สวัสดีค่ะ สำหรับตอนนี้จะเป็นตอนที่ 2 ในการทำ personal project original นะคะ

อ่านตอนที่ 1 ก่อนค่ะ

25570123-170541.jpg

เราจะมาพูดถึง crowd funding site ซึ่งมีอยู่ 2 เว็บด้วยกันที่เรารู้จักนั่นคือindiegogoและkickstarterซึ่ง Kickstarter นั้นเหมาะสำหรับคนที่มีบัญชีอยู่ที่อเมริกาเท่านั้น ส่วน indiegogo คือสามารถรับเงินได้ทั่วโลกผ่านทาง paypal ค่ะ ซึ่งการทำอาร์ทบุคสีที่ผ่านมา เราได้ไประดมทุนโดยใช้ indiegogo ได้มาประมาณ 21,000 บาท ไม่ได้หักค่าใช้จ่ายและเปอร์เซนต์ที่ต้องจ่ายทางเว็บ ซึ่งสำหรับเราถือว่าเป็นจำนวนเงินที่โอเคค่ะ ไม่ได้เข้าเนื้อมากนัก เพราะว่าอันนี้เป็นอีกส่วนหนึ่งหลังจากที่ขายในไทยแล้ว 

crowd funding คือ การลงขันซื้อผลิตภัณฑ์ หรือสนับสนุนผลิตภัณฑ์ล่วงหน้าโดยที่ยังไม่มีสินค้าจริง หรือมีสินค้าจริงแต่จะใช้ web เพื่อการ preorder ทั้งนี้ การใช้เว็บนี้เพื่อการ preorder จะมีการตัดค่าธรรมเนียมเยอะ ถ้าคุณมีความสามารถในการสร้าง shopping cart ในเว็บไซต์คุณก็อาจจะลองทำดูได้ค่ะ

เราจะมาอธิบายขั้นตอนการทำค่ะ นั่นคือก่อนอื่นคุณต้องไปสมัคร indiegogo ก่อนค่ะ เมื่อสมัครแล้วเราก็จะได้ id (ซึ่งขอไม่พูดละเอียดใน entry นี้ค่ะ แต่จะพูดในส่วนของคอร์สสอนออนไลน์ที่กำลังจะเปิดตัวเร็วๆนี้ในวันที่ 1 ก.พ. ชื่อ Self promotion and portfoio making ซึ่งก็จะรวมเอาวิธีหาเงินจากการวาดในรูปแบบต่างๆเข้าไปด้วย ตอนนี้ที่เรากำลังเขียนบลอคอยู่ มีกว่า 30 บทเรียนแล้วค่ะ)

พอสมัครแล้ว คุณจะสามารถสร้างแคมเปญใหม่ขึ้นมาได้ โดยที่คุณสามารถจะสร้างแกลเลอรี่ และวีดีโอแนะนำผลิตภัณฑ์หรืองานของคุณที่กำลังจะสร้าง ซึ่งคุณสามารถเลือกได้อีกว่า จะให้เป็น fix funding หรือ flexible funding อันแรกคือถ้าเงินไม่ถึงจำนวนที่กำหนดไว้ เราจะไม่ผลิตออกมา แต่อันที่สองคือรับเงินมา ไม่ว่าจะเท่าไรก็รับค่ะ

ซึ่งเรารู้สึกว่า นี่คือโมเดลในการทำงานยุคอนาคต ที่นักเขียน,นักวาดการ์ตูน,อนิเมชัน หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ หรือผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี จะใช้ในการสร้างผลงานของตัวเองโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก

ส่วนคำศัพท์ต่างๆ เงินที่ลงขัน เขาจะเรียกว่า pledge ค่ะ

เราสนับสนุนให้ไปทำลงในเว็บดูนะคะ ถ้าไม่มีเสียงตอบรับก็ไม่เป็นไร เราก็ถือว่าได้ลองพยายามไปแล้ว เราคิดว่ามันคือสิ่งที่จะทำให้คุณสามารถทำโปรเจคออริจินอลของคุณโดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินค่ะ

