ตอนที่ 1 ลูนาเรีย

Live:alive ตอนที่ 1 Prologue

main story by Meisan/Novel by Annliss

โลกเบื้องหน้าเอียงวูบไปชั่วขณะ เคอร์ฮาสเหลือบมองสำรวจรอบๆ อย่างรู้สึกสนใจ ต้นไม้ใบหญ้าดูใหญ่โตผิดปกติ แต่พอนึกว่านี่เป็นโลกที่มังกรอาศัยอยู่ก็พอจะยอมรับความผิดแปลกนั้นได้ หลังจากหายสงสัยกับสภาพการณ์โดยรอบแล้ว เคอร์ฮาสก็รีบกวาดตามองหาเพื่อนร่วมทางอีกสองคนที่น่าจะผ่านประตูตามหลังเขามาติดๆ

“กาแอล… เอเมซ่า…”

เคอร์ฮาสขานชื่อทั้งคู่เบาๆ วี่แววความประหลาดใจฉายขึ้นบนใบหน้าเมื่อไม่เห็นเงาของคนที่ควรจะอยู่ตรงนี้

“เฮ้…”

เขาลองเรียกอีกครั้งพลางเหลือบตามองไปรอบๆ อย่างถ้วนถี่เผื่อสองคนนั่นจะนึกสนุกแอบไปหลบซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้เพื่อแกล้งเขาอะไรแบบนั้น แต่โดยนิสัยแล้วเอเมซ่าไม่ใช่คนแบบนั้น ส่วนกาแอลก็เข้าข่ายอยู่นิดหน่อย แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีเสียงตอบรับ นอกจากความเงียบสงัดที่แผ่คลุมไปทั้งป่า

ต้นไม้พวกนี้มันอะไรกัน…

สองเท้าเริ่มออกเดิน เคอร์ฮาสไม่รั้งรอให้เสียเวลา แม้จะไร้เงาของเพื่อนร่วมทางก็ไม่อาจทำให้จิตใจที่มั่นคงของเขาหวั่นไหวได้ ยังไงเสียเขาก็ตั้งใจเข้ามาที่นี่อยู่แล้ว ณ ดินแดนที่อยู่หลังบานกระจกมูนดรากอน แหล่งกักขังมังกรที่ถูกเรียกขานกันในนาม ลูนาเรีย

กรอบ…

เสียงใบไหม้แห้งถูกเหยียบ เคอร์ฮาสหยุดชะงักทันใดเมื่อเหลือบไปเห็นบ่อน้ำเบื้องหน้า เด็กหนุ่มไม่รู้ตัวว่าเดินมานานแค่ไหน หรือไกลเท่าไหร่ เพียงพริบตาที่เห็นบ่อน้ำลำคอก็แห้งผากกระหายขึ้นมาทันที สองก้าวเล็กๆ ปรี่ไปที่บ่ออย่างรวดเร็ว แต่กว่าจะถึงก็เสียไปหลายก้าวย่างทั้งที่บ่อน้ำก็อยู่ไม่ไกลมากแท้ๆ มันเหมือนกับระยะทางถูกยืดออกไปทั้งที่จุดหมายก็อยู่ที่เดิม ไม่สิ… เขาต่างหากที่ก้าวสั้นลง นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เคอร์ฮาสสังเกตเห็นความผิดปกติ แต่เพราะความตื่นใจกับการสำรวจโรจใหม่ทำให้เขาไม่มีเวลามาคิดใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อยเช่นนั้น และตอนนี้ก็เช่นกัน น้ำต้องมาก่อน

“เห… แม้แต่บ่อน้ำก็ใหญ่งั้นเหรอ สมกับเป็นเมืองมังกรจริงๆ”

เคอร์ฮาสพึมพำคล้ายจะชื่นชมก็ไม่เชิงเยาะหยันก็ไม่ใช่เสียทีเดียว

ฮึบ!

แต่เรื่องแค่นี้ไม่ใช่ปัญหาสำหรับเด็กหนุ่ม เขากระโดดทีเดียวขึ้นไปยืนตรงขอบบ่อ ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบเชือกที่แขวนอยู่ข้างๆ …แต่ไม่ถึง

“ฮึบ… เฮ้ย!”

