนบอกอร่อยบางคนบอกไม่อร่อย แต่จริงๆแล้วคือ เครื่องดื่มชนิดเดียวกันนี่ รสชาติใกล้กันค่ะ เหมือนกรณีนมโคที่พี่เขียนในเว็บ illustcourse.com ที่พี่ทิ้งลิงค์ให้น้องไปอ่านตอนต้น สรุปคร่าวๆคือ พี่รู้สึกว่ามันอร่อยทั้งสามรสค่ะ แต่พี่คิดว่า โฟร์โมสต์น่าจะถูกปากที่สุด  หรือเหมือนกับที่น้องชอบหรือไม่ชอบกินอะไรบางอย่าง เช่น พี่ไม่กินเครื่องในแน่ๆ แต่บางคนอาจจะรู้สึกชอบ เพราะมันอร่อยดี

ซึ่งส่วนนี้มันเป็นเรื่องของความชอบส่วนบุคคลแล้วค่ะ  ถ้ายกตัวอย่างให้เห็นชัดได้อีก นั่นก็คือเรื่องของมุขตลกที่เซนส์แต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ เราดูคลิปหนึ่ง ฮาตลอดที่ดูคลิปนี้ ดูเป็นสิบรอบ พอให้น้องดู น้องบอก เฉยๆค่ะ ไม่เห็นตลกเลย

แล้วเรื่องนี้เกี่ยวยังไงกับการตั้งราคา?

เกี่ยวแน่นอนค่ะ นั่นก็คือเรื่องของการดูกลุ่มเป้าหมายของน้อง อย่างแรกน้องต้องยอมรับก่อนว่า ไม่ว่าน้องจะทำสินค้า,บริการ อะไรก็ตามออกมา เวลาน้องขาย,ประกาศราคาแล้ว 

มันย่อมมีคนรู้สึกว่าสินค้าหรือบริการน้องถูกหรือแพงแน่นอน 

และน้องก็อาจจะเจอด่า โดยถ้าน้องยิ่งดังมาก เสกลก็คือคนที่ไม่ชอบน้องก็จะขึ้นเป็นเงาตามตัว เช่น ถ้าเราดูใน youtube เราจะเห็นว่ามีทั้งกด like และ dislike แต่ว่า อัตราส่วนระหว่างคนชอบ กับคนที่ไม่ชอบน้องมันจะสัมพันธ์กัน ถ้าคนกดไลค์ 200,000 ขึ้นไป การที่มีคนไม่ชอบประมาณ 200-300 เป็นเรื่องปกติค่ะ

แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าในโลกแห่งความเป็นจริง คนๆนั้นมีคนที่ชอบหรือเกลียดมากกว่ากันค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราดูคลิปไมลีย์ ไซรัส จะพบว่าคนกด dislike จะเยอะกว่าศิลปินหลายๆคนที่จำนวนยอด view ของ channel เท่าๆกันค่ะ ซึ่งน้องอาจจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับ Hater และการป้องกันตัว นั่นก็คือน้องควรมีมาตรการในการจัดการกับ Hater หรือคนที่เกลียดเรา
ซึ่งพี่ได้เขียนเอาไว้เรียบร้อยที่นี่ค่ะ

มีคนเกลียดและไม่ชอบงานเรากับตัวเราในอินเตอร์เนททำยังไง?

กลับไปที่การตั้งราคาตาม Target market ก่อนค่ะ นั่นก็คือ ดูกลุ่มเป้าหมายของเราว่าน่าจะชอบแบรนด์อะไร?ในกรณีที่ยกตัวอย่าง นั่นก็คือ กลุ่ม young adult ที่ชอบเล่นกีฬา extream ก็อาจจะมีหลายยี่ห้อค่ะ เช่น Quiksilver,Billabong เมื่อรู้แบบนี้แล้วเราก็ดูว่า ทำไม target market ของเราถึงชอบ 2 ยี่ห้อนี้?

