รีวิวหนังและหนังสือนิยาย Edge of tomorrow

สวัสดีค่ะ วันนี้มารีวิวหนังและหนังสือนิยายที่เพิ่งอ่านจบไป ซึ่งหนังเรื่องนี้มาจากนิยายชื่อ All you need is kill นิยายแนว Sci-fi ขายดีโดย Hiroshi Sakurazaka ค่ะ ถ้ากลัวสปอยล์ก็อาจจะอ่านผ่านๆไปเลยก็ได้นะคะ จะพยายามเล่าแบบสปอยล์ให้น้อยที่สุด

edge-of-tomorrow-new-poster

ซึ่งพอเราดูจบแล้ว เรารู้สึกว่าหนังสนุกมากกว่าที่คิดค่ะ เนื่องจากตอนอ่านนิยาย รู้สึกมันดาร์ค และมันดูสิ้นหวัง ดูห่อเหี่ยว แล้วก็ดูเนือยๆ ถามว่าสนุกไหม ก็ประมาณนึงแต่ไม่มากเท่านิยายอื่นๆอย่าง Hunger game หรือ Harry Potter เวอร์ชันนิยายค่ะ ซึ่งการดำเนินเรื่องมันก็เป็นหนังสือตามสไตล์ของญี่ปุ่นค่ะ นั่นก็คือหนังแนวกดดันๆไซไฟๆ ซึ่งเราจะนึกถึง Akira ค่ะ

แต่พอทำเป็นหนังนั้นก็เรียกได้ว่า เนื้อเรื่องและการถ่ายทำฉากแอคชันต่างๆที่ดุเดือดทั้งเรื่อง การดำเนินเรื่องเร็ว ฉากบู๊เยอะ อลังการ มันขายคนหมู่มากได้ค่ะ เนื่องจากเนื้อหาของตัวเรื่องมันน่าสนใจอยู่แล้ว(นั่นก็คือ การที่พระเอกย้อนอดีตและ loop อยู่ในอดีตถึง 158 ครั้งกว่าจะเจอนางเอกอีกที) ในนิยายพระเอกได้เจอนางเอกตอนแรก แล้วก็มากลางเรื่อง แล้วก็ท้ายเรื่องเลยค่ะ ส่วนในหนังนี่พระเอกเจอกับนางเอกตลอดเรื่องค่ะ

มาพูดถึงโครงเรื่องคร่าวๆของหนังสือนิยายก่อนค่ะ หนังสือนิยายจัดเป็นแนวไลท์โนเวล แต่เนื้อเรื่องไม่ light เลยค่ะ ดาร์คมันทั้งเรื่อง ตัวละครที่ดำเนินเรื่องคือ คิริยะ เคย์จิ พลทหารที่ออกไปรบกับพวกมิมิค ซึ่งเป็นเอเลี่ยนหรือสิ่งมีชีวิตจากต่างดาว โดยที่ในเรื่องนั้น สิ่งมีชีวิตชนิดนี้ เรียกว่ามิมิค มีรูปร่างเหมือนกบขึ้นอืด กินดินบนโลกเป็นอาหาร ขับถ่ายออกมาเป็นของเสียซึ่งปรับสภาพโลกให้เหมาะกับตัวมันเองหรือสัตว์ประหลาดต่างดาวอยู่ มันทำให้น้ำทะเลเป็นสีเขียวขุ่น ซึ่งตอนเราดูหนังเราก็อยากรู้ว่ามิมิคออกแบบยังไง ปรากฏว่าดีไซน์คนละแบบเลยค่ะ ส่วนต่างเยอะมาก จนรู้สึกว่าเอามาแค่โครงของนิยายคร่าวๆ

ซึ่งมีความสามารถพิเศษค่ะนั้นก็คือมิมิคนั้นสามารถย้อนอดีตได้ สิ่งที่ทำให้มิมิคนั้นสามารถย้อนอดีตได้นั้น มันมาจากการที่ สายพันธุ์จากต่างดาวนี้ มันมีความสามารถในการย้อนเวลาเนื่องจากตัวโอเมก้า ซึ่งเป็นบอสในหนัง โอเมก้านั้นเป็นมิมิคตัวควบคุมเวลาได้ ทำให้ตัวมิมิคนั้นสามารถย้อนเวลากลับมาแล้วใช้ส่วนนั้นเป็นข้อได้เปรียบทำให้ไม่มีมนุษย์คนใด หรือเทคโนโลยีใดๆสามารถฆ่ามันได้

