ข้อคิดสำหรับนักวาดจากการไปทริปวัดผาซ่อนแก้ว

สวัสดีค่ะ วันนี้อาจจะเป็นหัวข้อที่ดูแปลกตาสักนิด เพราะเราไม่เคยเขียนเชิงนี้มาก่อนเลยค่ะ นั่นก็คือเล่าเรื่องราวจากการไปเที่ยวมา เราคิดว่ามันน่าสนใจดีเลยเอามาเล่าค่ะ และที่สำคัญคือมันเกี่ยวข้องกับการเป็นนักวาด ก็เลยตัดสินใจมาแชร์ในเว็บนี้ค่ะ

25560802-120816.jpg

เราไปเที่ยวที่จังหวัดเพชรบูรณ์มาค่ะ ที่วัดผาซ่อนแก้ว ซึ่งวัดนี้เป็นวัดที่ดูแปลกตาค่ะ เนื่องจากสถาปัตยกรรมของทางวัด มีความสวยงาม ในขณะเดียวกันก็มีความแปลกตาอยู่ในวัด วัดตกแต่งด้วยเครื่องเบญจรงค์และอาคารเจดีย์ทรงสูงรูปร่างคล้ายๆก้นหอยค่ะ

เราไปเที่ยววัดนี้มา 2 รอบแล้วค่ะ ซึ่งรอบแรกนั้น เราไม่ได้สนทนาหรือได้คุยกับพระอาจารย์อำนาจ ที่เป็นเจ้าอาวาสวัดผาซ่อนแก้ว แต่ครั้งนี้เรามีโอกาสได้คุยบ้าง ซึ่งก็ได้ข้อคิดมาเยอะ พระอาจารย์อำนาจ ท่านเป็นศิลปิน และก่อนจะบวชท่านก็ประสบความสำเร็จในการเป็นศิลปินค่ะ สไตล์งานของท่านเราคิดว่า คล้ายๆจะเป็น impressionist กับ abstract นะคะ พอดีไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดู

ในบริเวณวัดจะตกแต่งด้วยผลงานของพระอาจารย์ทั้งสิ้นค่ะ มีทั้งงานลายเส้นและงานเพนท์สีน้ำมัน
ครั้งนี้ที่เราไป ก็ได้ไปบำเพ็ญประโยชน์ค่ะ คือการลงไปที่กระท่อมที่พระธุดงค์ใช้งานเป็นที่พักและจัดการเคลียร์ขยะและใบไม้ที่อยู่รอบๆ ซึ่งหนทางไปนั้นวิบากมากค่ะ เรางงว่าพระท่านจะเดินไปได้ยังไงเพราะทางสูงและชันมากค่ะ ตอนนั่งรถไปนี่เสียวสันหลังมาก ทั้งนี้การที่เราได้ไปบำเพ็ญประโยชน์ เราจึงมีโอกาสได้พูดคุยกับพระอาจารย์อำนาจ พระอาจารย์ท่านได้พูดคุยในหลายๆประเด็นที่น่าสนใจค่ะ

ประเด็นแรก คือ ท่านพูดเกี่ยวกับมิเคลันเจโล หรือ ไมเคิลแองเจโลค่ะ หลายๆคนมองไมเคิลแองเจโลแล้วรู้สึกว่าเก่งระดับมาสเตอร์ คือเก่งมากๆสุดๆแล้ว ศิลปินหลายๆคนอยากจะเป็นอย่างไมเคิลแองเจโล แต่พระอาจารย์ท่านบอกเอาไว้ค่ะ ว่า
ไมเคิลแองเจโล พูดเอาไว้ว่า “ถ้าคุณรู้ว่าผมทำงานหนักแค่ไหน คุณจะไม่แปลกใจในผลลัพธ์ที่ออกมา” อย่างที่เราเคยพูดไว้ใน entry ความสำเร็จชั่วข้ามคืนสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง คือคนส่วนมาก มักจะอยากได้ในผลลัพธ์แต่ไม่อยากผ่านกระบวนการเดียวกับที่คนประสบความสำเร็จผ่านมา

ประเด็นที่สอง คือ ท่านพูดเกี่ยวกับชีวิตการเป็นศิลปิน ท่านบอกว่า ศิลปินยุคใหม่ๆนั้น ไม่มีการอุทิศตนมากพอ และไม่ยอมแลกค่ะ การจะเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จนั้น จะต้องยอมแลกทั้งชีวิต บางคนถึงกับยอมอด ยอมไม่มีเงินซื้อข้าวกินค่ะ เพื่อจะประสบความสำเร็จในเส้นทางนี้ ส่วนตัวนั้นเราคิดว่าคนเราจะต้องหา”เส้นทางของตัวเอง”ให้เจอค่ะ เส้นทางที่ว่านั้นก็คือ เส้นทางที่คุณมีความสุข สามารถเลี้ยงชีพได้ ในขณะก็ได้ทำงานในอุดมการณ์ของตัวเองไปด้วยค่ะ อาจจะไม่ต้อง extream ขนาดยอมอดตายค่ะ แต่ว่ากลยุทธทุบหม้อข้าวนี่ใช้ได้ผลกับการทำงานนะคะ แต่อาจจะไม่กับทุกคน เพราะชีวิตคนเรามีปัจจัยแตกต่างกันหลายอย่าง ทุบหม้อข้าว คือ การที่คุณตัดสินใจว่าไม่ว่ายังไงจะไม่กลับไปทำงานประจำอีก และทุ่มเททำในเส้นทางที่ตัวเองเลือกเอาไว้นั่นเองค่ะ หรือไม่ก็ไม่ต้องทุบหม้อ แต่อาจจะหางานประจำในฝันของตัวเองให้ได้ค่ะ

เราเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่งค่ะ ชื่อ education of millionaire ซึ่งเราอ่านไม่จบนะคะ ไปยืนอ่านในร้านค่ะ จำได้ลางๆ มีประเด็นหนึ่งน่าสนใจ เขาบอกว่า มีอยู่ 3 ประเภทค่ะ สำหรับคนที่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการทำงานที่ตัวเองรัก คือ ประเภทที่ 1 คุณไม่ได้ทำงานที่รัก แต่คุณหาเลี้ยงชีพได้พอ คุณอยู่ในสายอาชีพที่ตัวเองไม่ได้ชอบ
ประเภทที่2 ทำงานที่ตัวเองรัก แต่หาเลี้ยงชีพได้ไม่พอ ประเภทที่ 3 ไม่ได้ทำงานที่รัก และหาเลี้ยงชีพได้ไม่พอด้วย
ถ้าคุณอยู่ในประเภทที่ 1 คุณจะต้องทำงานที่คุณรักในเวลาว่าง แล้วเอางานที่คุณทำอยู่เป็นงานเลี้ยงชีพ ถ้าคุณเป็นประเภทที่ 2 คุณต้องทำสิ่งอื่นๆที่ได้เงินด้วย เพื่อจะมาเลี้ยงชีพคุณ ถ้าคุณเป็นประเภทที่ 3 คุณต้องรีบหางานเลี้ยงชีพให้ได้ก่อนค่ะ
ประเด็นคือ คนมักจะตกอยู่ในข่ายงานเลี้ยงชีพ จนกระทั่งลืมไปแล้วว่าตัวเองมีความฝันอะไร หรืออยากทำอะไรจริงๆในชีวิตนี้ อย่าลืมว่าจริงๆแล้วคนเราไม่ได้เกิดมา เรียน ทำงาน มีครอบครัว ป่วย ตาย วงจรชีวิตของคุณไม่ได้มีอยู่แค่นี้ค่ะ คุณน่าจะเกิดมาเพื่อทำอะไรบางอย่างบนโลกนี้ ที่เป็นสิ่งที่สำคัญและเติมเต็มชีวิต ทำให้ชีวิตของคุณมีความหมายมากขึ้นค่ะ

ประเด็นที่สาม วันนั้นเราใส่เสื้อลายที่เราออกแบบเองค่ะ เป็นงานดิจิตัล ผสมกับงานวาดมือ และวันนั้น พระอาจารย์อำนาจ ได้ชวนเราเสก็ตซ์งานมือลงในกระดาษแผ่นเล็กๆ พอเราเสก็ตซ์เสร็จ เอาให้พระอาจารย์ดู ท่านบอกว่า “ทำไมมันดูไม่เหมือนกับที่อยู่บนเสื้อ รู้ไหม” เราก็นิ่งๆไป พระอาจารย์ตอบว่า “เพราะว่าการเสก็ตซ์มือจากของจริงนั้น ไม่สามารถตระเตรียมไว้ก่อนได้” เราจึงรู้สึกว่า การเป็นนักวาดที่ดีนั้น บางทีเราต้องออกไปเสก็ตซ์งานนอกสถานที่บ้าง อย่างเช่นเสก็ตซ์สวน เสก็ตซ์คนเดินไปมา หรือเสก็ตซ์อะไรที่มาจากชีวิตจริง เพื่อฝึกการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าหรือ การฝึกให้งานมีความสดมากกว่าการทำงานจากในหัวเพียงอย่างเดียวค่ะ

ประเด็นที่สี่ พระอาจารย์ท่านบอกว่า เด็กยุคใหม่ มักจะทำงานดิจิตัล ท่านบอกว่า งานดิจิตัลนั้นดูแห้งแล้ง และขาดสปิริต เพราะมันขาด brush stroke หรือฝีแปรงไปค่ะ โดยส่วนตัวเรา เราคิดว่า งานดิจิตัลมีเสน่ห์บางอย่างที่งานวาดมือไม่สามารถทำได้เหมือนกัน แต่ว่างานวาดมือนั้นจะว่าไปก็เปรียบเทียบได้กับ”ชีวิตของคน”ค่ะ เพราะบางครั้งชีวิตคนเราไม่มีปุ่ม undo ไม่มียางลบ เราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไข ความผิดพลาดหรือทางเลือกในชีวิตที่ผิดพลาดในอดีตได้ ไม่ว่าเราจะอยากย้อนกลับไปแค่ไหนก็ตาม ซึ่งงานวาดมือนั้นมีเสน่ห์ที่คล้ายคลึงกัน จึงเป็นเหตุผลที่นักวาดควรฝึกเสก็ตซ์ด้วยหมึกหรือปากกาด้วยค่ะ เพื่อเข้าใจว่า เวลาที่เราไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขงานได้นั้น มันเป็นอย่างไร และงานจะออกมาในรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งฝึกให้เรามีความมั่นใจในลายเส้นของตัวเองมากขึ้นค่ะ

