การฝึกวาดให้เก่งและประสบความสำเร็จแบบidol

มาต่อค่ะ เอนทรี่ที่แล้วพูดรวมๆถึงการถอดแบบความสำเร็จจาก idol ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้ทุกวงการ แต่วันนี้เราจะเน้นไปที่”การฝึกวาดให้เก่งและประสบความสำเร็จแบบ idol”

25560928-161434.jpg
ก่อนอื่นคุณมีการบ้านคือ…มี entry ที่ควรอ่านอีกอย่างน้อย 2 entry ค่ะ (จะไปอ่านทีหลังก็ได้)
ส่วนอีก entry ถ้าคุณอ่านให้จบและคุณสามารถเข้าใจในสิ่งที่เราต้องการสื่อจริงๆได้จะดีมาก
การฝึกฝนตัวเองให้เป็นระดับtop1%(ควรอ่าน)
การเดินทางสำคัญกว่าเป้าหมาย(ควรอ่าน)
วิธีถอดแบบความสำเร็จจากidol(อ่านหรือไม่ก็ได้)
ทั้งนี้ในวันนี้เราจะขอสรุปในสิ่งที่สำคัญๆที่เราพูด entry ที่แล้ว

เพราะว่าน้องๆนักวาด ไม่ใช่ทุกคนที่สนใจในการลงทุน และมุมมองด้านธุรกิจ ซึ่งมันอาจจะทำให้ดูเข้าถึงยากไปหน่อย จะมาย่อยให้ง่ายขึ้นค่ะ

ประเด็นที่สำคัญมันอยู่ตรงนี้ค่ะ
(ใครอ่าน entryที่แล้วมาครบ ข้ามส่วนนี้ไปได้เลย แต่อ่านได้ถ้าต้องการสรุปใจความสำคัญ)

======================================================
สรุปเนื้อหาสำคัญของentryที่แล้ว

1.คุณควรมี idol ประมาณ 6 กลุ่ม ตามระดับเสกลที่คุณต้องโฟกัส

กลุ่มแรก…คือ…คนที่เป็นtop1%…ของวงการคุณ…ในระดับโลก
กลุ่มที่สอง…คือ…คนที่เป็นtop1%ของทุกวงการ…ในระดับโลก

กลุ่มที่สาม…คือ…คนที่เป็นtop1%ของวงการคุณ…ในระดับภูมิภาคเอเชีย
กลุ่มที่สี่…คือ…คนที่เป็นtop1%ของทุกวงการ…ในระดับภูมิภาคเอเชีย

กลุ่มที่ห้า…คือ…คนที่เป็น top1%ของวงการคุณ…ในระดับประเทศ
กลุ่มที่หก…คือ…คนที่เป็น top1%ของทุกวงการ…ในระดับประเทศ

การศึกษาtop1%ของทุกวงการ เพื่อคุณจะได้รู้ว่าคนที่ประสบความสำเร็จ เขามีแนวคิดอย่างไร แล้วคุณก็ถอดแบบแนวคิด(mindset)ของคนที่ประสบความสำเร็จออกมา

2.เราไม่ได้มี idol เอาไว้ เพื่อเป็น “เป้าหมายลอยๆ” เท่านั้น …
เช่น …อยากเก่งเหมือนคนนั้น อยากรวยเหมือนคนนี้จังเลย

การมีidol เราต้องศึกษาสิ่งที่เขาทำ หรือวิธีในการคิด และมุมมองต่อโลกของเขาจริงๆค่ะ

ทั้งนี้คุณไม่จำเป็นต้องทำสิ่งที่ idol คุณทำทุกอย่างค่ะ เพราะคุณไม่ใช่คนๆนั้น คุณไม่สามารถทำแบบเขาทุกอย่าง แล้วให้ผลเหมือนกัน100%ได้ เพราะ skillset ของคนเราแตกต่างกัน สภาพแวดล้อมที่เราเจอมันต่างกัน ความชอบของเราแตกต่างกัน ทำให้ผลลัพธ์ของแต่ละคนออกมาต่างกัน