นั่นก็คือ จุดร่วมอะไรที่มันเหมือนกัน?นั่นก็คือ การใช้สี และการใช้ลายกราฟฟิคในการออกแบบค่ะ โดยที่ส่วนมากสินค้าของ Quicksilver และ Billabong นั้น เป็นเสื้อผ้าที่เน้นขายกลุ่มเล่นกีฬาชายทะเลพวกวินเซิร์พ ซึ่งก็จะมีวิธีการใช้สีและการออกแบบลายให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย 

ถ้าเป็นผู้หญิงก็จะเป็น Roxy ซึ่งกลุ่มเป้าหมายเดียวกันค่ะ แต่เปลี่ยนเพศ และถ้าเราดู Roxy และ Quicksilver ในการออกแบบลายนั้น จะเห็นได้ชัดตั้งแต่โลโก้เลยค่ะ เป็นการออกแบบที่ฉลาดมาก นั่นก็คือ เป็นโลโก้อันเดียวกัน ถ้าของผู้หญิงจะเอาโลโก้มาหมุนแล้วก็ copy paste ให้เป็นรูปหัวใจค่ะ 

พอเรารู้แล้วว่ากลุ่มเป้าหมายชอบแบรนด์อะไร?เราจะรู้ art direction ค่ะ ซึ่งแน่นอนว่าถ้าทำลายเสื้อลักษณะเดียวกันกับแบรนด์ที่เป็นกรณีศึกษานั้น มันย่อมขายไม่ได้เพราะโดนเปรียบเทียบโดยตรงแน่นอนค่ะ และก็กลายเป็นแบรนด์ไทยต้องขายถูกกว่า 

แต่สิ่งที่เราศึกษาจากแบรนด์อื่นๆก็คือ ได้เฉพาะแนวทางเท่านั้นค่ะ นั่นก็คือวิธีการเลือกโครงสี วิธีการออกแบบลาย ออกแบบร้านคร่าวๆ แต่เราไม่สามารถก็อปปี้หรือทำเหมือนเขาได้โดยตรงแล้วจะประสบความสำเร็จค่ะ

แล้วถามว่าราคาไฟนอลควรเป็นเท่าไรณ.จุดนี้ สำหรับราคาแรกที่ตั้ง?

แน่นอนว่าการตั้งราคาครั้งแรกของน้อง ก็จะสร้างการรับรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมายของน้องแล้วค่ะ นั่นก็คือ เมื่อน้องประกาศราคาออกไป หรือประกาศขายสินค้าหรือบริการ มันย่อมมีคนคิดว่าถูกหรือแพง 

น้องอาจจะสงสัยอีกว่ากรณีนี้เราต้องพึ่งราคากลางหรือเปล่า?
แล้วเราจะทำยังไง ให้ลูกค้าไม่รู้สึกว่าสินค้าหรือบริการเราแพง?

คำตอบคือ กลุ่มลูกค้าโดยตรงของน้อง ไม่ว่าเขาจะคิดว่าสินค้าหรือบริการน้องถูกหรือแพง แต่เขามาซื้อสินค้าของน้อง เขาจะต้องโอเคกับราคาของน้องในระดับหนึ่งอยู่แล้วค่ะ ถึงจะตัดสินใจซื้อ เพราะฉะนั้นน้องไม่ต้องไปสนใจคนที่บ่นถูกหรือแพงแต่ไม่ซื้องานน้อง หรือซื้อไปแล้วบ่นแบบเดียวกัน หรือกรณีที่น้อง Quote ราคาไปแล้ว อีกฝั่งบอกว่าไม่ไหว เนื่องจากมันเป็นเรื่องธรรมชาติค่ะ ตัวน้องเองก็ควรปฏิเสธเช่นกัน ถ้าโดนต่อราคามากๆ จนเสียจุดยืนหรือ  Positioning ในตลาดของตัวน้องเอง ถ้าน้องไม่อยากเจอคนบ่นถูกหรือแพงน้องก็ 

เลือกราคากลางๆ เป็นราคา play safe แต่ถ้าน้องตั้งราคาอยู่ในเกณฑ์กลางๆ น้องก็จะได้ลูกค้าอีกแบบหนึ่งค่ะ

 นอกจากนี้สิ่งที่เรียกว่าราคากลางนั้น เราก็ต้องเทียบกับสินค้าหรือบริการที่มีลักษณะเหมือนกันแน่นอนค่ะ ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วก็มีอยู่แค่ 3 อย่างเวลาน้องตั้งจริงคือ….

