second

หางานด้านวาดภาพประกอบไม่ได้ทำยังไง?

56
SHARES

สวัสดีค่ะ สำหรับวันนี้ก็จะเป็นเรื่องหางานวาดภาพประกอบไม่ได้เลย ทำไงดี สำหรับน้องๆที่สนใจในงานวาดภาพประกอบนะคะ


motivational_3-wallpaper-1024x768

credit:http://wallpaperswide.com/
ก่อนอื่นนั้น น้องต้องดูก่อนว่า น้องมีความสามารถในการทำงานด้านนี้ขนาดไหน?อยากได้งานแบบไหน?อยากมี  lifestyle อย่างไร?อยากทำงานวาดแบบไหน?อยากได้ลูกค้าแบบไหน?และที่สำคัญมากก็คือ น้องมีเงินเก็บเท่าไร?

ถ้าถามพี่ว่าพี่มีเงินเก็บไหม ตอนออกจากงานประจำ พี่ไม่มีเงินเก็บเลยค่ะ มีแต่หนี้บัตรเครดิต ประมาณ 50,000 จริงๆหนี้ไม่เยอะ แต่จะบอกว่าที่ตกหลุมพรางของหนี้ เนื่องจากชีวิตของมนุษย์เงินเดือนนี่ใช้เงินหมดทุกเดือน ไม่มีเงินเก็บ ใช้บัตรเครดิตไม่เป็น ซึ่ง คิดว่าเด็กรุ่นใหม่ๆหลายคน น่าจะ มีสภาพทางการเงินดีกว่าพี่ตอนนั้นค่ะ

ที่พี่เป็นแบบนั้นเนื่องจากชะล่าใจเกินไป และใช้บัตรเครดิตไม่เป็นจริงๆ ซึ่งพี่คิดว่าน้องๆจบใหม่เป็นแบบพี่กันเยอะ ที่พี่อยากได้บัตรเครดิตเนื่องจากเอาไว้ซื้อสินค้าออนไลน์ค่ะ แล้วก็เอาไว้ add paypal (จริงๆแล้วบัตร K-webshopping card,Befirst ก็สามารถใช้ได้เหมือนกันค่ะ)

ที่เป็นหนี้ เนื่องจากสมัยก่อน เอาบัตรไปรูดโดยไม่ดูว่านั่นมันผ่อน 0% หรือเปล่า รู้แต่ว่ารูดได้ก็รูดไป พอตกอยู่ในสภาพนี้คือ เงินได้รายได้จากการวาดมา ก็จ่ายให้กับดอกเบี้ยบัตรหมด  ไม่เคยดูตรง  interest rate (ดอกเบี้ย) ไม่รู้มันแปลว่าอะไร เรียกว่า ถ้าเปรียบเทียบสุขภาพกายกับสุขภาพทางการเงินตอนนั้นก็อาจจะเป็นแบบประเภทโดนมีดบาดเลือดไหลย้อยแล้วแผลเกือบฉีกออกมาแล้วถึงได้รู้ตัว ซึ่งตอนนั้นแก้ไขสถานการณ์ด้วยการศึกษาหนังสือเกี่ยวกับการเงินหลายๆเล่มพร้อมกัน และก็ปลดหนี้ทั้งหมดได้ในเวลาไม่นานมาก รวมถึงมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดกว่าตอนที่ยังไม่ได้ศึกษาการเงิน

ทั้งนี้การที่พี่เป็นฟรีแลนซ์นั้น ก็คงต้องบอกว่าครอบครัวมีส่วนมากจริงๆ นั่นก็คือ ทั้งพ่อแม่พี่น้อง ล้วนไม่อยากให้พี่กลับไปทำงานประจำก่อนทั้งนั้น และถ้าถามพี่ว่า พี่อยากกลับไปทำงานประจำไหม เคยคิดค่ะ ตอนนั้นไปเปิดเจอบริษัทเกมที่พัทยารับสมัครงาน มีหอให้อยู่ก็เกือบไปแล้ว ส่งลิงค์พอร์ทไปให้ที่นั่นดูแต่ไม่ได้รับการติดต่อกลับใดๆ(โชคดีมากๆที่ไม่กลับไปทำงานประจำอีก เพราะคงตั้งตัวไม่ได้แน่)