พอเอื้อมไม่ถึง เคอร์ฮาสก็พยายามยื้อตัวไปข้างหน้ามากขึ้น แต่อนิจจาดูเหมือนโชคจะไม่เข้าข้างเขา เท้าดันลื่นทำให้ร่างทั้งร่างคะมำไปข้างหน้าอย่างเสียทรงตัว มือพยายามไขว่คว้าเชือกเอาไว้แต่ทำไม่ได้ ร่วงผล็อยลงไปในบ่อแบบไม่มีโอกาสได้สั่งเสีย

เคอร์ฮาสร้องออกมาด้วยความตกใจ เสียงทุ้มห้าวสะท้อนก้องอยู่ภายในบ่อ แต่ก่อนที่ร่างของเขาจะได้ทันแตะผิวน้ำ เด็กหนุ่มได้สติ รีบชักทอนฟาอาวุธประจำกายออกมาใช้งาน เหวี่ยงปลายด้านหนึ่งใส่กำแพงหิน ชั่วพริบตาใบมีดงองุ้มผุดขึ้นบนผิวที่เรียบสนิทของทอนฟา เกี่ยวยึดกับกำแพงหินได้อย่างพอเหมาะ ร่างของเคอร์ฮาสรอดพ้นจากการจุ่มน้ำหวุดหวิด ลอยไปหากำแพงอิฐตามแรงโน้มถ่วง เด็กหนุ่มใช้เท้ายันเอาไว้เพื่อป้องกันการกระแทกที่ทำให้เจ็บตัวเปล่า

เคอร์ฮาสถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อตัวเองปลอดภัย แต่ไหนๆ ก็อุตส่าห์ลงมาลึกถึงขนาดนี้จะเมินเฉยต่อความกระหายน้ำของตัวเองก็ใช่เรื่อง เมื่อจิตใจสงบลง เขาก็กดหน้าลงไปหาผืนน้ำใสสะอาดเบื้องล่างเพื่อจะดื่มให้ชุ่มคอสักหน่อย

ทว่า… เงาที่สะท้อนอยู่ในผิวน้ำทำให้เด็กหนุ่มชะงัก รีบมองกลับหลังทันควัน แต่ก็ไม่พบสิ่งมีชีวิตอื่นใดที่คล้ายกับเงาใต้น้ำ เคอร์ฮาสเบือนหน้ากลับมาจ้องผิวน้ำอีกครั้งอย่างฉงนงงงวย

กระต่ายขาวหูยาวสาวแฉก หน้าตาเกลี้ยงเกลา ไร้หนวด ดวงตาสีเขียวมรกตกลมรีฉายแววมึนงง พอเคอร์ฮาสกะพริบตามันก็กะพริบตาม เคอร์ฮาสเอียงซ้ายมันก็เอียงตาม เคอร์ฮาสลองยกแขนข้างที่ไม่ได้จับเชือกขึ้นแตะใบหน้าตัวเอง มือปุ้มปุ้ยที่สะท้อนอยู่ในเงาน้ำก็ยกขึ้นลูบคลำใบหน้าตัวเองเช่นเดียวกัน

“เฮ้ย!” เด็กหนุ่มเบิกตาโพลง ตกใจภาพลักษณ์ของตัวเองที่เปลี่ยนไปจนเผลอปล่อยมือหลุดจากเชือก

ตูม!!

ตกน้ำทันที

แขนเล็กๆ แหวกหว่ายอยู่ในน้ำอย่างแตกตื่น ดำผุดดำว่ายอยู่หลายหนกว่าจะตั้งหลักได้ เด็กหนุ่มสำลักน้ำค่อกแค่กแสบรื้นไปทั้งจมูก แต่ก็อิ่มเช่นกันเพราะนาทีที่กำลังจะจมน้ำเขาดันกลืนเข้าไปหลายอึก… พออยู่ในน้ำ ร่างกายเย็นลง ทำให้ในหัวปอดโปร่ง มีสติพิจารณาสิ่งที่เกิดขึ้นรอบกายอย่างรอบคอบกว่าเดิม

บางที… โลกมันอาจไม่ได้เปลี่ยนไปแต่เป็นตัวเขาเองต่างหากที่เปลี่ยน แล้วทำไมล่ะ ทำไมจู่ๆ เด็กหนุ่มอย่างเขาถึงกลายร่างเป็นกระต่ายได้ เคอร์ฮาสครุ่นคิดไม่ตก ก่อนจะรู้ตัวพักเรื่องนั้นเอาไว้ก่อน ตอนนี้ต้องหาทางขึ้นจากบ่อนี่ให้ได้เป็นอันดับแรกเพราะขืนแช่นานกว่านี้คงไม่เป็นผลดีกับร่างกาย ว่าแล้วเคอร์ฮาสในร่างกระต่ายขาวก็ตะกรุยแขนสั้นๆ เข้าหาฝั่งอย่างทุลักทุเล

ลำบากกว่าตอนเป็นคนเยอะจริงๆ เคอร์ฮาสนึกในใจ

หมับ!