1)ตั้งราคาให้อยู่กลางๆพอๆกับคนที่ทำสินค้าหรือบริการชนิดเดียวกัน 

นี่ก็คือสิ่งที่หลายๆคนชอบพูดว่าราคากลาง ๆ นั่นเองค่ะ มันก็คือราคามาตรฐานอย่างที่บอกใน entry ที่แล้ว เช่น ถ้าเป็นหน้าปกนิยาย คนที่ทำๆกันอยู่รู้อยู่แล้วว่าราคามาตรฐานมันเท่าไรค่ะ

2)ตั้งราคาต่ำหรือสูงกว่าคนที่ทำสินค้าหรือบริการชนิดเดียวกัน


ซึ่งในกรณีที่เราเป็นเบอร์สองในการทำสิ่งนั้นๆ หรือเบอร์รองๆลงมาอาจจะตั้งราคาอีกแบบหรือตั้งตามราคาตลาด ถ้าถามว่า รู้ได้ยังไงว่าเป็นเบอร์หนึ่ง เบอร์สอง? 

มันก็เหมือนกับที่น้องรู้ว่า Ais,True,Dtac ใครเป็นผู้นำตลาด ซึ่งน้องรู้ๆอยู่แก่ใจค่ะ หรือ ความรู้สึกของน้องที่มีต่อ Nokia,Samsung,และ Iphone เรื่องนี้ชัดเจนมากค่ะ คือ ผู้นำตลาดมี 2 เจ้านั่นก็คือ Samsung และ Apple Iphone ส่วน Nokia เป็นมวยรองค่ะ ซึ่งเบอร์หนึ่ง,เบอร์สอง,เบอร์สามนี่สามารถสลับตำแหน่งกันได้ค่ะ ขึ้นอยู่กับกลยุทธในการทำตลาดของบริษัทนั้นๆ บริษัทที่เป็นที่ 1 นั้น ไม่ได้เป็นที่หนึ่งตลอดไปค่ะ 

แต่ถ้าเราสังเกตุ Iphone ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่เครื่องแรก ตั้งแต่ iphone1 ตอนนั้นยังไม่มีสมาร์ทโฟนเท่าไรนัก และ Blackberry ยังมีคนเล่นอยู่ ซึ่งผู้นำตลาดก็คือ Nokia และตลาดบนคือ Blackberry 

ซึ่งแน่นอนว่าถ้าย้อนกลับไปช่วงแรกๆของตลาดมือถือ Nokia เป็นเบอร์ 1 มาตลอด จนมาพ่ายตอนปรับตัวตามยุคสมาร์ทโฟนไม่ทัน เนื่องจากตอนนั้นบริษัทอาจจะคิดว่า Iphone เป็นแค่ fad หรือกระแสนิยมชั่วครั้งชั่วคราว เพราะว่า Nokia ยังเชื่อมั่นในความคงทนและระบบ Symbian ของตัวเอง 

แต่ iphone ชนะในเวลาต่อมาเนื่องจากการจับตลาดบน แล้วก็ขาย app ซึ่งเป็น game changer ค่ะ โดยใช้ประสบการณ์เดียวกับการทำ ipod ให้โด่งดังนั่นก็คือ มี itune ที่ขายเพลงขนาดใหญ่ เหมือนที่ Amazon Kindle รวบยอดตลาด ​E-book นั่นก็คือ Platform หรือช่องทางการจำหน่ายขนาดใหญ่ นอกจากนี้ iphone ตอนออกมาแรกๆราคาสูงเลยค่ะ เหมือนกันกับสินค้าของ Mac ทุกประเภท โดยที่ Ovistore ขณะนั้นมีแต่แอพธรรมดาๆ และเกมส์ที่ไม่ได้น่าสนใจมากนัก ตรงข้ามกับ App ของ iphone ซึ่งมีตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ

ต่อมาผู้นำตลาดมือถือทั้งหมดคือ Samsung ค่ะ เพราะว่ามีหลาย segment ค่ะ ตั้งแต่ล่างยันบน ถามว่าทำไมถึงชนะ Iphone ได้?ถ้าเทียบกับตลาดบนด้วยกันอย่าง S5 กับ iphone 5S เรื่องยอดขาย S5 หรือ รุ่นบนสุดของ Samsung อาจจะไม่สามารถโค่น iphone ได้ค่ะ ที่ชนะเนื่องจากรวมเอาทุกรุ่นไว้แล้ว 

และตอนนี้คนใช้ระบบ Android ของ google พอๆกันหรือมากกว่า IOS ค่ะ สาเหตุมาจาก การที่ Android ที่พัฒนาโดย google นั้น ได้เข้าสู่ตลาด ในช่วงที่มือถือยี่ห้ออื่นๆกำลังเคว้ง อันเนื่องมาจากระบบของ  Iphone ทั้ง App store และเรื่องของการปรับหน้าตาการใช้งาน จากโทรศัพท์ที่คนคุ้นเคยว่าต้องมีปุ่ม กลายเป็นพลิกประวัติศาสตร์ไปเลย 

โดยมือถือจอสัมผัส ได้ทำให้ lifestyle ของคนเปลี่ยนไปมากจริงๆค่ะ ดังนั้นการเข้ามาของ Android ของ Google จึงเสมือนกับเทพลงมาโปรดเลยทีเดียว ทำให้ตอนนี้  Android ก็มีปริมาณของ Application ใกล้เคียงกับ IOS  เพียงแต่ต้องยอมรับว่าตอนนี้ App ฝั่ง IOS ชนะเลิศนะคะ 

ถ้าถามว่า หากเป็นเบอร์สอง,เบอร์สาม คนจะซื้องานเราไหม ซื้อสินค้าหรือบริการของเราหรือเปล่า?เรื่องนี้ถ้าเทียบเป็นตัวของนักวาดพูดยากแน่นอนค่ะ 

การวาดรูปหรืองานศิลปะ มันเป็นเรื่องที่แล้วแต่คนๆนั้นมองค่ะ มันไม่เหมือนเทนนิสที่เรารู้ว่าใครคือมือวางอันดับหนึ่งของโลก หรือ สินค้า หรือ บริการที่มีความชัดเจนมาก นั่นก็คือ การใช้ยอดขายหรือผลกำไรสุทธิหรือ net profit เป็นตัววัด เรื่องของศิลปินเป็นความชอบส่วนบุคคลค่ะ นอกจากนี้ยังอยู่ที่ location หรือที่อยู่ของศิลปินนั้นๆด้วย

อันนี้รวมไปถึงดารานักร้องด้วย เช่น  เรารู้ๆกันอยู่ว่าตอนนี้เลดี้กาก้าดังมาก ขายเพลงได้เยอะ ออกคอนเสิร์ตทั่วโลก แล้วเอาไปเทียบกับ Bigbang แน่นอนว่าถ้าทั่วโลก Bigbang สู้ไม่ได้ค่ะ แต่ Bigbang นั้นดังกว่า Gaga แน่นอนในประเทศเกาหลีค่ะ 

แล้วจำนวนยอด  like เป็นตัววัดเรื่องการตั้งราคาได้หรือไม่?


ไม่ค่ะ ยอด like ไม่ได้แสดงความเก่งหรือไม่เก่งค่ะ ยอด like สามารถซื้อขายได้โดยการซื้อโฆษณาค่ะ มันเปลี่ยนแปลงได้ค่ะ คนยอด view 600,000 like กับ 6,000 like นั้น ในบางกรณีไม่สามารถขายสินค้าชนิดเดียวกันได้ค่ะ 

