การฝึกฝนตัวเองให้เป็นระดับ top1%

เอนทรี่นี้ก็ต่อเนื่องจาก entry ก่อนค่ะ …อย่างที่เราบอก เพราะฉะนั้นใครยังไม่ได้อ่านเอนทรี่เก่า ไปอ่านก่อนค่ะ แล้วค่อยมาอ่านต่อ

25560926-200442.jpg
ไปอ่าน entry ที่แล้วให้ละเอียดก่อนแล้วค่อยมาอ่านต่อค่ะ ตามลิงค์นี้ไป

อย่างที่เราบอกเมื่อ entry ที่แล้วคือ ถ้าคุณตั้งเป้าว่ารวย คุณต้องเป็น top 1% การเป็น top1%…คุณต้องเป็นแบบสะอาดๆ,ไม่ใช่การทำลายผู้อื่น,ดึงผู้อื่นให้ต่ำลง,แต่เป็นการพัฒนาและฝึกฝนตัวเองให้ดีขึ้น เก่งขึ้น จนในที่สุดก็เป็น top1%ค่ะ

ถ้าคุณเอาชนะคนอื่น ด้วยการพยายามทำลายคนอื่นให้ต่ำลง คุณแพ้ตั้งแต่เริ่มชักดาบออกมาแล้วค่ะ ดูผู้ชนะในประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือใครคะ? พระพุทธเจ้า,พระเยซู และศาสดาของศาสนาอื่นๆ รวมไปถึงผู้ยิ่งใหญ่ในโลกคนอื่นๆ เช่น มหาตมะคานธี คนเหล่านี้ชนะด้วยการไม่สู้ค่ะ

ถ้าคุณคิดจะสู้ ในสงคราม…สู้ชนะคุณอาจจะเป็นแม่ทัพ เป็นผู้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร แต่ศาสดาของศาสนาต่างๆค่ะ คือผู้ที่ได้ชัยชนะยิ่งใหญ่ที่สุดจริงๆในประวัติศาสตร์ เพราะศาสดาสามารถทำให้ชนรุ่นหลังยึดถือคำสอนเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตได้ ในขณะที่แม่ทัพก็แค่ได้ชื่อว่าชนะสงครามเท่านั้น ถ้าคุณชนะสงคราม คุณมีศัตรูเยอะค่ะ

การชนะที่ยิ่งใหญ่คือชนะใจตัวเอง สุดท้ายคนที่ทำลายคนอื่นก็จะได้รับผลของการกระทำของตนเองสักวันหนึ่งค่ะ เพราะโลกนี้ดำเนินไปด้วยกฏฟิสิกส์ action=reaction ทำอะไรไว้ ก็ได้ผลแบบนั้นกลับคืนค่ะ เพราะฉะนั้นแม้แต่การจะพูดอะไรออกมา ควรระวังผลของคำพูดนั้นจะย้อนกลับมาทิ่มแทงตัวคุณเอง

ยกตัวอย่างค่ะ…

มีคนไปสัมภาษณ์ไมเคิล เดลล์ เจ้าของบริษัทเดลล์คอมพิวเตอร์เมื่อหลายปีก่อนว่า “ถ้าคุณเป็นผู้บริหารแอปเปิ้ล คุณจะทำอย่างไร” เดลล์ ตอบว่า”ผมก็จะซื้อหุ้นคืน แล้วปิดบริษัทแอปเปิ้ลซะ” ปรากฏว่า…เดลล์ต้องกลืนน้ำลายตนเองค่ะ หลายปีต่อมา เพราะแอปเปิ้ลโตกว่าเดลล์18เท่า ในขณะที่เดลล์ผลประกอบการลดลงๆทุกปี คราวนี่เดลล์ต่างหากที่อาจต้องเป็นฝ่ายซื้อหุ้นคืนจากผู้ถือหุ้น แล้วปิดบริษัท

“ไม่สู้” ไม่ได้หมายความว่าการยอมให้คนอื่นเอาเปรียบเราตามใจชอบ หรือ มารังแกเราได้นะคะ

