วิธีเรียนไปด้วยวาดไปด้วยยังไงให้ได้ดี(ไม่D)

bunnyingarden

(รูปที่เราวาดเดือนที่แล้วค่ะ ออริชื่อ Klemens Jose หนุ่มเภสัชนิสัยเหมือนกระต่าย—)

เกริ่นก่อนนะคะว่าเราเรียนอยู่ชั้นปี 1  เป็นเฟรชชี่ เพิ่งได้สัมผัสกับชีวิตมหาวิทยาลัยมาไม่นานและที่นำมาแบ่งปันนี้ก็เป็นข้อคิดเราได้รับมาจากชีวิตการเรียนค่ะ ตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ช่วงไฟนอลของเทอมที่สอง เกรดเทอมแรกไม่ถือว่าแย่ในระดับที่รับไม่ได้ คือ 3.17 (บอกๆไปเถอะไม่เสียหลาย) คือเรียนหกตัว B ไปสี่ตัว B+ อีกสองตัว

ว้าว นก นก นกเต็มใบเกรดไปหมดเลยยยย

ส่วนเทอมสองนี้เราก็ต้องมาลุ้นกันว่าสิ่งที่ทำไปเทอมนี้จะทำให้ผลการเรียนออกมาเป็นอย่างไร ทั้งวาดรูป ทำกิจกรรม นอนป่วย(?)  แปลบทความ ออกกำลังกาย ท่องคันจิ พรีเซนต์ เรียนในห้อง หรือกระทั่งหลับในห้อง เชื่อไหม ว่าเมื่อก่อนเราก็เรียนไม่ดีมาก่อน

ตัดภาพไปสมัยประถม เกรดอยู่กลางๆค่อนไปทางไม่ดี ในขณะที่คนอื่นได้ใบเซอร์ (ใบที่นักเรียนโรงเรียนเราจะได้เมื่อมีผลการเรียน 88% ขึ้นไป) ม.ต้นนี่ไม่ต้องพูดถึง นรกมาก ประมาณว่าเต็มร้อยได้หกสิบหก พอม.สามก็ฮึดอยากเข้าสายวิทย์-คณิตด้วยความอยากเป็นหมอ เพราะเห็นคนในครอบครัวเป็นเลยอยากเป็นบ้าง ก็สอบเข้าสายวิทย์-คณิตได้ เกรดม.ปลายก็ดีขึ้นเพราะได้เพื่อนดี ช่วยกันเรียน ช่วยกันทำกิจกรรม (มาอ่านบทความนี้แล้วอย่าหลงตัวเองนะพวกหล่อน) ขยันเรียนขึ้น แบ่งเวลาดีขึ้น เกรดทั้งหกเทอมเรียงได้ตามนี้เลยค่ะ 3.06 3.17 3.69 3.6 3.85 3.68 (แปะโดยไม่อาย) ซึ่งโดยส่วนตัวคิดว่าโรงเรียนอื่นอาจจะกดเกรดหรือเรียนยากมากกว่าโรงเรียนเราเยอะ เพราะฉะนั้นควรใช้วิจารณญาณในการอ่านบทความนี้นะคะ

ป.ล. ก่อนหน้านี้เราเพิ่งเข้ามหาวิทยาลัยมาแป๊บเดียวก็อยากจะลาออกไปทำอย่างอื่นเสียแล้ว… แต่ก็ได้เพื่อนสนิทนอกมหาวิทยาลัยช่วยตบเตือนสติด้วยเนื้อความประมาณว่า “คิดว่าเด็กที่เคยทำการบ้านส่งอาจารย์เพื่อคะแนนอย่างเดียวจะต่อสู้กับความกดดันของโลกวัยทำงานที่โหดร้ายได้เหรอ ค่อยๆหัดในมหาวิทยาลัยนี่ล่ะ”

โอ…กราบเบญจางคประดิษฐ์งามๆสามจบ

 คำเตือน : แต่ละคนมีวิธีการอ่านและเรียนหนังสือที่ต่างกัน สำหรับเราแต่ละวิชาก็ใช้วิธีเรียนที่ต่างกันไปด้วย เช่น คันจิเน้นไปท่องนอกห้อง ไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่นเน้นฟังอาจารย์ในห้อง  เพราะฉะนั้นประยุกต์ใช้กันตามแต่เห็นว่าเหมาะสมเลยจ้ะ

 

