ก้าวแรก : กว่าจะได้ไปเรียนซัมเมอร์ที่ญี่ปุ่น

P1040253-1

ภาพถ่ายที่โอซาก้าจากที่เราไปเที่ยวปีที่แล้ว

“เพื่อน ๆ อ.มีโครงการน่าสนใจมาเสนอ เรียนซัมเมอร์ที่ญี่ปุ่น ค่าโครงการประมาณ 80,000 เยน ไปเรียนภาษาหนึ่งเดือน รายละเอียดลงโพสต์ในไลน์ไว้” K เลขาเจอร์ของพวกเรา (เจอร์=เมเจอร์=วิชาเอก ของเราคือเจอร์ภาษาญี่ปุ่น) เกริ่นไว้เท่านี้ แต่ดึงดูดความสนใจได้เยอะมาก

ก่อนจะเล่าต่อไปขออธิบายเรื่องโครงการก่อน โครงการนี้มีชื่อว่า GCA หรือ Global Campus Asia (ชื่อโครงการบอกเอเชียแต่มีรายชื่อนักเรียนคนฝรั่งเศสและออสเตรเลียด้วย พีค) เป็นโครงการที่จะให้นิสิตนักศึกษาที่สนใจได้เรียนภาษา และวัฒนธรรมประเพณีที่ญี่ปุ่นเป็นเวลาประมาณหนึ่งเดือน มีทริปไปนิคโกะ(สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติ) และจิบลิสตูดิโอด้วย แถมต้องทำวิจัยที่เราต้องคิดหัวข้อกันเองและลงพื้นที่ไปสำรวจและสัมภาษณ์คนญี่ปุ่นแท้ ๆ อีก เรียกได้ว่าคงได้ความรู้กลับมาแน่นปึ้ก พอบวกลบคูณหารด้วยสมองและไตที่งกเงินเป็นทุนเดิมแล้วนับว่าคุ้ม ตอนที่อ่านรายละเอียดโครงการก็คิดว่า ไปอยู่ต่างประเทศน่าจะฝึกตัวเองได้เยอะ พอไม่มีบ้านที่อาศัยอยู่ตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอยเราก็ต้องล้มลุกคลุกคลานเอาเองสินะ มีอยู่แค่สองทางเลือกคือ KILL or BE KILLED ในต่างแดนที่โหดร้าย (แกไปญี่ปุ่นไม่ได้เข้าร่วมฮังเกอร์เกม) ทำให้เราตัดสินใจโทรไปบอกที่บ้าน ที่บ้านก็อนุญาต (“ดี อยากไปก็ไป” จบ…)

คณะเรามีหลายเอก เราอยู่เอกภาษาญี่ปุ่น แล้วในเอกญี่ปุ่นก็จะแบ่งออกเป็นสองภาค คือ ภาคปกติที่เราอยู่ กับ ภาคเปหรือภาคพิเศษ หรือเรียกอีกอย่างว่าเอกภาษาญี่ปุ่นธุรกิจ ภาคปกกับภาคเปก็จะมีคณะกรรมการภาคละชุด แล้วไม่รู้ด้วยโชคชะตาหรือกรรมดีกรรมเลวอันใดที่ได้กระทำไว้ในอดีต ทำให้คนที่ตกลงใจเข้าร่วมโครงการนี้มี 4 คน ซึ่งเป็นคณะกรรมการภาคปกติของเจอร์แบบครบชุด อันประกอบไปด้วย ประธานเจอร์ เหรัญญิกเจอร์ เลขาเจอร์ และรองประธานเจอร์ผู้ต่ำต้อยด้อยค่าคนนี้(ต่ำสุดของห่วงโซ่อาหาร) เราเป็นคนช่วยประสานงานกับอาจารย์ เช่น ส่งข้อมูลพวกเราไปให้ นัดวันส่งข้อมูล ฯลฯ แต่ประเด็นคือ

อาจารย์ -“ภีส์มคะ ฝั่งนู้นเขาบอกมาว่าขอนัดวันสัมภาษณ์นิสิตทั้งสี่ที่จะเข้าร่วมโครงการด้วย กรอกไอดีสไกป์ของแต่ละคนส่งให้ด้วยนะคะ”

ห๊ะ!? อะไร! มีสัมภาษณ์! โอ้ พระพุทธ!