ทำให้โทนเรื่องเป็นแนว dystopia ก็คือโลกในอนาคตที่ถูกต่างดาวยึดครอง ซึ่งมิมิคในเรื่องนั้นจะใช้ชื่อต่างกันค่ะ นอกจากนี้ในนิยายยังแสดงให้เห็นถึงความละโมบของมนุษย์นั่นก็คือการยิงระเบิด หรือการรุกรานดาวอื่นๆโดยที่มีการยิงอาวุธเพื่อไปปรับสภาพผิวดาวให้เหมาะกับการอยู่อาศัยของมนุษย์ ทำให้ดาวอื่นๆที่มีสิ่งมีชีวิตสูงกว่า ใช้วิธีเดียวกัน โดยเอเลียนมันแฝงตัวมากับอุกกาบาต มาถึงเรื่องก็ไม่มีการอารัมภบทใดๆ มาปุ๊บก็บู๊ปั๊บ แต่เนื่องด้วยนิยายมันเป็นการอ่าน มันถึงไม่มันส์เท่าการดูหนัง แต่การอ่านนิยายมา มันทำให้เราสามารถรู้เนื้อเรื่องหลัก

ถ้าถามว่าควรซื้อนิยายเก็บไว้ หรือว่า ดูหนังไปเลยดี ก็จะตอบว่า การอ่านนิยาย จะได้ภาพ image อีกแบบต่างจากเวอร์ชันหนังพอสมควรค่ะ นอกจากนี้แม้จะอ่านนิยายจบ ก็ไม่ได้ทำให้การดูหนังขาดอรรถรส นอกจากนี้การไปดูหนังเลยโดยไม่ดูนิยาย จะงงๆเรื่องการย้อนเวลาของพระเอกค่ะ การดีไซน์ที่ในหนังสือนิยายอธิบายชัดว่าริต้านั้นผม,คิ้วสีแดงสนิม ใส่ชุดเกราะสีกันเมทัลเรด และใช้ขวานขนาดใหญ่เป็นอาวุธ ซึ่งในนิยายจะจัดเต็มค่ะ คือ ริต้าเก่งสุดๆในเรื่องแล้ว

ส่วนพระเอกทั้งในหนังและนิยายนั้น ฝีมือในการรบช่วงแรกด๋อยมากค่ะ แต่ก็เก่งขึ้นเรื่อยๆตามเนื้อเรื่อง ทั้งนี้ในหนัง ตัวริต้าจะเป็นคนฝึกวิลเลียม เคจ ส่วนในหนังสือพระเอกคือคิริยะ ฝึกซ้อมเอง แต่อิมเมจของพระเอก นางเอก และนิสัยพระเอกนางเอกถูกปรับไปบ้างค่ะ นั่นก็คือ วิลเลียม เคจ หรือพระเอกของ edge of tomorrow นั้นจะดูขี้ขลาดมากๆ(ฝรั่งเรียกคนขี้ขลาดมากๆว่าพวก chicken) มันใช่เลยค่ะ ถ้าพูดถึงพระเอกตอนแรกนั้น ทั้งเกรียนทั้ง chicken คือ มีการจะแบลคเมล์ขู่นายพล ที่จะนำเขาเข้าสนามรบแต่สุดท้ายก็ไม่รอดออกไปเจอสนามรบอยู่ดี

ส่วนพระเอกในนิยายคือ คิริยะ ในเรื่องเป็นคนเข้มแข็ง ค่อนข้างรักเพื่อนพ้อง เนื่องจากในเนื้อเรื่องนั้น คิริยะจะพยายามช่วยเหลือเพื่อนคนอื่นๆ เช่น โยนาบารุ,แฟเรล ซึ่งบางส่วนเพื่อนในนิยายมันจะสุดท้ายแล้วไม่สามารถช่วยเอาไว้ได้หมดค่ะ นั่นก็คือลูปสุดท้ายของการย้อนเวลา ถ้าใครไม่รอดตรงจุดนี้ก็จะตายไปจริงๆ

ซึ่งประเด็นเรื่องนี้คล้าย X-men ภาคล่าสุด นั่นก็คือเล่นประเด็นเดียวกันพอดี และเป็นหนังที่ออกมาในเวลาใกล้เคียงกัน ต่างกันตรง edge of tomorrow มันย้อนเวลาได้เยอะกว่า ถ้าถามว่าเรื่องไหนสนุกกว่ากันนี่คงต้องแล้วแต่คนชอบค่ะ เผอิญชอบทั้งสองเรื่อง ถ้าเราอยากดูฉากบู๊มันส์ๆ มีลุ้นตลอดเวลา และเป็นหนังที่ลงทุนสูง หนังแมส ดูง่ายๆ ก็ได้ทั้งสองเรื่องค่ะ แต่ถ้าใครเอาแม่ไปดู แน่นอนว่าแม่น้องอาจจะงงถ้าเป็นเรื่อง edge of tomorrow ค่ะ เนื่องจากหนังดำเนินเรื่องเร็วมากและนอกจากนั้นยังตัดฉากสับไปมาด้วย