สมมติมีคนมาด่าคุณ “ไอ้กาก” แล้วคุณตอบ “มึงสิกาก”
คุณแพ้ค่ะ…
แพ้”โทสะ”ตัวเอง…
สิ่งที่คุณควรทำ คือ …ถ้ารำคาญก็บล็อคมันทิ้ง หรือ ไม่ต้องไปสนใจค่ะ

เหมือนที่แอปเปิ้ลไม่สนว่าเดลล์ดูถูกว่ายังไง แต่โฟกัสที่การพัฒนาตัวเอง จนสุดท้ายเดลล์เงิบในที่สุดค่ะ
โรเบิร์ต คิโยซากิ กับ โดนัลด์ ทรัมป์ เขียนไว้ในหนังสือ midas touch ค่ะ ว่า…

“การแก้แค้นที่ได้ผลที่สุดคือการประสบความสำเร็จให้เห็น”

กลับมาที่การเป็น top1%ในวงการค่ะ…เริ่มแรกคุณต้องจำเพาะเจาะจงก่อน เพราะถ้าไม่จำเพาะ มันกว้างมากค่ะ

ก่อนอื่นต้องกำหนดว่า…เป็น top1%….ในวงการ…..ที่เป็น….ในระดับ….?
หลังจากนั้นเราก็จะได้ชื่อ idol ในวงการนั้นๆมาค่ะ

เป็น top1%ในวงการ…”นักลงทุน”…ที่เป็น….”นักลงทุนเน้นหุ้นคุณค่า”….ในระดับ…”ประเทศไทย”
ก็ต้องดู ดร.นิเวศน์ เป็น idol ค่ะ

เป็น top1%ในวงการ…นักดนตรี….ที่เป็น…”คอนดัคเตอร์”…ในระดับ…”เอเชีย”
ก็ต้องดู สุบิน เมธา เป็น idol ค่ะ

เป็น top1%ในวงการ…it…ที่เป็น….”เจ้าของsocial network”…ในระดับ…”โลก”
ก้ต้องดู มาร์ค ซัคเกอร์เบิร์ก เป็น idol ค่ะ

เอาเป็นนักวาดบ้าง…

เป็นtop1%ในวงการ…”การ์ตูน”…ที่เป็น…”นักเขียนการ์ตูน”…ในระดับ…”โลก”
ก็ต้องดู อ.ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ,อ.โทริยาม่า อากิระ,อ.เออิจิโร โอดะ เป็น idol ค่ะ

ทั้งนี้ การจะไปสู่ top1%ยิ่งเราจำเพาะเจาะจงมากเท่าไร การไปถึงยิ่งง่ายขึ้นค่ะ
ก่อนอื่น…เวลาไต่ระดับ อย่าเพิ่งริอ่านโฟกัสที่ระดับโลกตั้งแต่แรกค่ะ เพราะคุณจะท้อมาก เพราะเป้าหมายมันยิ่งใหญ่เกินสถานะปัจจุบันคุณเกินไป

มันเหมือนกับการที่ตั้งเป้าหมายนี่แหละ ถ้าคุณไม่มีเงินเก็บเลย ในอายุ25แต่ตั้งเป้าว่า26ปีจะมีเงินเก็บ100ล้าน…
มันยากเกิน….ระยะเวลามันไม่สัมพันธ์กับสิ่งที่น้องอยากได้ค่ะ…น้องควรโฟกัสที่1ล้านแรกให้ได้ก่อน

เพราะฉะนั้นให้เริ่มจากเสกลเล็กๆก่อนค่ะ พอสำเร็จแล้วค่อยใหญ่ขึ้นๆ เหมือนเวลาคุณเล่นฟุตบอล คุณก็ต้องแข่งลีกระดับอำเภอ…แล้วค่อยไปจังหวัด…แล้วค่อยไประดับชาติ…แล้วค่อยไประดับโลกค่ะ การโฟกัสที่ระดับโลกเลย มันเหมือนคุณเพิ่งเล่นฟุตบอล แล้วคิดจะแข่งบอลโลกทันที

