ความสุข กับ จิตวิญญาณในงาน

สวัสดีค่ะ วันนี้มาพูดถึงสิ่งที่สำคัญมากในการสร้างงานของสาย creative นั่นก็คือ สิ่งที่เรียกว่า ความสุข และจิตวิญญาณในการทำงาน

25570121-160854.jpg

เราเคยบอกแล้วว่า หลายๆคนมักจะเข้าใจผิด ว่า การทำงานวาด คือต้องวาดให้เก่งระดับเทพ. ถ้าน้องอัพสายการวาดแบบเก่งสุดๆไปแล้ว สุดท้ายสิ่งที่น้องจะทำก็ คือการเป็นอาร์ติสท์ในสตูดิโอดังๆนั่นเอง เราเห็นงานรุ่นน้องคนหนึ่ง สมัยทำงานออฟฟิศเดียวกันที่สิงคโปร์ นั่นก็คือ คริส NG จากมาเลเซีย ตอนแรกฝีมือเขาเรารู้สึกว่าเก่ง แต่เก่งแบบอาร์ติสท์ ทั่วๆไปที่ไม่ได้แตกต่างมากนัก
25570121-161707.jpg

Chris deviantart
ลองไปดูรูปเก่าๆเขาดูค่ะ ส่วนสมัยนี้ คือ ผ่านไปเกือบ6ปี คริสฝีมือดีขึ้นเหมือนกับเป็นคนละคน งานสวยมากๆ ดูใส่ใจกับงานมาก และได้รับอิทธิพลจากแสตนลีย์ (อาร์ทเจิร์ม) มาพอสมควร เรื่องการลงสีและให้แสงเงา เราจึงคิดว่า ถ้าเราทำงานสตู ต่อไปเรื่อยๆ หลายปี เราก็อาจจะฝีมือดีขึ้นมาก แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคือ ก็ยังเป็นลูกจ้างต่อไปเหมือนเดิม คนส่วนมาก พอสูญเสียงาน ก็คิดว่าตกงานแล้ว แย่แน่ๆ คนส่วนใหญ่ไม่มองว่า การที่ไม่ได้มีงานทำดีแล้ว เพราะคนทั่วไป ไม่รู้ว่า บริษัทจะจ้างคุณก็ต่อเมื่อคุณทำกำไรให้บริษัทได้3เท่า

ไม่ได้บอกว่าลูกจ้างไม่ดีนะคะ อย่างที่เคยบอกว่าไม่ใช่ทุกคนที่อยากจะเป็นผู้ประกอบการ บางคนอาจจะเหมาะกับการเป็นลูกจ้างมากกว่าจะทำกิจการของตัวเอง เพราะการทำกิจการของตัวเองมันต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความกล้า และไม่กลัวที่จะลองสิ่งใหม่ๆ และสิ่งที่สำคัญเลยคือการออกนอก comfort zone ของเรา

เราจำได้ว่าตอนที่สอนน้องครั้งแรก คือนักเรียนรุ่นที่1 เรามีความกลัวเยอะมาก กลัวเด็กจะไม่ได้อะไรมาก กลัวว่าเราจะสอนได้ไม่ดีพอ กลัวสารพัดอย่าง แต่ว่าพอทำจนชินแล้ว มันก็กลายเป็นความถนัดไป เราสอนแบบที่ให้เต็มที่ตอนช่วงแรกๆ เลยทำให้เหนื่อยมากค่ะ ตอนหลังๆถึงรู้เทคนิคการสอนที่ได้ผลคือพูด20พอ เน้น%ทำ80% และก็พบว่า วิธีสอนแบบนี้ๆจึงจะได้ผลสำหรับเด็กคนนี้