พูดถึงการเอานิยายมาทำเป็นหนัง คล้ายๆกับตอน parasite eve ของ Square ที่เอาธีมหลักของเรื่อง parasite eve ฉบับนิยายมาทำเกม นั่นก็คือ parasite eve ตัวร้ายหรือ boss ใหญ่ของเรื่องคือ อีฟนั้นมีพลังเนื่องจากเธอถูก ไมโตคอนเดรีย ควบคุมร่างกายและกลายพันธุ์เป็นสัตว์ประหลาด

ถ้าใครเรียนชีววิทยาก็จะรู้ว่า ไมโตคอนเดรียคือส่วนควบคุมและสร้างพลังงาน ซึ่ง Squaresoft ขณะนั้นได้เอาโครงเรื่องของนิยายเรื่องการกลายพันธุ์และการยึดร่างของไมโตคอนเดรียมาใช้ในเกม แต่ไม่ได้เอาเนื้อเรื่องหลักๆและตัวละครมาจากนิยายเลย ต่างกับเรื่องนี้ ซึ่งบางตัวตามนิยายออกมาแต่เปลี่ยนบุคลิกนิดหน่อย นอกจากนี้โทนในการดำเนินเรื่องของหนังและนิยายค่อนข้างจะแตกต่างกันพอสมควร ทำให้รู้สึกเหมือนดูหนังคนละม้วน

แต่ว่า parasite eve นั้นเอาโครงหลักมาน้อยกว่าเรื่อง Edge of Tomorrow ค่ะ เรื่องนี้เอาเค้าโครงเรื่องหลักๆมาโดยที่คงตัวละครบางตัวเอาไว้ และตัดตัวละครบางตัวออกไป ตัวละครที่ยังมีอยู่ในหนัง ได้แก่ ริต้า,แฟเรล ตัวละครที่ถูกตัดในภาคหนังได้แก่ โยนาบารุ,ชาสต้า และมีการเพิ่มตัวละครในเรื่องบางตัว(ที่ไม่เด่นนัก) นอกจากนี้ตัวละครในหนังสือนิยายที่สำคัญๆดูมีมากกว่าในหนัง ในหนังตัวละครเยอะกว่าแต่มันไม่ได้ดำเนินเรื่องแบบที่เรารู้สึก เมื่อตัวละครตัวนั้นต้องตายไปค่ะ ซึ่งในส่วนนี้ในหนังทำได้ดีตรงที่มันไม่ได้ดราม่าแบบเพื่อนตายอะไรแบบนี้

เนื่องจากตัวละครที่เราผูกพันจริงๆในเรื่องมีไม่มาก เอาจริงๆแล้วชอบแฟเรลค่ะ แต่ว่าในหนังไม่ได้บอกว่าตัวละครตัวอื่นๆที่พระเอกหรือวิลเลียมเจอในครั้งแรก ใครรอดและใครตายบ้าง ทำใ้ห้ฟีลหรือความรู้สึกในการดูหนังนี้ค่อนข้างจะเป็นอารมณ์บวกซะส่วนมาก นอกจากนี้ยังเล่นมุขแม้จะไม่ขำขี้แตกขี้แตนก็เป็นตัวเบรคหรือทำให้เรื่องไม่หนักจนเกินไปและไ่ม่ดาร์คเหมือนตัวนิยาย

ก่อนจะพูดถึงหนัง และความแตกต่างระหว่างนิยายกับหนังในส่วนถัดๆไป เรามาดูเนื้อเรื่องกันต่อค่ะ คิริยะ เคย์จิที่เป็นตัวเอกของเรื่องนั้น บังเอิญไปฆ่ามิมิคตัวหนึ่ง ซึ่งในเรื่องนิยาย กำหนดว่ามันคือมิมิคตัวส่งสัญญาณหรือ Mimic Alpha ค่ะ โดยที่ถ้าใครฆ่ามิมิคชนิดนี้ได้ จะเกิดการย้อนเวลา ทำให้ไปอยู่ในอดีตซ้ำๆ เคย์จิซึ่งเป็นตัวเอกนั้น ตายในสนามรบหลายรอบ

