อย่าพึงเว้นแม้วันวาน บ่มิจารสักเส้นเดียว

สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาพูดถึงความสำคัญของการฝึกวาดรูปนะคะ ว่ามันสำคัญยังไงบ้าง
ก่อนอื่น นักเรียนที่มาเรียนกับพี่ ก็มีบางคนอยากเป็นมืออาชีพ อีกส่วนก็อยากเป็นนักวาดที่วาดเป็นงานอดิเรกเฉยๆ
บางคนก็เป็นนักแต่งฟิค แต่งนิยาย แล้วก็อยากมีหนังสือตัวเองโดยตัวเองวาดปก บางคนก็มีน้องสาว น้องชายแต่งนิยายแล้วก็เลยอยากวาดปกเอง เป็นต้นค่ะ

25561222-112702.jpg

พี่ไม่รู้ว่าน้องเคยได้ยินประโยคนี้ไหมนะคะ “อย่าพึงเว้นแม้วันวาน บ่มิจารสักเส้นเดียว” คือถ้าน้องหยุดวาดรูปไปนานๆ การกลับมาของน้องจะต้องใช้เวลาสักพัก หลังจากที่พี่เริ่มมาสอนน้อง พี่หาข้อมูลต่างๆมาสอนเยอะมาก ทำให้ทฤษฏีแน่นขึ้นมาก แต่ก็หาเวลาและอารมณ์มาวาดภาพประกอบแบบเต็มที่ๆเหมือนเมื่อก่อนไม่ได้เลย จึงวาดรูปน้อยลงมากๆในปีนี้ ก็คิดว่าปีหน้าจะพยายามหาเวลามาวาดรูปให้มากกว่าเดิมค่ะ(หวังว่าค่ะ)

สิ่งที่สำคัญเลยเรื่องการพัฒนาการวาด คือน้องต้องมีความรู้สึกตื่นเต้นกับผลงานตัวเอง ลุ้นว่างานนี้ผลจะออกมาเป็นยังไง ตรงกับที่หัวเราติดหรือไม่ รูปนี้จะมีงานจะมีคนชอบเยอะหรือไม่ ซึ่งการรักษาความตื่นเต้นในผลลัพธ์ที่ว่านี้ น้องต้องมีความคงที่และความตื่นเต้นกับงานตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ยกตัวอย่างเช่น งานเขียนของพี่ในบลอคนี้ ตัวพี่เองตรวจทานทีละหลายสิบรอบ และมักจะย้อนกลับไปดูพัฒนาการในการเขียนของตัวเองอย่างสม่ำเสมอ

พอลองดูพัฒนาการเรื่องการเขียน พี่พบว่า สมัยก่อนพี่เขียนสั้น เคาะบรรทัดเยอะ เนื้อหาจริงๆน้อย แต่จะมีประโยคโดนๆใจคนอยู่บ้าง ที่เขียนที่ exteen แล้วส่วนหนึ่งได้รับความนิยมเยอะคงเป็นเพราะเนื้อหาในบล็อคพี่เสพย์ง่าย นอกจากนี้หลักการนี้ยังปรับได้กับ social network อื่นๆด้วย คือ คนส่วนมาก จะชอบงานที่เสพย์และเข้าใจง่ายๆมากกว่า เหมือนเอนทรี่ๆผ่านๆมาเรื่องการวาดปกนิยายวัยรุ่น ในฐานะที่เป็นคนทำงานพี่ก็อยากสร้างสไตล์ใหม่ๆขึ้นมาบ้าง แต่กลายเป็นว่า การวาดปกนิยายวัยรุ่นนั้น เราต้องเข้าใจเขาว่า คนอ่านชอบลายเส้นสวยๆ อ่านง่าย สบายตา ไม่เน้นเทคนิคโหดๆแบบตะวันตกค่ะ

มันเหมือนกับที่พี่วาดรูปสมัยก่อนจะกลับไปดูรูปตัวเองนั้นๆหลายๆรอบ และพอผ่านวันนึงลองกลับไปดูว่ายังรู้สึกดีกับงานอยู่หรือไม่ รู้สึกยังไงเวลาวาดออกมา ซึ่งถ้าพี่รู้สึกไม่ดีหรือไม่ชอบ ก็จะไม่พยายามพัฒนางานไปในแนวทางนั้น จริงๆแล้วน้องควรมีสไตล์ที่คงที่และคนคาดเดาผลลัพธ์ได้ โดยที่ใช้เทคนิคเดิมๆที่น้องชอบค่ะ อย่างที่พี่เคยบอกในวิธีในการสร้างเอกลักษณ์ของตัวเอง

