main story by Meisan,Novel Writing by Annliss

ในยุคแห่งการแย่งชิงอำนาจระหว่างมนุษย์กับมังกร

แผ่นดินถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนคือโซลาเรียดินแดนสุดท้ายของมนุษยชาติ กับบอริเขตอาณาจักรมังกรที่นับวันจะแผ่ขยายออกไปอย่างไม่สิ้นสุด

bbb

โซลาเรียอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์คลอเทียสผู้อ่อนแอ พระองค์มีความเชื่อมั่นว่าเราสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ทรงมุมานะทำการเจรจากับมังกรหลายครั้ง แต่ก็ไร้ผล ฝูงมังกรที่ดุร้ายสร้างความโกลาหลไปทั่วทุกหนทุกแห่ง บ้านเมืองตกอยู่ท่ามกลางกองเพลิง ประชาชนอยู่กันอย่างหวาดกลัว

ความสูญเสียที่เกิดจากมังกรบีบให้ประชาชนจนตรอก พวกเขาเริ่มเสื่อมศรัทธาในตัวกษัตริย์ ลุกขึ้นจับดาบต่อสู้กับมังกรอย่างห้าวหาญ ก่อกำเนิดผู้กล้ามากมายในนาม ดรากอนสเลเยอร์ จุดประกายแสงแห่งความหวังอันริบรี่ให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง โซลาเรียกลายเป็นป้อมปราการที่แข็งแกร่ง… ทว่ายังคงขาดกษัตริย์ที่คู่ควร

กลางดึกสงัด ค่ำคืนแรกที่ท้องฟ้าเหนือดินแดนโซลาเรียปลอดโปร่งไร้ฝูงมังกรบิน ประชาชนชาวโซลาเรียต่างโผล่ออกมาจากที่ซ่อน เบิ่งมองท้องฟ้าที่สะท้อนแสงระยิบระยาวของดวงดาวด้วยความประหลาดใจ ไม่มีใครทราบว่าเกิดอะไรขึ้น แม้แต่ดรากอนสเลเยอร์ก็อธิบายไม่ได้ว่าทำไมมังกรถึงหายไป

โดยไม่มีใครรู้เลยว่าบางสิ่งกำลังคืบคลานเข้าสู่ห้องบรรทมของกษัตริย์คลอเทียส

เสียงหอนาฬิกาดังบอกเวลาเที่ยงคืน สะท้อนกังวานไปทั่วเมืองหลวง ฉุกความสนใจของกษัตริย์คลอเทียสที่กำลังเหม่อมองท้องฟ้าให้หันไปที่ประตู เงาร่างสูงทอดทับเข้ามาในห้องหลังเสียงล้มตึงของทหารยามดังไม่กี่อึดใจ

“เจ้า” กษัตริย์คลอเทียสเหลือบมองผู้บุกรุกตรงหน้าด้วยสายตาตื่นตระหนก ประกายสีเงินจากตัวดาบอาบไล้ไปด้วยเลือดสีแดงฉาน แววตาเย็นยะเยือกสีไพลินสะท้อนวาบเหนือคมดาบ

“กษัตริย์คลอเทียส ถึงเวลาปลดระวางของท่านแล้ว”

เงาดำทะมึนดุจมัจจุราชย่างกรายเข้าหากษัตริย์ผู้ที่ถูกประชาชนทอดทิ้ง คลอเทียสถอยหลังจนชิดขอบหน้าต่างเยี่ยงคนที่รู้ชะตากรรมตัวเอง

“เจ้าทำอะไรกับมังกร”

ชายผู้นั้นชะงักกับคำถามของกษัตริย์ จ้องลึกลงไปในดวงตาสีเหล็กกล้าที่แม้จะทรงอำนาจแต่ก็ไร้ซึ่งพลังจนน่าขัน

“ข้าแค่ส่งมันไปในที่ที่ห่างไกลจากผู้คน ท่านไม่ต้องกังวลคลอเทียส สงครามที่ท่านชิงชังมันกำลังจะจบ …ไปพร้อมกับชีวิตของท่าน”

สิ้นเสียงพูด ดาบคมกริบก็จ้วงแทงเข้าใส่กษัตริย์คลอเทียสจนมิดดาบ ลมเย็นหอบหนึ่งพัดเอาความเหน็บหนาวเข้าสู่หัวใจ คลอเทียสเบิกตากว้าง เหลือกมองมือสังหารตรงหน้าอย่างตั้งตัวไม่ทัน

