ป้องกันตัวเองจากการถูกโกงค่ารับจ้างวาดทาง social network ต่างๆกับลูกค้าชาวต่างประเทศ

สวัสดีค่ะ คือหายไปนานพอสมควรในเดือนนี้ รู้สึกไม่ได้เขียนบลอคเป็นอาทิตย์ เนื่องจากมีหลายๆอย่างค่อนข้างยุ่งๆ ก็เลยเน้นอัพเดท facebook page แต่มีเรื่องดองจะเขียนอยู่หลายอย่าง แล้วก็ดูหนังไปหลายๆเรื่องแล้วยังไม่ได้รีวิวเลย entry นี้เลยต้องลัดคิวมาโพสต์หน่อย เนื่องจากมีหลายๆคนแล้วที่โดนโกงหรือถูกโกงโดยผู้ว่าจ้าง เรามาดูรายละเอียดกันค่ะ ว่าทำอย่างไร เพื่อการป้องกันตัวเอง ในการถูกโกงค่าจ้างสำหรับนักวาด

3456255892_fbf992fc73_ocredit ภาพ:https://flic.kr/p/6gqdsQ

แน่นอนคือเรารู้อยู่แล้วว่า การที่คุณมีชื่อเสียงเพิ่มขึ้น ผลงานเริ่มได้รับการยอมรับจากคนทั่วไป  คุณก็จะมีผู้ว่าจ้างเพิ่มขึ้น ซึ่งคนเหล่านี้อาจจะเจอคุณตาม social network ซึ่งในสมัยก่อนเราเข้าใจว่า บ้านเราไทยแลนด์เนี่ยแหละที่มีโอกาสจะถูกโกงค่าจ้างมากกว่า แต่ในความเป็นจริง ไม่ว่าเราจะเป็นเชื้อชาติไหนก็ตาม เราก็ถูกโกงค่าจ้างได้เสมอๆ ซ้ำร้าย ตอนนี้มีคดีเรื่องของการจ้างวาดภาพแล้วมี Chargeback จากบัตรเดรดิตอีกด้วย

Charge back คืออะไร?

มันคือการที่เงินที่ผู้ว่าจ้างเราส่งมานั้น ก็คือผู้ว่าจ้างจะมีบัตรเครดิต ผูกบัญชีไว้กับ Paypal ซึ่งเวลาที่ส่งเงินให้กับนักวาดแล้ว ทาง Paypal จะมีการ protect หรือมาตรการในการป้องกันผู้ชายโกงผู้ซื้อ(buyer protection) โดยในการ Charge back นั้น ทางผู้ซื้อได้ติดต่อกับทางธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตเพื่อยกเลิกรายการสั่งซื้อนั้นๆ ซึ่งจากการที่มีประสบการณ์ในการถูกแฮ็คบัตรเครดิต อายัดบัตร ทำใหม่มาแล้ว การยกเลิกรายการที่เราไม่ได้เป็นคนสั่งเองจริงๆนั้นง่ายมากๆก็คือสามารถสั่งยกเลิกรายการได้แทบจะทันทีค่ะ แต่อาจจะมีการตรวจสอบภายหลังว่า ผู้ส่งสินค้าได้ส่งสินค้ามาจริงหรือไม่?และสินค้าได้ถึงผู้รับจริงหรือไม่?

ถ้าคุณเป็นผู้ซื้อ ซึ่งถูกทางผู้ชายโกง คุณสามารถแจ้งขอ Charge back คือยกเลิกรายการสั่งซื้อหรือที่เรียกว่า Transaction ที่เกิดขึ้นได้ โดยโทรศัพท์ไปหาเจ้าหน้าที่ Call center ของธนาคารผู้ออกบัตรเครดิตนั้นๆโดยตรง โดยเราสามารถขอ Charge back ได้ในกรณีต่อไปนี้ค่ะ

1.เมื่อจ่ายเงินไปแล้ว แต่ไม่ได้รับสินค้า

2.ได้รับสินค้า แต่แตกต่างไปจากคำบรรยายสภาพของสินค้าที่ทางผู้ขายได้เขียนเอาไว้

3.สินค้าเสียหายระหว่างการขนส่ง

4.มีการโกงโดยการใช้บัตรเครดิตของคุณในการทำรายการที่คุณไม่ได้ยินยอม (เช่น กรณีถูกแฮ็คบัตรเครดิตค่ะ)

ส่วนถ้าคุณเป็นผู้ขายสินค้า แล้วถูกลูกค้ายื่นเรื่อง Charge back กับทางธนาคาร คุณจะต้องตกอยู่ในข่ายต่อไปนี้ ตามที่ paypal  กำหนดไว้ ไม่เช่นนั้นคุณก็ไม่ได้เงินคืนถ้าลูกค้าทำเรื่อง Charge back สำเร็จโดยที่คุณไม่มีหลักฐานไปยืนยันต่อเจ้าหน้าที่ paypal ซึ่ง Seller protection หรือการคุ้มครองสิทธิ์ของผู้ขายต้องอยู่ในข่ายต่อไปนี้ค่ะ