ในที่สุดเขาก็สามารถคว้ากำแพงหินได้ แต่พอจะดันตัวขึ้นปีนก็ลื่นตกลงมาเพราะตะไคร่น้ำที่เกาะอยู่ตามผิวหินกอปรกับข้อจำกัดของร่างใหม่ด้วย ทั้งมือและเท้าดูแปลกไปหมด เด็กหนุ่มไม่รู้ว่าศักยภาพของกระต่ายจริงๆ แล้วมีมากน้อยแค่ไหน

แต่นั่นก็ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะหยุดพยายาม คนอย่างเคอร์ฮาสยุวกษัตริย์แห่งโซลาเรียจะมาจบลงง่ายๆ ที่ก้นบ่อน้ำนี่ได้ยังไง เขาเงยหน้าขึ้นมองทอนฟาที่ห้อยอยู่สูงขึ้นไปไม่มากด้วยแววตากล้าแกร่ง ตั้งสมาธิแล้วเอื้อมมือไปจับร่องหินที่เกิดจากการนำหินก้อนเล็กๆ มาเรียงต่อกันของบ่อน้ำ ค่อยๆ ปีนขึ้นไปอย่างช้าๆ และมีสติในทุกย่างก้าวที่เคลื่อนไหว เพียงแค่จับทอนฟาได้เท่านั้นเขาก็จะสามารถขึ้นไปจากบ่อนี่ได้

ท่อนทอนฟาอยู่เหนือขึ้นไปเพียงนิดเดียว เคอร์ฮาสกัดฟันปีนกำแพงขึ้นไปอีกขั้นจนถึงระดับที่สามารถเอื้อมถึง เขาไม่รอช้า รีบโย้ตัวออกไปคว้าทอนฟาทันทีแต่คงใจร้อนมากไปทำให้ลืมไปว่าตนเป็นกระต่าย ลำตัวสั้นกว่าปกติ เท้าที่คิดว่าเกาะกับร่องต่อของหินอย่างแน่นหนาก็ดันลื่นอย่างไม่รักดี เคอร์ฮาสเสียหลัก หัวทิ่มตกลงไปในบ่น้ำอย่างน่าโมโห

“เฮ้ย!!!”

ตูม!!

“ปัดโธ่เว้ย! อีกนิดเดียวแท้ๆ” เขาสบถหัวฟัดหัวเหวี่ยง พ่นลมหายใจร้อนกรุ่นออกมาอย่างอยากจะระงับอารมณ์ไหว ระหว่างที่กำลังท้อแท้ใจอยู่นั่นเอง น้ำเสียงใสแจ้วก็ดังขึ้นที่ปากบ่อ

“อ๊ะ ดูสิ… มีกระต่ายตกอยู่ข้างล่างด้วย”

เด็กผู้หญิงผมหยักศกแบ่งรวบผมเป็นจุกสองข้างยาวคุมไหล่กำลังก้มหน้าลงมองบ่อน้ำด้วยท่าทางตื่นเต้น

“ไหนๆ”

ชั่วพริบตา ก็ปรากฏเงาใบหน้าของผู้คนล้อมรอบบ่อ ต่างจ้องมองลงมาที่บ่อน้ำอย่างตื่นเต้น ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังขึ้น

“รีบๆ ช่วยมันขึ้นมาเร็ว”

ทันใดนั้น ถังไม้ก็ถูกหย่อนลงมาใกล้ๆ เคอร์ฮาสไม่รอช้ารีบรับความช่วยเหลือนั้นเอาไว้ทันที ถึงไม้ค่อยๆ ถูกดึงขึ้นไปโดยมีกระต่ายขาวเกาะอยู่ด้วย

“พาขึ้นมาได้แล้ว”

เสียงคนดึงสายรอกตะโกนขึ้นด้วยความดีใจ ก่อนที่อีกคนจะปราดมือมาคว้าถังไม้ลงไปวางบนพื้น

