บทความแปล:10 ความเชื่อผิดๆที่ฉุดรั้งคุณไว้จากการวาดรูปเก่งตอนที่ 1

 This article translate for education purpose.บทความนี้แปลเพื่อการศึกษา

 

การวาดรูปดูเหมือนจะเป็นกิจกรรมที่สนุก มันทำให้คุณสามารถแสดงไอเดียของคุณ เพื่อที่จะแสดงรูปร่างและสีต่อคนอื่น และทั้งหมดนี้ด้วยเครื่องมือง่ายๆ ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมคนหลายคนถึงฝันถึงการวาดรูป แต่โชคร้ายที่ว่า ทักษะนี้ดูยากหรือเป็นไปไม่ได้ในการได้มา ทำไมมันถึงยากกว่า ….เอาเป็นว่า ทำอาหารและเล่นหมากรุกละกัน

ในบทความนี้ เราอยากจะให้คุณรู้ว่าถึงแม้การวาดรูปจะยาก บางครั้งคุณทำให้มันยากขึ้นด้วยจิตใจจองคุณ สิ่งกีดขวางในใจคุณหยุดคุณจากการเรียนรู้และนำมาซึ่งความตื่นตระหนก ถ้าคุณเข้าใจมัน มันจะหายไปและคุณจะเป็นอิสระในการเรียนรู้

“ฉันวาดรูปไม่ได้” เป็นข้อความเล่นลิ้น โดยปกติ คนจะหมายถึง”ฉันไม่สามารถวาดอะไรที่ดูเหมือนจริงได้” แทนที่จะพยายามทำความเข้าใจอะไรที่ทำให้ภาพดูเหมือนจริง เขายอมแพ้ตั้งแต่ต้น เพราะว่า……เอาละ คุณจะวาดได้ หรือคุณวาดไม่ได้ ไม่มีทางอื่น

ความคิดเยี่ยงนั้นมาจากไหน เมื่อคุณเป็นเด็ก คุณวาดอย่างเยอะ และคุณสามารถทำได้ คุณไม่มีข้อกังขา อย่างน้อยก็เมื่อคุณเห็นว่ามีเด็กบางคนได้รับคำชื่นชมมากกว่าคุณ คุณเข้าใจว่าสำหรับการวาดรูปแล้วมันจะมีค่าต่อเมื่อมันเหมือนจริง แล้วภาพคุณไม่เหมือน ไม่ว่าคุณจะพยายามเท่าใด ดังนั้นคุณก็เลยได้ข้อสรุปว่า คุณวาดรูปไม่ได้

มันเหมือนกับคุณค่าของภาพวาดถูกปิดบังด้วยคำจำกัดความของคุณของกิจกรรมนี้ เหมือนกับที่คุณพูดว่าฉันทำอาหารไม่ได้ คุณหมายถึง ฉันทำอาหารได้ไม่ดี ฉันว่ายน้ำไม่ได้หรือฉันเล่นหมากรุกไม่ได้ โดยทักษะต่างๆมีระดับของความคล่องอยู่ อย่างแรก มีขอบระว่าง 0(ฉันทำไม่ได้)และ 1 (ฉันทำได้นิดหน่อย) และก็มีลำกับอื่นๆ ที่ยากขึ้นๆกว่าลำดับก่อนๆ ลองมาพูดดูว่า 10 เป็นขั้นที่สมบูรณ์ที่สุด มันยากที่จะเข้าถึงในเวลาที่เร็ว  คุณอาจจะตามมันได้ แต่ยิ่งคุณไปไกลเท่าไร ยิ่งช้าขึ้นเท่านั้น

น่าแปลกใจที่ ผู้คนส่วนมาก เห็นทักษะแค่สองทักษะก็คือ เลเวล 0  ฉันทำไม่ได้ และเลเวล 10 ฉันเทพมาก ถ้าคุณชอบภาพใครบางคน เขาสามารถวาดได้ และถ้าคุณไม่ชอบ เขาก็วาดไม่ได้ มันง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ และความเชื่อที่ง่ายเช่นนี้จะทำลายความฝันของคุณเกี่ยวกับการวาดภาพ คุณจะก้าวกระโดดไประหว่างเลเวล 0 ไปยังเลเวล 10 ได้อย่างไร