“เจ้า… สักวันเจ้าจะต้องเชื่อข้ายูรีนาส”

“หึ! แต่โซลาเรียไม่ต้องการผู้นำที่อ่อนแอ”

ร่างของกษัตริย์คลอเทียสเกร็งกระตุก เสียงครางแผ่วทุ้มดังคราหนึ่งก่อนจะแน่นิ่งไป

“ท่านยูรีนาส”

ผู้ติดตามสามสี่คนพรวดพราดเข้ามาในห้องบรรทมชะงักค้างเมื่อเห็นภาพตรงหน้า ยูรีนาสชักดาบออกจากร่างคลอเทียส ตวัดเลือดออกจากคมดาบด้วยสายตาเย็นชา ปล่อยร่างของกษัตริย์ล้มลงไปกองบนพื้นอย่างไม่ไยดี

“เหตุการณ์ข้างนอกเป็นยังไงบ้าง”

“ทุกอย่างเป็นไปตามที่ท่านปรารถนา พวกเราควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว คนของกษัตริย์คลอเทียสถูกสังหารหมดสิ้น เว้นก็แต่…”

“อะไร”

ยูรีนาสขมวดคิ้วเมื่อรับรู้ได้ถึงความไม่ราบรื่นในแผนการ ผู้ติดตามนายนั้นกดศีรษะลงเล็กน้อยอย่างหวาดเกรงความผิด ละล่ำละลักออกมาเสียงเครียด

“ทารก… เจ้าชายแห่งโซลาเรียช่างแบเบาะนัก”

นัยน์ตาสีไพลินลุกวาวอย่างรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

“นำข้าไป”

ผู้ติดตามนายนั้นรีบกุลีกุจอลุกขึ้นนำทางยูรีนาสออกจากห้อง ส่วนคนที่เหลือรั้งอยู่ในห้องบรรทมของกษัตริย์อย่างรู้หน้าที่ เพื่อเก็บกวาดทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนที่ยูรีนาสจะกลับมาอีกครั้ง

 

อุแหว้…

เสียงเด็กทารกร้องจ้าละหวั่นดังเล็ดลอดออกมาจนถึงสุดทางเดินที่ทอดตัวยาวสู่ห้องบรรทมของเจ้าชาย ยูรีนาสเดินเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าราบเรียบ ชายฉกรรจ์อาวุธครบมือจำนวนหนึ่งที่กำลังมุงล้อมทารกน้อยราวกับเห็นตัวประหลาดรีบถอยออกห่างเตียงบรรทมทันทีที่ยูรีนาสปรากฎตัว

ร่างของธารกำนัลนอนเกลื่อนพื้น เลือดสาดกระเซ็นไปทั่งห้องราวกับงานศิลปะแห่งโศกนาฏกรรม ทว่าที่ดึงดูดสายตายูรีนาสไม่ใช่ซากศพของสาวงาม หากแต่เป็นทารกผิวสีแดงระเรื่อภายใต้อาภรณ์เนื้อดีที่กำลังส่งเสียงร้องลั่นราวกับรับรู้ได้ถึงลมหายใจของมัจจุราชที่รายล้อมอยู่รอบเตียง

“ท่านยูรีนาส” เสียงผู้ติดตามดังขึ้นเมื่อยูรีนาสหยุดยืนจ้องทารกบนเตียงนานเป็นพิเศษ

“เจ้าชาย Kurhaas Lehrur

ยูรีนาสเปล่งชื่อทารกน้อยออกมา พลันเสียงร้องก็หยุดลงอย่างน่าอัศจรรย์ ทารกน้อยที่ยังไม่น่าจะรู้ประสาเหลือบมองยูรีนาสตาแป๋ว เหมือนกำลังรอคอยว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรด้วย

นั่นสร้างความแปลกใจให้กับทั้งยูรีนาสและผู้ติดตามเป็นอย่างมาก

“หึ! น่าสนใจดีหนิ”

ยูรีนาสจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของทารกน้อยที่ยังคงนิ่งเงียบและจับจ้องยูรีนาสอย่างไม่วางตา แล้วเปล่งเสียงหัวเราะออกมา