1. ตั้งใจเรียนในห้อง

เปิดมาข้อแรกก็เป็นประโยคที่พ่อแม่หลายคนพูดให้ฟังทุกวันก่อนออกจากบ้านไปโรงเรียนจนเบื่อ “ตั้งใจเรียนนะลูก” จนทำพวกเราแอบคิดนิดๆว่า มันยากใช่ไหมพ่อแม่เลยต้องเตือนทุกวันแบบนี้

แต่ แต่ แต่…

แต่มันเป็นเรื่องจริงค่ะคุณขา

วิธีนี้ใช้ได้ดีมากตั้งแต่เด็กจนปัจจุบัน(ซึ่งตอนเด็กไม่ได้ทำไง สมควร) หลังเข้ามหาวิทยาลัยมา เวลาเรียนแต่ละวิชาของเราเพิ่มขึ้น ซึ่งนั่นหมายความว่าเวลาทำอย่างอื่นจะน้อยลงไปด้วย แปลว่าอะไร? แปลว่าเวลาอ่านหนังสือนอกห้องเรียนของเราก็น้อยลงไปไงล่ะคะ ถ้าในห้องเลกเชอร์เรามัวแต่นั่งวาดรูป ฟังเพลง นอน ก็พลาดจุดสำคัญหลายจุดของเนื้อหาที่อาจารย์จะเอาไปออกสอบเลยค่ะ เทอมนี้เราลงเรียนอยู่วิชานึง เป็นวิชาที่เรียน 3 ชั่วโมงติดกัน โดยจะมีอาจารย์บรรยายตลอดเวลา 3 ชั่วโมง ซึ่งในชีทหรือหนังสือที่เราไปซื้อหรือซีรอกซ์มา ส่วนมากเขาจะจดเป็นพวกเนื้อหาสำคัญจากสไลด์ แต่มีน้อยมากที่จะจดที่อาจารย์พูด และปรากฏว่า…ที่อาจารย์พูดออกข้อสอบทั้งนั้นเลยจ้า สารภาพว่าเป็นวิชาที่หลับและเป็นลมบ่อยมาก(ไม่ใช่มุก เป็นลมจริงๆ เพราะอากาศร้อนมาก และแอร์เสีย) แต่โชคดีมีคาบนึงที่เราตื่นและร่างกายสุขสบายดี อาจารย์บรรยายหัวข้อที่ออกสอบเยอะ เราเลยโชคดีไป เย้

สำหรับเราวิธีนี้เหมาะสำหรับวิชาที่เน้นจำและทำความเข้าใจอย่างเช่น ไวยากรณ์ภาษาญี่ปุ่น ฟัง-พูดภาษาญี่ปุ่น(ที่จริงวิชานี้น่าจะเรียนรู้จากพวกอนิเมได้มากกว่า แต่ในอนิเมนั้นมักไม่ค่อยใช้ภาษาสุภาพ เราก็ต้องจำและทำความเข้าใจการพูดแบบสุภาพเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริงด้วย)

 

2. รับผิดชอบ

ดูเรียบๆเบสิกๆอีกแล้ว แต่เป็นเรื่องจริง ตอนช่วงมัธยมอาจจะไม่รู้สึกเท่าไรนัก แต่พอมหาวิทยาลัยเท่านั้นแหละคุณเอ๊ย คะแนนเก็บนี่เป็นเหมือนพระเจ้าสาดแสงส่องมาท่ามกลางดวงใจอันมืดหม่นของเหล่านิสิตนักศึกษา คะแนนสอบบางวิชาปาไปเกินกว่า 50% ของคะแนนรวมทั้งเทอมอีก นั่นแปลว่าถ้าเราได้คะแนนเก็บเยอะก็มีโอกาสได้คะแนนที่สูงขึ้นไปด้วย เราต้องรับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมาย ทั้งงานกลุ่ม งานเดี่ยว ควิซ เพื่อเก็บคะแนน และแน่นอนว่ากิจกรรมนอกเหนือจากการเรียนก็ด้วย สาเหตุที่ควรทำกิจกรรมนอกห้องเรียนนั้นอยู่ในข้อถัดไปนะจ๊ะ

ที่สำคัญคือ เราต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราเลือกไว้ในอดีต เราเป็นคนเลือกเอง ไม่มีใครบังคับให้เราเลือกเรียน พ่อแม่อาจจะกดดันให้เราเลือกคณะที่พวกท่านฝัน แต่คนที่กดเลือกสี่อันดับในแอดมิชชั่นหรือสอบตรงนั้น คือตัวเราเอง

ป.ล. ถ้าคิดว่าทำข้อสอบไม่ไหวก็ทำคะแนนเก็บไว้เยอะๆ เพลย์เซฟไว้ก่อน

 