แต่top1%มันไม่ควรเล่นระดับเล็กเกินไปเช่นกัน เพราะมันจะง่ายเกิน ถ้าง่ายเกินไป มันทำให้คุณออกแรงน้อย เคยได้ยินว่า เขาทราย ตอนซ้อมมวย เขาขอแค่ได้ชกกับคนที่เก่งกว่าเขาทุกวัน วันละคนค่ะ สุดท้ายก็ได้เป็นแชมป์โลก

top1%ที่อาจจะเล็กเกินไปสำหรับบางคนได้ เช่น…

เป็นtop1%ในวงการ”การ์ตูน”…ที่เป็น…”นักวาดภาพประกอบ”…ในระดับ”คณะxxxม.xxx”

คือ…ชื่อคณะคุณนั่นเอง…ถ้าคณะคุณเป็นคณะที่สอนวาดภาพประกอบอยู่แล้ว เป้าหมายนี้ก็อาจจะน่าตื่นเต้นพอสมควร เพราะคือการ topห้อง แต่ถ้าคณะคุณไม่ได้สอนวาดภาพประกอบ เป้าหมายนี้ถือว่าเล็กไปเพราะเท่ากับว่า คุณมีเพื่อนอีกแค่ประมาณอาจจะไม่ถึง 10 …การวาดให้เก่ง1ใน10มันไม่ได้ยากมากค่ะ

นอกจากนี้ การที่เป็น top1%ในวงการนั้น ยังขึ้นอยู่กับ…”ความเร็วในการเข้าสู่วงการ”…ค่ะ
ยิ่งคุณช้าเท่าไร โอกาสที่คุณจะขึ้นเป็น top1%ยิ่งยากขึ้นเท่านั้น

ยกตัวอย่าง…เช่น…ชาเขียวค่ะ สมัยก่อนแรกเริ่ม มีชาเขียวยี่ห้อเดียวในตลาด คือ ยูนิฟค่ะ หลังจากนั้นก็มีโออิชิ ซึ่งโออิชิมาจากการที่คุณตัน เจ้าของเห็นว่าเครืื่องดื่มที่ขายดีสุดในร้านอาหารเขาคือชาเขียว เขาได้ลงมือสร้างชาเขียวโออิชิขึ้นมา และกลยุทธคือ ที่ไหนมีคนหิวน้ำที่นั่นต้องมีชาเขียวขาย

เราจึงเห็นชาเขียวตามรถเข็นข้างทาง ฟุตบาท ชาเขียวจึงขายดีเป็นเทน้ำเทท่า มีแต่คนฮิตกินชาเชียวเต็มบ้านเต็มเมือง จนคู่แข่งคือผู้ผลิตชาเขียวรายใหม่ๆเข้ามาในตลาด ชาเขียวฮิตมากถึงกับมีผ้าอนามัยชาเขียว…และผลิตภัณฑ์ชาเขียวอื่นๆออกมา…และแน่นอนผู้ผลิตชาเขียวรายอื่นๆก็พยายามแข่ง…อัดโฆษณามหาศาล…

แต่ก็ปรากฏว่า…”ตกขบวนรถ”ค่ะ มาช้าเกินไป ในขณะที่ชาเขียวโออิชิได้เป็นเบอร์หนึ่งในขณะนั้นไปแล้วในระยะเวลาหนึ่งค่ะ และยอดขายชนะคนมาก่อนอย่างยูนิฟได้

หรือ ยกตัวอย่างที่ใกล้ตัวขึ้นมาหน่อยในวงการภาพประกอบค่ะ นั่นคือ “นิยายแจ่มใส”

ซึ่งเรารู้สึกว่าเป็นส.น.พ.ที่มีคุณูปการต่อวงการภาพประกอบไทยมาก สมัยที่เรายังเรียนอยู่ปี3-4 ใกล้จะจบแล้ว (น่าจะประมาณเกือบสิบปีก่อนได้) ขออภัยถ้าเราจำผิดพลาดนะคะ แต่จำได้ว่าแจ่มใสได้ทำนิยายรักมาก่อนหน้านั้นแล้วค่ะ แต่เป็นรูปแบบที่หน้าปกเป็นอีกแบบหนึ่ง