“เด็กน้อยผู้มีพลังของดวงจันทร์ ไม่อยากเชื่อว่าเจ้าจะเป็นลูกของคลอเทียสกษัตริย์ผู้อ่อนแอคนนั้น ฮ่าๆ ไม่สิ… ยุคสมัยของคลอเทียสสิ้นสุดลงแล้ว จากนี้ไปข้ายูรีนาสคือกษัตริย์แห่งโซลาเรีย! และเจ้า Kurhaas Lehrur คือบุตรของข้านับแต่นี้ไป”

ถ้อยคำประกาศของยูรีนาสดังก้องกังวานดั่งประกาศิตอันทรงพลัง เหล่าผู้ติดตามต่างพร้อมใจกันย่อตัวลงคุกเข่าอย่างเคารพยำเกรง แม้แต่เจ้าชาย Kurhaas Lehrur บุตรแห่งคลอเทียสยังขยับมือเท้าอย่างชอบใจ

หลังการโค่นล้มอำนาจของกษัตริย์คลอเทียสผู้อ่อนแอ ยูรีนาสประกาศตนขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ใหม่แห่งโซลาเรียด้วยเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ในการเอาชนะมังกร

การปรากฏตัวของกษัตริย์องค์ใหม่สร้างความครหาและสั่นคลอนไปทั่วทั้งอาณาจักร แต่ยูรีนาสก็แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่กษัตริย์องค์ก่อนทำไม่ได้… นั่นคือ มูนดรากอน (Moon Dragon) กระจกดูดมังกร วัตถุที่เขารวบรวมองค์ความรู้ทั้งหมดที่มีบนโลกคิดค้นสร้างมันขึ้นมาจากสะเก็ดหินดวงจันทร์ และให้กำเนิดดินแดนที่อยู่ด้านหลังมูนดรากอน นามว่า ลูนาเรีย คือสถานที่กังขังมังกรที่ถูกดูดเข้ามา หรือเรียกง่ายๆ ว่าคุกมังกร…

มูนดรากอน คือกระจกมายา ยามเมื่อมังกรต้องตา มูนดรากอนจะสะท้อนภาพสมบัติล้ำค่าที่อยู่ใต้จิตสำนึกของมังกรออกมา ล่อลวงมังกรที่โง่เขลาให้หลงเข้ามาติดกับไม่เว้นแม้แต่มังกรที่ยิ่งใหญ่อย่างราชินีมังกร

ทว่ามูนดรากอนกลับไม่สามารถล้างสมองมังกรให้กลายเป็นสัตว์เลี้ยงเชื่องๆ อย่างที่ยูรีนาสต้องการได้… มังกรที่ถูกกักขังมีแต่จะดุร้ายขึ้นเรื่อยๆ และเฝ้ารอวันที่จะได้ออกมาทำลายล้างมนุษย์อย่างใจจดใจจ่อ

ยูรีนาสรู้ดีถึงความจริงข้อนั้น

แต่ประชาชนกลับรู้สึกยินดีในความสงบที่ได้รับ เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้สัมผัสถึงความปลอดภัยจริงๆ นับตั้งแต่โซลาเรียถือกำเนิด ไม่มีการรุกรานของมังกร ไม่ต้องหลบซ่อน ไม่ต้องหวาดระแวงทั้งกลางวันและกลางคืน สามารถนอนหลับได้เต็มอิ่ม ออกไปทำงาน และนั่งล้อมวงหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวลอีกต่อไป

ยูรีนาสกลายเป็นกษัตริย์ในดวงใจของประชาชน ขณะที่ชื่อกษัตริย์คลอเทียสค่อยๆ เลือนหายไปจากความทรงจำ

หลังการฟื้นฟูครั้งใหญ่ โซลาเรียที่ปอดสงครามกลายเป็นดินแดนที่มั่งคั่งและอุดรสมบูรณ์ แต่ละวันเต็มไปด้วยความครื้นเครงของชาวเมือง แต่กษัตริย์ยูรีนาสไม่ได้นิ่งนอนใจ ทรงรับสั่งให้เปิดโรงเรียนสอนการต่อสู้สำหรับดรากอนสเลเยอร์ รับสมัครผู้กล้าที่พร้อมจะเผชิญหน้ากับมังกรในยามคับขัน ทั้งมือใหม่และมือฉมัง…