3.ในการวาดรูปหรือออกแบบ เวลาลอกหรือถอดรูปแบบความสำเร็จของ idol อย่างที่บอกค่ะ
ลอก mindset+skillset ของ idolคุณค่ะ ไม่ใช่ลอก style

ทั้งนี้ลอก mindset ไม่ใช่การเปลี่ยนความคิดทุกอย่างให้เหมือน idol แต่คุณศึกษาวิธีการคิดของ idol ที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จในเรื่องนั้นๆค่ะ แล้วเอามาปรับใช้กับชีวิตคุณ

ถ้าคุณลอกมาแต่ style ของ idol คุณ…วาดเหมือนidolคุณทั้งเส้นทั้งสี..

ลอกอย่างร้าย…คุณเป็นได้แค่…copycat หรือ ของปลอม
…เหมือนกระเป๋าหลุยส์ปลอมค่ะ หลุยส์ปลอม ต่อให้ก็อปเหมือนเท่าไรไม่มีทางขายได้ราคาเท่าหลุยส์จริง…

ลอกอย่างดี…คุณเป็นได้แค่…เบอร์สองในวงการนั้นๆ

บอกไปแล้วค่ะ

คนไม่จำเบอร์สอง คนจำเบอร์หนึ่งค่ะ

4.สำเร็จระดับโลก malcolm gladwell เขียนไว้ใน outlier ค่ะว่าคุณต้องฝึกอย่างน้อย 10,000ชั่วโมง
======================================================
มันมีส่วนที่ต้องขยายความนิด เผื่อคนที่ข้ามมาเจอ entry นี้เลย

idol คือใคร…?

คือ คนที่ประสบความสำเร็จกว่าคุณมากๆที่คุณเห็นเขาเป็นแบบอย่างในหน้าที่การงานหรือการดำเนินชีวิตค่ะ

ทั้งนี้ในการพัฒนาตัวเองให้วาดเก่งและประสบความสำเร็จแบบidol จะแบ่งเป็น 2 ส่วน นั่นคือ…

1.ประสบความสำเร็จแบบ idol

การประสบความสำเร็จแบบ idol นั้น เราต้องมี mindset ที่ทำให้ประสบความสำเร็จเหมือน idol ค่ะ
ซึ่ง ไม่ได้หมายความว่า ให้คุณเปลี่ยนความคิดไปเหมือน idol ทุกอย่าง แต่คุณต้องเลือกที่จะหยิบบางส่วนของวิธีคิด idol คุณ มาใช้กับชีวิตของคุณค่ะ มันเหมือนกับการ install หรือลงซอฟท์แวร์ในหัวคุณนั่นแหละ

ซึ่งการเรียนรู้ mindset นี้…

เราต้องศึกษาจาก idolที่เป็น top1%จากทุกวงการรวมถึงวงการวาดค่ะ คือ เราต้องรู้ว่าคนที่ประสบความสำเร็จ เขามีแนวคิดยังไง มีวิธีในการแก้ไขปัญหายังไง?

ทั้งนี้ในแต่ละวงการ ก็มีวิธีการในการประสบความสำเร็จไม่เหมือนกัน มันขึ้นกับว่า คุณอยู่วงการไหน มันเหมือนกับการที่คุณเลือกเกมที่คุณจะเล่น คุณต้องรู้กติกาของเกมนั้นๆ และวิธีการเล่นก่อน ทั้งนี้การศึกษาidol คุณจะรู้ว่าคุณจะปฏิบัติตัวยังไง เวลาเจอเหตุการณ์แบบนี้ มันเหมือนกับการที่คุณรู้ tactic หรือ trick ของเกม…