วิธีต่อมา คือวิธีสำหรับน้องที่ไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษมาก และไม่สามารถเขียนหน้าเพจยาวๆในการบ่งบอกสรรพคุณของสินค้าที่น้องมี น้องอาจจะต้องโฟกัสไปที่การขายงานกับคนไทยด้วยกันค่ะ นั่นก็คือ  self-publishing หรือการพิมพ์หนังสือขึ้นมาเอง ทั้งนี้การที่น้องเลือกทางนี้ น้องอาจจะต้องมีความรู้หลายๆอย่าง เช่น วิธีการจัดรูปเล่มออกมาให้ดูสวยงาม,การโปรโมทผ่าน social networking ต่างๆ,การทำเว็บไซต์เพื่อโปรโมทผลงานตัวเอง

น้องอาจจะใช้วิธี preorder เช่นกันเพื่อลดความเสี่ยงในการทำผลิตภัณฑ์หรือสินค้าออริจินอลของน้อง ซึ่งวิธีนี้อาจจะใช้ print on demand หรือโรงพิมพ์ที่รับทำหนังสือตามสั่งโดยไม่จำกัดจำนวนขั้นต่ำเช่น fastbook เป็นต้นค่ะ

สำหรับวิธีนี้นั้น น้องควรจะรู้จักในการประเมินฐานแฟนๆของน้องดู ว่าฐานแฟนของน้องมีประมาณเท่าไร ถ้าฐานแฟนน้องมีน้อย น้องก็ควรพิมพ์ไม่เยอะมาก ไม่เช่นนั้น พอขายไม่หมด น้องจะรู้สึกจิตตก เปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่นๆ เช่น ทำไมเซอร์เคิลนั้นพิมพ์หนังสือเยอะแล้วขายหมด ทำไมคนนั้นมีแฟนคลับมากกว่าเรา  พิมพ์น้อยแล้วขายหมด ได้ทุนคืน กำไรบ้าง ก็น่าจะโอเคแล้วค่ะ

ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องไปเปรียบเทียบกับใครเลยค่ะ เรื่องแฟนเยอะ แฟนน้อย มันเหมือนเรื่องที่เราเขียน เรื่องนักร้องนักดนตรี ในเอนทรี่ก่อนๆ นั่นก็คือ ถ้างานน้องโดนใจคนส่วนใหญ่ เสพย์ง่าย ก็จะกลายเป็นงาน mass หรืองานที่ขายคนส่วนใหญ่เข้าใจได้ แต่ถ้าน้องไม่ได้ขายคนส่วนใหญ่ได้ แต่ขายคนกลุ่มหนึ่งได้ และน้องรู้ว่าลูกค้าหรือแฟนๆของน้องเป็นกลุ่มไหน น้องจะสามารถตั้งราคางานตัวเองให้สอดคล้องกับฐานลูกค้าของน้องได้ค่ะ

เช่น บริทนีย์ เสปียร์ ทำงานเพลงป็อบ เป็นงานที่เข้าถึงคนส่วนใหญ่ได้ มีแฟนเยอะมาก,สุบิน เมธา เป็นคอนดัคเตอร์ แฟนน้อยกว่า เพราะเพลงคลาสสิคไม่ใช่ตลาดแมส คนรู้จักคือคนที่เสพย์เพลงคลาสสิค แต่ข้อดีของเพลงคลาสสิคคือ มัน evergreen กว่าเพลงป็อบค่ะ คือ ไม่ใช่ดังมาจากกระแสแล้วหายไป แต่เพลงอยู่ได้นาน โดยไม่ตกยุคง่ายๆ เพราะฉะนั้นถึงแม้จะดูเหมือนว่าแฟนน้อยกว่า แต่อยู่ได้นานคงทนกว่า นอกจากนี้ การไปดูคอนเสริ์ตเพลงคลาสสิคก็ค่าบัตรแพงกว่า คอนดัคเตอร์บางคนออกคอนดัคทีได้เป็นล้านค่ะ

หรือ ยกตัวอย่างอีก ใน  illustcourse นี้ หัวข้อ niche หรือเฉพาะทางมากๆ และทั้งยังเป็นงานเขียนที่ค่อนข้างยาวในแต่ละบท ถ้าคนที่ไม่ชอบอ่านบทความ ก็จะไม่ชอบอ่านไปเลย ดังนั้น blog ของเราจึงมีคนอ่านอยู่ประมาณหนึ่ง แต่ไม่ได้เยอะเท่านักวาดที่ดังกว่า และเราก็พอใจของตัวเองแบบนี้ค่ะ เรารู้สึกว่าชื่อเสียงมีในระดับหนึ่งพอที่จะให้คนไว้ใจในการให้งานเราก็พอ เพราะฉะนั้นเราไม่ได้มองคนอื่น ที่เป็นนักวาดเหมือนกัน เพราะว่านักวาดคนอื่นๆ ไม่ได้ทำงานเขียนหรือสอนไปด้วยเหมือนเรา แต่โฟกัสในการเขียนเรื่องที่เราชอบ เรื่องที่เขียนหรือทำแล้วมีความสุขมากกว่าปัจจัยอื่นๆค่ะ

ทั้งนี้การจะมีชื่อเสียงนั้น มันเป็นสะพานอันแรกที่หลายๆคนอยากได้ เนื่องจาก พอมีชื่อเสียงแล้วจะขายอะไรก็ง่ายดายค่ะ ไม่ใช่ทุกคนที่จะประสบความสำเร็จได้ แต่ยังไงก็ตามเราไม่มีทางรู้เลยในอนาคตว่าเราจะมีชื่อเสียงหรือประสบความสำเร็จไหม แต่ถ้าเราพยายามทำงานให้ดีที่สุดในทุกวัน มันก็จะมีโมเมนตัมผลักดันให้เราไปข้างหน้าค่ะ แต่เราอาจจะไม่ได้หวังให้มันสำเร็จชั่วข้ามคืน เหมือนที่เราบอกว่า ความสำเร็จชั่วข้ามคืนมันไม่มีอยู่จริงค่ะ

ถ้าน้องอยากสำเร็จ ทำสิ่งที่ควรทำให้ดีที่สุดในทุกวัน สักวันก็จะเป็นวันของน้อง และเราต้องรับผลต่อมาได้หลังจากการได้มีชื่อเสียง นั่นก็คือ การมีชื่อเสียงแล้ว ก็จะมีคนติดตามอยู่เยอะ ทำอะไรผิดพลาดหน่อยก็จะโดนด่าได้ง่ายค่ะ สิ่งที่น้องควรจะทำคือ รับเสียงวิจารณ์บ้างถ้าหากเขาติเรื่องที่เราหนักหนาจริงๆแต่ก็มีคอมเมนต์ติบางประเภทที่เราไม่ต้องไปใส่ใจค่ะ

กรณีศึกษาอยากให้ไปดูงานของ shilin Carchiphona ค่ะ และดู Yuumei เรื่อง Knite  ค่ะ ซึ่งทั้งสองคนเริ่มจากทำงานฟรีโพสต์ลงในเว็บและ social network ต่างๆก่อน จนกระทั่งมีชื่อเสียง และออกผลงานรวมเล่มขายในร้านค้าของตัวเองค่ะ โดย Shilin ใช้ Storenvy ส่วน Yuumei ใช้ amazon ในการขายผลงาน นอกจากนี้ Shilin ยังวาด illustration ได้เก่งด้วย แถมวาดคอมิคไปด้วย คิดว่าเธอคงจะออกมาทำงานคอมิคเต็มเวลาโดยไม่ทำงานประจำค่ะ และ Shilin  จบการศึกษาจากคณะสอนดนตรีนะคะไม่ใช่ด้านวาด คิดว่าคงจะเป็นแรงบันดาลใจให้หลายๆคนได้ค่ะ นอกจากนี้น้องควรศึกษานักวาดที่ทำโปรเจคออริจินอลของตัวเองแล้วขายงานได้สำเร็จดู

ทั้งนี้เราคิดว่าหนทาง traditional ทั่วไปของนักวาดคนอื่นๆ เช่น การทำงานปกนิยาย หรือ การวาดภาพประกอบให้กับหนังสือนั้น เป็นตลาดที่การแข่งขันค่อนข้างเดือดแล้ว คนทำเยอะมาก มัน saturate หรือเริ่มจะอิ่มตัวแล้ว คนเก่งๆก็เยอะ นักวาดเด็กๆที่ลายเส้นทันสมัยก็เยอะ อย่างที่เราย้ำใน entry ก่อนๆ การที่เราทำตามนักวาดคนอื่นๆแล้วจะให้อยู่รอดเราจะต้องเป็น purple cow หรือแกะดำ เหมือนที่ เซท โกดินบอกค่ะ ถ้าจะทำปกคือต้องทำงานแนวเฉพาะทางไปเลย คือแนวนี้ๆเท่านั้น ตอนนี้ก็เห็นบางคนทำเว็บคอมิคกันบ้างแล้วและดูจะไปได้ดีค่ะ

ซึ่งเรานึกถึงช่วงยุคล่มสลายของซีดีเพลงและเทปในตลาดโลกเนื่องจากการมาของ itune และการ download mp3 เยอะมาก นักร้องสมัยก่อน นักแต่งเพลง และคนอื่นๆในอุตสาหกรรมเดียวกันย่ำแย่ ตกงานเป็นแถวๆ ไม่สามารถสู้กระแสของ mp3 ได้ เพราะว่าคนหาเพลงโหลดฟรี ทำให้ค่ายเพลงจากสมัยก่อนปั้นหลายๆวงให้ดัง ปั้นศิลปินเดี่ยวหลายคนอีก แต่พอมายุคนี้ จะสังเกตุได้ว่าค่ายจะปั้นศิลปินเพียงไม่กี่คน แต่ดันให้ดัง และขายยาวๆค่ะ

จนกระทั่งยุคล่มสลายทำให้ค่ายเพลงมีรายได้จากการออกโชว์หรือคอนเสิร์ต  แต่มีวงดนตรีอยู่วงหนึ่งค่ะ ที่เป็นอมตะมาก และถือว่าเป็นตำนานของเพลงร็อคนั่นคือ the grateful dead มีแฟนคลับชื่อกลุ่ม deadhead โดยที่วงนี้จะให้บันทึกเทปวีดีโอฟรีๆ และอนุญาติให้แชร์และแจกกันได้เต็มที่ทำให้วงนี้มีฐานแฟนคลับเยอะมา

โมเดลของ grateful dead เหมือนโมเดลของเว็บคอมิคส่วนหนึ่งค่ะ คือ วาดให้อ่านฟรี ถ้าใครจะซื้อหรืออุดหนุนนักเขียนการ์ตูนก็ทำได้ นอกจากนี้การที่วาดให้อ่านฟรียังทำให้งานของคุณขยายในวงกว้างอย่างรวดเร็วค่ะ การที่มีแฟนคลับเยอะมาก เวลาที่คุณขายผลงานอะไร ก็ย่อมขายดีไปด้วยเป็นเงาตามตัวค่ะ

นอกจากนี้ยังไม่ต้องไปแข่งกับการ์ตูนญี่ปุ่นรวมเล่มอีกด้วย ซึ่งมีเยอะแยะเต็มท้องตลาดแล้ว ผู้อ่านย่อมอยากได้อะไรที่แปลกใหม่ ลายเส้นแนวที่แปลกๆตา เราจึงเห็นได้ว่าในยุคปัจจุบันนี้ ลายเส้นที่คนชอบมากๆ ต่างจากในสมัยก่อนมาก เพราะว่า สมัยก่อน แนวที่นิยมจะจับตัวแค่กลุ่มเดียวคือการ์ตูนญี่ปุ่น แต่ในปัจจุบันมีนักวาดมากมายที่ไม่ได้วาดแนวญี่ปุ่นแล้ว แต่ดัง

ซึ่งในยุคหน้า แน่นอนว่าสิ่งพิมพ์ดิจิตัลมาแน่ มันอาจจะไม่ฆ่าตลาดหนังสือแบบที่พิมพ์เป็นเล่มในที่เดียว เพราะยังมีคนบางส่วนชอบการอ่าน หรือพลิกหนังสือเล่มๆจริงๆมากกว่าอีบุ๊ค ไม่ว่ากระแสโลกจะเป็นยังไง ไหวตัวให้ทันและทำตัวให้สอดคล้องกระแสโลกค่ะ  ไม่นานมานี้อเมซอนออกมาบอกว่ายอดขายหนังสือดิจิตอลได้แซงแบบพิมพ์เป็นเล่มไปแล้ว

สุดท้ายนี้ก็สู้ๆกับ personal project หรือ  project ที่จะทำให้ชีวิตคุณมีความหมายขึ้นมาค่ะ