หลังจากนั้นเป็นช่วงที่ซีรีย์เกาหลีดังมาก ได้มีการพิมพ์นิยายเกาหลีของควียอนีออกมา และก็มีนักเขียนรุ่นเยาว์ชาวไทยเขียนนิยายรักในอินเตอร์เนทจนได้รับความนิยม จึงมีการตีพิมพ์และหลังจากนั้นก็มีนักวาดภาพประกอบชาวไทยไปวาด ได้รับการทาบทามจากในงานการ์ตูนนี่แหละค่ะ

ซึ่งกลุ่มแรกๆก็น่าจะเป็น vic,kappaต่อมา อุ้มอุ้ยAyaume ก็ไปทำ ปัจจุบันที่ว่ามาก็มีชื่อเสียงในวงการภาพประกอบของไทยไปแล้วในฐานะนักวาดปกนิยายวัยรุ่น จริงๆมีคนอื่นๆอีกหลายคนค่ะ แต่ทั้งสามคนที่ว่ามาทำจำนวนปกในการวาดที่เยอะและติดตามากที่สุด รวมทั้งหนังสือที่เขาวาดปกก็มักจะติดอันดับขายดีในร้านหนังสือ

เพราะฉะนั้นนักวาดที่เราว่ามาคือ
top1%ในวงการ “การ์ตูน” ที่เป็น “นักวาดภาพประกอบแนวนิยายวัยรุ่นหญิง” ในระดับ “ประเทศไทย”

การจะเป็นtop1%ยิ่งคุณเจอ”เลน”หรือเส้นทางของตัวเอง ยิ่งเร็วเท่าไร โอกาสที่จะเป็นtop1%ในเลนนั้นยิ่งง่ายขึ้นค่ะ
เช่น ถ้าคุณอยากเป็นนักวาดภาพประกอบนิยายวัยรุ่นของไทย คุณได้เลือกที่จะวิ่งเลนเดียวกันกับ vic,Kappa,Ayaume

โอกาสที่จะประสบความสำเร็จมีไหม?
“มีค่ะ”

แต่อย่าลืมว่า…นักวาดที่ว่ามา เขาได้วาดงานปกนิยายมาเป็นร้อยปกแล้ว ชั่วโมงบินสูง มีแฟนๆเยอะแล้ว ถ้าคุณอยากประสบความสำเร็จให้ได้เท่าๆเขา…หรือมากกว่ามี 3 ทางค่ะ

1.วิ่งในสปีดที่เร็วขึ้น
การวิ่งในสปีดที่เร็วขึ้น คือการทำงานให้เยอะจำนวนชิ้นมากขึ้น ใช้เวลาต่อชั่วโมงในการทำงานแต่ละชิ้นให้มากขึ้นค่ะ caliburหรือระดับความสามารถคุณจะสูงขึ้น ซึ่งการที่คุณจะเร่งสปีดการวาดให้ได้เป็นร้อยๆปกนั้น คุณทำไม่ได้หรอกในเวลา1-2ปี มันต้องใช้เวลาสะสม5ปี ขึ้นไป

เพราะฉะนั้น การที่คุณจะสำเร็จ คุณต้องเน้นไปที่การทำงานpersonalให้มากขึ้น เพื่อสะสมจำนวนชั่วโมงบินในการทำงานและฐานแฟนๆของคุณด้วยค่ะ ยิ่งชั่วโมงบินสูง คุณก็จะวาดสวย โอกาสที่คุณจะวาดงานตัวเอง แล้วออกมาโดนใจคนนั้น เป็นไปได้สูง

ดูกาก้าเป็นตัวอย่างค่ะ…กาก้าเข้าสู่วงการช้ากว่ามาดอนน่าหลายปี แต่ก็สามารถดังได้เช่นกัน ก่อนหน้านั้น กาก้าก็ได้สะสมชั่วโมงบินในการทำเพลงให้คนอื่นๆมาแล้วค่ะ เพลงที่ออกมาจึงฮิตเกือบทุกเพลง นอกจากนี้ภาพลักษณ์ของกาก้ายังมีความโดดเด่นด้วย