ทว่ามีเพียงดรากอนสเลเยอร์ที่ลืมความแค้นต่อมังกรไม่ลงสมัครเข้ามาซะเป็นส่วนใหญ่ ประชาชนทั่วไปที่สนใจมีไม่กี่คน… ใครบ้างจะอยากเอาชีวิตไปเสี่ยง ทั้งโซลาเรียมีผู้สมัครรวมกันไม่ถึงร้อยคนแต่เป็นร้อยคนที่ถูกเกี่ยวกำและฝึกมาอย่างหนักเพื่อเป็นผู้พิชิตมังกรโดยเฉพาะ…

แต่เมื่อเวลาผ่านไป กษัตริย์ได้สร้างแรงจูงใจให้ผู้คน ด้วยชื่อเสียง เงินทอง และการันตีผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมให้แก่นักเรียน ทำให้เริ่มมียอดนักเรียนเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี

เสียงระฆังจากหอนาฬิกาดังลั่นกังวานในยามเที่ยงวัน เป็นสัญญาณบอกให้นักเรียนรู้ว่าถึงเวลาพัก และบทเรียนที่เข้มงวดจะเริ่มใหม่อีกครั้งหลังจากนี้หนึ่งชั่วโมง

“เคอร์ฮาส ได้เวลาพักแล้ว รีบไปกันเถอะ”

มาร์กวิค เด็กหนุ่มผมแดง ร่างกายสูงโปร่งกำยำตะโกนเรียกเพื่อนร่วมชั้นคนหนึ่งที่ยังคงต่อสู้อยู่กับภาพมังกรสามมิติอย่างเอาเป็นเอาตายภายในห้องจำลองการต่อสู้

เคอร์ฮาสยกโล่หนักอึ้งขึ้นป้องกันหางมังกรที่ฟาดลงมาพอดี ก่อนจะพลิกตัวลอดเข้าไปใต้หว่างขามังกรแล้วสวนหอกแหลมคมขึ้นเสียบท้องของมันเข้าจังๆ

เสียงคำรามกู่ก้องอย่างเจ็บปวดดังสะเทือนไปทั่งห้อง ภาพสามมิติเกิดรูปภาพบิดเบือนชั่วแวบสั้นๆ ก่อนจะสลายไป เหลือเพียงร่างของเคอร์ฮาสนอนหงายท้องหอบหายใจถี่รัวอยู่ที่พื้น ทันใดนั้นเสียงผิวปากของมาร์กวิคก็ดังขึ้นพร้อมกับน้ำเสียงชื่นชม

“ว้าว! นั่นตัวที่สามสิบพอดี”

เคอร์ฮาสหายใจเรียกกำลังสองสามทีก่อนจะหยัดตัวลุกขึ้นนั่ง ชูกำปั้นในเชิงสัญลักษณ์ของผู้ชนะให้มาร์กวิค หยิบหอกกับโล่อาวุธพื้นฐานของนักรบไปเก็บเข้าที่ ก่อนจะเดินขึ้นบันไดมาหามาร์กวิคที่รออยู่ตรงประตูทางออก

“นายฆ่าไปได้กี่ตัว”

“สิบสาม แพ้ห้า เสมอหก” มาร์กวิคยักไหล่ตอบอย่างไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับเคอร์ฮาสที่ชนะรวดนับว่าฝีมือยังห่างชั้นนัก

“ก็ดีกว่าครั้งแรกนี่”

“เหอะ! ไม่อยากให้คนอย่างนายมาพูดแบบนั้นหรอกนะ”

มาร์กวิคกรอกตาขึ้นข้างบนอย่างเบื่อหน่าย ระหว่างนั้นพวกเขาทั้งคู่ก็เดินไปตามทางที่ทอดยาวสู่ศูนย์อาหารโดยไม่มีใครพูดอะไรอีก

ตั้งแต่ยูรีนาสก่อตั้งโรงเรียนก็ผ่านมาแล้วสามปี มีนักเรียนที่เรียนจบหลักสูตรไปจำนวนหนึ่ง แต่ผ่านการทดสอบของกษัตริย์เพียงไม่กี่คน ทุกคนที่เรียนจบจากโรงเรียนจะได้รับมูนดรากอนและใบอนุญาตอย่างเป็นทางการในการเป็นดรากอนสเลเยอร์ มีหน้าที่ค้นหา ไล่ล่า และเฝ้าระวังมังกรที่อาจจะเหลือรอดอยู่ในอาณาจักร ค่าตอบแทนที่ได้ขึ้นอยู่กับผลงานของแต่ละคน