ภีส์ม – “อาจารย์คะ เขาจะไม่ตัดสิทธิ์ใช่ไหมคะ ถ้าเราตอบเขาไม่ดี…”

อาจารย์ – “ไม่หรอก มั้งคะ”

ภีส์ม – “…………………..”

ตามเวรตามกรรมละกันวะ

 

-วันสัมภาษณ์-

อาจารย์ที่แจ้งข่าวโครงการนี้กรุณาเปิดห้องสมุดของเอกให้พวกเราใช้รวมตัวกันเพื่อสัมภาษณ์ผ่านสไกป์ นัดหมายกันว่าฝ่ายคนญี่ปุ่นจะคอลสไกป์มาทางฝั่งเรา ซึ่งเกิดอาเพศอีกแล้วครับท่านผู้ชม เราใช้โน้ตบุคของประธานเจอร์เปิดสไกป์ และคอลไปคอลมายังไงก็ไม่ได้ยินเสียงของแต่ละฝั่งสักที จนผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็ใช้โทรศัพท์มือถือของใครสักคนคอลไปและได้ยินเสียงของกันและกันสักที อารมณ์ตอนนั้น dilemma มาก จะว่าโล่งใจที่ได้สัมภาษณ์ก็ใช่ กลัวโดนเขาตบผ่านคำพูดก็ถูกอีก

 

*หมายเหตุ การสัมภาษณ์ทั้งหมดเป็นภาษาญี่ปุ่น (แน่สิ) แต่พิมพ์เป็นไทยเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน*

*หมายเหตุ2 เนื้อหาการสัมภาษณ์เราเขียนเท่าที่จำได้*

 

ผู้สัมภาษณ์ – “สวัสดีค่ะ”

พวกเรา – “สวัสดีคร้าบ/ค่า”

ผู้สัมภาษณ์ – “ดิฉันชื่อ ยูกิมัตสึนะคะ วันนี้ก็ฝากตัวด้วยค่ะ”

พวกเรา – “ทางนี้ก็เช่นกันครับ/ค่ะ”

 

บอกฝากเนื้อฝากตัวแต่ในใจนี่นึกว่านางดึงวิญญาณเราออกไปทางเสียงตามสายแล้วด้วยซ้ำ แต่ไม่ได้ตื่นเต้นมากเท่าไร เราพยายามทำใจสบาย ๆ จะได้ไม่ลน (ปรากฏว่าลนกว่าตอนเกร็งอีก เวร)

 

ยูกิมัตสึซัง – “เริ่มสัมภาษณ์ที่ N ซังนะคะ แนะนำตัวเองหน่อยสิคะ”

N(ประธานเจอร์) – “ครับ ผมชื่อ……(บลา ๆ ๆ) “

ยูกิมัตสึซัง – “ถ้า N ซังมีเวลาว่างหนึ่งเดือนจะทำอะไรคะ?”

N – “อ่า….(ทำหน้างง ๆ หยุดคิดสักพักก่อนจะตอบ ) พักผ่อน ไปเที่ยวครับ” ที่จริงสัมภาษณ์เยอะกว่านี้แหละ แต่เราจำได้แค่นี้…

ยูกิมัตสึซัง – คำถามต่อไป…มหาวิทยาลัยที่ไทยจะมีเครื่องแบบนิสิตใช่ไหมคะ แต่ที่ญี่ปุ่นไม่มี N ซังคิดว่า เครื่องแบบนิสิตนักศึกษาจำเป็นต้องมีหรือไม่คะ

N – ………(ลืมไปแล้วว่านางตอบว่าอะไร…)

ยูกิมัตสึซัง – “ขอบคุณค่ะ ท่านต่อไป…ภีส์มซังนะคะ”

 

เฮ้ย! มันไล่ลำดับการสัมภาษณ์ตามตำแหน่งคณะกรรมการรึไง ประธานแล้วต่อด้วยรองประธาน(ที่ไร้ประโยชน์) ซู้ดดดด สูดลมหายใจเข้าให้ออกซิเจนเลี้ยงสมองให้ได้มากที่สุด เอาทุกอณูเลยก็ดี ตู้หูวว หัวใจรัวเพลงเมทัลอยู่รึไงก็ไม่รู้ ใจสั่นจนนึกว่าจะเกิดอาการ vt แต่ยังตายไม่ได้ ยังไม่ได้ไปเรียนเลยโว้ย!