เรื่องการวาดสมัยก่อนกับการแบ่งเวลามาเรียนในคณะที่เรียนหนักมากอย่างสถาปัตย์ ทำให้พี่หาเวลาในการฝึกวาดรูปยาก แต่ตอนนั้นก็จะทำ full cg อย่างน้อยสัปดาห์ละชิ้น และวาดเสก็ตซ์อีกเยอะๆค่ะ ซึ่งมันก็จะมีช่วงที่ผลงานพัฒนาแบบพุ่งขึ้นเร็วๆเพราะว่าฝึกหนัก การฝึกวาดรูป มันเหมือนกับการขี่จักรยาน หรือเล่นกีตาร์ ถ้าเราวาดเป็นแล้ว หลังจากนั้นมันจะง่ายขึ้นเวลาเราฝึกวาดรูป แต่อาจจะต้องปรับตัวนิดหน่อยเพราะเวลาไม่ได้วาดนานๆหรือเวลาไม่ได้วาดนานๆเส้นก็จะเปลี่ยน เป็นต้น นอกจากนี้การเป็นนักวาด น้องยังต้องดูงานวาดของคนอื่นๆให้มากๆอยู่เรื่อยๆ เพราะสมัยนิยมมันจะเปลี่ยนไป ลายเส้นที่เคยฮิตเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้อาจจะไม่ฮิต

ถ้าน้องอยากเป็นนักวาดมืออาชีพ น้องจะต้องมีความพยายามในการทำงานผลงานออกมาต่อเนื่อง ลายเส้นคงที่ เทคนิคแบบเดิมสม่ำเสมอ เหมือนการเป็นนักเขียนนั่นแหละ คือ ทั้งวาดทั้งเขียน น้องจะต้องมีอุปนิสัยหรือคาแร็คเตอร์ในการเขียนชัดเจน หรือแนวในการวาดเรื่องหรือ genre ที่ชัดเจน ยกเว้นน้องจะเป็นอาจารย์ที่มีชื่อแล้วน้องถึงจะวาดอะไรออกมาก็ฮิตค่ะ เช่น ในโชเนนจัมป์ (shonen jump) เราจะสังเกตุว่า เรื่องที่ได้รับความนิยมมีหลากหลาย แต่การ์ตูนทั้งหมดเป็นการ์ตูนเด็กผู้ชาย ซึ่งการ์ตูนเด็กผู้ชายนี่ก็คือ หมวดหมู่ของงานที่เราทำกัน เช่น Shonen,Shoujo(หญิง),Seinen(การ์ตูนผู้ใหญ่) หรืออื่นๆ

แต่ถ้าน้องวาดลายเส้นผู้ชายอยู่ น้องอาจจะเลือกวาดแนวสืบสวนหรือแนวแฟนตาซี หรืออื่นๆได้ คือสามารถสลับ genre ไปทำแนวอื่นๆที่ไม่ไกลกันมากจนคนช็อคได้ เช่น วาดการ์ตูนผู้ชายมา แล้วต่อมาไปวาดการ์ตูนผู้หญิง แต่เคยเห็นอาจารย์ที่ทำแบบนี้เหมือนกัน ก็คือ อาจารย์ที่วาดมายาตุ๊กตากล พิมพ์โดยส.น.พ.วิบูลย์กิจ อ.คนนี้เขาเปลี่ยนจากการวาดการ์ตูนผู้ชายมาวาดการ์ตูนผู้หญิงแทนแล้วดังค่ะ

น้องจะรู้ได้ยังไงว่าโอเคกับการทำสิ่งนั้นๆแล้ว เช่น พี่รู้ได้ยังไง ว่าพี่ สอน,เขียน,และวาดได้ดี พี่รู้ตรงที่ พี่ไม่ต้องใช้ความพยายามมากๆในการทำสิ่งนั้นๆค่ะ ทำแล้วรู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปเรื่อยๆ และเป็นสิ่งที่น้องทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ แต่เวลาพี่สอน พี่จะมีสไตล์การสอนคือ พูดและทำให้ดู 20% ให้น้องทำแล้ว critique 80% ซึ่่งที่เป็นแบบนี้เพราะ การวาดน้องต้องลองทำดูค่ะ ถึงพูดทฤษฎีไปเยอะน้องก็ไม่เข้าใจ แต่ถ้าไม่พูดเลย จับให้ทำทันที น้องก็จะงงขั้นตอน เป็นต้น

สำหรับพี่ในสมัยก่อนที่วาดเป็นหลัก พี่ก็จะหาแรงบันดาลใจจากการวาดในการดูแม็กกาซีน พี่ชอบแม็กกาซีนเล่มหนึ่งมากคือ wallpaper เป็นหนังสือที่ทำออกมาสวยทุกเล่ม ถ่ายแบบอินเตอร์ มีผลิตภัณฑ์แปลกๆและทันสมัยให้เราดู ซึ่งถ้าน้องดูหนังสือแม็กกาซีน มันจะเป็นการอัพเดทรสนิยมของน้อง มีญาติพี่ ที่เป็นน้องสาว จบ ID หรือ สถาปัตย์ออกแบบอุตสาหกรรมที่จุฬา พี่สนิทกับน้องเขาเพราะชอบวาดรูปเหมือนกัน และน้องเขาก็มาลงวาดรูปกับพี่ด้วย