ความจริงก็คือ เหมือนกับการทำอาหาร มีความคล่องหลากหลายเลเวลในการวาดภาพ เลเวลศูนย์แทนคนที่ไม่สามารถวาดรูปได้เลย ไม่สามารถจับดินสอและวาดอะไรได้ คุณทำได้ไหม?ถ้าทำได้คุณก็อยู่เลเวล 1 อย่างน้อย จำไว้เลยว่าลิสต์นี้นั้นสร้างโดยผู้เขียนบล็อค และไม่ได้อยู่บนพื้นฐานการวิเคราะห์วิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ มันอาจจะต่างกันไปหน่อยสำหรับคุณ ขึ้นอยู่กับอะไรที่คุณต้องการจะประสบความสำเร็จ และอะไรที่คุณหมายถึง “ทักษะการวาดรูป”

  1. คุณสามารถจับดินสอแล้ววาดได้
  2. คุณสามารถวาดภาพเรขาคณิตง่ายๆได้แต่คุณไม่สามารถควบคุมมันได้ คุณสามารถลอกภาพจากรูปคนอื่นได้
  3. คุณสามารถวาดรูปทรงเรขาคณิตออกมาจากข้างใน
  4. คุณสามารถก็อปปี้สิ่งที่คุณเห็นอย่างแจ่มชัด ทั้ง outline ภาพ,ฟอร์ม,สี
  5. คุณรวบรวมเอา visual library ในหัวซึ่งมีภาพอ้างอิงต่างๆทำให้คุณวาดโดยไม่ต้องดูแบบ
  6. คุณวิเคราะห์โลกรอบตัว ทำให้คุณสามารถวาดสิ่งที่ไม่เคยเห็น เช่นมุมคนแปลกๆ
  7. คุณไม่ได้ใช้แค่ลายเส้นอย่างเดียว แต่คุณให้แสงเงาที่เหมือนจริงโดยไม่ต้องดูแบบ
  8. คุณสามารถวาดสิ่งที่ไม่เหมือนจริง แล้วทำให้มันดูจริงได้
  9. ภาพของคุณไม่แตกต่างจากภาพถ่ายเลยหรือไม่ก็ดีไปกว่านั้นคุณสร้างสไตล์ของตัวเองขึ้นมาที่ดีกว่าภาพเหมือน
  10. คุณวาดได้ทุกอย่างแม้กระทั่งสิ่งที่ไม่สมจริงคุณก็ทำให้สมจริงได้ ไม่มีอะไรที่คุณเรียนรู้ไม่ได้

อย่างที่เราพูดก่อนหน้านี้ ความห่างระหว่างเลเวลนั้นเติบโตแบบรวดเร็ว ดังนั้นมันหมายถึงทุกๆเลเวลใช้เวลาในการอัพเกีด นี่หมายถึงว่าในขั้นตอนแรกมันง่ายที่จะจัดการกว่าเลเวลหลังๆ และแน่นอนว่ามีมือใหม่ และมือใหม่ที่วาดคล่องมากกว่านักวาดระดับพระกาฬ ชัดเจนเลยว่า มีนักวาดระดับพระกาฬน้อยคนและมันไม่มีใครที่เก่งถึงเลเวล 10 แม้นักวาดระดับพระกาฬเองก็ตามยังคงไล่ล่าสถานะนั้นตลอดชีวิตของเขา

A: เวลา ; B: ระดับความคล่อง 

 

ทำไมเราถึง”บีบ”ระดับเหล่านี้ให้เป็นคู่ เพราะว่ามันง่ายกว่าที่จะบอกว่าคุณชอบภาพไหนจากภาพที่คุณไม่ชอบ เมื่อคุณเป็นมือใหม่ นั่นคือสิ่งที่คุณเห็น มันใช้ทักษะมากกว่าในการสังเกตุความแตกต่างระหว่างสไตล์และเห็นความผิดพลาดในภาพในภาพที่ดูเหมือนจะสวย ในฐานะมือใหม่ คุณไม่สามารถเห็นความแตกต่าง เพราะว่าคุณไม่รู้ว่าอะไรคือความผิดพลาดในการวาดภาพ ดังนั้น สิ่งที่ยังคงเหลือในการวาดภาพก็คือ “ฉันอยากวาดได้แบบนี้” (ระดับ 10) หรือ “แม้แต่ฉันก็วาดได้แบบนี้” (ระดับ 0 )