ซึ่งเป็นผลมาจากการฆ่ามิมิคตัวส่งสัญญาณ(ตัวส่งสัญญาณคือหน่วยนึงของมิมิค จะเป็นมิมิคนักรบ คล้ายๆจะเป็นแม่ทัพของมิมิค โดยที่ตัวส่งสัญญาณ สามารถส่งสัญญาณให้มิมิคเซอร์เวอร์หรือมิมิคโอเมก้ารู้ตัวและมิมิคจะสามารถรีเซ็ทเวลาได้อีกครั้ง ทำให้มิมิคสามารถอยู่ได้สถานการณ์ที่ได้เปรียบ) ทั้งนี้ถ้ามีใครก็ตามฆ่าตัวแอลฟาหรือส่งสัญญาณจะทำให้คนๆนั้นตกอยู่ใน loop กาลเวลาซ้ำๆ สรุป มีมิมิคสามชนิด คือ เซอร์เวอร์หรือโอเมก้า,ตัวส่งสัญญาณหรืออัลฟา นอกนั้นเป็นลูกกระจ็อกทั้งหมดค่ะ

ในนิยายโผล่มาก็เป็นตอนที่เขาตายรอบแรกในสนามรบ เขาได้เจอริต้า ซึ่งมีฉายาว่าเทพแห่งสงคราม ซึ่งริต้ามาช่วยเขาแต่ช่วยไม่ได้ค่ะ ก่อนที่คิริยะจะตายไป ริต้าได้พูดอะไรบางอย่างที่ไม่เกี่ยวกับสงครามและตัวคิริยะเลย แต่เธอพูดถามประมาณว่า ได้ยินว่าร้านอาหารญี่ปุ่นเสิร์ฟชาเขียวหรือ?

ต่อมาคิริยะก็ได้ตายในสนามรบ และพบว่าตัวเขาย้อนเวลามาสู่วันก่อนหน้าที่เขาจะตาย 1 วัน ซึ่งทุกๆอย่างกลับไปเหมือนเดิมอีกครั้ง โดยที่คิริยะตอนแรกก็คิดหนีออกจากสนามรบเช่นเดียวกับวิลเลียม เคจในหนังค่ะ พอหนีไปมาจะพบว่าเขาได้เข้าใกล้สู่ความเป็นจริง นั่นก็คือวิธีในการออกจากลูป ซึ่งคิริยะรู้อยู่แล้วว่าริต้าคือคีย์ที่สำคัญสำหรับเขามาก เนื่องจากเขาอาจจะสามารถออกจากลูปสงครามบ้าๆนั้นได้

ส่วนความแตกต่างระหว่างนิยายกับหนัง หนังดำเนินเรื่องเร็ว คาแรคเตอร์ของวิลเลียม เคจ(แสดงโดย Tom Cruise) เป็นทหารที่ขี้ขลาด ไม่ออกรบแต่ออกสื่อเอาหน้าเอาตา โดยที่ไม่ทราบว่านายพลของกองทัพนั้นหมั่นไส้เขาหรือเปล่า เลยส่งเขาไปในสนามรบ

edge-of-tomorrow

แน่นอนว่าตายตั้งแต่ต้นเรื่องค่ะ เรารู้อยู่แล้วว่าพระเอกตายแน่ๆในเรื่องค่ะ เพราะเริ่มต้นมาถ้าเราอ่านเรื่องย่อหนังเราก็จะรู้ ถ้าอ่านนิยายมาจะบันเทิงมากค่ะ เพราะเราจะเข้าใจเนื้อเรื่องมันมากขึ้น ถ้าไม่อ่านนิยายแล้วไปดู อาจจะงงและดูไม่รู้เรื่องเล็กน้อยเพราะภาพตัดเร็วมากค่ะ

แต่สิ่งที่สำคัญคือเนื้อเรื่องแสดงให้เห็นพัฒนาการของพระเอกค่ะ ซึ่งจริงๆเป็นคนทั่วๆไปนี่แหละ จะเห็นได้ว่าเขาเป็นฮีโร่ที่ดูแล้วเกรียนในตอนแรกๆ ซึ่งถามว่าพอดูพระเอกเรื่องนี้นึกถึงใคร?จะนึกถึงพระเอก Tales of Abyss ค่ะ นั่นก็คือลุค ลุคตอนมาแรกๆมันก็ชอบเกรียน โชว์เหนือ โชว์เมพคล้ายๆกับตัวละครตัวนี้ค่ะ แต่ช่วงหลังๆและกลางๆหนังได้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของตัวละครหรือการเติบโตของตัวละครค่อนข้างมาก