3. อย่าคิดว่าเรียนเพื่อเกรด

เอ๊ะ นังคนนี้มันอะไร ทุกข้อที่เขียนผ่านมาก็เขียนเพื่อให้ได้เกรดดีๆทั้งนั้น ตอนนี้จะมาทำตัวโลกสวยเหรอ…

ใจเย็นก่อนค่ะคุณขา…

การเรียนในทุกชั้นปีมีสัจธรรมอยู่ว่า “ใครเรียน ใครทำ คนนั้นได้” ตอนเรียนอยู่ในโรงเรียน อาจารย์จะมีคะแนนเก็บมาเพื่อให้นักเรียนขยันทำการบ้านมากขึ้น แต่ในมหาวิทยาลัยนั้น อาจารย์สั่งการบ้านแต่อาจารย์อาจจะไม่ขอดูขอตรวจหลังจากที่สั่ง แต่ถ้าเราทำ เราก็ได้ความรู้ได้อะไรมา อย่าคิดว่าทำส่งอาจารย์ ให้คิดว่าทำเพื่อพัฒนาตัวเอง

การทำกิจกรรมก็เช่นกัน ตั้งแต่เราเข้ามหาวิทยาลัยมา รุ่นพี่บอกพวกเราเสมอว่า “การเรียนทำให้คนมีงานทำ กิจกรรมทำให้คนทำงานเป็น” ถ้าเรามีงานแต่ทำงานไม่เป็นก็ไม่ดี เพราะฉะนั้นเราควรทำทั้งสองอย่างควบคู่กันไปค่ะ การทำกิจกรรมจะทำให้เราได้ทั้งประสบการณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นประสานงานกับเพื่อนในและนอกคณะ หัดแบ่งเวลา วิเคราะห์งาน วิเคราะห์คนในกลุ่มว่าคนไหนเหมาะที่จะทำงานอะไร

การทำกิจกรรมนอกมหาวิทยาลัยก็นับเป็นการเรียนรู้เช่นกัน อย่างเราทำงานกับพี่มุ่ยก็ได้ฝึกอะไรเยอะ คิดว่าทำแล้วมองย้อนหลังกลับมาจะไม่เสียดายที่เราทำลงไปก็ทำเถอะค่ะ

 

4. แบ่งเวลาให้เป็น

อันนี้สำคัญมาก เราทำกิจกรรมอย่างอื่นนอกจากเรียนเยอะพอสมควร เชื่อว่าทุกคนก็อยากจะทำอย่างอื่นนอกจากเรียนบ้าง เพราะฉะนั้น แบ่งเวลาให้เป็นค่ะ เรียนคือเรียน เล่นคือเล่น Work hard, play harder!

ไม่ใช่ว่าเวลาเรียนแต่เอาโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น อาจารย์ก็พูดเนื้อหาวิชาไปถึงไหนก็ไม่รู้ แต่พอเพื่อนชวนไปคาราโอเกะดันเอาหนังสือไปอ่าน มันไม่ใช่ค่ะคู้ณณณ

เราแบ่งเวลาใน 1 วันของเราเป็นอย่างนี้ค่ะ

วันจันทร์-วันศุกร์ :  ตื่น อาบน้ำ กินข้าวกับเพื่อน เรียน เวลาพักก็ทำการบ้านที่อาจารย์สั่ง/หาคันจิ/อ่านเนื้อหาที่ยังจำไม่ได้หรือยังไม่เข้าใจ เลิกเรียน ออกกำลังกายวันเว้นวัน อาบน้ำ กินข้าวกับที่บ้าน(เวลายุ่งแค่ไหนก็อย่าลืมครอบครัวที่รักเราและเรารักนะคะ <3 )  ทำการบ้าน/งานนอกที่เหลือ วาดรูป อ่านหนังสือที่อยากอ่าน นอน

วันเสาร์-วันอาทิตย์ : ตื่นสายหน่อยก็ได้ กินข้าว อ่านหนังสือทำการบ้านและเคลียร์งานนอกให้เสร็จภายในวันเสาร์ วาดรูปหรือทำอะไรที่อยากทำ วันไหนที่รู้สึกว่าอาทิตย์นี้ออกกำลังกายน้อย ก็จะออกกำลังกายก่อนมื้อเย็นค่ะ

รุ่นน้องที่โรงเรียนเก่าหลายคนบอกว่า “พี่ไม่เหมือนพี่คนอื่นเลยเนอะ พี่คนอื่นเค้าเข้ามหา’ลัยแล้วไม่ค่อยว่างกัน พี่นี่ดูว่างตลอด”