หรือวิธีที่สอง

2.หาเลนของตัวเอง.
คุณไม่ได้มาช้าไปค่ะ หมายถึง…คุณอาจไม่ได้เข้าสู่วงการช้า แต่นักวาดที่ว่ามา ออกตัวเร็วกว่าคุณในเลนนั้นไปประมาณหลายปี การที่คุณวิ่งเลนเดียวกันกับเขาให้ทัน ไม่ใช่ให้ไปวิ่งแข่งกับเขาค่ะ ตั้งเขาเป็นคู่แข่ง เราเปรียบเทียบให้ฟังเฉยๆว่าระดับการประสบความสำเร็จ มันเหมือนการออกวิ่ง

ซึ่งหนทางนี้ มันคือ “วิ่งมาราธอน” ค่ะ ถ้าคุณไม่อึด เลิกไปก่อน คุณก็ไม่สำเร็จ นอกจากจะอึดถ้าวิ่งอยู่เลนเดียวกับเขาตรงๆแล้วจะประสบความสำเร็จเท่าๆเขา คุณต้องเร่งสปีดการทำงานให้สูง จำนวนการทำงาน ปริมาณภาพที่ต้องวาดมันมาก มันจะทำให้เหนื่อยและโอกาสสำเร็จคุณจะน้อยกว่า…

การหาเลนตัวเอง ไม่ใช่การเปลี่ยนสไตล์การวาดของคุณ แต่เป็นการ”เลือกเลนในการวิ่งของคุณ”ค่ะ

เช่น…การพิมพ์งานขายเอง หรือ…โฟกัสที่ตลาดอื่น เช่น ลูกค้าต่างประเทศ หรือ… โฟกัสที่ genre อื่นของปกนิยาย เช่น แนวแฟนตาซี หรือแม้แต่การทำงานประจำในบริษัทเกม…หรือโฟกัสที่งานแม็กกาซีน นี่คือ คุณวิ่งกันคนละเลนกับนักวาดข้างต้นแล้วค่ะ

3.หาแนววาดตัวเอง
การหาแนววาดของตัวเองเป็นการหาเลนวิ่งของตัวเองอีกแบบนึงค่ะ ทั้งนี้ไม่ใช่ให้ไปฝืนแนววาดตัวเอง แต่คุณควรวาดในสิ่งที่เป็นคุณจริงๆมากกว่าจะเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมในขณะนั้นๆค่ะ วาดในสิ่งที่อยากวาดที่เป็นตัวเราหรือสิ่งที่ชอบก่อน ความนิยมตามมาทีหลัง ยกตัวอย่างเช่น …งานของมุนิน มุนินเป็นคนที่วาดการ์ตูนแนวที่แตกต่างจากคนอื่นๆค่ะ คือเป็นแนวใสๆ…เนื้อเรื่องที่มีข้อคิด

ทั้งนี้การวาดรูปตามใจตัวเอง มันไม่ได้ทำให้คุณดังในชั่วข้ามคืนค่ะ มันเหมือนหนังสือเบสต์ เซลเลอร์นั่นแหละ คือ คุณไม่ได้จำเป็นเลยที่จะต้องฝีมือเก่งเป็นเทพถึงจะได้รับความนิยมค่ะ ความนิยมกับระดับฝีมือความเก่งเป็นเทพนั้นไม่เกี่ยวกัน ถ้าคุณเก่งเป็นเทพก็ดีค่ะ ดูหนังสือเบสต์ เซลเลอร์เป็นตัวอย่าง… ก็ไม่ใช่หนังสือที่เขียนได้สำนวนดีเลิศ ใช้ภาษาสวิงสวาย แต่เรื่องของความนิยม…มันเป็นเรื่องของความโดนใจคน ยิ่งงานคุณโดนใจคนมาก ก็เป็นที่นิยมมาก

ส่วนหนังสือที่ได้รางวัลซีไรต์ หรือหนังสือที่เขียนได้ดี บางครั้งก็ไม่ใช่หนังสือขายดีในท้องตลาดค่ะ