เช่น ในเกม COD(call of duty) โหมดเล่นหลายคน กติกาการเล่นไม่มีอะไรมาก ก็ยิงฝ่ายตรงข้ามให้ได้มากที่สุด ถ้าประชิดตัวต้องเอามีดเสียบ ถ้าห่างหน่อย แต่มองเห็นก็ปาระเบิด ถ้าต้องวิ่งไปด้วย ยิงไปด้วยและมีศัตรูหลายคนก็เปลึ่ยนปืนเป็น grenade launcher ถ้าห่างมากก็ส่อง snipe(ลอบยิง) และหาที่กำบัง คุกเข่า หรือ หมอบเพื่อไม่ให้ศัตรูเห็น

ถ้าคุณเล่นเกมอื่น กติกาก็ไม่เหมือนกันแล้ว คุณจะเอาวิธีเล่น call of dutyมาใช้กับการเล่น dota ไม่ได้ แต่คุณสามารถนำกลยุทธหรือ strategy ของเกมอื่นมาใช้ได้ เช่น ใน dota การสู้ประชิดตัวมากๆ ถ้ายิงเวทย์มันจะช้าไปเพราะต้องร่าย ต้องใช้ฮีโร่อีกตัว มันเหมือนกับ COD ตรงที่ถ้าประชิดตัวเราก็ต้องควักมีดมาเสียบ เพราะปืนมันช้าไป

เพราะฉะนั้นถ้าเราศึกษาเฉพาะนักวาด มันแคบไปค่ะ และบางครั้งมันทำให้ความคิดคุณจำกัดในวงเกินไป การที่ความคิดคุณจำกัด คุณก็จะคิดและทำเหมือนๆกันกับคนในวงการคนอื่นๆ ถ้าคุณคิดเหมือนคนอื่น ทำเหมือนคนอื่น ผลลัพธ์ก็จะเหมือนคนอื่น เราต้องศึกษากลยุทธหรือ strategy ของวงการอื่น เพื่อมาปรับใช้กับหนทางเราค่ะ

ซึ่งการจะเป็น top1%ได้ คุณต้องมีกลยุทธหรือมี strategy หรือหนทางที่แตกต่างจากคนทั่วไปด้วยค่ะ

การที่คุณจะประสบความสำเร็จในเส้นทางไหนได้ คุณต้องพบหนทางหรือ”เลน”ของตัวเองค่ะ อย่างที่เคยบอก entry ที่ผ่านๆมา ถ้าคุณเลือกวิ่งเลนที่คนอยู่เยอะๆ มีคนเก่งๆมาก คุณต้องออกแรงเยอะขึ้น เหมือนกับ dota ถ้าคุณเป็นฮีโร่อ่อนๆ แต่ไปเจอฮีโร่เก่งกว่าสามตัวในเลนเดียวกัน คุณอาจจะตายอยู่ในเลนนั้น

ยิ่งคนเยอะมากเท่าไร การแข่งขันยิ่งสูงมาก ยิ่งการแข่งขันเดือด ทางการตลาดเขาเรียกred ocean ค่ะ คือตลาดที่มีคนแข่งขันกันเยอะแล้ว เหมือนกับการที่มีคนวาดเส้นคล้ายๆกันมากๆ เพราะฉะนั้นคุณต้องหาน่านน้ำของตัวเองค่ะ ที่เป็นน่านน้ำใสๆ ยังไม่มีการแข่งขันที่ดุเดือดมาก หรือที่เรียกว่า blue ocean

ซึ่ง…ส่วนนี้เราต้องอ่านหรือศึกษาประวัติของคนที่ประสบความสำเร็จ top1%ในทุกวงการ ในระดับประเทศ…ระดับภูมิภาคเอเชีย…และระดับโลกค่ะ

ซึ่งพอคุณอ่านประวัติ คุณจะรู้ว่าเขาเจออะไรมาบ้าง เขาเสพย์อะไรบ้าง อ่านหนังสือเล่มไหนบ้าง ดูหนังเรื่องไหนบ้าง
ก็ตามไปเสพย์ในสิ่งที่เขาเสพย์เท่าที่จะทำได้ค่ะ ทั้งนี้เลือกที่จะเสพย์แต่เฉพาะสิ่งที่ดีๆนะคะ สิ่งที่ไม่ดี เป็นอบายมุข หรือเป็นด้านที่เลวด้านเสียคนๆนั้น ไม่ต้องไปเสพย์ค่ะ