 

ภีส์มลูเอง – “ค่ะ”

ยูกิมัตสึซัง – “แนะนำตัวเองหน่อยสิคะ”

ภีส์มลู – “ฉันชื่อ…. บลา ๆ ๆ ๆ เรียนภาษาญี่ปุ่นมาประมาณสองปีค่ะ”

ยูกิมัตสึซัง – “สองปีหรือคะ”

ภีส์มลู – “ค่ะ…” คือเพื่อนคนอื่นในภาคปกติร้อยละ 98 จะจบม.ปลายสายศิลป์ภาษาญี่ปุ่นมา อย่างน้อยก็ได้เรียนมาอย่างต่ำสามปี แต่เรานี่ล่ะหนึ่งในสายวิทย์ที่เบนมาเข้าคณะนี้ จนปัจจุบันยังคงโดนหลายคนถามว่าคิดยังไงเรียนสายวิทย์แล้วต่อคณะภาษา เอ่อ หนูเบื่อวิทย์ค่ะ เคมีที่เกรดเหมือนจะงามตอนม.ปลายมันไม่ได้ช่วยให้หนูรอดในคณะฟู้ดไซน์ที่อยากเข้าตอนแรกหรอก แง(ตัดภาพมาปัจจุบันมองบิลค่าทำฟันแล้วอยากซิ่วไปเรียนทันตะ… #ผิด)

ยูกิมัตสึซัง – “คิดว่าภาษาญี่ปุ่นยากตรงไหนคะแล้วพยายามเรียนส่วนนั้นยังไง?”

ภีส์มลู – “คันจิค่ะ ก็พยายามคัดพยายามท่องทุกวัน” เพื่อนทุกคนพร้อมใจกันส่งสายตาเหยียดหยาม(เวอร์)มาให้เรา ตอแหล!! อย่างหล่อนน่ะเรอะคัดทุกวัน! …เพื่อน ๆ ให้อภัยภีส์มด้วย ภีส์มผิดไปแล้ว สมควรถูกลงโทษ

ยูกิมัตสึซัง – “ถ้าภีส์มซังมีถูกล็อตเตอรี่ได้เงินรางวัลเยอะมาก ๆ ภีส์มซังจะนำเงินนั้นไปใช้ทำอะไรคะ?”

ภีส์มลู – “นำเงินนั้นไป…(บริจาคภาษาญี่ปุ่นนี่อะไรวะ!?/หันมองหน้าเพื่อนทุกคนที่กระซิบบอกว่า ใช้คำง่าย ๆ สิโว้ย) ให้เด็ก…(ด้อยโอกาสภาษาญี่ปุ่นมันอะไร!?) เด็กที่ไม่มีโอกาสค่ะ”

ดูตอบแบบนางงามเนอะ แต่ถ้าถูกล็อตเตอรี่เราก็คงทำแบบนั้น แบ่งส่วนหนึ่งไปให้ ปิดเทอมก่อนไปญี่ปุ่นนี้เราก็มีแพลนจะทำอาสาสมัคร ก็แหม เกิดมาทั้งทีทำเพื่อตัวเองแล้วทำให้คนอื่นได้ประโยชน์ด้วยสิ เราสบายใจเขาก็ได้ประโยชน์ไง เราป่วยมาเยอะเรารู้ว่ามันทรมานยังไงเขาก็ไม่ได้อยากป่วย ป่วยทีค่ารักษาไม่ใช่น้อย ๆ เลยอยากช่วยคนที่ลำบากเท่าที่ทำได้ แว

ยูกิมัตสึซัง – “ถ้าเกิดคุณพ่อคุณแม่ไม่ยอมให้แต่งงานกับคนที่รักจะทำยังไงคะ”

ภีส์มลู – “………”(สตั๊น)

 

ทุกคนทำหน้าเหวอมองหน้าเราสื่อด้วยสายตาประมาณว่า คำถามอะไร(วะ)!? 