อย่างที่เราสังเกตุ สำหรับมือใหม่ มีความห่างระหว่างทักษะของพวกเขากับสิ่งที่เขาอยากจะทำมันได้ ในเวลาเดียวกัน เขาเห็นว่าผู้คนบางคนแค่ทำมันได้ คุณแค่พยายามที่จะขีดเขียนเส้นอะไรให้เป็นมนุษย์ก้าง และพวกเขาในเวลาเดียวกันวาดคนเหมือนจริง นี่เป็นไปได้อย่างไร

พรสววรค์เป็นความคิดที่อันตรายที่สุดมันทำให้คุณรู้สึกสิ้นหวังแต่แรก มันเป็นความเชื่อที่ถ้าคุณพยายามจะวาดแล้วไม่ได้รับคำชื่นชมจากผลของมันดังนั้นคุณไม่มีความสามารถและคุณวาดรูปได้ดีขึ้น แค่หยุดพยายาม

มันใส่ความหมายแปลกๆให้กับทุกๆคำที่พูดว่า “ฉันอยากจะวาดเหมือนคุณได้” มันเป็นแค่การระบายความเศร้าที่คุณไม่ได้เกิดมามีพรสวรรค์ มันยิ่งเด่นชัดขึ้นอีกเมื่อคุณเทียบกับความเศร้าของคนที่สูญเสียตาของเขาไป เพราะเขาไม่สามารถวาดรูปได้ คุณคิดว่าคุณเป็นเหมือนกันหรือเปล่า

ความสามารถพิเศษสามารถเห็นได้เป็นกลุ่มของลักษณะที่ทำให้คนนั้นมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการเรียนรู้  ศิลปินที่มีพรสววรค์สามารถเรียนรู้ระดับบางระดับได้เร็วกว่าคนอื่นๆ แต่พวกเขาไม่ได้มีความต้านทานต่อการเติบโต ส่วนมากจะติดอยู่ที่ระดับ 4 และติดอยู่นั้นเป็นคำพูดที่ดี พวกเขาไปยังระดับแรกอย่างไม่ต้องพยายามมากจนไม่ได้สังเกตุว่าเขาได้เรียนรู้อะไรบางอย่าง และพวกเขาหวังว่าจะเป็นแบบนี้จนถึงระดับ 10 

สังเกตุว่าระดับ 4 นั้นต้องการความแอคทีฟ “การรวบรวม” “การวิเคราะห์” มันไม่ได้”แค่เกิดขึ้น”อีกต่อไป ดังนั้นนักวาดต้องใส่ความพยายามลงไปตรงนี้ ดังนั้นนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมพรสวรรค์ถึงเป็นเรื่องที่เป็นอุปสรรค ถ้าคุณเรียนรู้อะไรอย่างแอคทีฟจากจุดเริ่มต้น มันเป็นเรื่องปกติที่คุณจะเรียนรู้ในสิ่งที่ยากขึ้น และยากขึ้นอีก แต่สำหรับคนที่มีพรสววรค์ เขาชนกำแพงหลังจากที่เรียนรู้มาได้อย่างราบรท่นโดยตลอด

ดังนั้น คนที่มีพรสวรรค์นั้นเริ่มต้นง่ายกว่า ใช่ แต่มันไม่ใช่ข้อได้เปรียบที่มากกว่าอย่างที่เราคิดกัน มันเหมือนกับเราได้คะแนนได้เปรียบ 5 คะแนน จาก คะแนนทั้งหมด 100 คะแนนในการที่เราจะดีขึ้น ถึงแม้ว่าคุณจะสรุปว่าคนๆนั้นเกิดขึ้นมาในระดับ 4  อย่าลืมว่า 4 ระดับแรกเป็นอะไรที่ง่ายต่อการเรียนรู้มาก มันไม่ยากที่จะไล่ตามพวกเขา ถ้าคุณยอมรับความจริงว่าคุณต้องเรียนรู้มัน มันก็จะไม่ให้อะไรคุณเลย

เมื่อคุณเห็นภาพวาดที่สวยวาดภายในระยะเวลานาทีเดียว มันไม่ได้หมายความว่าคนๆนั้นมีพรสววรรค์สิ่งที่คุณเห็นภายในระยะเวลาสองสามนาทีนั้นคือผลของการฝึกเป็นระยะเวลานาน ไม่ได้เกิดมาพร้อมกับความสามารถในการเรียนรู้ มีศิลปินมากมายในระดับ 3 ที่เขาไม่รู้ว่าเขานั้นมีความสามารถพิเศษ เพราะว่าเขาเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่ฝึกฝนทักษะของเขา สำหรับบางคนที่สังเกตุ ในจุดหนึ่งว่า การวาดภาพนั้นจะต้องเรียนรู้อย่างแอคทีฟ

ถ้าคุณหวังว่าทักษะในการวาดภาพจะมาหาคุณอย่างอัตโนมัติ เมื่อคุณวาดรูป มันจะไม่เกิดขึ้น แล้วคุณก็จะโทษว่าคุณไม่มีพรสวรรค์ แต่การวาดอะไรก็ตามมีน้อยสิ่งที่จะต้องทำกับเรียนรู้ที่จะวาด คุณสามารถวาดมือเป็น 100 มือและมันไม่ทำให้คุณดีขึ้นถ้าคุณไม่วิเคราะห์โครงสร้างของมือก่อน อย่าหวังว่าทักษะจะมาหาคุณอย่างปาฎิหารย์ เรียนรู้มันสิ

นี่เป็นผลต่อเนื่องของคำว่า”พรสวรรค์” เมื่อผู้เริ่มต้นวาดรูป พวกเขาไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมา เขาแค่คิดถึงบางอย่าง กดดินสอลงไปในกระดาษ และหวังว่ามันจะออกมาดี นี่เป็นเงื่อนไขที่สมบูรณ์ของเรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับการวาด เพราะว่าคุณไม่ได้ควบคุมผลลัพธ์ คุณแค่”หวังว่าจะดี”

ความจริงคือบางอย่างจะ”ออกมา”ต่อเมื่อมันฝังลึกลงไปในจิดใจ เหมือนกับการเดินหรือการพูด มันไม่ได้ต้องการการใส่ใจของเราเพราะว่าเราได้ใช้ความพยายามปริมาณมหาศาลในการเรียนรู้มันในอดีต ช่วงแรกๆของการฝึกวาดมันอาจจะเป็นสิ่งที่เราเรียนรู้มาแล้ว นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำไมมันง่ายสำหรับคนบางคน อย่างเช่นการจับดินสออาจจะมีพื้นฐานมาจากทักษะเดียวกันที่ต้องการในการจับช้อน

ยิ่งระดับสูงเท่าไรยิ่งปล่อยวางจากความเป็นจริงมากขึ้นเท่านั้น ทำไมคุณพยายามที่จะเรียนรู้ว่าแมวนั้นเป็นอย่างไร(ระดับ5) ในเมื่อคุณสามารถไปหาดูได้ ทำไมคุณวิเคราะห์ว่าหัวเข่ามนุษย์บิดอย่างไร(ระดับ 6) ในขณะที่งานคุณก็ออกมาโอเค ทักษะนั้นขึ้นอยู่กับการกระทำเหล่านี้ที่บางครั้งไม่มีโอกาสที่จะพัฒนา ดังนั้นจิตของคุณจึงไม่สามารถใช้มันเพื่อที่จะสร้างภาพเหมือนจริงให้”ออกมา”โดยไม่ต้องมีความช่วยเหลือจากคุณเลย

ศิลปินที่มีประสบการสูงนั้นมีทักษะหลากหลายทักษะฝังลงไปในหัวของเขา เขาวาดเงาของอนาโตมี่คนได้อย่างแม่นยำจากเริ่มต้น โดยไม่ต้องมีเส้นไกด์ใดๆ นั่นเป็นผลจากการฝึกปริมาณมาก มันก็เหมือนกับทักษะอื่นๆ ถ้าคุณฝึกอย่างยาวนานและฝึกหนักพอ โดยใช้เวลา มันจะเป็นอัตโนมัติสำหรับคุณ