เหมือนกับการเลือกที่จะกินนั่นแหละ คุณต้องมีวิจารณญาณส่วนตัว ว่าจะเสพย์อะไร เพราะidolบางครั้ง บางคนก็ไม่ได้ดำเนินชีวิตถูกต้องเสมอไป เราควรศึกษาว่าอะไรทำให้คนๆนั้นล้มเหลว อะไรทำให้คนๆนั้นสำเร็จ บางคนชีวิตล้มเหลวเพราะไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพย์ติด เราก็อย่าไปทำตาม เป็นต้น

นัองอาจจะบอก ต้องทำขนาดนี้เลยเหรอพี่?
ในหนังสือ don’t eat marshmallow yet กล่าวไว้ค่ะว่า…

“คนที่ประสบความสำเร็จ ยินดีทำในสิ่งที่คนไม่ประสบความสำเร็จทำ”

ทั้งนี้ การมี idol ที่เป็น top1%ของวงการอีกอย่างน้อย 3 คน คือ ระดับประเทศ,ระดับภูมิภาค,และระดับโลกนั้น idolที่อยู่เสกลเล็กกว่าเป็นคนที่ทำให้เราเห็นว่าการที่จะประสบความสำเร็จระดับนี้มีความเป็นไปได้ค่ะ การที่คุณเห็นว่ามันเป็นไปได้ คุณก็จะมีความเชื่อสูงขึ้น ทำให้คุณมีกำลังใจที่จะเดินในแนวทางนั้น ส่วนidolที่เสกลใหญ่กว่าก็ตั้งไว้เป็นเป้าหมายระยะยาวขึ้น

2.วาดได้เก่งแบบ idol

ส่วนนี้คุณต้องมี skillset (ทักษะการวาด) เดียวกันกับ idol ของคุณค่ะ …
ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ

ลายเส้นและการลงสีหรือการเพนท์

ส่วนนี้คุณสามารถมีidolหลายๆคนได้เลย คือนักวาดคนที่คุณชอบงานเขา ชอบลายเส้นเขานั่นเอง ซึ่งไม่จำเป็นที่นักวาดที่คุณชอบจะเป็นtop1%ของวงการหรือไม่ นักวาดที่คุณชอบเส้นอาจจะเป็นมือสมัครเล่นแต่เก่งมากก็ได้

ซึ่งคุณอาจจะต้องเลือกสายในการวาดก่อน เพราะคุณจะได้รู้ว่าคุณต้องเพิ่ม skill ไหนบ้าง

ก่อนอื่น คุณต้องเลือกที่จะเป็น…
concept artist,storyboard artist,illustrator,หรือ นักเขียนการ์ตูน

ซึ่ง…แต่ละสายก็ต้องใช้ skillset แตกต่างกันไป ไปหา entry เก่าๆ ดูเอาค่ะ พูดถึงไว้เยอะแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น ถ้า idol คุณคือ audrey kawasaki คุณก็ต้องฝึกการวาดเส้นและฟิกเกอร์พื้นฐาน,การเพนท์สีน้ำมัน
เป็นต้น

ซึ่งในการฝึกวาดให้เก่ง สองส่วนนี้คือ…

1)การฝึกลายเส้น
อันนี้ถ้าคุณสามารถฝึกการวาดเส้นพื้นฐาน วาดสิ่งของทั่วๆไป และการวาดสัดส่วนพื้นฐานได้ก่อนจะดีกว่าค่ะ คุณอาจจะเลือกเรียนวิชาเลือกศิลปะในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยก็ได้ค่ะ