…แต่ละคณะแต่ละชั้นปีแต่ละคนมันไม่เหมือนกันค่ะลูก ที่จริงเราอาจจะไม่ว่างแต่พยายามเคลียร์ทุกอย่างเพื่อให้ได้ทำสิ่งที่อยากทำเท่านั้นแหละ 5555

เราพยายามทำการบ้าน อ่านหนังสือให้เสร็จภายในวันธรรมดา วันเสาร์-อาทิตย์จะได้ทำอะไรที่อยากทำเช่น วาดรูป ดูหนัง เฮฮาปาจิงโกะ วิ้ว— ซึ่งตรงนี้ต้องขอบคุณเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งที่ช่วยเตือนสติเราตอนที่เราคุยไลน์กัน

“เค้าอ่านหนังสือวันเสาร์วันเดียว”

“สัปดาห์นึงมี 5 ปีกับอีก 2 ชั่วโมง แกควรใช้ 5 ปีนั่นให้เป็นประโยชน์ในการจัดการมันนะ”

….ได้ฟังคำสอนของท่านคราหนึ่ง ดุจได้ท่องอ่านตำราหมื่นแสน….

 

5. ดูแลสุขภาพ

ดูแลสุขภาพเกี่ยวอะไรกับการเรียนล่ะ?

เกี่ยวค่ะ เกี่ยวมากๆด้วย เพราะเราใช้ร่างกายในการเรียน ซึ่งเวลาที่เราป่วยนั้น(คือเราตอนที่กำลังเขียนบทความนี้นี่ล่ะ… ) สมองจะตื้อ ร่างกายจะไม่พร้อมรับอะไรทั้งนั้น แค่เดินไปตึกเรียนยังมึนหัวเลย นับประสาอะไรกับต้องนั่งฟังนั่งทำความเข้าใจบทเรียน

เพราะฉะนั้นกันไว้ดีกว่าแก้ค่ะ ดูแลสุขภาพให้ดี นอนให้พอ กินผักผลไม้ ดื่มน้ำเยอะๆ(อันนี้เป็นเคล็ดไม่ลับทำให้หน้าเด็กด้วยนะ—) ออกกำลังกาย ที่สำคัญคือต้องรู้จักประมาณตัวเอง สำหรับเราสัปดาห์หนึ่งเราต้องมีวันพักของเราอยู่วันนึง เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้พักผ่อน ช่วงที่เข้ามหาวิทยาลัยมาใหม่ๆเราป่วยบ่อยมาก เพราะดันคึกกับกิจกรรมมหาวิทยาลัยมากไปหน่อย เพื่อนชวนไปเที่ยวไหนก็ไป ร่างกายรับไม่ไหว แต่ใจมันอยากไป ป่วยรัวๆเลยจ้า…

 

6. คิดถึงความรู้สึกของเรา

อะไรคือจำความรู้สึกของเราล่ะ เกี่ยวอะไรกับการเรียน? คือตั้งเป็นหัวข้อเลยเขียนสั้นๆ เต็มๆคือ “คิดถึงความรู้สึกของเราก่อนที่จะได้มาอยู่ตรงจุดนี้”

จำได้ไหมคะ ว่าก่อนที่เราจะได้เข้าสายหรือคณะที่เรียนอยู่เราอยากเข้ามาเรียนมากขนาดไหน

จำได้ไหมคะ ว่าเราเสียน้ำตาไปเท่าไหร่กว่าจะได้เข้ามาเรียนอยู่ตรงนี้

อย่าให้น้ำตานั้นเสียไปเปล่าๆค่ะ ให้มันสร้างทางให้ชีวิตของเราไปข้างหน้า คิดถึงหยาดเหงื่อและน้ำตาจากความเครียดในตอนนั้นไว้ ระลึกไว้ว่าก่อนจะเข้ามาเราอยากเรียนขนาดไหน ทำไมเราเข้ามาตามที่เคยคิดเคยฝันไว้ได้แล้ว เราถึงไม่ตั้งใจทำต่อล่ะ?

เพราะการเรียนไม่ใช่แค่หน้าที่ แต่เป็นการรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราเลือกมาในอดีตด้วย

 

ปล.ในกรณีที่เข้าไปเรียนแล้วพบว่า มันไม่ใช่ และอยากซิ่ว ส่วนตัวคิดว่าชีวิตสั้นเกินกว่าจะทนทำอะไรที่ไม่ชอบค่ะ จะซิ่วหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับพวกคุณเท่านั้นค่ะ

 

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับชีวิตวัยเรียนวัยเล่นนะคะ