ฟุบ…

ร่างกระต่ายทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาบนพื้นอย่างเหนื่อยอ่อน เคอร์ฮาสหายใจถี่รัว แผ่นอกยุบพองจนเห็นได้ชัดแต่ยังไม่ทันจะได้พักหายใจเงาศีรษะของมนุษย์หลายคนก็ทอดทับลงมาพร้อมกับประกายตาแปลกๆ ทำเอาเคอร์ฮาสถึงกับเย็นสันหลังวาบ มองตอบสายตาที่ชวนขนลุกของผู้คนที่ล้อมรอบกายเขาอย่างกลั้นหายใจ…

“กระต่ายเว้ย ถึงจะตัวเล็กไปหน่อยแต่ก็น่าอร่อยดี”

หนึ่งในนั้นรีบเช็ดน้ำลายอย่างกับคนที่หิวโหยไม่ได้ลิ้มรสเนื้อหวานๆ มานาน ทันใดนั้นหูกระต่ายก็ถูกรวบขึ้นไปหิ้วโดยใครบางคน

“ปะ พวกเรากลับไปกินปิ้งกระต่ายกันเถอะ วันนี้โชคเข้าข้างหาอาหารได้ไว ไม่ต้องเหนื่อย”

เกิดเสียงโห่ร้องชอบใจดังตอบรับก่อนขบวนแห่กระต่ายจะเดินออกไป เคอร์ฮาสเบิกตากว้าง รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี เริ่มดิ้นให้หลุดจากการจับกุม

“ปล่อยฉัน!”

“เฮ้ยๆ”

คนที่จับหูกระต่ายอุทานออกมาอย่างแตกตื่น ก่อนจะตั้งสติได้ยกกระต่ายขึ้นมาจ้องหน้า

“นี่แกพูดได้เหรอ”

“เกิดอะไรขึ้นหัวหน้า” สหายที่เดินตามหลังมาเอ่ยถามด้วยความสงสัยเมื่อจู่ๆ หัวหน้าของพวกมันก็หยุดเดิน

“ก็ไอ้เจ้ากระต่ายนี่น่ะสิ เมื่อกี้ฉันเหมือนได้ยินเสียงมันพูด”

“หืม…”

ทุกคนต่างชะโงกหน้ามาดูกันใหญ่ จ้องมองกระต่ายที่ถูกกล่าวหาว่าพูดได้นัยน์ตาลุกวาว

“จริงเหรอ แกพูดได้จริงๆ เหรอ” อีกคนยื่นหน้ามาส่องดูใกล้ๆ เคอร์ฮาสสบโอกาสเตะอุ้งเท้าเข้าที่ตาคนๆ นั้นทันที

“ก็ใช่น่ะสิ!”

“อ๊าก”

“เฮ้ย” หัวหน้าตกใจที่จู่ๆ กระต่ายที่ดูไร้พิษสงค์ก็เล่นงานคนของตัวเอง เกือบปล่อยมันหลุดมือไปได้แต่ดีที่ไหวตัวทัน รีบใช้มืออีกข้างรวบขามันเอาไว้

“เอาเชือกมา!”

“นี่ครับหัวหน้า”

“มัดมัน”

ลูกน้องคนเดิมรีบกุลีกุจอมัดเชือกเข้าที่ร่างกระต่ายโดยมีเพื่อนอีกคนคอยช่วยอย่างไม่ต้องให้หัวหน้าพูดซ้ำ พริบตาเดียวกระต่ายก็ถูกมัดเหมือนแหนม

เคอร์ฮาสร้องตะโกนโวยวายไปตลอดทางที่ถูกหิ้วหู… กระทั่งถึงหมู่บ้านเล็กๆ ที่ปลุกสร้างบ้านเรือนด้วยดินเผาและอิฐหินรวมกันไม่กี่หลังตั้งอยู่บนเนินผาสูง

กองไฟถูกก่อขึ้นทันที พวกมนุษย์ผูกกระต่ายเข้ากับไม้หีบ แล้วนำไปขางไฟทำเป็นกระต่ายรมควัน…

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย… เคอร์ฮาสดิ้นฮึดฮัดอยู่ท่ามกลางกองไฟอย่างกระสับกระส่าย กลุ่มควันทำให้เขาสำลักจนแสบจมูก กองฟืนค่อยๆ ติดไฟ ส่งไอร้อนขึ้นไปแผดเผาเนื้อกระต่ายทีละนิดทีละน้อย…