สิ่งที่คุณต้องมีให้ชัดเจนก็คือ จุดยืนของคุณ และ แนวทางในการทำงานของคุณค่ะ รวมแล้วมันคืออุดมการณ์ของแต่ละคน เหมือนการจะเป็นนักดนตรี คุณก็ต้องเลือกว่าจะทำเพลงแนวป็อบ,แนวคลาสสิค,หรือแจ๊ส เลือกที่จะเป็นนักร้องนำ,มือกีตาร์,มือเบส

แต่การที่คุณเลือกแนวทางการทำงานนั้น คุณก็ต้องรับสิ่งที่ตามมาจากการเลือกของคุณได้ เช่น คุณเลือกที่เป็นมือกลอง แล้วคุณอยากเด่นอยากดังเท่านักร้องนำ มันเป็นไปได้ยากค่ะ หรือคุณทำเพลงคลาสสิคแล้วจะหวังให้มีแฟนๆเท่าเพลงป็อบก็เป็นไปได้ยากอีกเช่นกัน…

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณเลือกเป็นมือกลอง คุณควรโฟกัสไปที่ …
การฝึกฝนตัวเองให้เป็น”มือกลองที่เป็นtop1%”..ไม่ใช่การไปแข่งขันความดังกับนักร้องนำ

บางคนบอก “ไม่จำเป็นนี่พี่ เราก็วาดของเราชิลๆ ไม่ได้คิดอะไร…”
ค่ะ ไม่เป็นอะไร ถ้าน้องวาดเพราะหารายได้เสริม หรือไม่ได้จริงจังกับการเป็นนักวาดนัก

แต่รบกวนย้อนไปดูเอนทรี่ที่แล้ว กับหัวข้อเอนทรี่นี้นิด…

หัวข้อ…มันคือ”การฝึกฝนตัวเองให้เป็น top1% ของวงการ”

การก้าวสู่top1%ของวงการไหนๆได้ ก่อนอื่น …
คุณจะต้องมีแนวคิด ที่แตกต่างไปจากนักวาดคนอื่นๆในวงการเดียวกันก่อนค่ะ

…ถ้าน้องคิดว่า…มันไม่จำเป็นเลยที่จะต้องเป็นtop1%
เพราะเราพอใจกับรายได้และความสำเร็จของเราณ.ปัจจุบันแล้ว เรามีความสุขดีแล้ว
พี่ก็ขอยินดีกับน้องด้วยค่ะ ความสำเร็จต่างๆมันจะไม่มีความหมายเลย ถ้าน้องไม่มีความพึงพอใจในตนเอง

ทั้งนี้การพึงพอใจกับสถานภาพที่เราเป็นอยู่ มันคือการที่น้องsettleแล้ว บางครั้งมันไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มันเหมือนกับการที่เราอ้วน เพราะเราได้พึงพอใจกับน้ำหนักในขณะนี้ของเราแล้ว ถ้าเราอยากผอม เราก็ต้องลุกขึ้นมาลดน้ำหนัก

ถ้าคุณอยากเป็นtop1%คืออยากอยู่สบายจากงานวาด แต่คุณไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมหรือแนวคิด
สุดท้ายคุณก็จะวนเวียนอยู่ในลูปเดิมๆของการทำงาน เหมือนการตกขบวนในธุรกิจชาเขียวอย่างที่เราเล่าให้ฟัง ทุกธุรกิจทุกวงการมีแบบนี้หมด มันไม่สำคัญว่าคุณมาช้ากว่าคนอื่นไหม ตราบที่คุณมีตำแหน่งของตัวเอง(positioning)ในตลาดนั้นๆที่ชัดเจน

ความชัดเจนคือ…การแสดงจุดยืนของน้องออกมา…ไม่ใช่การเอาใจคนทุกคน เพราะถ้าน้องเอาใจคนทุกคน น้องจะไม่เป็นอะไรเลยสำหรับใครสักคนค่ะ เพราะไม่ใช่ทุกคนหรอกที่ชอบสิ่งที่น้องทำ ลายเส้นที่น้องวาด