เพราะฉะนั้นน้องต้องดูด้วยว่าครอบครัวน้องเป็นยังไง?สำหรับพี่ การที่พี่มาทำฟรีแลนซ์นี่ ไม่ได้จงใจจะมาทำตั้งแต่แรกนะคะ แต่เนื่องด้วยมีปัญหาด้านสุขภาพบางอย่าง พี่จึงต้องเลือกทำงานที่มีตารางเวลายืดหยุ่น ไม่ทำงานที่ต้องทำหามรุ่งหามค่ำเหมือนก่อนอีก

ซึ่งพี่เตือนน้องๆที่ชอบทำงานหนักๆ ทำเช้า เย็น ทำฟรีแลนซ์นอกเวลาอีก สรุปคือ ทำงานตลอดเวลา หรือเป็นประเภทบ้างาน ระวังสุขภาพน้องดีๆ พี่ถือว่าเตือนนะ สุขภาพเป็นสิ่งที่สำคัญค่ะ น้องจะได้อยู่ไปนานๆ ไม่ใช่ทำงานหนักจนร่างกายเจ๊ง โอเวอร์โหลดตอนแก่ อันนี้นี่พี่เรียนรู้ด้วยประสบการณ์ตัวเองเลย ว่าไม่ควรทำงานหนักไปจริงค่ะ ทำงานได้ก็หาหมอหมดอีก ตอนนี้พยายามรักษาสุขภาพให้ดีขึ้นมากๆ แต่จริงๆแล้วพี่ก็โชคดีส่วนหนึ่งที่ครอบครัวไม่ได้กดดันให้ไปทำงานประจำอีกเลย อยากให้ใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อยๆ ซึ่งณ.จุดนี้คือโอเคมาก

กลับมาดูที่หัวข้อของเรื่องนั่นก็คือ ถ้าน้องหางานวาดภาพประกอบไม่ได้เลย ทั้งงานประจำ และงานพาร์ทไทม์ หรืองานวาดภาพประกอบอื่นๆ สิ่งที่น้องต้องทำ ไม่ใช่ไปตระเวนหางานเพิ่มเติมนะคะ แต่ควรจะเป็นการสร้างฐานลูกค้าหรือ  สร้าง fanbase  ให้กับตัวเองมากกว่าการหางานจนกว่าจะได้ เนื่องจาก ยิ่งน้องหางานมากเท่าไร มันเป็นการที่เราต้องพึ่งพางานจากที่อื่นๆ ซึ่งมันไม่มั่นคงค่ะ น้องควรจะสร้างงานได้ด้วยตัวเอง ถ้าถามว่า สร้างยังไงนี่ค่อนข้างยาวค่ะ จะเพิ่มเติมให้ในคอร์สออนไลน์ self promotion and portfolio making ค่ะ แต่ขอพูดโดยรวมๆที่นี่ก่อน

ก่อนอื่น น้องกำหนดรายได้เลยค่ะ ว่าอยากได้เท่าไรต่อเดือน?

เพราะถ้าน้องไม่กำหนดเป้าหมายในการทำงาน มันยากที่น้องจะได้เท่านั้นจริงๆเนื่องจากน้องมักจะขาดแรงจูงใจในการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย ทำให้ชิลล์ไปเรื่อยๆจนสิ้นเดือน แล้วพบว่าต้องกินแกลบแทนข้าวเดือนหน้า ในตอนนี้น้องควรกำหนดเป้าหมายรายได้ที่เท่าๆกับมนุษย์เงินเดือนในสายอาชีพใกล้ๆกับที่น้องทำก่อนค่ะ แล้วน้องก็ควรจะทำงานพาร์ทไทม์ ที่อาจจะเกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับงานวาดก็ได้