หรือ คนยอดวิว 600,000 like ไม่ได้แสดงว่าคนๆนั้นเก่งกว่านักวาดอีกคนที่ยอด like น้อยกว่าค่ะ เพราะฉะนั้น บางทีเลิกหมกมุ่นกับพวกนี้ก็ดีค่ะ เนื่องจากมันจะทำให้เราคิดว่าเดี๋ยวงานเราจะขายยังไงยอด like น้อยกว่าคนโน้นคนนี้ 

ยังไงก็ตามเรื่องของปริมาณการ like มีผลกระทบบางอย่างกับคนๆนั้นโดยตรงค่ะ นั่นก็คือ ยอด like สูงมันคือ social proof แบบหนึ่ง ซึ่งถ้าน้องต้องการจะขายสินค้าหรือบริการใน facebook แน่นอนเลยค่ะ ว่าน้องต้องมีปริมาณการ like ในระดับหนึ่ง ถ้าเปรียบเทียบกับ DA หรือ Deviantart ก็ลักษณะเดียวกัน เพียงแต่ว่า DA นั้นน้องอาจจะไม่สามารถซื้อยอด fav ได้เหมือน  facebook

3)ตั้งราคาตามที่อยากตั้งโดยไม่สนใจราคามาตรฐาน
ในกรณีนี้คือ อยากให้ดูวิธีการตั้งราคา iphone ค่ะ นั่นก็คือ 20,000-30,000 ตั้งแต่แรกที่ออกมาแล้วค่ะ ถามว่า iphone ได้ดูไหมว่าคู่แข่ง เช่น Blackberry หรือ ​Nokia ตั้งราคาเอาไว้เท่าไร? แน่นอนว่า Apple รู้  และรู้ positioning หรือตำแหน่งของตัวเองในตลาดด้วยค่ะ ถึงสามารถตั้งราคาที่สูงกว่า และเลือกขายกลุ่มลูกค้าระดับสูงกว่า

ถ้าน้องต้องการจะขายตลาดบนเหมือนกัน สินค้าหรือบริการของน้องจะต้องมี story ที่ไม่เหมือนใคร และตัวน้องหรือ personal brand ต้องโดดเด่นและมีความแตกต่างจากคนอื่นๆในตลาดอย่างชัดเจน หรือมี Unique selling proposition พูดง่ายๆคือมีจุดขายที่ไม่เหมือนคนอื่นๆ ถ้าน้องตั้งราคาสูง โดยที่ตัวน้องไปไม่ถึงขนาดนั้น ลูกค้าจะรู้สึกว่าราคาแพงเกินจริง และก็จะไม่ซื้อสินค้าหรือบริการของน้องค่ะ

ซึ่งน้องสามารถทำได้ทั้งสามวิธีที่กล่าวมาทั้งหมดได้ในช่วงต่างๆของการคิดราคางานน้องค่ะ 

การที่น้องสามารถกำหนดราคากลางได้เอง มันต้องเป็นงานที่น้องคิดค้นหรือเลือกที่จะทำเอง โดยที่ไม่ได้เป็นการรับจ้างจากที่ไหนโดยตรง เช่น การรับงานจาก Agency,สตูดิโอ,สำนักพิมพ์ แน่นอนว่าน้องไม่สามารถกำหนดราคาได้เองค่ะ 

น้องจะได้รับตามที่บริษัทต้องการจะจ่ายให้ โอเค น้องอาจจะตั้งราคาไว้สูงหน่อยได้ เช่น สมมติน้องเป็นนักวาดที่ประสบการณ์มากๆน้องอาจจะตั้งเรทราคาอีกราคาหนึ่ง วิธีในการตั้งราคาแบบนี้ สามารถตั้งราคาที่คิดว่าเหมาะสมได้เลย แต่น้องต้องดูอุตสาหกรรมนั้นๆ และคู่แข่งโดยตรงหรือทางอ้อมของน้อง หรือคนที่ทำในสิ่งที่คล้ายๆกัน 

ซึ่งปัญหานี้มันตกไปถ้าน้องสร้าง Service คือสินค้าหรือบริการที่แตกต่างจากที่ตลาดมีอยู่ หรือกรณีที่ fan base น้องมีเยอะ 