อึก!…

เสียงคลื่นซัดซาดกับแผ่นทรายที่อ่อนยวบสร้างความงุนงงให้กับเด็กหนุ่มเป็นอย่างมาก เสียงสายลมอื้ออึงลอยเข้ามาในหู ดวงตากลมเรียวกวาดมองไปรอบๆ ด้วยความฉงนฉงาย

“นี่เราอยู่ที่ไหน…”

เป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาในใจของกาแอล หนึ่งในเพื่อนร่วมทางของเคอร์ฮาส…

หลังจากสำรวจจนทั่วแล้วว่าไม่มีเงาของเพื่อนอีกสองคน กาแอลก็ตัดสินใจเดินหายเข้าไปในป่า พ้นผืนทรายคือแผ่นดินที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ กาแอลใช้มือกวาดยอดหญ้าออกระหว่างเดินผ่าน ก่อนจะชะงักกึกเมื่อเหลือบไปเห็นบางสิ่งที่เคลื่อนไหวยุบยับๆ อยู่ตรงหน้า

“นะนั่นมัน… สไลม์”

กาแอลเพ่งมองดูชัดๆ ก็รู้ว่าเป็นสไลม์มอนเตอร์ที่พบเห็นได้ทั่วไปในป่า มีรูปลักษณ์คล้ายเยลลี่ก้อนใหญ่แล้วหัวแหลม ไม่มีตา จมูก หรือปาก พวกมันมักอยู่กันเป็นกลุ่มในที่อับชื้น กินซากสัตว์หรือไม่ก็สัตว์ที่เคลื่อนไหวช้ากว่าเป็นอาหาร เช่นหอยทาก ด้วยวิธีการเคลื่อนตัวไปคลุมทับแล้วดูดกลืนเข้าไปอยู่ในตัวเพื่อย่อยสลายในเวลาอันสั้น

เพราะงั้นน้ำสไลม์จึงมีฤทธิ์เป็นกรด ถือเป็นวัตถุดิบพื้นฐานของพวกหมอหรือนักปรุงยา

  “ฉันไม่มีธุระอะไรกับแก”

กาแอลเดินเลี่ยงออกมาเพราะไม่อยากเสียเวลายุ่งกับสไลม์ และระวังตัวมากขึ้นเพราะการมีอยู่ของสไลม์บอกให้รู้ว่ายังมีมอนเตอร์ดุร้ายอื่นซ่อนอยู่ในป่า เนื่องจากสไลม์ถือเป็นผู้ย่อยสลายในห่วงโซ่อาหารของมอนเตอร์

ผ่านฝูงสไลม์มาได้แล้ว ก็ล่วงเข้าสู่ป่าโปร่งที่เงียบสงัด กาแอลเดินไปเรื่อยๆ ระหว่างนั้นก็ส่งเสียงเรียกเคอร์ฮาสกับเอเมซ่าเป็นระยะแต่ก็ไม่พบวี่แววของเพื่อนทั้งสอง…

เฮ้อ! พวกนายไปอยู่ที่ไหนกันนะ

กาแอลทอดถอนใจพลางลูบท้องตัวเองป้อยๆ …ชักรู้สึกหิวขึ้นมาแล้วสิ เด็กหนุ่มเหลือบมองหาอะไรที่พอจะนำมาทำเป็นอาหารได้ไปทั่วป่าก่อนจะได้กลิ่นหอมจางๆ ลอยมาแตะจมูก เหมือนกลิ่นเนื้อย่าง…

“เคอร์ฮาส! กาแอล! เฮ้… พวกนายอยู่ที่ไหนกัน ออกมานะ”

เอเมซ่าป้องปากตะโกนเรียกเพื่อนทั้งสองระหว่างเดินหลงอยู่ในป่า สิ่งเดียวที่จำได้คือเธอก้าวเข้ามาในกระจกตามหลังกาแอล แล้วก็มาโผล่อยู่ในป่าอย่างโดดเดี่ยว คราแรกเอเมซ่าคิดว่าโดนเพื่อนทั้งสองแกล้ง เกือบจะโกรธแล้วด้วยแต่พอผ่านไปสักพักก็นึกได้ว่า ประตูอาจจะสุ่มให้โผล่ในที่ที่แตกต่างกัน เอเมซ่าจึงสงบใจลงและออกตามหาเพื่อนอีกสองคนที่กระจัดกระจายเพื่อรวมกลุ่มกันอีกครั้ง