ส่วนผู้ที่ผ่านการทดสอบของกษัตริย์จะถูกบรรจุเข้าเป็นทหารภายใต้สังกัดพระราชา เปลี่ยนจากดรากอนสเลเยอร์เป็น  ‘พลมังกร’ ที่มีระบบยศและศักดินาเทียบเท่ากับพลทหาร

หน้าที่หลักของพลมังกร คือ สังหารมังกรที่ถูกกักขังอยู่ในลูนาเรีย และเป็นครูฝึกในโรงเรียนให้กับนักเรียนรุ่นต่อไป

ซึ่งพลมังกรส่วนใหญ่มักจะเลือกทางเลือกที่สอง เพราะคนที่เข้าไปในลูนาเรียล้วนไม่มีใครได้กลับออกมา… แต่ถึงแบบนั้นดรากอนสเลเยอร์ก็ยังไม่หยุดฝึกฝนตัวเองเพื่อจะเข้ารับการทดสอบของกษัตริย์ ที่นำมาซึ่งความสามารถ ชื่อเสียง เกียรติยศและเงินทอง

มาร์กวิคเองก็เป็นหนึ่งในนั้น… ผู้ซึ่งปรารถนาความท้าทาย และกระหายในลาภยศที่จะได้หลังเลื่อนขั้นเป็นพลมังกรยศจอมพล แต่ตอนนี้แค่สอบเลื่อนชั้นปีให้ได้ก่อนเถอะ ยังไม่ต้องพูดถึงบททดสอบที่โหดหินของกษัตริย์นั่นอีก เชื่อว่านักเรียนที่เข้ามาในโรงเรียนล้วนมีไฟและแรงจูงใจไม่ต่างจากมาร์กวิค แต่เมื่อได้มาสัมผัสกันจริงๆ แล้วไฟแทบดับกันทุกคน

กรรซ์!!!!

เสียงคำรามกู่ก้องมาพร้อมกับแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งบริเวณ เกิดพายุแปรปรวนขึ้นมากะทันหัน เคอร์ฮาสกับมาร์กวิคที่กำลังเดินไปศูนย์อาหารหยุดชะงัก เหลือบมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

“เกิดอะไรขึ้น”

“ไม่รู้…” ชั่วขณะที่เคอร์ฮาสหันไปตอบมาร์กวิค เงามหึมาสายหนึ่งก็โฉบผ่านเหนือศีรษะพวกเขาไป

“มังกร!” มาร์กวิคตะโกนขึ้นก่อนที่เคอร์ฮาสจะเหลือบมองข้างบนเสียอีก “หาที่หลบเร็ว!”

เขากระชากเสื้อเคอร์ฮาสที่ยังคงยืนนิ่งงันอยู่ที่เดิมอย่างคนไม่รู้ร้อนรู้หนาวให้รีบออกมาจากที่แจ้งเพื่อหลีกเลี่ยงการตกเป็นเป้า

หากแต่สายตาของเคอร์ฮาสกลับถูกสะกดไว้ที่อสูรกายร่างมหึมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นมังกรตัวเป็นๆ เรือนตัวประดับไปด้วยเกราะหนังหนาห่อหุ้มด้วยเกล็ดสะท้อนแสงวูบวาบราวกับอัญมณี   

แทนที่จะเกิดความตื่นกลัว… ในแววตาของเคอร์ฮาสกลับเปล่งประกายอย่างชื่นชม ทึ่งในความงดงามของสิ่งมีชีวิตเหนือท้องนภา เกิดอารมณ์อยากครอบครอง หากได้ขึ้นไปนั่งบนหลังของมันและมองลงมาจากที่สูงคงรู้สึกดีไม่น้อย ชั่วขณะที่ดวงตาแห่งยุวกษัตริย์ฉายแววท้าทาย เคอร์ฮาสก็สะบัดมือหลุดจากมาร์กวิค เดินออกไปกลางแจ้งราวกับต้องมนต์

“เคอร์ฮาส!”