เราเข้าใจเด็กที่มี BG ต่างกัน เด็กที่วาดรูปไม่เก่ง ไม่ใช่เขาขี้เกียจทำงาน หรือ ขี้เกียจเรียน แต่มันเป็นเพราะว่า บางครั้งเขายังไม่เข้าใจในสิ่งที่สอน มันทำให้เขาทำไม่ได้ พอทำไม่ได้ ก้ท้อ และคิดไปว่าเราไม่มีพรสวรรค์ ซึ่งการสอนเด็กที่ไม่เป็นเลย ก็เหมือนการสอนเด็กขี่จักรยานนั่นแหละ คือ ช่วงแรกเด็กที่อยากขี่จักรยานเป็นอาจจะต้องลองแบบมีล้อหลังไปก่อน จากนั้นก็ค่อยเอาล้อหลังออก แต่สิ่งที่สำคัญคือทัศนคติของเด็กมากกว่า คือ ต้องเริ่มจากการไม่กลัวล้ม ไม่กลัวผิดพลาด

เราคิดว่าสิ่งที่เรามีมากกว่าสถาบันอื่นๆคือความนิชหรือเฉพาะทางของการสอน สถาบันวาดรูปอื่นๆ มีวิชาวาดเส้น,สีน้ำ,ติวความถนัดสอบเอนท์ แต่ไม่มีใครเคยทำคอร์สเนื้อหา illustrated จริงๆจังๆ และนักวาดที่วาดภาพประกอบอยู่แล้ว แล้วจึงมาสอน อ.ในมหาวิทยาลัยบางส่วนยังปิดกั้นนักเรียนไม่ให้วาดสไตล์manga อยู่บ้าง นอกจากนี้การสอนในมหาวิทยาลัยตรงๆทำให้คนทั่วไปที่ไม่ได้เรียนคณะนั้นๆเข้าถึงตัวครูยาก

เราอาจจะไม่ใช่นักวาดที่เก่งที่สุดเพราะเราหยุดอัพสกิลการวาดไปพักใหญ่,เราอาจจะไม่ใข่นักเขียนการ์ตูนเรื่องที่ดีเพราะหลังๆเราไม่ได้อ่านการ์ตูนหรือนิยายเลย,เราอาจจะไม่ใช่ครูที่ดีที่สุดเพราะเราสอนตามความรู้สึกและประสบการณ์ตรง,เราอาจจะไม่ใช่นักธุรกิจ เพราะเราไม่สามารถทำสิ่งที่ไม่ชอบได้เลยค่ะ ยิ่งทำยิ่งแย่,เราอาจจะไม่ใช่นักเขียน เพราะเราเขียนแต่เรื่องที่อยากเขียน แต่สิ่งเหล่านั้นทั้งหมดมันทำให้เป็นเราอย่างทุกวันนี้ เราเป็นนักวาดภาพประกอบที่เขียนและสอนได้นั่นเองค่ะ พอคิดได้แบบนี้แล้ว มันทำให้เรามีความสุขกับสิ่งที่เป็นและเลิกเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นๆ

พอเราคุยกับน้อง น้องสาวเราก็จะมี abilityอีกอย่าง คือเป็นดีไซน์เนอร์ น้องเราจะสามารถปรับตัวได้เมื่อมีงานเข้ามา ทั้งนี้เมื่อรวมๆกันแล้วมันเกิดเป็น Identity หรือเอกลักษณ์ของเรา ซึ่งถ้าดูก็จะรู้ว่าเราทำงานแนวๆนี้ เขียนหนังสือสำนวนแนวๆนี้ ปัญหาของคนวาดรูปรับจ้างมากๆ สิ่งที่เราพบคือ บางคนจิตวิญญาณจะหายไปจากงานเลย คือดูแล้วไม่ได้รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่นักวาดทุกคนจะต้องเผชิญและผ่านมันไปให้ได้ เราก้เป็นเช่นกันค่ะ บางคนเคยวาดรูปแล้ว พอเราเห็นภาพนั้นเราขนลุกมาก่อน คือชื่นชมว่าเก่งมาก แต่พอนักวาดคนนั้นหลุดไปโลก commercialนานๆ กลายเป็นว่า แทนที่จะวาดรูปด้วยความสุขและไม่ได้หวังผลตอบแทน มันจะกลายเป็นว่า วาดเพราะต้องทำหน้าที่นี้ไป คือ วาดรูปเพื่อเงิน และสุดท้ายก็ เลิกวาดงานpersonalไปเลย