ยกตัวอย่างเช่น…เลดี้กาก้า มาหลังบริทนีย์ แต่ก็สามารถดังได้พอๆกัน หรืออาจจะมากกว่าค่ะ เพราะความชัดเจนในตัวเองนั่นเอง แต่มันไม่ได้หมายความว่าเพลงกาก้าดีกว่าบริทนีย์ หรือกาก้าเก่งกว่าบริทนีย์ เพราะความสำเร็จของแต่ละบุคคล มันเป็นเรื่อง subjectiveคือเฉพาะบุคคลนั้นๆ แฟนกาก้าคือแฟนกาก้า แฟนบริทนีย์ คือแฟนบริทนีย์ ถ้าเราไปถามแฟนกาก้า ว่ากาก้าหรือบริทนีย์ดีกว่ากัน แฟนกาก้า ก็ต้องตอบว่ากาก้าดีกว่า

เพราะฉะนั้นมันยากค่ะ ที่จะตัดสินว่าใครดีกว่าใคร กาก้าดังได้เพราะ “มีความชัดเจนในตัวเอง”อย่างที่บอกค่ะ คือมีความแตกต่างจากบริทนีย์ มาดอนน่า หรือศิลปินคนอื่นๆในวงการอย่างชัดเจน ทั้งการแต่งตัว แนวเพลง และการใช้ชีวิต

ทั้งนี้อย่างที่เราบอกเอนทรี่ที่แล้ว “การเดินทางสำคัญกว่าเป้าหมาย”

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ น้องต้องมีความสุขในการพัฒนาตนเอง ไม่ใช่การมุ่งที่จะแข่งขันกับผู้อื่นเพื่อที่จะอยู่บนยอดปิรามิด แต่มันเป็นการมุ่งจะเป็นคนที่ดีกว่าเดิม เป็นคนที่เดินทางให้เข้าใกล้คนที่เป็น idolเรา(พวกtop1%) ในวงการนั้นๆในทุกๆวัน

ทั้งนี้เวลาจะเปรียบเทียบศิลปินแต่ละคน…ควรดูที่”เลน” ของคนๆนั้นเป็นหลักค่ะ…ดูคนที่วิ่งในเลนนั้นด้วยกันค่ะ

ยกตัวอย่างเช่น…คุณไม่สามารถเปรียบเทียบ…บริทนีย์ สเปียร์…กับ สุบิน เมธา…หรือ…วอร์เรน บัฟเฟทได้ค่ะ หรือ เอา สตีฟ จ็อบ ไปเปรียบเทียบกับเลดี้ กาก้า…มันเป็นเรื่องที่BS…เพราะเขาวิ่งกันคนละเลนค่ะ

เช่น คุณดันไปเปรียบเทียบ สตีฟ จ็อบ กับ บริทนีย์ ในด้านการร้องเพลง…สตีฟ จ็อบ ก็ต้องแพ้บริทนีย์อยู่แล้วค่ะ
ถ้าคุณเปรียบเทียบ สตีฟ จ็อบ กับ บริทนีย์ ในการทำธุรกิจ…บริทนีย์ก็แพ้อีก

มันเหมือนคุณเปรียบเทียบ แมคบุคโปร กับ nikon d7000 เรื่อง “ความสามารถในการถ่ายรูป” แมคบุคโปรก็แพ้อยู่แล้ว….เพราะแมคบุคโปรมันถ่ายรูปสู้ไม่ได้ค่ะ

ทุกคนเป็นอัจฉริยะ ถ้าคุณประเมิน”ปลา”จากความสามารถในการปีนต้นไม้ของมัน ปลาตัวนั้นก็จะเชื่อไปตลอดชีวิตว่าตัวมันโง่-อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

คนส่วนมากมักจะตัดสินคนที่ความดัง

ความดังตัดสินกันที่อะไรณ.ปัจจุบันคะ?ก็คงต้องเป็น…

“จำนวนแฟน”…”จำนวนยอดวิวyoutube”…”จำนวนคนกดlike”…”จำนวนfollower”