มันเป็นเพียงแค่เวทมนตร์ถ้าคุณไม่เข้าใจมัน
ศิลปินระดับเริ่มต้นบางคนเห็นภาพวาดเหมือนกับอะไรที่”ออกมา” เพราะมันเป็นอย่างนั้น คุณเริ่มต้นเมื่อคุณเป็นเด็ก วาดในสิ่งต่างๆเพราะว่าคุณอยากจะวาด และคุณสังเกตุว่า ยิ่งคุณวาดมากเท่าไร ยิ่งวาดได้ดีมากขึ้นเท่านั้น

อย่างไรก็ตามในการใช้วิธีนี้ คุณอาจจะทำได้ถึงระดับ 4 เพราะว่าระดับต้นๆนั้นมีพื้นฐานมาจากพื้นฐานมือและทักษะทางจิต ที่ไม่สามารถที่จะเรียนรู้โดยไม่มีสติได้ ถ้าคุณมีความทรงจำชั้นยอด คุณอาจจะไปถึงระดับ 5 แต่นี่คือจุดที่คุณหยุด คุณไม่สามารถที่จะปรับความเป็นจริงถ้าคุณไม่พยายามที่จะเข้าใจมัน

คุณสามารถบอกได้ว่าศิลปินคนไหนเก่งกว่าศิลปินอีกคนหนึ่งจากความเป็นจริงข้อหนึ่งคือ คนหลังไม่ยึดติดกับเสก็ตซ์ที่แย่ๆทุกเสก็ตซ์เพราะว่าเขารู้ว่าเขาสามารถทำเอฟเฟคนั้นซ้ำๆกันหรือไม่ก็สามารถวาดในสิ่งที่ดีขึ้นในครั้งหน้า ศิลปินที่มีความสามารถวาดเยอะมาก และเวลาที่บางอย่างออกมาเหมือนจริง(โดยบังเอิญ ไม่ใช่โดยทักษะ) พวกเขาจะตกหลุมรักมัน เขาไม่รู้ว่าเขาวาดได้อย่างไร ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถที่จะทำซ้ำมันได้

สิ่งที่แย่ที่สุดนั่นก็คือ เมื่อคุณไม่มีความคิดว่าอะไรที่ทำให้รูปวาดของคุณดีขึ้นกว่าคนอื่น คุณไม่สามารถที่จะเรียนรู้จากสิ่งนี้ สำหรับนักวาดที่มีทักษะ มันไม่มีภาพวาดไหนเลยที่ออกมา มันเป็นเพียงแค่ความผิดพลาดที่สามารถแก้ได้ในครั้งต่อไป

อย่าเสียเวลาคิดว่าทำไมรูปไม่ออกมา พยายามทำมัน ฝึกฝน
ถ้ารูปของคุณออกมา หรือบางครั้งมันไม่ออกมันเป็นเวลาที่จะต้องเปลี่ยนมุมมอง หยุดรอจนกว่าจิตและมือของคุณจะวาดอะไรบางอย่างด้วยกันเพื่อคุณ นำภาพที่ออกมาดีและเปรียบเทียบกับภาพที่ออกมาไม่ดี อะไรที่แตกต่างกัน คุณสามารถเรียนรู้อะไรจากเรื่อยนี้ อะไรที่คุณสามารถใช้กับภาพถัดไป

และถ้ามันไม่ออกมา ถามตัวเองว่าทำไม อะไรที่ทำให้มันดูแย่ ทำไมคุณไม่ชอบมัน ถ้าคุณวาดหมาป่าและขาของมันดูยาวและเบี้ยว หาว่าขาของมันควรจะเป็นอย่างไร อย่าเชื่อในความทรงจำของคุณ ถ้าหากทักษะมือของคุณดี และหน้าที่คุณวาดมันออกมาแย่ มันอาจจะเป็นเพราะว่าคุณคิดว่ามันควรจะเป็นแบบนี้ หรือเปล่า คุณสามารถอธิบายมันจากความทรงจำโดยไม่ต้องวาดได้หรือไม่

จิตของคุณนั้นเรียนรู้ในการที่จะวาดด้วยตัวเองมาหลายปี และมันนำคุณมาสู่จุดนี้ ถ้าคุณอยากไปไกลว่านั้น คุณต้องฝึกฝน

นั่นไม่ใช้เหตุผลที่เราวาดรูปเหรอ ในขณะที่เราเป็นเด็ก เราวาดเพื่อความสนุกสนาน และเราค้นพบว่าแค่ภาพเขี่ยๆที่ดูดีนิดหน่อยก็มีพลังที่จะนำคำสรรเสริญเยินยออันหวานหูมาให้เราแล้ว และนั่นเป็นอะไรที่สำคัญต่อเรา แต่ถ้าคุณใช้พลังนี้แค่เหตุผลเดียวที่จะวาด เตรียมตัวเจ็บได้เลย คุณต้องการใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆต่อวันเพื่อฝึกทักษะเพียงแค่ต้องการทำให้คนอื่นพอใจงั้นหรือ

บางเวลาความภูมิใจของคุณถูกทำลายแค่ความคิดเห็นไม่กี่อัน

ความรู้สึกสนุกสนานที่คุณได้ทำมัน และความพึงพอใจที่คุณรู้สึกเมื่อคุณทำมันเสร็จ มันหายไปหมดเพราะว่าบางคนไม่ชอบมันเท่ากับที่คุณชอบ มันอาจจะดีกว่าถ้าคุณไม่แสดงงานของคุณต่อใครๆ แต่คุณก็ยังทำมัน หวังว่าจะมีความคิดเห็นที่ชอบมันที่จะทำให้วันของคุณนั้นพิเศษ

ความสนุกของการเรียนรู้ ความพึงพอใจที่ได้สร้างอะไรบางอย่าง มันเป็นสิ่งที่มีค่าในตัวของมัน ถึงแม้ว่าไม่มีใครเห็นผลนั้นก็ตาม มันเป็นธรรมชาติที่คุณต้องการแบ่งปันความพึงพอใจของคุณต่อคนอื่นๆ แต่เมื่อคุณมีมันเพียงอย่างเดียวในการเป็นแรงกระตุ้น ในจุดเริ่มต้นมันจะนำไปสู่ความตระหนก

เมื่อคุณเข้าใจความรู้สึกว่า “ฉันรู้ว่าฉันอยากวาดได้” ถามตัวเองอะไรคือเหตุผล ทำลิสต์ของแรงกระตุ้น และดูว่ามันคุ้มค่ากับความพยายามหรือเปล่า มันอาจจะไม่ง่ายที่จะวาดได้ดี และมันใช้เวลาที่คุณสามารถไปใช้ที่อื่นได้ ดังนั้นคุณอาจจะต้องตัดสินใจว่ามันเป็นสิ่งที่คุณต้องการหรือไม่ ถ้าการเป็นที่รัก เป็นที่หนึ่งของลิสต์ของคุณ โฟกัสในการสิ่งที่คุณทำอยู่ให้ดี การเป็นที่รักจะมาเองถ้าคุณทำมันดี

การวาดภาพในหลายๆวัฒนธรรมสร้างขึ้นเพื่อการเลียนแบบการเหมือนจริง มันเป็นที่ชัดเจนว่ายิ่งมันเหมือนเท่าไรยิ่งดี อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่การพัฒนาการถ่ายภาพ เราไม่เปรียบเทียบภาพวาดกับภาพเหมือนจริงอีกต่อไป แต่ในที่จริงกล้อง และเลนส์ และฮาร์ดแวร์ของมันสามารถจับเอาความเหมือนจริงได้ดีกว่าเราที่ใช้ตาและสมอง

ภาพที่ถ่ายจากกล้องนั้นมีความเหมือนจริงพอที่จะทำให้เราเชื่อว่านี่คือภาพจริง เราไม่ต้องสังเกตุว่าภาพเหล่านี้เป็นเพียงหนึ่งเดียวของสิ่งที่ทดแทนความจริง แม้แต่หนัง ทีมีภาพเคลื่อนไหวและเสียง ก็ไม่ได้เป็นภาพที่สมบูรณ์ ภาพถ่ายทำให้เราคิดว่าความเป็นจริงมีหน้าตาเป็นอย่างนี้

และเมื่อเรามองมันใกล้ๆ:

จุดอื่นๆก็คือคนนั้นมีความสามารถพิเศษในการจำเอารูปแบบต่างๆ เราไม่ต้องการความสมบูรณ์ 100% เหมือนจริงเพื่อที่จะระลึกถึงมัน ในความเป็นจริง ในภาพวาดที่เราเห็น เราใช้เส้น บางอย่างที่ไม่มีเลยในโลกแห่งความเป็นจริงของเรา ในภาพวาด ผืนของเงาที่สว่างและมืดใช้เพื่อที่จะสร้างภาพลวงตาของเงาและแสง ระยะของความเรียบง่ายที่เราสามารถใช้ได้นั้นกว้าง 

มีองค์ประกอบที่สามของการมองเห็น หลังจากที่มีเลนส์และฮาร์ดแวร์(สมอง) การรับรู้ รูปเดียวกันสามารถรับรู้ต่างกันโดยคนต่างกัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ ความทรงจำ หรือแม้แต่อารมณ์ของเขาในขณะนั้นการเปลี่ยนสีสามารถเปลี่ยนหัวข้อของภาพจากสนุกสนานเป็นโศกนาฏกรรม จากเรื่องที่มีความหวังไปจนถึงสิ้นหวังเมื่อคุณเปลี่ยน การไหลของเส้น คุณอาจจะสูญเสียความเป็นจริง แต่ได้อารมณ์มาแทน

พิจารณาสิ่งนี้ ทำไมเราต้องจำกัดตัวเราที่สไตล์เดียว โดยการก็อปปี้รูปถ่าย มีหลายทางที่จะอธิบายความเป็นจริงและคุณสามารถทำภาพวาดได้สมบูรณ์มากกว่าภาพถ่ายเพียงแค่ใส่การรับรู้ ทำไมต้องเครียดกับทุกงานที่แตกต่างกัน ในเมื่อเราสามารถใช้มันส่งข้อความผ่านทางภาพวาดของเราได้

ถ้าคุณดูภาพที่สไตล์ไลซ์และภาพเหมือนจริงข้างๆกัน คุณอาจจะคิดว่าอย่างหลังเป็นการพัฒนาแล้วของอย่างแรก พิจารณาสิ่งนี้ ภาพเหมือน 100% สามารถสร้างได้โดยก็อปปี้ทุกจุด ทุก pixel  คุณไม่ต้องการความสามารถ คุณแค่ต้องการเวลาและความถึก

เราสามารถเรียกคนๆนั้นว่าศิลปินได้หรือไม่ เขาได้สร้างอะไรหรือเปล่า แน่นอนว่าเขาได้ใส่ความพยายามลงไปในงานและมันอาจจะมีคุณค่าให้เคารพ แต่ในจุดนี้ คนที่ใช้โพสต์อิทโน็ตแปะทั้งตึกถือว่าเป็นศิลปินด้วยหรือไม่

งานสไตล์ไลซ์ ไม่ได้ง่ายกว่างานเหมือนจริง และไม่ใช่วิธีสร้างงานสำหรับคนขี้เกียจหรือไม่มีความสามารถ (ตราบที่คุณไม่ได้ก็อปปี้งานคนอื่น) ถ้าเป็นอย่างอื่น มันอาจจะยากกว่า มันเหมือนกับการสร้างความเหมือนจริงแบบใหม่ บางอย่างที่ไม่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของความเหมือน แต่เราสามารถรับรู้มันได้

แค่ทำให้ชัดเจนนะคะ มันไม่ได้หมายความว่าคุณไม่ต้องการเข้าใจความจริงในเวลาที่คุณวาดสไตล์ของคุณเอง สไตล์ต่างๆเป็นการปรับปรุงความเหมือนจริง และทุกๆสไตล์นั้นมีพื้นฐานมาจากกฏ ถ้าคุณโพสต์ภาพที่ “ออกมา” ดีในความคิดของคุณ แต่คนบางคนติมันเพราะมันไม่เหมือนจริง อย่าใช้คำว่ามันเป็นสไตล์ของฉัน ในการเป็นโล่ห์ คุณไม่ได้ตั้งใจให้มันเป็นแบบนั้นสักหน่อย อย่าหลอกตัวเอง

บทความอ้างอิง 

 https://design.tutsplus.com/articles/10-drawing-myths-that-block-your-progress–cms-23892