รีวิว:Real artist don’t starve by Jeff goins ศิลปิน ที่แท้จริงไซร้ไม่ไส้แห้ง

ซื้อมาเพราะหน้าปกล้วนๆเลยค่ะ ไม่ได้อ่านข้างในก่อนเลย

ก็ประทับใจมากจริงๆ เราซื้อแบบ audible และ แบบ kindle

มีพูดถึง ศิลปิน ประวัติแวนโก๊ะ

จริงๆแวนโก๊ะไม่ได้ใช้ชีวิตแบบจนๆอย่างที่หลายคนเข้าใจค่ะแต่เขามี patron คือพี่ชาย(น้อง?)ของเขาที่เป็นart dealer ชื่อ Thiel  และการที่งานเขาดังไปทั่วโลกหลังจากเขาเสียชีวิตก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เนื่องจากเขาได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม impressionism และ michaelangelo ก็จัดได้ว่ามีฐานะมาก รวมไปถึงพูดถึงตอนที่เขายังเป็นช่างฝึกงาน

คนเหล่านี้แตกต่างจากผู้อื่นยังไง ทำไมจึงเป็นศิลปินแล้วไม่ไส้แห้งในเล่มนี้มีบอก เขียนดีค่ะๆเหมาะกับนักวาด,นักเขียนการ์ตูน,อาชีพครีเอทีฟๆทุกแขนง ,นักเขียน หนังสือเน้นให้ทำงานศิลปะเป็น side ถ้าไม่มีใคร patron ก็ patron ตัวเอง เสร็จแล้วถ้ามันเวิร์คค่อยออกจากสิ่งที่ทำอยู่

ที่ชอบมากคือ ถ้าหากงานของเราไม่ได้รับการตอบรับ เขาบอกให้ลองเปลี่ยนที่อยู่,เปลี่ยนแนวการวาด,รูปแบบการทำงานศิลปะ เปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายไปเลย เป็นคำแนะนำที่ดีค่ะ

แล้วก็พูดถึง ศิลปิน จอห์น แลสเชเตอร์แห่ง pixar

ที่เคยโดนไล่ออกจากดิสนีย์มาก่อน เพราะ pitch โปรเจคให้ดิสนีย์แล้ว ดิสนีย์ไม่สนใจ

สุดท้ายไปทำงานกับลูคัสอาร์ท แล้วจอร์จ ลูคัส ตอนนั้นกำลังมีปัญหาเรื่องการหย่าร้าง
เลยพยายามนำทรัพย์สินที่มีออกขายเพื่อให้ได้เงินสดมากที่สุด (liquidation)โดยเฉพาะอย่างยิ่งดิวิชันที่จอห์นทำงานอยู่ขณะนั้นถูกมองว่าแปลก

จากนั้นดิวิชันนี้จึงถูกขายไปให้กับ “สตีฟ จ็อบ” จอห์นได้ pitch โปรเจคนี้กับ สตีฟ โดยต้องใช้ทุนในการทำ 300,000 เหรียญสหรัฐ ซึ่งสตีฟก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะเขาเคยลงทุนในเรื่องก่อนหน้านี้เยอะกว่านี้อีกแล้วไม่สำเร็จ ก็เลยตกลง เลยมาเป็น “ทอยสตอรี่” ในที่สุด

คำพูดจากหนังสือ Real artist don’t starve ที่เราชอบมากคือ ‘Starving artist make art for money,Thriving artist make money for making art’ ศิลปินไส้แห้งทำงานศิลปะเพื่อเงิน ศิลปินที่รุ่งทำเงินเพื่อให้ได้ทำงานศิลปะต่อไป แต่ว่าในหนังสือจะย้ำว่าการทำงานศิลปะแล้วไม่ได้เงิน หรือฟรี ก็ไม่ดีเช่นกัน การที่เราต้องหาเงินมาทุกวันนี้ เพื่อให้ได้ทำงานศิลปะอย่างใจอยาก โดยไม่ต้องมีคนมาบังคับแนวทางในการวาด
 
หรือในหนังสือเล่มนี้เรียกว่า เป็น patron ของตัวเองค่ะ ซึ่งการเป็น patron ของตัวเองนั้น ในที่สุดแล้วเราจะเป็นเจ้าของงานเอง และไม่มีอะไรทดแทนได้กับการได้ลิขสิทธิ์ ในผลงานตัวเอง 100% แต่เราต้องรู้ว่า ถ้ามีคนทำให้งานเราดีขึ้นได้ หรือต้องรู้ว่าเมื่อไรควรจะ sellout ให้ถูกจังหวะในชีวิต ถ้า sellout เร็วเกินไป มันก็จะทำให้เราอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบาก
ที่จำได้จากหนังสืออีกอย่างก็คือ การทำให้ตัวเราเองมีความสามารถหลากหลาย หรือในพอร์ทโฟลิโอ มีงานหลากหลาย ไม่ใช่แค่หลากหลายในแง่ของสไตล์นะคะ แต่เป็นรูปแบบของการทำงานศิลปะไปเลย เช่น Michaelangelo สนใจสถาปัตยกรรมเมื่อตอนอายุ 40 กว่าๆแล้ว และตอนหลัง เขาก็ได้ออกแบบโบสถ์ ในชีวิตของเขาทำงานศิลปะทั้งปั้น,วาด เป็นต้น
 
‘นักบินอวกาศ’ ใครๆก็เคยฝันอยากเป็นใช่ไหมคะ แต่มีคนพูดขำๆว่า คนที่ลงพื้นดวงจันทร์เป็นคนที่ 2 ใครจำได้บ้าง?ค่ะไม่มีใครจำได้ ทุกคนจำคนที่ลงพื้นดวงจันทร์เป็นคนที่ 1 ได้ แต่ใครจะรู้ว่า มีคนนึงที่ลงดวงจันทร์เป็นคนที่ 4 เป็นนักบินอวกาศที่เป็นศิลปิน เขาชื่อว่า อลัน
 
อลันนั้นลงเรียนศิลปะนอกเวลาไปด้วย ระหว่างที่เขาเรียนเป็นนักบินอวกาศ หลังจากนั้นเขาได้ไปทำงานนาซ่า เป็นนักบินอวกาศคนที่ 4 ที่ได้ลงพื้นผิวของดวงจันทร์ เขาได้นำเอาดินจากดวงจันทร์และรองเท้าบูทนักบินอวกาศ มาสร้างงานศิลปะของตัวเองค่ะ ก็คือการวาดรูปเกี่ยวกับอวกาศและดวงจันทร์
 
ซึ่งตอนนี้ เขาสามารถอยู่ได้จากงานศิลปะ โดยไม่ต้องเป็นนักบินอวกาศแล้ว ตอนที่เขาทำแรกๆก็มีคนบอกว่า โถ อลัน อยู่ใน midlife crisis แล้วสินะ (พวกค้นหาตัวเองตอนวัยกลางคน) เพื่อนๆของเขาก็คิดว่าเขาบ้าไปแล้วที่ออกจากงานที่ดีขนาดนี้ แต่อลันก็ยืนยันที่จะเป็นศิลปินค่ะ ทำให้เขาสามารถอยู่ได้และร่ำรวยจากงานศิลปะได้ในที่สุด