แต่ยังไงซะเป้าหมายที่เธอถูกส่งมาที่นี่ก็เพื่อกำราบมังกร เพราะงั้นเด็กสาวจึงไม่ลืมที่จะเตรียมพร้อมตลอดเวลาเพื่อรับมือกับมังกรที่อาจจะโผล่ออกมาตอนไหนก็ได้

ทว่าเดินมาตั้งไกลกลับไม่พบมังกรเลยสักตัว แม้แต่รอยเท้า… หรือร่องรอยตามต้นไม้ก็ไร้วี่แววของพวกมัน จนรู้สึกว่าที่นี่มันมีมังกรจริงๆ หรือเปล่า?

“อ๊ะ… กลิ่นนี่มัน”

เอเมซ่าทำจมูกฟุดฟิดๆ เมื่อได้กลิ่นหอมไหม้มาจากที่ไหนสักแห่ง พลันกลืนน้ำลายอย่างรู้สึกหิวขึ้นมาทันที รู้สึกตัวอีกทีในหัวก็มีแต่ภาพอาหารลอยเต็มไปหมด เดินตามกลิ่นชวนน้ำลายไหลนั่นไปอย่างแทบไม่รู้ตัว…

“หมู่บ้านนี่นา…”

กาแอลพึมพำในลำคอ เดินมาไม่ไกลมากนักจากจุดที่พบสไลม์ก็เป็นหมู่บ้านเล็กๆ บนเนินเขา ท่าทางจะเป็นพวกเผ่าพื้นเมือง… แต่เอ๊ะ เท่าที่ทราบนี่มันเป็นโลกของมังกรที่กษัตริย์ยูรีนาสเพิ่งสร้างขึ้นมาได้ไม่กี่ปีแล้วจะมีชาวพื้นเมืองอาศัยอยู่ได้ยังไง ประสาท!

กาแอลส่ายหน้าอย่างเหนื่อยหน่ายความคิดไม่เข้าท่าของตัวเอง ก่อนจะเมียนมองดูต้นทางและลักลอบเข้ามาภายในหมู่บ้านอย่างเงียบเชียบ แต่ก็ยังไม่หายสงสัยเกี่ยวกับกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้าน หรือว่าจะเป็นพวกคนที่ถูกส่งเข้ามาก่อนหน้านี้กันนะ ถ้าเป็นอย่างนั้นก็น่าจะคุยกันง่ายหน่อย

คิดดังนั้นกาแอลก็ออกจากที่ซ่อน เดินดุ่มๆ เข้าไปหาชายฉกรรจ์หนึ่งคนที่เดินผ่านสายตามาพอดี …แต่ว่ายิ่งเขาเข้ามาใกล้ก็ยิ่งรับรู้ได้ถึงความห่างของความสูงจากชายตรงหน้า ความผิดปกตินั่นทำให้กาแอลรีบถอยเข้าไปหลบอยู่หลังผนังบ้านหลังหนึ่ง ขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียด

…ไม่สิ! หรือว่านั่นจะเป็นหนึ่งในมอนเตอร์ประหลาดๆ ที่มีรูปร่างหน้าตาเหมือนมนุษย์

ระหว่างที่กาแอลกำลังสับสน บางอย่างก็คว้าหมับเข้าที่ต้นคอก่อนจะลอยขึ้นไปกลางอากาศ

“เฮ้ย!” เด็กหนุ่มร้องเสียงหลง เตะขากลางอากาศไปมาด้วยความแตกตื่น ก่อนที่เสียงมนุษย์ที่กำลังหิ้วหนังคอของเขาอยู่จะตะโกนออกมาเสียงลั่น ได้ยินกันทั้งหมู่บ้าน

“ดูสิ ฉันเจออะไรอยู่ตรงนี้ด้วย”

“แรคคูนหนิ!” ใครคนหนึ่งโผล่ออกมาจากในบ้านเลียปากราวกับว่ากำลังเห็นอาหารอันโอชะ “รีบๆ เอามันไปที่กองไฟสิ จะได้ย่างพร้อมเจ้ากระต่าย”

คนที่จับกาแอลอยู่พยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะเดินตรงไปที่กองไฟอย่างลิงโลด

“เฮ้ย! จะทำอะไรน่ะปล่อยนะ”

กาแอลดิ้นแรงๆ เสียงโวยวายของเขาทำให้มนุษย์คนนั้นผงะด้วยความตกใจ

“เฮ้ย นี่แกพูดได้เหรอ”

“ก็เออน่ะสิ ปล่อยสิวะ!”