นอกจากนี้เรื่องของ location หรือสถานที่ๆเราอยู่ก็มีส่วน เช่น ในประเทศไทย มีฤดูหนาวค่อนข้างสั้นมาก อยู่ประมาณ 2-3 เดือน เพราะฉะนั้นสินค้าทื่ขายยาก อาจจะเป็นพวกเสื้อกันหนาวค่ะ หรือเสื้อในฤดูหนาวของต่างประเทศที่ไทย ถ้าจะขายได้นอกฤดูกาลก็จะเป็นกลุ่มที่ไปต่างประเทศที่มีอากาศหนาวกว่า เพราะฉะนั้นสิ่งนี้อาจจะขายได้ตลอดปี ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาค่ะ เพราะว่าในต่างประเทศบางประเทศฤดูหนาวอาจจะยาวนานกว่า และการไปซื้อเสื้อกันหนาวที่ประเทศนั้นๆอาจจะราคาแพงเกินรับ

เมื่อน้องรู้อย่างนี้แล้ว สมมติน้องขายเสื้อกันหนาว การขายเสื้อกันหนาวของน้องนั้น จะต้องมีแบบเสื้อที่คนเดินทางไปต่างประเทศใส่ แน่นอนว่าการใส่เสื้อกันหนาวประเทศเรา แค่เสื้อมีฮู้ด หนาหน่อยก็ใส่กันหนาวได้แล้ว แต่ไปต่างประเทศไม่ใช่ น้องต้องการเสื้อที่สามารถกันหนาวได้มากกว่านั้น นี่คือความสัมพันธ์ระหว่าง กลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการขายสินค้าชนิดนั้นๆ กับตัวสินค้า ซึ่งถ้าน้องทำแล้วไม่สอดคล้องกัน โอกาสจะเจ๊งหรือทำออกมาไม่มีคนซื้อก็มีสูง

ในกรณีที่น้องเป็นคนแรกๆในการทำงานชนิดนั้นๆ ยกตัวอย่าง ที่เกร่อแล้วในปัจจุบันก็คือพวกตุ๊กตาปั้นเป็นตัวๆด้วยดินญี่ปุ่น ซึ่งคิดราคาค่าปั้นแตกต่างออกไปแล้วแต่ร้าน ซึ่งก็มีราคาตั้งแต่ 300-2,000 บาท คนที่ทำเป็นคนแรกๆ เขาก็ไม่ได้เอามาจากราคากลางๆอย่างที่ entry ที่แล้วบอก 

เนื่องจากบริการหรือสินค้าชนิดใหม่ๆต้องคิดราคาใหม่เอง เรื่องนี้ง่ายมากๆสำหรับคนแรกที่ตั้งราคา สมมติค่าดิน 200 ค่าสี 200 นี่คือต้นทุนของวัตถุดิบ น้องเอากำไรที่อยากได้ ไป + ราคาทุนเลยค่ะ ไม่ต้องสมการยากกว่านี้ค่ะ ถ้าไม่มีราคาต้นทุน ตั้งราคาที่อยากได้ไปเลยค่ะ

สำหรับกรณีนี้ จะมีข้อเปรียบเทียบหรือไม่ สำหรับตุ๊กตาปั้น?

แน่นอนว่าถ้าน้องทำขายได้ เดี๋ยวจะมีคู่แข่ง หรือคนอื่นๆมาทำสินค้าและบริการเหมือนน้องค่ะ และเขาอาจจะตั้งถูกกว่าหรือแพงกว่าขึ้นอยู่กับภาพลักษณ์ที่เขาต้องการสร้างขึ้นมา เช่น น้องอาจจะเป็นร้านตุ๊กตาปั้นที่ปั้นเร็วที่สุด หรือมีบริการสำหรับคู่บ่าวสาว ได้แก่การถ่ายภาพนิ่งตุ๊กตาประกอบการทำพรีเซนต์แต่งงาน อันนี้คือสินค้าเดิมๆแต่มี ”บริการใหม่” ค่ะ ใครคิดได้ก่อนก็ตั้งราคาก่อนเลยค่ะ เดี๋ยวคนมาทีหลังก็ตั้งเกาะๆกันเอง