มาร์กวิคหัวใจแทบหยุดเต้น มองเพื่อนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขภายในโรงเรียนด้วยกันมาเกือบหนึ่งปีเต็มอย่างกระสับกระส่าย พยายามตะโกนเรียกเคอร์ฮาสให้รีบหาที่หลบแต่อีกฝ่ายกลับไม่สนใจ ในสายตาของเคอร์ฮาสมีเพียงมังกรเท่านั้น

เสียงกู่ร้องคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวของมังกรคล้ายกับว่ามันกำลังเพรียกหาเขา…

“มาลองเล่นกันหน่อยสิ เจ้ายักษ์” เคอร์ฮาสคว้าเศษก้อนหินแถวๆ นั้น เหวี่ยงแขนสุดแรงขว้างก้อนหินใส่มังกร

“หา?” มาร์กวิคชักสีหน้าพิลักพิลั่นแกมหวาดหวั่นเพราะคิดว่ายังไงซะหินก้อนนั้นก็ไม่มีทางลอยไปถึงตัวมังกรที่อยู่สูงขนาดนั้นได้

แต่ว่า… ปึก!

กินก้อนเท่ากำปั้นกลับอัดเข้าใส่ลูกกะตาข้างหนึ่งของมังกรแม่นราวกับจับวาง

มาร์กวิคอ้าปากค้าง

กรรรซ์!!!! เลือดสีข้นหนืดทะลักออกมาจากนัยน์ตาที่ถูกทำร้าย เสียงหวีดร้องทรมานดังกึกก้องสะเทือนเลือนลั่นไปทั่วทั้งเหมือน มาร์กวิครีบยกมือขึ้นอุดหนูทันควันเพราะทนเสียงหวีดแหลมไม่ไหว

มังกรที่กำลังบินหนีอย่างไร้ทิศทาง หันขวับมายังเด็กหนุ่มที่ทำร้ายตนทันที นัยน์ตาข้างหนึ่งฉายมุ่งร้าย ก่อนจะกระพือปีกสร้างพายุโจมตีใส่เคอร์ฮาสอย่างโกรธเกรี้ยว ความรุนแรงของมันทำเอาสิ่งปลูกสร้างและอาคารบริเวณโดยรอบถูกรื้อถอนกระจุยกระจาย ร่างของเด็กหนุ่มทั้งสองถูกพายุพัดลอยละลิ่วไปคนละทิศละทาง

มาร์กวิคไม่ได้อยู่ในสายตาของมังกร เคอร์ฮาสต่างหากที่เป็นเป้าหมาย ทันทีที่ร่างเด็กหนุ่มหล่นตุบลงบนพื้น มังกรกระโจนเข้าไปเล่นงาน มันอ้าปากหมายจะงาบร่างเคอร์ฮาสให้ขาดครึ่ง แต่เด็กหนุ่มไหวตัวทันคว้าเศษอิฐข้างๆ ทุ่มเข้าใส่หน้ามังกรเต็มเหนี่ยว อนิจจาด้วยบุญบารมีของยุวกษัตริย์หรือเป็นเพราะคราวซวยของมังกรไม่รู้ อิฐก่อนนั้นดันฝังเข้าไปในดวงตาอีกข้างที่เหลือของมังกรพอดิบพอดี

เสียงกรีดร้องกังวานดังหนักกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า ใบหน้ามหึมาส่ายสะเปะสะปะด้วยความเจ็บปวด เลือดสีเขียวข้นไหลอาบแก้มจนแทบแยกไม่ออกว่าอันไหนเลือดอันไหนหนังมังกร

เคอร์ฮาสหัวใจสั่นรวนๆ รีบถดตัวถอยออกมาอย่างทุลักทุเล ระหว่างที่มังกรกำลังไล่ต้อนยุวกษัตริย์แห่งโซลาเรีย พลมังกรและดรากอนสเลเยอร์ก็ไล่ตามมังกรที่หลบหนีมาทัน เมื่อเห็นกำลังเสริมเคอร์ฮาสก็รู้สึกโล่งใจทำให้ไม่ทันสังเกตหางยาวๆ ที่ฟาดลงมาจากด้านข้าง

“ระวัง!”