ถ้าเป็นน้องที่เรียนอยู่มัธยม หรือมหาวิทยาลัยแล้ว แต่มีลายเส้นดี เราอาจจะไปขอเป็น intern หรือฝึกงานกับนักเขียนการ์ตูนที่มีชื่อแล้ว อาจจะทำงานแลกกับการที่ให้นักเขียนหรือนักวาดคนนั้นสอนงานน้อง เนื่องจาก โดยมากแล้วนักเขียนการ์ตูนหรือศิลปิน ก็อยากจะได้ลูกศิษย์หรืออยากได้นักศึกษาฝึกงานมาช่วยอยู่แล้ว เนื่องจากน้องๆเหล่านี้ไฟแรงและอยากจะทำงานให้ไปได้ไกลๆในสายอาชีพ เพราะฉะนั้นการฝึกงานกับนักเขียนการ์ตูนมืออาชีพก็จะช่วยในจุดนี้ค่ะ

สำหรับพี่ก็มีเหมือนกันตัวเลขที่อยากได้ต่อเดือน พี่เขียนลงไปในสมุดค่ะ แล้วก็ได้สิ่งที่อยากได้ในที่สุดแม้จะไม่ทุกเดือนแต่ก็ทำให้เดินอย่างมีเป้าหมายมาก แต่การที่น้องตั้งเป้าหมายเรื่องรายได้ น้องต้องทั้งให้เหมาะสมกับสถานภาพขณะนั้นของน้องด้วย เช่น ตอนนี้น้องอายุ 25 น้องอาจจะตั้งเป้าได้รายได้ 100,000 บาท/เดือนในอายุ 35 พี่อายุ 32 พี่คิดว่า การทำงานให้ได้เงิน 100,000 ไม่ยากเลยค่ะพูดจริงๆ เงิน100,000 หาง่ายกว่า เงิน passive income 100,000 บาทค่ะ นั่นก็คือ รายได้ที่น้องไม่ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อแลกเงิน

ซึ่งในโลกนี้การทำรายได้  passive ไม่ใช่การทำธุรกิจเครือข่ายหรือลงทุนในหุ้นเสมอไป พี่ย้ำแล้วหลาย entry ค่ะ แต่ถ้าน้องดูวิทยากรบางคน หรืออ่านหนังสือตามแผงที่คนทำธุรกิจเครือข่ายเขียน(ซึ่งบอกว่ามีหลายเล่มมาก แต่บางเล่มแค่ไม่เปิดเผยตัวว่าเป็นธุรกิจเครือข่าย)น้องจะได้แนวคิดอะไรบางอย่างมาจากหนังสือ ซึ่งมันสำคัญกว่าข้อเท็จจริงที่ว่านักเขียนคนนั้นเป็นนักธุรกิจเครือข่ายค่ะ ซึ่งมันสามารถนำไปประยุกต์กับการทำธุรกิจได้หลายๆชนิด

ซึ่งการที่พี่เคยเข้าไปทำสักพักบอกว่ารู้เลยค่ะ เหมือนคนมีเซนส์ เห็นผีได้ นั่นก็คือ อันนี้เรามีตาที่แสกนปุ๊บรู้เลยว่าเล่มไหนบ้างคนเขียนทำธุรกิจประเภทนั้น

แต่พี่จะบอกว่า…มันไม่ได้มีแค่เส้นทางนั้นอย่างเดียวค่ะ คนแต่ละคน ก็ย่อมมีเส้นทางที่แตกต่างกันไป  แต่หนังสือพวกนั้นที่นักธุรกิจเครือข่ายเขียน มีหลายๆเล่มเขียนได้ดีนะคะ ถ้าตัดเรื่องที่ชอบไปผูกบ้านในฝันกับรถในฝันไปกับอาชีพที่เราทำ โดยการที่เอาความสุขของเรา หรือเป้าหมายของเราไปมัดกับวัตถุแบบนั้น น้องจะไม่สามารถเติมเต็มความต้องการของน้องด้วยวัตถุได้เลยค่ะ