“เหมือนหัวหน้าเองก็ได้ยินเสียงเจ้ากระต่ายนั่นพูดเหมือนกัน อะไรกัน ทำไมวันนี้เจอแต่ตัวแปลกๆ” ชายฉกรรจ์ยื่นหน้าเข้าไปส่องกาแอลชัดๆ อย่างค้นหาแต่ก็ไม่พบอะไรผิดสังเกต

“ก็แรคคูนปกติหนิ…”

“แกว่าใครเป็นแรคคูนห๊ะ!”

“เอ้านี่แกไม่รู้เหรอว่าตัวเองเป็นอะไร หน้าปุ้มๆ ตากลมๆ และหางพองๆ แบบนี้นี่แหละเรียกแรคคูน!” ว่าแล้วเขาก็เปลี่ยนจากจับหนังคอมาเป็นกำหางกาแอลแทน ศีรษะกาแอลกลับลงข้างล่างทันที เด็กหนุ่มหัวหมุนชั่วขณะร้องเหวออย่างเสียวท้อง ก่อนจะกะพริบตาปริบๆ เมื่อเหลือบเห็นหางตัวเองชัดๆ

เดี๋ยว! หางงั้นเหรอ…

แต่ยังไม่ทันจะเข้าใจอะไรดี ชายฉกรรจ์ก็จับเขามัดเข้ากับไม้จนแน่นเปี๊ยะ แล้วเอาไปขางไฟข้างๆ กระต่ายขาวที่ถูกจับมาก่อนหน้านี้

“อ๊ากร้อนๆ”

กาแอลร้องตะโกนโวยวายลั่น เหลือบมองกระต่ายขาวที่ถูกย่างไปก่อนหน้านี้ด้วยหัวที่เต้นไม่เป็นส่ำ… กะเกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่ เขาไม่ใช่แรคคูนจริงๆ สักหน่อยจะมาจับกันย่างกินแบบนี้ได้ยังไง

“เฮ้! ปล่อยฉันไปนะ พวกนายกำลังจะกินพวกเดียวกันรู้ไหม ฉันไม่ใช่แรคคูนเจ้าบ้าฉันเป็นคน ปล่อยเดี๋ยวนี้!”

“เมื่อกี้นายว่าไงนะ” เสียงกระต่ายที่อยู่ข้างๆ ดังขึ้น

“เฮ้ย!” กาแอลอุทานเสียงหลงเมื่อจู่ๆ กระต่ายก็พูดได้… แปลก ที่นี่แปลกเกินไปแล้ว!

“นายบอกไม่ใช่แรคคูน… ฉันหมายถึงนายเป็นมนุษย์ที่อยู่ในร่างสัตว์เหรอ”

กาแอลพยักหน้าอย่างไม่หายแตกตื่น กะพริบตาปริบๆ มองกระต่ายตรงหน้าอย่างแคลงใจ

“อย่าบอกนะว่านายก็… ไม่ใช่กระต่ายจริงๆ”

“อืม”

“นายเป็นมนุษย์!”

“ฉันเพิ่งเข้ามาที่นี่น่ะ แต่กลายเป็นกระต่ายได้ยังไงไม่แน่ใจเหมือนกัน”

เพิ่งเข้ามาที่นี่งั้นเหรอ… แรคคูนเบิกตากว้าง ละล่ำละลักออกมาเสียงหลง

“นะนี่อย่าบอกนะว่าเคอร์ฮาส! คนที่เข้ามาที่นี่ก็มีแค่พวกเราสามคนเท่านั้น”

“หืม… นายหรือว่าจะเป็นกาแอล… หรือเอเมซ่า?”