นอกจากนี้ ยังมีความแตกต่างในเรื่องของตัวเอกนั่นก็คือริต้า(ภาคหนังโดย Emily Blunt) ในหนังจะเรียกเธอว่า fullmetal bitch ไม่เข้าใจเหมือนกันในเรื่องของฉายา คำว่า Bitch มันดูแรงค่ะ ประมาณว่าอีชั่ว,here อะไรประมาณนี้ แต่ในหนังแปลว่านางสิงห์กระดูกเหล็ก แต่ในนิยายเธอจะได้ฉายาว่าเทพีสงครามค่ะเนื่องจากรบเก่งมากเป็นตัวละครที่ถูกกำหนดให้เก่งตั้งแต่แรก แต่ในหนังไม่รู้สึกว่าเธอเก่งขนาดนั้นค่ะ เนื่องจากมันมีฉากที่ริต้าทำอะไรโง่ๆแล้วแผนเสียก็มี หรือตอนที่ริต้าสิ้นหวัง รู้สึกอยากตายๆไปให้พ้น เนื่องจากเธอนั้นคิดว่าทำยังไงก็ไม่มีทางชนะศึกนี้ได้แน่นอน ต่างจากในนิยายที่เธอดูมั่นใจ และดูเทพอยู่ตลอดเวลา

ในหนังริต้าดูเข้าถึงง่ายกว่าในนิยายมากค่ะ นอกจากนี้การถ่ายทำ การดำเนินเรื่องทำให้ริต้า contact หรือคลุกคลีกับพระเอกมากกว่าในนิยายมากและดูเป็นผู้หญิงธรรมดามากๆค่ะ ต่างจากในนิยายที่เราอ่านปุ๊บจะรู้สึกว่าเทพจริงๆ ทั้งนี้ทุกครั้งที่พระเอกตาย จะเจอริต้าในสถานการณ์ถัดๆไปนั่นก็คือ พอตายแล้วเขาจะพยายามทำในสิ่งที่แตกต่างออกไปในเรื่อง ซึ่งเขาจะต้องเรียกร้องความสนใจหรือเจอตัวริต้าก่อนจะรบจริงให้เร็วที่สุด รวมถึงริต้าด้วยที่ต้องทำแบบเดียวกัน ซึ่งบางครั้งวิลเลียม เคจ ก็เตือนนางเอกหรือริต้าแต่เธอก็ไม่เชื่อค่ะ ทำให้ทั้งสองนั้นตกอยู่ในสภาวะที่ ไม่รู้ว่าจะจบสงครามนี้ยังไง ไม่รู้ว่าจะออกจากลูปแห่งความตายยังไง

ในหนังทั้งสองจึงผลัดกันตายกันทั้งเรื่องค่ะ ตรงนี้จะต่างจากในนิยาย นั่นก็คือ ริต้าโผล่มาสามสี่ตอนค่ะ คือ ต้นเรื่องกลางเรื่องและเกือบจะจบ นอกจากนี้ คิริยะตายก่อนริต้าในสงครามแรกที่เขารบค่ะ คิริยะตายประมาณ 159 ครั้งจะดำเนินถึงกลางเรื่อง ส่วนริต้าก่อนหน้านี้ตายมาแล้ว 211 ครั้ง ถ้าใครดูแล้วงงก็จะบอกว่า ริต้าก็มีความสามารถเดียวกันกับวิลเลียม เคจค่ะนั่นก็คือการย้อนไปอดีตก่อนหน้าที่จะตาย แต่เธอได้สูญเสียความสามารถไปด้วยเหตุผลบางประการ ซึ่งจำไม่ได้ว่าอะไรค่ะ เอาเป็นว่าไปดูเองค่ะ สนุกมากค่ะ นิยายก็อ่านแล้วอย่าไปคาดหวังอะไรกับมันมากค่ะ เนื่องจากนิยายญี่ปุ่นโทนนี้ไม่เข้ากับคนไทยอยู่แล้วค่ะ เนื่องจากคนไทยชอบอ่านแนวรัก ตลก อะไรพวกนี้ แต่เรื่องนี้มันเป็น ไซไฟ แต่ถ้าอ่านก่อนไปดูหนัง จะดูมันส์มากจริงๆค่ะ หนังให้ [rating:4.5] ส่วนนิยาย [rating:3]

ถ้าหากชอบในเนื้อหาและต้องการสนับสนุน sasi tanadeerojkul สนับสนุนได้ที่ Patreon ค่ะ