เขาบอกว่า เวลาดูงานวาด จะดูออกเลยว่าใครรสนิยมดี ใครที่ดูงานแล้วรู้สึกว่าคนวาดมันต้องบ้านรวยแน่ๆ เหมือนกับเพื่อนพี่คนหนึ่งเคยบอกว่า เขาสามารถรู้สึกได้เลยว่าคนวาดภาพแบบนี้จะเป็นคนยังไงค่ะ ส่วนพี่ พี่จะรู้เลยว่าใครกำลังวาดรูปด้วยความสุขอยู่ งานมันจะมีออร่า เพราะฉะนั้น การที่เราทำงาน commercial มากๆ มันจะทำให้เราสูญเสีย spirit หรือ soul หรือจิตวิญญาณในงานไป

ยิ่งทำงาน commercial นานแล้ว คนจะเรียกว่า งานไม่โมเอะค่ะ เพราะงานที่เป็น commercial เราต้องทำงานตามลูกค้า ยกเว้นน้องจะใส่ soul ไปในภาพ ซึ่งการจะทำแบบนั้น น้องต้องชอบงานวาดแนวนั้นจริงๆค่ะ เช่น ตอนเราจับงานตะวันตกก่อนหน้านี้ คนชอบงานแนวตะวันออกก็จะบอกว่า งานตะวันตกไม่เห็นมีอะไร เทคนิคคล้ายๆกันไปหมด แยกไม่ออกว่าใครวาด ส่วนคนตะวันตก ก็จะมองว่า คนตะวันออกวาดอะไรออกมาไม่คำนึงถึงฟังก์ชันอะไรเลย แค่วาดให้สวย เอาเทคเจอร์แปะ ทำเทคนิคหลอกตามากกว่าใช้ทักษะ อันนี้ก็นานาจิตตัง แต่เผอิญพี่ชอบทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออก ก็เลยชอบดูหมดค่ะ

มันจะมีนักวาดบางคนที่พอวาดงานออกมา อัพใหม่ๆ รู้สึกตื่นเต้น ตึกตักใจทุกครั้ง ไม่เหมือนกับปัจจุบัน ที่หางานคนที่เราชอบอีกยากหน่อย มันอาจจะเป็นเพราะว่า ความสนใจของเราเปลี่ยนไป มันทำให้หางานที่เรารู้สึกคลิ๊กด้วยยากขึ้น และก็จะมีอาร์ติสท์ที่ชอบเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่คนที่ชอบมากๆก็ยังคงเดิมอยู่

ถ้าให้คำแนะนำในการฝึกวาดแบบของพี่ ที่ไม่ได้จบวาดมาโดยตรง พี่ลอกหุ่นจาก Loomis figure drawing,posemaniac บ้างเล็กน้อย ทำให้สามารถวาดฟิกเกอร์ได้ดีขึ้นค่ะ แต่ก็ถ้าต้องวาดอะไรยากๆอย่างมังกร ก็ต้องอาศัย ref อีกเช่นกัน โดยส่วนมาก รูปที่วาดถึกๆ ให้ลูกค้ามักจะหาข้อมูลก่อนทำเยอะค่ะ ถ้าเป็นงาน personal ส่วนใหญ่จะวาดไปเรื่อยๆมากกว่า เคยซื้อหุ่นฟิกเกอร์มาฝึกวาด ทั้งโมเดลทั้งมือ แต่เอาจริงๆกลับไม่ค่อยได้ใช้ก็มีค่ะ นอกจากนี้พี่ยังฝึกวาดพอร์เทรทบ่อยๆ ซึ่งพอร์ทเทรทของพี่จะไม่ได้เน้นความเหมือนแต่เน้นการถอดสไตล์หน้าตาออกมาให้เป็นการ์ตูนค่ะ

เพราะฉะนั้นการฝึกวาดพี่ว่าไม่มีอะไรมาก ลองถามคนที่วาดเก่งๆดู ว่าเขาฝึกวาดรูปยังไง น้องก็จะได้คำตอบค่ะ แล้วลองใช้วิธีฝึกวาดแบบเขาดู การฝึกวาดตามแบบที่น้องชอบ ก็ช่วยได้ส่วนหนึ่ง แต่พี่เคยได้ยิน Noah Bradley พูดเอาไว้ว่า เวลาเราจะศึกษางานใคร เราควรจะศึกษาจากคนที่ตายไปแล้วจะดีกว่า เช่น พวกอาร์ติสท์ยุคเก่าๆ เพราะปัญหามันจะน้อย ถ้าเราวาดตามอาร์ติสท์ในสมัยนี้ โอกาสจะเกิดงานแนวใหม่ๆเป็นไปได้ยากกว่า ก็น่าคิดค่ะ ณ.จุดนี้

เรื่องการฝึกวาดนั้น ความสม่ำเสมอในการวาด สำคัญมากกว่าปริมาณในการวาดนะคะ ถ้าน้องโหม รูปนึงทำ 2-3 วันเลย กับน้อง เสก็ตซ์วันละ 50 รูป สิ่งที่น้องได้จะแตกต่างกัน อันแรก ทักษะน้องจะดีขึ้น ส่วนอันที่สองความเร็วน้องจะเร็วขึ้น ยิ่งน้องทำเร็ว งานน้องเสร็จได้ในเวลาที่ไม่นาน น้องก็จะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หวังว่าเอนทรี่นี้จะเป็นประโยชน์เช่นเคยค่ะ