ก่อนที่มัจจุราชจะได้ปลิดลมหายใจของเคอร์ฮาสมาร์กวิคก็กระโจนเข้ามาผลักเคอร์ฮาสออกไป หางมังกรเกี่ยวตวัดรัดร่างของมาร์กวิคแทน

พร้อมกันนั้นดรากอนสเลเยอร์และพลมังกรที่กระจายตัวออกไปรอบๆ พลันเปิดใช้มูนดรากอนพร้อมกัน แสงสว่างจ้าปรากฏเข้ามาในดวงตาที่ใกล้จะมืดบอดของมังกร เห็นเป็นภาพทองคำสว่างเรืองรองวางอยู่ในถ้ำ ชั่วขณะหนึ่งมังกรมึนงงหลงนึกว่ากำลังหลงทางอยู่ในบอริเขตดินแดนแห่งมังกรและหาบ้านของตัวเองพบสักที จิตใจของมันสงบลงและก้าวเข้าไปยังถ้ำทองคำโดยไม่รู้ว่านั่นคือประตูลวงที่จะนำมันไปยังลูนาเรีย หาใช่ถ้ำแห่งบอริเขตที่มันฝันหา…

“มาร์กวิค!”

เคอร์ฮาสที่ถูกผลักกระเด็นออกมาเพิ่งรู้สึกตัว หันกลับไปมองอย่างใจหายใจคว่ำก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อเห็นร่างมังกรตัวยักษ์ถูกดูดเข้าไปในหลุมอากาศพร้อมๆ กับร่างหมดสติของมาร์กวิคที่ติดไปกับหางของมัน

“ไม่!!!!”

 

ข่าวมังกรอาละวาดแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว แต่ไม่มีใครเอ่ยถึงวีรกรรมของเด็กหนุ่มทั้งสอง ความดีความชอบล้วนตกเป็นของพลมังกรและดรากอนสเลเยอร์ที่สามารถจับมังกรได้ นั่นยิ่งทำให้พวกเขากลายเป็นวีรบุรุษของชาวเมือง แต่ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนนั้นย่อมรู้ดีว่าถ้าไม่มีเด็กหนุ่มทั้งสองช่วยดึงความสนใจของมังกร พวกเขาก็อาจจะจับมังกรไม่ได้ง่ายดายเพียงนี้… ไม่งั้นคงไม่ปล่อยให้มันบินไกลมาถึงโรงเรียนได้

ความเสียหายที่เกิดจากมังกร ทำให้โรงเรียนต้องหยุดปรับปรุงถึงหนึ่งอาทิตย์ ระหว่างนั้นคนเจ็บก็ได้เข้าพักรักษาตัวที่หอพยาบาล ซึ่งอยู่ทางปีกซ้ายของโรงเรียนและติดกับสวนด้านหลังของราชวัง

บรรยากาศที่จู่ๆ ก็เงียบสงัดลง ทำให้เคอร์ฮาสที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียงลืมตาขึ้นอย่างรู้สึกตัว ยังไม่ทันจะลุกจากเตียง ม่านที่ใช้เป็นฉากกั้นเตียงผู้ป่วยก็ถูกรูดออก เผยให้เห็นใบหน้าของชายผู้ยิ่งใหญ่แห่งโซลาเรีย กษัตริย์ยูรีนาส…

“ท่านพ่อ!”

เคอร์ฮาสกุลีกุจอลุกขึ้นทันที แต่ยูรีนาสยกมือห้ามไม่ให้เด็กหนุ่มฝืนตัวเอง เขาเพียงแค่ใช้สายตาเปี่ยมอำนาจมองประเมินสภาพร่างกายของบุตรชายปราดหนึ่ง ก่อนเอ่ยออกมา

“เจ้าไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว”

“ท่านพ่อ! มังกรจับตัวมาร์กวิคเพื่อนของลูกไป”

เคอร์ฮาสร้อนรน รู้สึกผิดที่เขาเป็นสาเหตุให้มาร์กวิคตกที่นั่งลำบาก ไม่รู้ป่านนี้เพื่อนจะเป็นยังไงบ้าง ยูรีนาสหรี่ตามองสีหน้าทุกข์ร้อนของบุตรชายนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมา

“แล้วเจ้าจะให้พ่อทำยังไง”

“ลูก…” เคอร์ฮาสชะงัก เขาย่อมรู้ดีว่าไม่สามารถขอให้กษัตริย์ยูรีนาสหรือผู้ใดเข้าไปนำตัวของมาร์กวิคออกมาจากลูนาเรียได้ ที่นั่นอันตรายเกินไป พลมังกรหลายคนเข้าไปไม่เคยได้กลับออกมา… แล้วนับประสาอะไรกับดรากอนสเลเยอร์ฝึกหัดอย่างมาร์กวิค

อึก! ไม่สิ… เขาจะถอดใจยอมแพ้เรื่องมาร์กวิคไม่ได้เด็ดขาด จนกว่าจะเห็นด้วยตาตัวเองเคอร์ฮาสถึงจะยอมรามือ ดวงตาแห่งยุวกษัตริย์ฉายแววเด็ดเดี่ยว เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ลูกจะเข้าไปในลูนาเรียเพื่อช่วยมาร์กวิค”

“ไม่ได้!”

“ท่านพ่อ…”

“ความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวที่เจ้ามีเป็นสิ่งที่ดี แต่หากเอามาใช้ผิดเวลาก็มีแต่จะพินาศล่มจม ตัดใจเรื่องเพื่อนของเจ้าซะ! พ่อเตือนด้วยความหวังดี”

เคอร์ฮาสเงียบอึ้งไปชั่วครู่… รู้อยู่แล้วว่าจะต้องถูกปฏิเสธแต่ก็ยังอดสะเทือนใจไม่ได้ แต่ก่อนที่ยูรีนาสจะได้หันหลังเดินออกมา เคอร์ฮาสก็รวบรวมความกล้ายืนยันจิตใจที่แน่วแน่ของตนซ้ำอีกครั้ง

“ลูกจะไปลูนาเรีย! ท่านพ่ออย่ามาห้ามเลย!”

ยูรีนาสชะงัก หันกลับไปจ้องหน้าเจ้าชายแห่งโซลาเรียด้วยสายตาที่จะภูมิใจก็ไม่ใช่จะหมิ่นแคลนก็ไม่เชิง…

“เจ้าในตอนนี้มีแต่จะเอาชีวิตไปทิ้งเปล่าๆ ถ้าอยากไปที่นั่นจริงๆ ก็ต้องผ่านบททดสอบทั้งหมดเสียก่อน”

“แต่นั่นมันกินเวลาตั้งสามปี ลูกรอไม่ได้หรอก”

“หึ… ถ้าเจ้าคิดว่าแน่จริงข้าก็จะอนุโลมให้เป็นกรณีพิเศษ อนุญาตให้เจ้าเข้ารับการทดสอบพร้อมกับพวกปีสาม ถ้าเจ้าสอบผ่านข้าก็ยินดีจะมอบตั๋วสู่ลูนาเรียให้”

“ท่านสัญญาแล้วนะ”

ดวงตาของเคอร์ฮาสเปล่งประกายความหวังขึ้นมาทันที ยูรีนาสจ้องมองใบหน้าฮึกเหิมของยุวกษัตริย์ก่อนจะเหยียดยิ้มน้อยแล้วเดินออกมาโดยไม่พูดอะไร

ทว่าสุดท้าย… เคอร์ฮาสก็ต้องใช้ความเพียรพยายามเกือบสามปี ถึงสามารถเอาชนะบททดสอบที่โหดหินของกษัตริย์ยูรีนาสได้ เขาจมอยู่กับการฝึกฝนจนลืมเลือนวันและเวลา ระหว่างนั้นก็พบพานกับมิตรภาพใหม่อย่างเอเมซ่า และกาแอล แต่ถึงกระนั้นเคอร์ฮาสก็ไม่เคยลืมเรื่องของมาร์กวิค ที่เปรียบเสมือนตราบาปที่ฝังแน่นอยู่ในใจ

ในที่สุด… วันที่จะได้ลบปมในใจก็มาถึง ประตูแห่งลูนาเรียได้เปิดอ้าอยู่ตรงหน้าพวกเขาทั้งสาม ภายใต้การดูแลอย่างเข้มงวดของนายทวาร

“พร้อมหรือยัง” เคอร์ฮาสเอ่ยกับเพื่อนทั้งสอง แต่ดวงตากลับจ้องลึกเข้าไปในแผ่นกระจกใสตรงหน้าอย่างแทบอดใจไม่ไหว

เอเมซ่ากับกาแอลมองสบสายตากัน ก่อนจะพยักหน้ารับอย่างเงียบเชียบ เคอร์ฮาสไม่รอช้าก้าวนำทั้งคู่เข้าไปในมูนดรากอนทันที

จุดเริ่มต้นของการผจญที่ยิ่งใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้น…