 

ภีส์มลู – “ก็…คงพยายามทำให้ยอมรับแล้วก็อธิบายว่าชีวิตของเราเราจะเลือกเองค่ะ และคิดว่าพ่อแม่จะเข้าใจ…”

ยูกิมัตสึซัง – “อย่างนั้นหรือคะ…ขอบคุณค่ะ ท่านต่อไป K ซังค่ะ แนะนำตัวด้วยค่ะ”

K(เลขาเจอร์) – “ค่ะ ดิฉันชื่อ…..บลา ๆ ๆ”

ยูกิมัตสึซัง – “บางคนก็คัดค้านการมีสวนสัตว์ บอกว่าเป็นการกักขังไม่ให้สัตว์ได้ใช้ชีวิตตามปกติ บางคนก็บอกว่ามีก็ดีแล้ว K ซังคิดเห็นยังไงคะ?”

 

พวกเราทั้งสี่คนมองหน้ากันพร้อมสื่อสารกันทางสายตา ‘ทำไมคำถามมันแอดวานซ์ขึ้นเรื่อย ๆ แว้ะ!?’ นี่สัมภาษณ์ไปเรียนญี่ปุ่นหรือเป็นนายกนะแก!? แต่ K เก่งภาษาญี่ปุ่นมาก(ในสายตาของเด็กเกรดบีช้วนมีประจุบวกสองตัวอย่างเรา) เราเลยไม่รู้จะช่วยอะไรยังไง ได้แต่มองให้กำลังใจอย่างสงบ

 

K – “คิดว่า…มีก็ดีค่ะ จะได้รู้ว่าสัตว์ชนิดนั้น ๆ ตัวจริงเป็นยังไง ดีต่อการเรียนรู้ของเด็กด้วย”

ยูกิมัตสึซัง – “งั้นหรือคะ…งั้น ท่านสุดท้าย Kh ซังค่ะ กรุณาแนะนำตัวด้วยค่ะ”

 

Kh (เหรัญญิกเจอร์) – “ค่ะ ดิฉัน….บลา ๆ ๆ”

 

สัมภาษณ์ของKhเราจำได้แม่นมาก จำได้แทบทุกคำถาม คือมันพีคไง พีคยังไงเดี๋ยวอ่านไปจะรู้ค่ะ

 

ยูกิมัตสึซัง – “ช่วงนี้ดูข่าวอะไรบ้างไหมคะ?”

Kh – (หันมองรอบ ๆ หาตัวช่วย เรากระซิบบอก ข่าวสนามบินที่เบลเยี่ยมโดนระเบิดไงแก!) “ข่าวเบลเยียมโดนระเบิดค่ะ”

ยูกิมัตสึซัง – “เบลเยียมสินะคะ ถ้าKhซังอยู่ในเหตุการณ์จะช่วยผู้ประสบอุบัติเหตุไหมคะ ช่วยยังไง?”

Kh – (สตั๊นไปพักนึง)“ช่วยค่ะ” เราจำไม่ได้ว่า Kh ตอบว่าช่วยยังไง…

ยูกิมัตสึซัง – “ถ้าKhซังได้เป็นนายกรัฐมนตรี Khซังจะแก้ไขปัญหาอะไรเป็นอย่างแรกคะ?”

 

จุดนี้เสียงของยูกิมัตสึซังเหมือนระเบิดลงภายในจิตใจของนิสิตทั้งสี่คนที่นั่งอยู่ในห้องสมุดเอก ดูดกลืนทุกความคิดและสรรพสิ่งไปจนเกิดเป็นหลุมดำในสมองของทุกคน โอ้พระพุทธ! นี่พวกเราสัมภาษณ์ไปเป็นนายกกันจริง ๆ ใช่ไหม!? ไฟท์โตะ สู้เขา Kh!!

 

Kh – (อึกอักแต่ตอบลื่นกว่าเราเยอะ)“เศรษฐกิจ…ค่ะ”

 

ตอนนั้นสมองเราพังค่ะ พัง Khพูดอะไรก็จำไม่ค่อยได้ ที่จริงเธอพูดยาวกว่านี้มาก แต่เราฟังแล้วมันผ่านหูซ้ายทะลุหูขวา มีกี่ทวารก็ทะลุมันทุกทวาร…

 

ยูกิมัตสึซัง – “ค่ะ แล้วทางเราจะส่งผลการสัมภาษณ์ไปให้ทุกท่านนะคะ ขอบพระคุณค่ะ”

พวกเรา – ปั้นเสียงใสแล้วตอบ “ขอบพระคุณมากครับ/ค่า”

 

ตี๊อดึง กดวางคอลแล้ว

 

Kh – เวร! ฉันไม่ใช่คนดูข่าวอะแก๊ยยยย เขาจะว่ายังไงงงงงง

ภีส์มลู – แกทำดีแล้วเว้ย ทุกคนตอบลื่นหมดเลย เค้าดิ

N – นึกว่าถามแบบชิว ๆ ที่แท้ก็อยากรู้ว่าวันหยุดที่ได้จะไปขวนขวายหาความรู้อะไรเพิ่มมั้ยนี่เอง!

K – ทำไมภีส์มไม่เลือกตอบอะไรง่าย ๆ วะ

ภีส์มลู – ตอบง่าย ๆ อย่างอื่นก็เหมือนโกหกเขาอะเด้ยยยย แงงงงง เอ๊ะ แต่ที่บอกคัดคันจิทุกวันนั่นก็โกหกนี่หว่า…

 

…….

“ต้องรอด ไปกินข้าวเหอะ ค่อยว่ากัน”

……

ประมาณสามวันผ่านไป

ตอนนั้นเรากำลังออกกำลังกาย เปิดเพลง Hey mama – Nicky Minaj เต้นอยู่ เสียงอีเมล์เข้าเราก็เปิดดู

ผู้ส่ง : Gakushuin University

เหยดดดดดดด มันมาแล้วค่ะแม่ขา

“ทั้งสี่คนผ่านการสัมภาษณ์”

จุดนั้นกระโดดแล้วตะโกน เยส!!! ดัง ๆ เหมือนติช่ารอบไฟนอลวอล์ค กระโดดโลดเต้นด้วยความปลื้มจิตไปนาทีกว่า ๆ ถึงแคปหน้าจอส่งไปหาเพื่อนเพื่อแจ้งข่าวดี พวกเราผ่านล่ะแกร๊ยยยย อิชโชวนิอิโค่ววววว ไปด้วยกันนนน เย้ยยย ไม่ได้ดูว่าเพื่อนตอบอะไรเท่าไหร่ จำได้ว่าเพื่อนทั้งสามก็กรีดร้องดีใจเหมือนกัน นี่หันกลับไปเปิดเพลง Hey mama แล้วเต้นแบบสุดเหวี่ยงเมามันในอารมณ์ด้วยความดีใจและฮึกเหิม(เอาง่าย ๆ คือสติหลุด) หนูจะได้ไปเรียนญี่ปุ่นตั้งเดือนนึงค่ะทุกคนนนน

ในเวลานั้น เราไม่ได้รู้ตัวเลยว่ามีอุปสรรคอะไรขวางทางอยู่บ้าง ทั้งต้องแยกจากคนที่รักเราและเรารัก(เป็นคนติดเพื่อนและน้อง…) ไม่ได้กินอาหารไทยอร่อย(และถูก) การขอวีซ่าที่ดูยุ่งยาก ความแตกต่างทางวัฒนธรรม ที่สำคัญ อดกินแกงส้มชะอมไข่กุ้งของโปรดตั้งเดือนนึง!

แต่…No pain, no gain!

 

つづく—–

 

ป.ล. วันที่อัพนี่เงินเยนแข็งค่าทันที ประเทศญี่ปุ่นต้อนรับเราดีจริง ๆ …/sobs