นอกจากนี้ คุณอาจจะซื้อ อาร์ทบุคที่ชอบ หรือเซฟรูปมาวาดตามลายเส้นก็ได้ ขั้นตอนฝึกลายเส้นนี้คุณควรฝึกการวาด ด้วยดินสอหรือถ้านักเขียนการ์ตูนควรฝึกใช้หัวปากกาด้านนอกคอมก่อนค่ะ เพื่อที่คุณจะมีพื้นฐานในการวาดด้วยมือที่แน่นก่อน

2)ฝึกเพนท์
คุณต้องเลือก เทคนิค และอุปกรณ์(medium) ก่อนค่ะ
ทั้งนี้การฝึก digital painting หรือ cg คุณควรมีเทคนิคการลงสีที่ถนัดด้านนอกคอม 1 อย่างเป็นอย่างต่ำ และไม่ควรเป็นสีไม้ เพราะสีไม้ส่วนมาก มันสำเร็จรูปเกินไป มันไม่ได้ฝึกผสมสี ง่ายสุดจะเป็นโคปิค สีน้ำ หรือ สีอะคริลิคเพื่อให้คุณเข้าใจก่อนว่าต้องผสมสียังไง

ถ้าเป็นงานสีน้ำ สีน้ำมัน วาดเส้น คุณหางานมาสเตอร์ งานของคนที่คุณชอบ และอาร์ติสท์ดังๆในประวัติศาสตร์มาลอกตามแบบค่ะ คือเพนท์ให้เหมือนภาพนั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้

ถ้าเป็นงานcg ดราฟเส้น แล้วฝึกเพนท์ให้เหมือนที่สุดเท่าที่ทำได้ค่ะ ทั้งนี้ถ้าน้องคิดว่าสามารถวาดตามเองได้ ไม่ต้องดราฟ ก็ทำเลยค่ะ

ส่วนโปรแกรมพื้นฐานที่น้องควรเป็นคือ photoshop ค่ะณ.ขณะนี้ และ sai เป็นอีกตัวเลือกหนึ่ง ทั้งนี้ที่เป็นphotoshopเพราะบริษัทส่วนใหญ่ใช้ค่ะ มันเป็นมาตรฐานสากล แต่ถ้าน้องไม่ได้คิดจะทำงานบริษัท น้องจะใช้โปรแกรมอะไรเพนท์งานก็ได้

การฝึกขั้นต้นนี้ เราฝึกเพื่อให้เข้าใจเทคนิคในการเพนท์ และกระบวนการในการเพนท์ของภาพแต่ละภาพค่ะ
ซึ่งการวาดภาพ มันเหมือนการทำอาหาร ตรงที่…ถ้าเรารู้วัสดุอุปกรณ์และขั้นตอนในการทำงาน เราก็จะสามารถทำงานแนวนั้นได้ค่ะ เช่น คุณจะทำกะเพราไก่ คุณต้องมีไก่ มีกะเพรา มีข้าว มีไข่ นอกจากนั้น คุณต้องรู้ว่า ใส่อะไรก่อน อะไรหลัง สิ่งนี้เรียกว่าวิธีการ (method)

การดราฟเส้นเอาเพื่อจะไม่ให้เป็นการเสียเวลาโดยไม่จำเป็น เพราะเราจะเรียน”เทคนิคการเพนท์”ของเขาค่ะ ไม่ใช่เรียนรู้ว่าเขาวาดเส้นยังไง…แต่ถ้าคุณคิดว่าตัวเองเก่งแล้ว สามารถเพนท์ตามได้โดยไม่ต้องดราฟ คุณก็ทำไปค่ะ

บางคนbiasอีก …

“ไหนบอกลอกสไตล์ idol มาผิดยังไง ทำไมสนับสนุนการฝึกวิธีนี้”
“การดราฟรูปไม่ได้ช่วยให้เก่งขึ้น”