ความดังเป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งของความสำเร็จเท่านั้นค่ะ
มันขึ้นอยู่กับว่า คุณเอาปัจจัยอะไร มาวัดความสำเร็จ?
เหมือนเมื่อกี้เลย คุณเอา factor คนละอย่างมาจับความสำเร็จของคนทุกคนไม่ได้ค่ะ

เช่น
สุบิน เมธา ดังน้อยกว่า บริทนีย์ แน่ๆ คนรู้จักน้อยกว่าชัวร์ๆ จำนวนแฟนๆก็น้อยกว่า
งั้นหมายความว่า สุบิน เมธา สู้บริทนีย์ไม่ได้?…มันไม่ใช่ค่ะ…

เพราะทั้งคู่”เป็นtop1%ของเลนคนละเลน”กัน…

สองคนนี้วงการเดียวกันค่ะคือ “วงการดนตรี” …ใน …”ระดับโลก”

แต่วิ่งกันคนละเลน…คุณไม่สามารถเอาความดังมาเป็น factor เดียวได้ค่ะ
อีกทั้งไม่สามารถเปรียบเทียบระดับการประสบความสำเร็จของสองคนนี้ได้ตรงๆด้วย

ถ้าคุณจะเปรียบใคร…ก็ดูค่ะ…ว่าเขาอยู่เลนตรงกันเป๊ะๆไหม…
ถ้าคนๆนั้นทำในสิ่งที่เหมือนกัน ก็อาจจะเปรียบเทียบกันได้ เช่น กาก้า,บริทนีย์,มาดอนน่า,สามคนนี้วิ่งอยู่เลนเดียวกันค่ะ คือ “ศิลปินเพลงป็อบผู้หญิง” ในระดับโลก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะกาก้า ก็มาช้ากว่าบริทนีย์หรือมาดอนน่า แต่ก็สามารถประสบความสำเร็จในระดับที่ถือว่าใกล้เคียงกัน แต่มาดอนน่า ถือว่าเข้าใกล้ตำนานมากกว่า

ถ้ามีคนวิ่งเลนเดียวกันกับคุณ สิ่งที่คุณต้องมีคือ “ความชัดเจน” และ “ความแตกต่าง”

ถ้าเป็นนักวาดภาพประกอบ ลายเส้นต้องชัดเจนค่ะ มีความแตกต่างจากคนที่วิ่งเลนเดียวกับคุณพอสมควร ถ้าคุณวาดเหมือนเค้า หรือคล้ายๆเค้า ลายเส้นไม่มีความแตกต่างกันมาก คุณไปวิ่งในลู่เดียวกับเค้าเป๊ะๆเลยค่ะ แต่คุณได้กลายเป็นเบอร์สองในใจคนไปแล้ว

นี่คือเหตุผลที่ทำไม คุณถึงไม่ควรลอกสไตล์ของไอดอลคุณมาเป๊ะๆ คุณเพนท์เก่งเท่าไร ดีกว่าไอดอลคุณเท่าไร …คนก็จะจดจำคุณว่า…อ๋อ…นี่นักวาด…ที่วาดแนวแบบxx

คนไม่จดจำเบอร์สองค่ะ แต่คนจะจำเบอร์หนึ่ง

ถ้าคุณเก่งกว่าเบอร์หนึ่งก็จริงแต่ทำเหมือนๆกันกับเค้าทุกอย่าง
คือลอกสไตล์มายังไงคุณก็เป็นเบอร์สองอยู่ดี

แต่…ปิกาสโซ่บอกไว้ค่ะ ว่า “good artist,copy-great artist steal”
ไปลองตีความกันดูค่ะ แต่ถ้าตีความผิด ก็เอาไปใช้กันแบบผิดๆ ผลก็ไม่ต่างอะไรกับการลอกงาน แล้วอาจจะมีเขียนถึงเรื่องนี้คราวต่อๆไปค่ะ วันนี้เขียนเยอะแล้ว ฝากให้ลองไปอ่านหนังสือ austin kleonค่ะ ชื่อ “steal like artist” มีแปลไทยแล้วค่ะ เป็นหนังสือ newyork time best seller