จริงๆมันไม่ผิด ในการวาดรูปเพื่อเงินอย่างเดียว แต่มันจะทำให้คุณแห้งแล้ง และต่อมความคิดสร้างสรรค์อุดตันเพราะเจอบรีฟที่กำหนดกรอบมาให้ว่าต้องทำอย่างนี้ๆ ทั้งนี้การที่เราสอนวาดรูป ทำให้เราโฟกัสกับงานแต่ละประเภทที่จะต้องทำได้มากกว่าตอนทำงานประจำ

การจะทำให้จิตวิญญาณของแต่ละคนกลับมาก็คือ เลิกคิดเรื่องเงินเป็นหลักก่อน แล้วใส่ความเต็มที่ลงไปในงานวาด หรืองานอื่นๆที่ทำ ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน หรือ ถ่ายภาพ หรืออื่นๆ เรารู้สึกว่า งานที่มีพลังหรืองานที่ดีที่สุดของแต่ละคนอาจจะไม่ใช่งานที่ทำเพื่อขาย

บางคนอาจจะมี masterpieceเป็นงานpersonalหรืองานส่วนตัวมากกว่า เพราะฉะนั้นการทำงานแบบที่ใส่จิตวิญญาณเข้าไปในงานคือทำเต็มที่ทั้งๆที่ไม่ได้เงินจากงานนั้นในช่วงเริ่มต้น และสุดท้ายงานของเรา มันจะฟ้องค่ะ ว่าเรามีความสุขอยู่หรือเปล่าในการทำสิ่งนั้นๆ คนส่วนมากมักจะคิดว่าประสบสำเร็จแล้วจึงมีความสุข แต่ที่จริงคือต้องมีความสุขก่อนถึงสำเร็จค่ะ

ถ้าถามว่าจิตวิญญาณคืออะไร จิตวิญญาณในงานง่ายๆ คือสิ่งที่หลายๆคนเรียกว่างานMo-E นั่นเองค่ะ งานที่ทำให้คนอื่นๆหัวใจเต้นตึกตักเพราะความสวย ปนกับการขนลุก ซึ่งในแต่ละช่วงวัยก็มีจุดโดนไม่เหมือนกัน และอาจจะตึกตักกับงานคนละแนวเลยเทียบกับสมัยเด็ก คือการที่คุณทำงานออกมาแล้วทำให้คนรู้สึกแบบนั้นได้ แปลว่างานมันต้องมีวิญญาณ มันไม่ใช่รูปธรรมดา ซึ่งการจะทำได้ดีนั้น ถ้าเป้นงานรับจ้าง ก็คืองานที่เราเจอบรีฟที่ถูกโฉลกกับเราพอดี แต่ถ้าไม่ใช่งานรับจ้าง เป็นงานวาดส่วนตัว ก็เกิดมาจากการค่อยๆละเลียดทำทีละเล็กละน้อย