“อย่าเอาฉันไปเปรียบกับยัยผู้หญิงบ้าพลังนั่นสิ”

“งั้นก็กาแอล”

“ใช่น่ะสิ แล้วนี่เราจะทำยังไงกันดี ฉันไม่อยากกลายเป็นเนื้อย่างให้พวกนั้นหม่ำหรอกนะ”

“อา… ก่อนอื่นก็คงต้องแก้เชือกนี่ให้ได้”

เคอร์ฮาสพูดในสิ่งที่ใครก็ต้องรู้อยู่แล้ว

“ฉันรู้ แต่ว่าเราจะแก้เชือกนี่ยังไง ฮึบ… อั๊ก” กาแอลพยายามขยับข้อมือป้อมๆ ของตัวเองจนตัวเกร็งแต่ก็ทำอะไรไม่ได้ “เห็นไหมว่าฉันทำอะไรกับเชือกนี่ไม่ได้เลย ให้ตายสิ! ทำไมฉันถึงซวยแบบนี้นะ”

ระหว่างที่กาแอลกับเคอร์ฮาสกำลังคิดหาหนทาง ก็ได้ยินเสียงเอ๊ะอะดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ก่อนจะปรากฏเงาของชายฉกรรจ์สองคนที่กำลังช่วยกันจับแมวซนตัวหนึ่ง

“โอ๊ย! ข่วนข้าอีกแล้ว”

“เฮ้ จับแน่นๆ สิวะ”

“ชิ หยุดดิ้นนะโว้ยไม่งั้นข้าหักคอแกจริงๆ ด้วย” ชายฉกรรจ์ที่โดนข่วนชี้หน้าขู่แมวตัวนั้นด้วยสายตาเลือดเย็น

“อย่าน่า… หัวหน้าบอกว่าอยากกินแมวย่างสดๆ ถ้าแกทำมันตายก่อนหัวหน้าจะโกรธเอา ข้าไม่อยากซวยไปด้วย”

“เออๆ รู้แล้วน่า”

จากนั้นชายฉกรรจ์ทั้งสองก็ช่วยกันจับแมวเหมียวที่ดูยังไงก็น่าเอ็นดูมากกว่าน่าอร่อยมัดใส่ไม้แล้วนำมาขางไฟข้างๆ กระต่าย…

“กล้าดียังไงมาทำกับฉันแบบนี้ อย่าให้หลุดออกไปได้นะฉันจะเอาคืนให้สาสมเลย”

แมวขนสีขาวตะโกนโหวกเหวกอย่างหัวเสีย ก่อนจะจำกลิ่นหอมกรุ่นที่ล่อให้ตนเข้ามาติดกับได้ กลิ่นเนื้อย่าง… สายตาของแมวตวัดกลับมามองกระต่ายย่างไม้ข้างๆ ทันที ก่อนจะถลึงตาใส่เจ้ากระต่ายที่เอาแต่จ้องกลับมาตาไม่กะพริบราวกับว่ามันฟังภาษาของเธอรู้เรื่องอย่างงั้นล่ะ

“มองอะไร! ไม่เคยเห็นคนถูกย่างหรือไง”

“คน… หมอนั่นพูดว่าคนเหรอ” กาแอลที่มองอย่างสังเกตการณ์มาตลอดเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้น เพราะเท่ากับว่ามีเพื่อนร่วมชะตากรรมเพิ่มมาอีกหนึ่ง ดั่งสุภาษิตที่ว่าหนึ่งคนหัวหาย สองคนเพื่อนตาย สามคนสบาย…

“เฮ้ย… ตัวอะไรพูดได้ด้วย!” แมวนั่นร้องออกมาหน้าตาตื่น

“ฉันเป็นคน… ไม่ใช่ตัวอะไรอย่างที่เห็น”

“หา!” แมวทำหน้างง

“ว่าแต่เจ้าพวกนั้นมันวิปริตกันจริงๆ เนื้อกระต่ายกับแรคคูนก็พอรับได้แต่เนื้อแมวเนี่ย…” กาแอลเหลือบมองแมวย่างด้วยสายตาแหยงๆ

“นายว่าใครแมวห๊ะ!” แมวหน้าเหี้ยมตวาดกลับมา

“ดู้ดูๆ ยังไม่รู้ตัวอีก น่าสงสารจริ๊งๆ”

“เดี๋ยว… นายไม่รู้เหรอว่าตัวเองเป็นอะไร?” เคอร์อาสเอ่ยแทรกขึ้นมา

“หา! เป็นอะไร ก็เป็นคนเหมือนพวกที่จับฉันมัดใส่ไม้ย่างน่ะสิ”

เคอร์ฮาสชะงัก มองพิจารณาแมวตรงหน้าอย่างถ้วนถี่ก่อนจะสะดุดเข้าตรงแววตา… มันรู้สึกคุ้นเคยจนไม่น่าเชื่อ

“นาย… ไม่สิ! เธอหรือว่าจะเป็นเอเมซ่า…”

“…”

12736953_1037333522990985_1817216841_o