ค่ะ เราไม่สามารถบังคับความคิดของใครได้ค่ะ แต่ถ้าคุณกำลังอ่านบทความนี้อยู่…

คุณลองจินตนาการว่า…

สมมติ คุณเป็นพลทหาร ที่กำลังจะไปออกรบในสงคราม…แล้วคุณต้องเลือกครูฝึกของคุณ…

คุณจะเลือกเชื่อใครคะ? ระหว่าง…

1)พลเรือน 2)ครูฝึกที่ไม่เคยผ่านสนามรบ 3)ทหารผ่านศึก

ก่อนคุณจะเชื่อใคร ดูคนที่พูดค่ะ
ว่าเขาเป็น…พลเรือน…เป็นครูฝึกที่ไม่เคยผ่านสนามรบ…หรือเป็นทหารผ่านศึก

นอกจากนี้…คุณต้องดูว่า…ถ้าเป็นทหารผ่านศึกเหมือนกัน…เขาผ่านมาแล้วกี่สนามรบค่ะ…แล้วรอดตายกลับมาไหม?หรือร่อแร่อยู่กลางสนามรบ

ทั้งนี้การลอกเพื่อฝึก ในความคิดเรา ไม่ผิดค่ะ มันจะผิดต่่อเมื่อคุณแอบอ้างว่าคุณวาดภาพนั้นเอง
โดยปกติ ถึงคุณไม่ได้ฝึกโดยการวาดตามงานอาร์ติสท์คนอื่น คุณก็ฝึกวาดตามตามอะไรสักอย่างในโลกอยู่แล้ว
เช่น คุณจะวาดพอร์เทรท คุณก็ลอกภาพใบหน้าคุณเองลงกระดาษ,คุณจะวาดม้า คุณก็ต้องหาแบบม้ามา แล้ววาดตาม,คุณจะวาดฉาก คุณก็ต้องไปถ่ายรูปฉาก แล้ววาดตามแบบ

ทั้งนี้ การลอกตามแบบนั้น…ลอกได้เก่งที่สุด…คุณเป็นนักลอกรูปค่ะ…ยังไม่ใช่อาร์ติสท์

เหมือนที่อ.ศิลป์เคยบอกอ.ถวัลย์ ดัชนีครั้งนึงในตอนที่อ.อวัลย์เป็นนักศึกษาค่ะ

“ปลาของนายไม่มีกลิ่นคาว นกของนายแหวกว่ายไปในอากาศไม่ได้ ม้าของนายไม่สามารถที่จะควบหรือวิ่งทะยานออกไปได้ นายเป็นเพียงแค่นักลอกรูป มันไม่ใช่งานศิลปะ”

เราเคยเป็นคนที่วาดรูปได้ไม่เก่งมาก่อน เราเข้าใจว่าการจะฝึกฝนการวาดภาพของคนที่ไม่ได้เก่งวาดภาพมาก่อนนั้นมันยากจริงๆค่ะ แล้วการฝึกอะไรที่มันยากๆตั้งแต่แรกมันทำให้เหนื่อย และท้อถอยไปก่อนจะวาดได้ดี และบางทีมันจะทำให้คุณเข้าใจผิด ว่าคุณเป็นคนวาดรูปไม่เก่ง

แล้วเราดันไม่ชอบวาดภาพเหมือน ไม่ชอบการ drawing จริงๆก็รู้ว่าถ้าเราเรียนพื้นฐานแน่นๆมันจะดี แต่ถ้าให้เรานั่งวาดเส้น drawing ผลไม้ ดอกไม้ หุ่นปูนปั้น เราไม่ชอบวาดจริงๆค่ะ แต่เราก็เคยลงคอร์สสีน้ำพื้นๆ และเรียนวาดเส้นพื้นฐานในโรงเรียน ตอนม.ต้น จึงมีพื้นฐานในการเรียนวาดภาพตามหลักการอยู่บ้าง

ทั้งนี้ไม่ใช่ให้คุณฝึกข้ามขั้นไปเลยค่ะ การฝึกพื้นฐาน drawing ระหว่างทางนั้นมันก็จำเป็นจริงๆ แต่คุณอาจจะไม่ต้องไปลงเรียนนอกโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยก็ได้ โดยปกติ คณะหรือมหาวิทยาลัยก็มักจะมีวิชาเลือกนอกคณะให้เลือกอยู่แล้ว ถ้าไม่มีคุณก็อาจจะไปเรียนตามสถาบันติวเอนท์ก็ได้ถ้าคุณอยากเรียนตามหลักการทั่วๆไป

มันเหมือนเวลาคุณเล่นเกม ragnarok online หรือเกมrpg อื่นๆ เวลาคุณเก็บเลเวล คุณก็ต้องไปตีมอนสเตอร์ตัวง่ายๆก่อน ไม่ใช่ไปตีบอสตั้งแต่เริ่มแรก

เราก็เลยหาวิธีฝึกวาดภาพที่เหมาะสมกับตัวเอง คือวาดรูปที่เราชอบวาดค่ะ พอเราวาดตามได้แล้ว มันก็สนุก อยากวาดในสิ่งที่ยากขึ้นๆเรื่อยๆ เราเพิ่มระดับความยากในการฝึกฝน จนฝึกวาดสิ่งที่เราคิดว่ายากที่สุดสำหรับเรา คือ portrait ได้โดยที่ไม่ดราฟตามแบบ ทั้งนี้เราเพิ่งทำแบบนี้ได้เมื่อประมาณไม่กี่ปีก่อนเองค่ะ(ก็หลายปีอยู่นะ ซักประมาณ4-5ปีก่อน) เพราะ portrait เป็นสิ่งที่สำหรับเรามันวาดยาก ช่วงแรกๆฝึกวาดภาพเหมือนคนจากการดราฟเส้น แล้วก็เพนท์แสงเงาเอาค่ะ

เหมือนเวลาคุณฝึกดีดกีตาร์ ขั้นแรกคุณอาจต้องเลือกเพลงที่คุณชอบ ที่คอร์ดง่ายๆ เพลงไม่เร็วมากก่อนในการฝึกค่ะ การฝึกเพลงที่คุณชอบ มันจะทำให้คุณสนุกในการดีดกีตาร์ และมีกำลังใจฝึกฝนต่อไป

การที่สอนให้เด็กที่วาดไม่เป็นเลยสักนิด หรือเด็กที่วาดรูปไม่เก่งเลย ไปวาด portrait ไปวาดหุ่นปูนปั้น มันเหมือนการให้เด็กที่อ่อนวิชาเลข ไปแก้โจทย์แคลคูลัสยากๆ พอเด็กทำไม่ได้ เด็กก็คิดว่า แย่ละ…เราคงไม่มีพรสวรรค์ในการทำสิ่งนั้นๆแน่ๆ

อาดัม คู เป็นเด็กที่เรียนอ่อน เรียนห่วยมากๆมาก่อนค่ะ ในสิงคโปร์ ปัจจุบัน เขาเป็นนักธุรกิจด้านการศึกษา ที่ประสบความสำเร็จ เขามีความฝังใจเรื่องวิชาเลขมาก่อน เพราะว่า อาจารย์ถามโจทย์เลขเขา แล้วเขาตอบผิด โดนเพื่อนในห้องล้อเลียน ก็เลยฝังใจว่าตัวเอง เป็นคนไม่เก่งเลข

หลังจากนั้นพ่ออาดัม เอาอาดัมไปเข้าแคมป์ค่ะ ในแคมป์สอนว่าเด็กทุกคนมีศักยภาพที่จะทำอะไรก็ได้ อาดัมจึงเริ่มเปลี่ยนความเชื่อใหม่ เขาเชื่อว่า…เขาเป็นอัจฉริยภาพด้านคณิตศาสตร์ และฝึกฝนโดยการทำโจทย์เลข ตอนนั้นเขาน่าจะอยู่ประมาณ ป.4หรือ5นี่แหละ แต่เขาเอาโจทย์ของป.1มาทำค่ะ

พอทำไป ทำได้ มันเกิดกำลังใจ ก็ทำโจทย์เลข ที่ยากขึ้นเรื่อยๆ เขาเริ่มมีความเชื่อจริงๆว่าตัวเองเก่งคณิตศาสตร์ เขาศึกษาว่า เด็กเรียนเก่งๆในห้อง มีวิธีการเรียนอย่างไร แล้วก็ทำตามนักเรียนที่เรียนเก่งๆ ผลการเรียนของเขาดีขึ้นเรื่อยๆจนเป็น topของชั้น สุดท้าย เขาเป็นนักเรียนไม่กี่คนในห้อง ที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ได้และประสบความสำเร็จในชีวิตค่ะ

ในการวาดรูป เด็กเรียนเก่งๆเหล่านั้น ก็คือคนวาดรูปเก่งๆ ที่เราต้องศึกษาวิธีการฝึกฝนของเขานั่นเองค่ะ

การวาดให้เก่งประกอบไปด้วยสามส่วน
คือ skillset,technique และ style ค่ะ

ส่วนแรก skillset (ทักษะ) มันเหมือนกับว่า ถ้าคุณเลือกเปนนักเขียนการ์ตูน คุณต้องมีทักษะแต่งเรื่องได้ เขียนเนมได้…
ถ้าคุณเลือกเป็น concept artist คุณต้องออกแบบคาแรคเตอร์,มอนสเตอร์,ฉากได้…

ส่วนที่สอง technique นั่นคือ สิ่งที่เราสอนไปเมื่อกี้ คือ เราต้องเรียนรู้ว่านักวาดแต่ละคน มีเทคนิคและขั้นตอนในการวาดอย่างไรก่อน คุณต้องเลือกที่จะฝึกสองส่วน คือ เส้น กับ สี แล้วแต่ว่าคุณเน้นอะไร แล้วคุณต้องรู้ว่าการทำแบบนั้นมันมีเทคนิคยังไง เช่น จะเพนท์คอนเซปต์อาร์ทตะวันตก ต้องเพนท์เป็นขาวดำก่อน แล้วค่อยย้อมสี

ส่วนที่สาม style มันจะเกิดจาก ….

ส่วนที่หนึ่ง(skillset)+ส่วนที่สอง(technique)+พื้นฐาน(foundation)+ความเป็นตัวคุณ(identity)

ซึ่งความเป็นตัวคุณนี่แหละ มันเป็นสิ่งที่เลียนแบบกันไม่ได้ค่ะ มันอยู่ในDNA ของคุณ เพราะคนแต่ละคน มีความชอบในสิ่งที่ไม่เหมือนกัน มีชีวิตแตกต่างกัน เจอสภาพแวดล้อมมาแตกต่างกัน เลือกเสพย์ในสิ่งที่แตกต่างกัน

การที่คุณลอกสไตล์คนอื่นมันคือ ความพยายามในการทำให้เหมือนกันกับเขาค่ะ นั่นคือ

คุณอาจมีทักษะ…มีเทคนิค…มีพื้นฐาน ก็จริง
แต่คุณไม่เลือกที่จะเป็นตัวของคุณเอง คุณเลือกที่จะเป็นคนอื่นหรือลอกเลียนแบบเขาแทน
ซึ่งสุดท้ายคุณก็จะเป็น copycat ถ้าลอกสไตล์ได้แย่…เป็นเบอร์สองถ้าลอกมาได้ดีหน่อย อย่างที่เคยบอกค่ะ

แต่ส่งท้ายเช่นเคยค่ะ…ว่างๆคุณลองไปหาหนังสือ Austin Kleon “steal like an artist” มาอ่านดูก่อน ยังมีขายตามร้านหนังสือในไทยค่ะ แปลออกมาแล้ว แล้วลองคิดตามดูค่ะ