สิ่งที่น้องควรเลือก คือเส้นทางที่มันเหมาะกับตัวน้องที่สุดเท่านั้นเองค่ะ  ซึ่งถ้าน้องมาอ่านเว็บพี่แล้ว หรือติดตามพี่ หรือเป็นนักเรียนพี่ที่กำลังอ่านอยู่ พี่คิดว่าช่วงชีวิตหนึ่งน้องจะเคยเจอคนชวนทำธุรกิจพวกนี้ครั้งนึงในชีวิต บางคนก็ลงไปทำ บางคนไม่ลง บางคนก็รำคาญ ซึ่งพี่คิดว่ากรณีนี้ ถ้าน้องไม่ชอบในสิ่งที่เพื่อนทำ น้องอาจจะหาวิธีที่จะพูดกับเพื่อน ว่าน้องจะไม่ทำนะ น้องมีเส้นทางของตัวเอง แต่พูดดีๆกับเพื่อนค่ะ เพราะเพื่อนน้องหลายๆคนก็มักจะหลงทางในสิ่งที่เขาไม่รู้ว่ามันจะใ่ช่สิ่งที่เขาต้องการหรือเปล่า?พี่คิดว่าคนเหล่านี้น่าสงสาร ตอนพี่ทำพี่ยังสงสารตัวเองเลยค่ะ รู้เลยว่า การที่ถูกคนเกลียดประมาณแมลงสาบให้ความรู้สึกอย่างไร และพี่จะทำความรู้สึกนั้นไปจนตายเลยค่ะ

เพื่อนน้อง เขาแค่อยากรู้ว่างานนั้นมันตอบโจทย์ชีวิตของเขาได้ไหม?ซึ่งพอเขาหลงเข้าไปแล้ว บางคนก็ใช้เวลานานกว่าจะกลับลำ บางคนก็กลับลำออกมาทัน บางคนอาจจะไปไกลกว่านั้นลงไปเยอะแล้ว แล้วกลับลำ บางคนไม่กลับลำแล้วก็สำเร็จในด้านนั้นไป แล้วก็ไปอยู่อีกเส้นทาง มันเป็นเส้นทางที่ไม่มีการหวนกลับแล้วค่ะ

เนื่องจากน้องไปอยู่อีกวงการหนึ่งแล้ว ความฝันของน้องส่วนมาก อาจจะเป็นเรื่องรถ เรื่องบ้านเหมือนคนอื่นๆที่ทำธุรกิจประเภทนี้ ซึ่งส่วนมากธุรกิจพวกนี้มักจะมีสิ่งจูงใจเช่น “อิสรภาพทางการเงิน”,”บ้านหรู”,”รถหรู” ,ทำเสร็จเป็นมรดกลูกหลาน ซึ่งเป็นความใฝ่ฝันของหลายๆคนค่ะ

ซึ่งเราก็ติดกับดักจากคำว่า อิสรภาพทางการเงินนั่นเอง มันเป็นความฝันที่ใครๆก็อยากมี เราคิดว่าเรามีอิสรภาพทางการเงินในวันหนึ่ง เราจะได้มีเวลาทำในสิ่งที่ชอบ โดยลืมนึกไปว่า เรามีทางเลือกที่ได้มีทั้งอิสรภาพ,ทำสิ่งที่ชอบ,มีความสุข,ได้เงินด้วยในขณะเดียวกัน น้องอาจจะบอกว่ามีด้วยเหรองานแบบนั้น?มีค่ะ น้องต้องทำสิ่งที่น้องชอบ กับสิ่งที่น้องถนัด และสิ่งที่น้องได้เงิน เชื่อมมันเข้าด้วยกันค่ะ

โดยสิ่งที่แตกต่างจากฝรั่งที่เราเห็นได้ชัดจากการอ่านหนังสือฝรั่งมามากก็คือ ฝรั่งเขาจะให้น้ำหนักกับธุรกิจที่ทำแล้วเขาได้ออกแบบ Lifestyle ของตัวเองด้วย โดยไม่ต้องทำงานหนักมากไป แนวคิดนี้แพร่กระจายมาจากนักเขียนคนหนึ่งชื่อ Tim Ferriss ค่ะ เขาเขียนหนังสือเรื่อง 4 hours work weekเคยมีแปลไทยออกมาแล้วนานพอสมควร

หนังสือเล่มนี้ดังมาก ขึ้นอันดับ 1 Newyorktimes best seller มานานมาก โดยจะเน้นการ outsource งานไปประเทศอื่นๆอย่าง  อินเดีย,ฟิลิปปินส์ค่ะ แล้วเอาเวลาที่เหลือมาทำสิ่งที่อยากทำจริงๆ เช่น ได้เล่นกีฬาที่ชอบ,ใช้เวลาวันหยุดกับครอบครัว,ไปเที่ยวกับครอบครัว…โดยที่ทำสิ่งที่ชอบไปด้วย เป็นต้น

โดยสิ่งที่ธุรกิจเครือข่ายต่างๆมันมีต้นทุนแฝงที่น้องไม่รู้ ไม่ใช่จำนวนเงินที่ได้รับ แต่เป็นเรื่องของภาพลักษณ์ของน้องที่มีต่อเพื่อน,ครอบครัว,คนรู้จัก ซึ่งมันเป็นเรื่องนามธรรม มันจับต้องได้ยาก แต่สิ่งเหล่านี้มีมูลค่าสูงและผลกระทบทางจิตใจของน้องมาก เช่น น้องอาจจะรู้สึกแย่ไปหลายวัน ถ้าเพื่อนน้อง unfriend น้องใน facebook  ซึ่งมันรู้สึกได้เลยค่ะ เราเข้าใจว่า ตราบใดที่เรายังไม่สำเร็จในธุรกิจนั้น เพื่อนหรือครอบครัวก็ไม่มีทางเข้าใจเราแน่นอนค่ะ บางคนที่มองเราแย่ ก็จะมองแย่ไปเลย

มันเหมือนกับทำดี 100 ครั้ง ทำพลาดไปครั้งเดียวคนก็ตราหน้าแล้ว คนที่ทำสำเร็จก็มีค่ะ แต่เราเข้าใจคำว่า “จิตวิญญาณในงาน” ตอนที่เราเข้าไปทำนั่นเอง เรารู้สึกเหมือนกับเราจะสูญเสีย Mojo (จิตใจ,จิตวิญญาณ) ของตัวเอง เจอเพื่อนปฎิเสธ โดนด่ากลับ ประสบการณ์ที่เลวร้ายมากค่ะสำหรับเรา จนเราคิดว่า เรากำลังทำอะไรอยู่? รู้สึกแย่เหมือนขายวิญญาณตัวเองอยู่

จนกระทั่งเลิกแล้วไปตามฝันตัวเองอีกครั้งจนออกมาเป็น Pocketbook ที่เขียน ก็คือ ลาเจ้านายไปตามฝัน ซึ่งบางอย่างเราไม่สามารถเขียนได้แน่นอนถ้าไม่ผ่านด่านเรื่องธุรกิจเครือข่ายมานะ แต่ไม่ได้แนะนำให้น้องๆไปทำค่ะ พี่ไม่อยากให้น้องต้องรู้สึก เหมือนที่พี่รู้สึก จึงเขียน entry นี้เพื่อเตือนน้อง

อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของพี่เองนะคะ ตอนนั้น พี่แค่รู้สึกว่า ไม่อยากวาดรูปเพื่อแลกเงินแล้วค่ะ มันน่าจะมีจุดอื่นๆที่พี่สามารถทำได้ พี่อยากวาดรูปแบบมีความสุขโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน และไม่อยากเปลี่ยนอาชีพไปทำอาชีพอื่นๆที่ไม่ชอบ ตัวเลือกของพี่ณ.ขณะนั้นพี่รู้สึกว่า ธุรกิจเครือข่าย เป็นสิ่งที่อาจจะใช่ก็ได้  เพราะถ้าทำสำเร็จก็จะมีทั้งเงินทั้งเวลา จะได้เอามาทำสิ่งที่ชอบมากขึ้น

รวมถึง พี่อยากไปหาประสบการณ์เพื่อมาเขียนหนังสือ ก็เลยไปทำ สิ่งที่ดีๆก็มีค่ะ สิ่งที่เลวร้ายก็มี ถ้าถามพี่ว่าน้องอยากไปศึกษา เห็นเพื่อนทำอยากทำบ้าง อย่าไปถลำลึกนะคะ ถ้าน้องอยากเป็นอะไร มุ่งไปทางนั้นเลยอย่าเสียเวลา ชีวิตคนเรามีจำกัดเกินกว่าจะทำสิ่งที่เราไม่อยากทำ อย่าคิดว่ามันมีทางลัด,คทาวิเศษ,ปุ่มวิเศษ,บลาๆ ที่จะเสกให้น้องสำเร็จได้ในวันพรุ่งนี้ มันไม่มีหรอกค่ะสิ่งเหล่านั้น

บางสิ่งบางอย่างเราต้องลองทำดูจะรู้ว่ามันไม่ใช่ พี่ลองทำแล้วพี่ก็รู้ค่ะว่ามันไม่ใช่ แต่น้องควรจะซื่อสัตย์กับตัวเองค่ะ  เพื่อนน้องที่ชวนน้องทำก็เหมือนกัน เขาอาจจะไม่รู้ก็ได้ว่าน้องเกลียด เขาอาจจะทำผิดพลาดไป แต่บางครั้งคนเราก็ถูกตัดสินว่าแย่หรือเลว จากจุดเล็กๆจุดเดียวหรือสองสามจุด เหมือนน้องเอาสีดำไปป้ายบนกระดาษสีขาวของเพื่อนที่เป็นจุดเล็กๆให้กลายเป็นจุดใหญ่ๆ เหมือนที่พี่บอกว่าทำดีมาตั้งนานทำพลาดสองสามอย่าง เลวไปเลย

ทั้งนี้ ถ้าน้องอยู่ในสถานภาพฟรีแลนซ์นี่ พูดจริงๆคือ น้องเสี่ยงจะหลงทางอยู่ตลอดเวลาจริงๆค่ะ สมมติน้องกำลังอยู่ในสถานการณ์เคว้ง เมื่อน้องออกจากงานประจำมาใช้ชีวิต น้องจะหลงเชื่อคำพูดเพื่อนไปลองทำได้ง่ายๆค่ะ เนื่องจากตอนแรกสุดเลยน้องอาจจะเบื่อสิ่งที่ทำอยู่ ไม่รู้จะไปทางไหน ไม่รู้ว่าจะเดินตามใคร อยู่มาวันนึง น้องนั่งรถเพื่อน กลับจากการไปเที่ยวกัน เพื่อนดันเปิด CD ของนักธุรกิจเครือข่ายระดับสูงให้น้องฟัง ฟังไปฟังมาน้องชักเคลิ้ม เพื่อนชวนน้องไปเข้าอบรม ก็ไป …พอไปเสร็จปุ๊บน้องจะพบสัจธรรมบางอย่าง…นั่นก็คือ

1.อย่าเชื่อถ้ามีคนในธุรกิจเครือข่ายบอกน้องว่า…นี่ไม่ใช่งานขาย

ไม่มีธุรกิจเครือข่ายที่ไม่ต้องขายค่ะ

2.สิ่งที่ทำแล้วได้เงินเร็วๆง่ายๆ ไม่มีอยู่จริงยกเว้นจะเป็น Scam หรือพวกโกง

3.ถ้าน้องหลุดไปแล้ว ไม่กลับเข้ามาในเส้นทางภายใน 1 ปี มีโอกาสสูงมากที่น้องจะรู้สึกเคว้งในที่สุด เนื่องจากทำไปแล้วพบว่าสิ่งนี้ไม่ใช่คำตอบในชีวิตที่น้องต้องการและตามหาอยู่

ถามว่าน้องจะได้อะไรจากการทำแบบนี้ พี่จะบอกว่า ถ้าน้องเอาความพยายาม กับไฟสักครึ่งนึงของการทำธุรกิจเครือข่าย มาทำธุรกิจของตัวเอง มาทำสิ่งที่น้องอยากทำ และอยากประสบความสำเร็จจริงๆในด้านนั้นๆ เอาไฟแค่ครึ่งเดียวพอ …น้องจะสำเร็จในที่สุดค่ะ

ส่วนถ้าน้องถามพี่ว่า พี่ได้อะไรจากการไปทำ ผลมันก็คือเอนทรี่ที่น้องกำลังอ่านอยู่นี่นั่นแหละ

เรื่องต่อมาจากการที่กำหนดเรื่องของรายได้แล้ว เราก็ต้องกำหนด lifestyle ที่เราอยากได้ด้วยค่ะ เช่น เราอยากทำอะไรบ้างในเวลาว่าง?เราอยากใช้เวลากับใคร?ที่ไหน?

สำหรับพี่นั้น ก็คือการเขียนบลอคนี้ ในเวลาที่สามารถเขียนได้ นี่เป็นงานฟรีค่ะ เป็นงานที่พี่เลือกแล้วว่า พี่สามารถทำไปได้เรื่อยๆจนกระทั่งแก่ ซึ่งไม่รู้ว่าตอนนั้น passion  ของพี่จะเปลี่ยนไปไหม? แต่สิ่งที่สำคัญจริงๆนั่นก็คือ เรารู้ตัวแล้วว่าเราอยากจะใช้ชีวิตอย่างไร ใช้เวลาอย่างไร วันก่อนพี่ไปกินข้าวกับพี่ชาย นานๆจะเจอกันทีเพราะพี่ชองพี่ อยู่พัทยา พี่ชายบอกพี่มาคำนึงว่า….”ตอนนี้อายุ 40 ปีแล้ว เหลือเวลาอีกประมาณ 12,000 กว่าวันบนโลกนี้” ก็แอบอึ้งๆเล็กน้อย

ในวันที่มันผ่านไปเร็วอย่างนี้ ถ้าน้องเสียเวลากับการทำสิ่งที่ไม่ได้มีความหมายกับชีวิตน้องอีก น้องจะยิ่งฆ่าเวลาให้หมดไปจากชีวิตน้องเร็วๆ เพราะฉะนั้น ถามตัวเองว่าจริงๆแล้วต้องการชีวิตแบบไหน

ส่วนการสร้างฐานลูกค้านั้น น้องก็จะต้องดูก่อนว่า ปกติแล้ว ลูกค้าน้อง เขามี lifestyle อย่างไร?เขาอยู่ที่ไหน,เขาเรียนอะไร,เขามีชีวิตอย่างไร น้องต้องทำความรู้จักกับดัมมี่ของลูกค้าน้องให้ได้มากที่สุด และเวลาน้องจะสร้างฐานลูกค้า น้องต้องเลือกหัวข้อของสิ่งที่น้องต้องทำในการดึงดูดลูกค้าหรือว่าทำยังไงก็ได้ ที่ทำให้งานน้อง resonate กับลูกค้าของน้องค่ะ 

เมื่อคนชอบงานน้อง ชอบตัวตนของน้อง น้องได้เข้าไปอยู่ในใจของคนๆนั้นแล้ว ซึ่งน้องต้องพยายามสื่อสารกับลูกค้าของน้อง จนถึงระดับที่ลูกค้าเชื่อใจน้อง ถ้าลูกค้าชอบน้องมากๆแล้ว เขาจะซื้อและติดตามผลงานน้องค่ะ ลืมไปเลยเรื่องงานสำนักพิมพ์นะคะ มันไม่แน่นอนพอๆกับงานบริษัทค่ะ

โพสต์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องเด่นๆ

, ,

ความเห็น

No comments yet.

ใส่ความเห็น

ขอบคุณที่มาเยี่ยมค่ะ