ช่วงที่เขียนบทความนี้อยู่ ก็กำลังเป็นช่วงหน้าหนาวพอดีค่ะ ที่บ้านเราไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น เราจึงมีประสบการณ์ อาบน้ำที่เย็นเหมือนใส่น้ำแข็ง ตอนที่เราต้องอาบน้ำนั้น ถ้าเป็นสมัยก่อนเราจะลังเล ไม่ค่อยกล้าตักน้ำมาอาบ จะใช้วิธีลูบๆน้ำ แล้วก็ค่อยๆเทน้ำราดขาก่อน ปรากฏว่าการทำแบบนั้น ทำให้น้ำยิ่งหนาวขึ้นๆ ตอนหลังเราจึงพบว่า ตักน้ำราดๆๆไปเลยจะได้หายหนาว เพราะว่าร่างกายจะปรับอุณหภูมิตามน้ำที่เราอาบ ถ้าเราอาบน้ำเย็น มาเจออากาศเย็น มันจะไม่หนาวมาก ยิ่งเราอาบน้ำอุ่นเท่าไร เราจะยิ่งหนาวขึ้น เพราะร่างกายจะปรับให้มันสอดคล้องกับอุณภูมิน้ำที่เราราดตัว มันก็เหมือนกับความกลัวที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา หรืออะไรก็ตามที่เราไม่ได้อยากเจอ มันก็เหมือนกับตอนที่เราต้องราดน้ำเย็นมาใส่ตัวเรา ถ้าเราช้า เราก็จะยิ่งหนาวมาก ปัญหาบางอย่าง ถ้าเจอแล้ว รีบๆ แก้ไขให้เสร็จๆไปเดี๋ยวมันก็ผ่านไปได้ อย่างที่เขาบอกว่า “This too shall pass”ค่ะ ไม่ว่าคุณจะสุขหรือทุกข์ก็ตามช่วงเวลานั้นมันจะผ่านไปในที่สุด

มีหนังสือเล่มหนึ่งที่เราคิดว่าโอเคแต่ยังไม่เคยอ่านเต็มๆเลยค่ะ นั่นก็คือhow to be graphic designer,without losing your soul แปลว่าคนทั่วไปที่ทำงานสร้างสรรค์ต้องเจอปัญหานี้เยอะ คือพอทำงาน commercialมากๆ เจอบรีฟแล้ว ไม่รู้ว่าเราทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร เช่น น้องสาวเราที่เป็นกราฟฟิคดีไซน์ บอกว่างานออกแบบให้กับเอเจนซี่ที่เน้น realestateหรืออสังหาริมทรัพย์ และต้องออกแบบโฆษณาที่คิดcopyด้วย ซึ่งจริงๆแล้วงานด้านนี้เงินดีมาก ตลอดเวลาน้องเราถามตัวเองว่า อยากทำงานที่มีความหมายมากกว่าสิ่งที่ทำอยู่ น้องเรามักจะพูดถึงจิตวิญญานบ่อยๆและน้องสาวเราก็ลาออกจากงานประจำมาเหมือนกัน ประมาณ2ปีแล้ว และแค่ทำงานให้คนรอบตัวก็มีเงินพออยู่ได้อยู่แล้ว

สิ่งที่สำคัญที่คุณต้องทำ หลังจากลาออกจากงานประจำมาทำงานวาดแล้ว ไม่ใช่การหักโหมหางานวาดๆนะคะ แต่คุณต้องสร้างเวทีของตัวเองขึ้นมา เวทีที่คุณเป็นเจ้าของมันเอง และเป็นเวทีที่คุณสามารถสร้างสิ่งที่เป็นตัวคุณเอง ไม่ใช่ไปอาศัยในที่ของคนอื่นๆ นั่นคือคุณควรจะมีhomepageส่วนตัว เพราะหากwebsiteที่คุณอาศัยโพสต์งาน เกิดล่มหรือปิดกิจการอย่างไม่คาดคิด ตัวตนของคุณจะหายไปทันทีค่ะ เช่น กรณีที่multiplyหายไป สมัยนี้ไม่ต้องเขียนcodeหรือใช้dreamweaverเป็นก็สามารถจะทำเว็บได้แล้วค่ะ

สุดท้ายนี้ก็ขอบอกว่า may the force,be with you ค่ะ ขอพลังจงอยู่กับคุณทุกคน
ใส่จิตวิญญาณลงในงานค่ะ แล้วคุณจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป