วิธีรับมือกับคำวิจารณ์

สวัสดีค่ะ วันนี้จะมาดูวิธีในการรับมือกับคำวิจารณ์ของนักวาด/นักเขียนกันนะคะ

diamonds_5-wallpaper-2560x2048
credit: http://wallpaperswide.com/

เราเชื่อว่าน้องๆหลายคนเคย fail หรือรู้สึกแย่เพราะคำวิจารณ์มาแล้ว  ทั้งนี้ แบ่งประเภทของคำวิจารณ์ได้อย่างนี้ค่ะ ซึ่งอันนี้ไม่นับคำวิจารณ์ที่ผู้อ่านหรือว่าผู้ชมของเราดูภาพเรา หรืออ่านงานเขียนเราแล้วเอาไปวิจารณ์ ซึ่งแต่ละคนอาจจะเจอคำวิจารณ์ที่แรงๆ แต่คนที่วิจารณ์ไปวิจารณ์กับเพื่อนตัวเอง น้องเลยไม่ได้ยินคำวิจารณ์นั้น

ซึ่งบอกได้เลย ถ้าน้องใส่ใจทุกคำวิจารณ์น้องจะคิดมากเปล่าๆค่ะและถ้าน้องเบนไปตามคำวิจารณ์น้องก็จะเสียจุดยืนของตัวเองในที่สุด เพราะฉะนั้นเราต้องรู้จักแยกแยะว่า คำวิจารณ์ไหนเราควรฟัง คำวิจารณ์ไหนไม่ควรฟัง ถ้าน้องได้คำวิจารณ์ที่ไม่ค่อยดี น้องก็อาจจะรู้สึกแย่ และขาดแรงบันดาลใจที่จะทำงานต่อให้ดีๆ เพราะฉะนั้นผลของคำวิจารณ์มันมีมากขนาดนี้ เราควรเลือกที่จะใส่ใจคำวิจารณ์ตามแต่ว่าคำวิจารณ์นั้นๆเป็นยังไง

1.โดนวิจารณ์ในเรื่องของสไตล์การวาด  เทคนิคการวาดภาพ หรืออื่นๆที่เกี่ยวข้องกับลายเส้น

อันนี้จริงๆคือน้องก็ต้องดูค่ะ ว่าเขามาในรูปแบบไหน เช่น ถ้าเขาวิจารณ์น้องโดยบอกว่า ลายเส้นสวยดีแต่ดูแล้วขาดอารมณ์ไปหน่อย แบบนี้พี่คิดว่าดีค่ะ

คือการวิจารณ์ใครสักคนนั้น มันก็จะมีวิธีการบอกหลายแบบ แต่การวิจารณ์ที่โอเคคือเทคนิค แซนด์วิชค่ะ น้องควรชมก่อน แล้วก็ติ แล้วก็ชม ผู้ที่น้องวิจารณ์เขาจะไม่รู้สึกแย่ค่ะ กลับกันเลย เขาจะชอบน้องมากขึ้น และสงสัยมากขึ้น และอาจจะกลับมากลายเป็นแฟนผลงานน้องเลยก็ได้

ถ้าเป็นวิธีนี้ เทคนิคของการจีบสาวแบบดอนฮวนก็ได้เขียนไว้ค่ะว่ามันคือ Neg-hit คือ  น้องพยายามติในส่วนที่เขาดูไม่ดีจริงๆ และชมในส่วนที่เขาดีจริงๆ ไม่ใช่การเชลียร์ เช่น ถ้าน้องจีบสาว แล้วสาวคนนั้นยิ้มสวย ตาตี่ แต่น้องดันไป neg-hit ตรงยิ้ม แล้วไปชมเขาว่าตาสวย แบบนี้ไม่ใช่แล้วค่ะ

น้องที่ได้รับคำชมบ่อยๆ เรื่องของคำชมนี่มันก็เป็นกำลังใจให้กับเจ้าของผลงานนะคะ แต่น้องจำไว้ว่า ถ้างานน้องออกไปสู่สาธารณะแล้ว มันจะมีทั้งคำชม และคำติ แล้วแต่ค่ะว่าจะเจอแบบไหนเยอะกว่ากัน

2.โดนวิจารณ์เรื่องของนิสัยและตัวตนของเรา

อันนี้ส่วนมากแล้วคนโดยทั่วไปไม่วิจารณ์ให้เราได้ยินค่ะ เขาจะไปนินทากัน แล้วเราก็จะรู้ทีหลัง ทั้งนี้การที่นินทานั้น เราบอกแล้วว่ามันเสียพลังในการทำงานเยอะค่ะ  และสมมติเรามีเพื่อน 2  คน  คือ A  และ B  เวลา A รู้สึกแย่กับ B หรือ B รู้สึกแย่กับ A จะมาเล่าให้เราฟัง พอ A  กับ B รู้สึกแย่กับเราก็จะเอาไปเล่าให้กันฟัง ขนาดเพื่อน 2 คนเรายังคิดว่ามันเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและทำให้เสียความรู้สึกขนาดนี้ แล้วถ้าเรามีเพื่อนเยอะๆ ก็จะยิ่งเห็นชัดขึ้น

ท้งนี้ถามว่าทำยังไง เรื่องถูกนินทา บอกได้เลย คน 100% ที่มีเพื่อน มีคนรู้จัก มีครอบครัว และต้องออกไปปฎิสัมพันธ์กับคนอื่นๆ รับรองได้เลยว่า โดนนินทาหรือเอาไปพูดต่อแน่ แล้วถ้าเรารู้อย่างนี้จะทำยังไงไม่ให้เสียความรู้สึก …คงต้องร้อง I don’t care  ของ 2NE1 แล้วค่ะทีนี้

ถ้าน้องไม่อยากเจอใครนินทาก็ปิดประตูอย่าออกไปข้างนอก อย่าออกไปไหนกับใคร อย่าออกไปเจอใคร ไม่เล่นอินเตอร์เนท ไม่โทรศัพท์ เชื่อได้เลยว่า น้องก็จะยังคงถูกนินทาอยู่ดีค่ะ ว่าทำไมเอาแต่หมกตัวอยู่ในบ้าน

ยังไงก็ตามให้น้องคิดเสียว่าน้องมีคนสนใจน้องนะคะ เนื่องจากการที่คนจะนินทาใครนั้น เขาต้องติดตามผลงานน้อง ดูเสร็จแล้วเอาไปวิจารณ์ ยกตัวอย่าง อาจารย์คนนึงที่พี่ไม่ชอบงานเขาเลย นั่นก็คือชินโจมายุค่ะ แต่แปลกมากที่อ.คนนี้ดังมากๆ ผลคือพอมารู้ทีหลังว่าที่อ.ดังเนื่องจากงานเขา   Mass  หรือถูกใจคนส่วนใหญ่ งานที่ถูกใจคนส่วนใหญ่ มีทั้งงานดีและไม่ดีผสมกันไปค่ะ คล้ายกับหนังดีหรือหนังไม่ดีนั่นแหละ เช่น หนังอาร์ท ดูแล้วเข้าใจยาก ได้รางวัลมากมาย ถามว่าดีไหม?แล้วแต่คนจะประเมินค่าจากอะไร เช่น รายได้รวม,จำนวนรางว้ล,การติดชาร์ท หรือเรื่องอื่นๆ

การนินทานี่ถามว่าเมื่อก่อนเป็นไหม เคยเป็นนะคะ แต่พอรู้สึกว่ามันเหนื่อยเวลาวิจารณ์คนอื่นๆ เลยเอาเวลาที่ไม่ได้นินทาใคร มาทำอย่างอื่น แล้วตอนเราอายุประมาณ 25-26 มีวุฒิภาวะสูงขึ้น ไม่ได้เกรียนมากแล้วนั้น ก็พบว่าเลิกนินทาไปเองค่ะ ถ้าจะพูดถึงบุคคลที่  3 อาจจะเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมอง แต่ไม่ได้ให้ร้ายกับบุคคลที่ 3  คนนั้น

3.วิจารณ์ข้อเสียของเรา

คนเราแปลกอย่างนึงค่ะ เมื่อมีกระดาษสีขาว มีจุดเล็กๆนิดเดียวตรงกลางกระดาษ เป็นสีดำ ถามว่าน้องเห็นส่วนไหนคะ ?เห็นจุด หรือ กระดาษ ถ้าน้องเห็นกระดาษน้องจะคิดได้ว่ามันเหมือนกับคนนั่นแหละ คนที่มีนิสัยเสียเยอะๆ มันเหมือนจุดลงไปหลายจุด ยิ่งเลวมาก จุดยิ่งใหญ่ ยิ่งเห็นชัด ในขณะเดียวกัน ไม่ว่าคนๆนั้นจะดีแค่ไหน ก็ยังถูกคนอื่นๆวิจารณ์ได้ค่ะ เหมือนกับมองจุดเล็กๆในกระดาษขาว แทนที่จะโฟกัสที่กระดาษที่ขาว มีประโยชน์ ยังเอาไปทำอย่างอื่นได้เยอะแยะ

ทั้งนี้เราก็ต้องยอมรับว่าเกิดมาเป็นคนนั้น มันควรคู่กับการไม่สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว ไม่มีใครดี 100% หรือชั่ว100% ทุกคนล้วนมีความดีผสมกับความชั่วปะปนกันไป ขึ้นอยู่กับว่าน้องจะมองมุมไหนของเหตุการณ์นั้น ทุกคนล้วนมีสิ่งที่เคยทำผิด สิ่งที่เรารู้สึกแย่ แต่น้องมีทางเลือกค่ะ นั่นก็คือเลือกที่จะคิด พูด ทำ ในสิ่งที่ดีๆ ถ้าความดีน้องเยอะ ความชั่วมันจะเปรียบเสมือนเกลือเล็กน้อยในน้ำมหาสมุทรที่มันจะเจือจางส่วนที่ชั่วของเราไป

ทั้งนี้เรื่องของความดีความชั่วนี่ เราไม่สามารถบอกว่า โอเค สมมติน้องอาจจะขับรถไปชนคนบนถนนแล้วคนๆนั้นตาย สิ่งที่น้องจะทำคือ รับผืดชอบเรื่องนี้ เบื้องต้นอาจจะเป็นค่าทำศพ และอาจจะต้องไปช่วยเหลือครอบครัวของคนที่ตายนั้นด้วย และทำดีหรือช่วยเหลือครอบครัวของผู้ตายให้มากที่สุดเท่าที่น้องจะทำได้ ทั้งนี้ สิ่งที่น้องทำให้กับครอบครัวของผู้ตาย มันไม่สามารถไปหักลบกันได้แบบเลข ความดีที่เราทำ ไม่สามารถลบล้างความชั่ว มันก็เหมือนกับเราใช้ปากกา permanent  เขียนบนกระดาษนั่นแหละ แต่ความผิดที่น้องทำในชีวิต มันไม่ง่ายอย่างกระดาษ กระดาษเราสามารถเผาทิ้งไปได้ แต่สิ่งที่น้องทำลงไป มันจะทำให้น้องรู้สึกแย่ตลอดไป ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นเรื่องเล็กน้อยขนาดไหนก็ตามค่ะ

การตอบโต้คำวิจารณ์

1.ก่อนอื่นเราต้องดูก่อนว่าคนที่วิจารณ์เรา,ผลงานของเรา,ตัวตน,นิสัย,หรือข้อเสีย?

มันเป็นเรื่องธรรมดาค่ะ ถ้าน้องเขียนงาน แล้วกดปุ่ม publish เมื่อไร มันเหมือนเปิดไฟทิ้งไว้ล่อแมงเม่าออกมานั่นแหละ ก็คือ สบายใจได้…น้องโดนวิจารณ์แน่นอนค่ะไม่ว่าจะต่อหน้าหรือลับหลัง แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ เมื่อเรารู้เรื่องนี้จากคนอืนๆหรือบุคคลที่ 3 เราจะรู้สึกแย่หรือเปล่า?

2.ถ้าในข้อหนึ่ง น้องตอบว่าน้องรู้สึกแย่ ถ้าโดนนินทา หรือวิจารณ์ลับหลัง พี่มีวิธีค่ะ
ถ้าโดนวิจารณ์แบบทำให้เราเห็นหรือเหน็บคือเลิกไปดูสื่อนั้นเลย พี่เลยเลิกไปดูหน้าnewsfeed ใน facebook ไปแล้ว แทบจะไม่ดู  twitter ก็เหมือนกันค่ะ จริงๆก็มีคนที่เราอยากดูหรืออยากติดตาม อยากคุยด้วยอยู่ แต่พอเข้าไปมักจะเจอคนบ่น ด่า บางทีก็หยาบคายในอินเตอร์เนท ก็เลยทำให้เราเลิกไปดู ทั้งๆที่ใน facebook มีงานสวยๆให้ดูเยอะแยะมากมาย ส่วนเพื่อนที่เราสนใจในชีวิตเขา ก็จะตามไปดูค่ะว่าตอนนี้เขาเป็นยังไงบ้างแล้ว สิ่งที่เราเจอก็คือ ยิ่งน้องมีชื่อมากเท่าไร ความใส่ใจต่อผู้คนเป็นรายบุคคลของน้องจะลดลงค่ะ เพราะน้องมีชื่อเสียงจึงไม่สามารถให้เวลากับคอมเมนต์ที่น้องได้รับ ซึ่งมันอาจจะมากมายอยู่แล้วก็ได้

3.เพิกเฉย ในกรณีนี้ถ้าเขาวิจารณ์เรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลของเรา หรือด่าเพราะอะไรที่ไม่ make sense หรือพูดถึงเราในทางเสียๆหายๆ สิ่งที่น้องเจอนี้ มันเป็นเรื่องธรรมดาอย่างที่พี่บอก เนื่องจาก การที่ผู้คนสนใจน้องมาก หรือว่าน้องมีชื่อเสียงเริ่มมากขึ้นแล้ว คนจะเริ่มสนใจเรื่องส่วนตัวของน้องแล้วค่ะ เหมือนดารานั่นแหละ ยิ่งดังมาก คนก็ออกมาด่าเยอะ ทั้งนี้เราจะทำยังไงไม่ให้โดนด่ามาก ไม่มีวิธี 100% ที่แก้ไขได้ค่ะ สิ่งที่น้องทำได้คือ พยายามทำผลงานให้ดีที่สุด ทำประโยชน์ให้กับคนอื่นๆให้มากที่สุด

4.ตอบโต้ ในกรณีนี้ใช้ในยามที่คนอื่นเอาเราไปพูด ไปทำให้เราเสียชื่อเสียง ถ้าทำต่อหน้า แรงสุดคือ ฟ้องหมิ่น อันนี้น้องต้องคำนึงก่อนว่ามันทำให้เราเสียเวลาเยอะไหม? หรือคุ้มค่าไหมในการที่เราเอาเรื่องคนอื่นๆให้ถึงที่สุด พี่จะบอกว่า ถ้ามันทำให้น้องต้องทำถึงขั้นฟ้อง น้องก็อาจจะทำค่ะ ทั้งนี้มันเป็นวิธีสุดท้ายที่พี่จะแนะนำค่ะ เรื่องขึ้นศาลนะ ส่วนการตอบโต้นี่ก็เสียเวลาทำมาหากินพอสมควรค่ะ ก็ปล่อยให้คนที่เขาอยากพูด พูดไป เขาก็เสียเวลาที่จะทำสิ่งดีๆอย่างอื่นที่จะทำให้ชีวิตเขาเจริญก้าวหน้ามากขึ้น

5.รักคนที่ติเรา  น้องอาจจะบอกว่า …พี่คะ ทำไมหนูต้องรักคนที่ด่า หรือวิจารณ์หนูด้วย พี่จะบอกว่าคนที่เขาติน้องจริงๆนี่ มีคนอยู่หลายประเภทค่ะ

-เพื่อน  เพื่อนโดยส่วนมากนั้น ถ้าเขาไม่สนใจเรา รู้สึกเฉยๆกับการกระทำของเรา เขาไม่มาด่าเราหรอกค่ะ ยกเว้นเราจะทำผิดจริงๆและทำในเรื่องที่เขาไม่ชอบมากๆ ทั้งนี้คำติที่มาจากเพื่อน ไม่ต้องรับเอามาคิดให้รกหัวค่ะ เพราะเพื่อนแต่ละคนเราก็ต้องปรับตัวเข้าหากัน และยอมรับในจุดยืนของเพื่อนได้ ถ้าทำไม่ได้ เราอาจจะเลือกที่จะรักษาระยะห่าง ทั้งนี้คำติจากเพื่อนส่วนมากก็หวังดีกับน้องนั่นแหละค่ะ หรือไม่ก็ต้องการเหน็บเนื่องจากเพื่อนไม่ชอบน้อง ถามว่าความรู้สึกนี้เจ็บปวดไหม ต้องบอกว่าเจ็บค่ะ แต่เราไม่สามารถที่จะแก้ไขได้ในบางครั้งเนื่องจาก เพื่อนอาจจะมองเราเปลี่ยนไปเป็นอีกแบบ เรื่องนี้ต้องใช้เวลาช่วยแทน

-คนที่ติเราคือคนที่สนใจงานเรา  ถ้าเขาไม่ติดตามงานน้อง เขาติไม่ได้นะคะ ซึ่งเขาอาจจะแตกต่างจากคนอื่น อาจจะเป็นได้ทั้ง คนที่รักน้อง,คนที่อิจฉาน้อง,และคนที่เกลียดน้อง พวกนี้ล้วนต้องติดตามผลงานน้องทั้งสิ้น ซึ่งมันอาจจะไม่ได้มีแต่แง่ดี แต่คนเหล่านี้มีอะไรบางอย่างที่สามารถสะท้อนตัวตนของน้องได้ในระดับหนึ่งค่ะ ถามว่าควรจะสนใจคำติพวกนี้หรือเปล่า ต้องดูเป็นรายบุคคลไปค่ะ นอกจากนี้การที่งานน้องออกไปสู่สาธารณะไม่ว่าจะช่องทางไหนก็ตาม คนที่เขาตามงานน้อง เขาก็จะมีความรู้สึกบางอย่างกับงานของน้องอยู่แล้วไม่ว่าจะแย่หรือดีค่ะ เวลาพัฒนาตัวเองให้เลือกพัฒนาในสิ่งที่เรารู้สึกว่าเราควรแก้จริงๆค่ะ

 

หวังว่าจะมีประโยชน์ค่ะ