ซึ่งจริงๆถ้าให้พูดถึงข้อเสียของเด็กยุคนี้ ก็อาจจะเป็นการที่เติบโตมากับเทคโนโลยี จนลืมความสดของอุปกรณ์การวาดด้วยมือไปค่ะ เพราะจริงๆแล้วพื้นฐานงานดิจิตัลที่ดี มาจากพื้นฐานการเสก็ตซ์มือที่ดีค่ะ คนที่เข้าใจการเลือกสีแบบมือ ก็มักจะเลือกสีในคอมพิวเตอร์ได้โอเคด้วย เราไม่คิดว่าควรจะทิ้งงานมือไปจับงานคอมเต็มๆหรือวาดแต่งานดิจิตัลค่ะ เราคิดว่าคนที่เก่งๆจริงๆควรฝึกทำทั้งสองอย่าง เหตุผลคืองานดิจิตัล อาจจะหางานง่ายในยุคปัจจุบัน แต่การวาดมือ จะทำให้พื้นของคุณแน่น เหมือนจะสร้างบ้านต้องมีฐานรากและเสาที่แข็งแรง การที่จะเป็นนักวาดที่เก่ง คุณต้องมีพื้นฐานในการวาดที่ดีก่อนค่ะ และงานวาดมือยังไงก็ไม่มีทางตายไปจากโลกง่ายๆค่ะ เพราะมันเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์มาตั้งแต่สมัยยังวาดบนผนังถ้ำ

ประเด็นที่ห้า พระอาจารย์ถามเราว่า “ถ้าหากให้เราเสก็ตซ์ความเบิกบาน เราจะวาดออกมาเป็นรูปอะไร” เราตอบว่า “ผีเสื้อกับดอกไม้” พระอาจารย์บอกว่า “ไม่ใช่ ผีเสื้อกับดอกไม้คือความเครียด เพราะว่าเราต้องเครียดกับสิ่งที่เรากำลังวาดอยู่และต้องจดจ่อมากๆ แทนที่จะเบิกบาน” แล้วท่านก็พูดประมาณว่า ความเบิกบานเราต้องเสก็ตซ์ออกมาจากก้นบึ้งของจิตใจเราจริงๆและปล่อยให้ฝีแปรงพาเราไปค่ะ

เราก็เลยคิดว่า จริงๆแล้วการวาดรูปนั้นควรจะเป็นสิ่งที่ผ่อนคลาย ในบางครั้งเวลาหลายๆคนวาดรูป เรามักจะกังวลกับผลลัพธ์ เช่น คนจะชอบรูปนี้ไหม จะมีคนชอบเยอะไหม กลายเป็นว่า แทนที่จะผ่อนคลายกับการวาดรูป มันเป็นความเครียดเข้ามาแทนที่ เพราะฉะนั้นการทำงานที่ดี คุณไม่ต้องคำนึงถึงผลลัพธ์ที่ออกมาค่ะ ทำเต็มที่ แล้วปล่อยวางกับผลลัพธ์ ไม่ว่าคนจะชอบงานคุณมากหรือน้อยก็ไม่ต้องใส่ใจ เพราะเราได้ทำดีที่สุดแล้ว ในชีวิตคนเรา ถ้าเราได้ทำอะไรดีที่สุดแล้ว เราไม่ต้องเสียใจกับผลลัพธ์ค่ะ ไม่ว่าผลลัพธ์นั้นมันจะออกมาดีหรือไม่ดีก็ตามค่ะ

อันนี้เป็นสิ่งที่หลายๆคนอาจจะไม่เลือกทำงานวาดเป็นอาชีพ เพราะไม่สามารถทนรับความเครียดที่มาพร้อมกับการวาดรูปเป็นอาชีพได้ค่ะ เพราะว่าการทำงานวาดคุณจะต้องวาดตามคำสั่ง ซึ่งการวาดตามคำสั่ง หลายๆครั้งทำให้ความสนุกของงานลดลงไปบ้าง แทนที่จะได้วาดตามใจอยาก แต่เราจะบอกว่าการทำงานวาดตามสั่ง เป็นการฝึกคิดภาพ โดยมีโจทย์กำหนดค่ะ และการทำงานวาดนั้นทำให้มาตรฐานงานของคุณสูงขึ้นกว่าการวาดรูปเล่นเองค่ะ เป็นการฝึกฝนไปในตัว โดยได้เงินด้วย เมื่อคุณมีโอกาสทำงานหรือโปรเจคของตัวเองคุณจะมีฝีมือเก่งขึ้นค่ะ

หวังว่า entry นี้จะเป็นประโยชน์เช่นเคยค่ะ