สิ่งที่ต้องการในการป้องกันผู้ขายจากการโกง

สิ่งที่ต้องการเบื้องต้น

1.คุณต้องส่งสินค้าไปยังที่อยู่ที่ได้รับการยืนยันเรียบร้อย(verify แล้ว)ของผู้ซื้อสินค้าเท่านั้น  ถ้าคุณขายสินค้าผ่านเว็บ ดูให้แน่ใจว่าที่อยู่ที่ลูกค้าเขียนมา ตรงกับที่อยู่ใน Transaction detail  หรือรายละเอียดการโอนเงิน

2.สินค้าของคุณต้องเป็นสิ่งที่จับต้องได้เท่านั้น ไม่รวมกับสินค้าดิจิตอลหรือสินค้าที่ไม่มีตัวตนต่างๆเช่น การดาวน์โหลดไฟล์

3.คุณต้องทำการติดต่อกับ Paypal เพื่อส่งเอกสารและหลักฐานที่จำเป็นต่อเจ้าหน้าที่ ภายในระยะเวลา 10 วันทำการ

4.ที่อยู่ของคุณต้องอยู่ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น(แค่ตรงนี้คนที่ทำงาน commission ในไทยก็ถือว่าค่อนข้างแย่ค่ะ เพราะว่าทาง seller protection จะมีผลตรงๆต่อเมื่อผู้ขายสินค้า หรือบริการนั้นๆอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา)

5.ลูกค้าสามารถขอเคลมค่าใช้จ่ายได้ในสองกรณี โดยแต่ละอันจะมีสิ่งที่ต้องการเพิ่มได้แก่

-เมื่อลูกค้าแจ้งว่าไม่ได้รับสินค้า หรือ Item  not receive
จะต้องมีการตรวจสอบแล้วว่าที่อยู่ในการจัดส่ง Eligible หรือเป็นที่อยู่ปัจจุบันที่ใช้จริงๆ

อีกประการคือต้องส่งหลักฐานไปให้เจ้าหน้าที่ paypal

-เมื่อลูกค้าแจ้งว่ารายการที่เกิดขึ้นเป็นรายการผิดปกติ หรือ unauthorize payment
จะต้องมีการตรวจสอบว่ามีการจ่ายเงิน หรือเกิดรายการจ่ายเงินนั้นๆขึ้นจริง อีกอย่างก็เหมือนข้างบนคือส่งหลักฐาน,ใบเสร็จ,ใบส่งสินค้า,หมายเลข tracking และอื่นๆที่จำเป็นต่อการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ค่ะ

ซึ่งทาง paypal ที่เป็น payment gateway นั้น ไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจในเรื่องนี้ หมายถึงทาง paypal ไม่ได้มีอำนาจในการคืนเงินของคนที่เป็นผู้ซื้อโดยตรงณ.จุดนี้ แต่เป็นบริษัทก็คือธนาคารที่ออกบัตรให้กับผู้ซื้องานของเรา ในการดำเนินเรื่องและพิจารณาการคืนเงินให้กับเจ้าของบัตร  ซึ่งถ้าเราโดน Charge back เราอาจจะไม่สามารถถอนเงิน paypal ส่วนนั้นคืนได้ และแนวโน้มก็คือ ถ้า Bank มีการ Charge back หรือเอาเงินส่วนนั้นคืน เราจะต้องดำเนินการในการส่งหลักฐานต่างๆให้ผู้ซื้อสินค้า (ลูกค้าส่วนมากจะดำเนินการ open dispute ก็คือส่งแบบฟอร์มแจ้งเรื่องในการดำเนินการขอเงินคืนผ่านทาง paypal)

ซึ่งทางผู้ขาย หรือผู้ให้บริการต่างๆซึ่งก็คือนักวาด มีเวลาประมาณ 10 วันในการแจ้งหลักฐาน เพื่อป้องกันการ Charge back โดยการที่ธนาคารคืนเงินลูกค้าหรือผู้ซื้อสินค้าและบริการของเรา จะคืนตามลักษณะของเงินที่ถูกจ่ายไป ในที่นี้คือ ใช้บัตรเครดิตผ่าน paypal ก็จะคืนเงินเป็น Credit Voucher ที่สามารถนำไปหักลบกับยอดในการซื้อของผู้ซื้อคนนั้นๆ

ดังนั้น ผู้ว่าจ้างเรา สามารถขอเงินคืนเมื่อไรก็ได้ หลังจากที่เขาได้ซื้อสินค้าหรือว่าบริการของเราไปแล้ว และกรณีที่  paypal ครอบคลุมก็คือ การไม่ได้รับสินค้าชนิดนั้นๆภายในระยะเวลาที่ผู้ขายได้กล่าว หรือเขียนรายละเอียดเอาไว้,การได้สินค้าไม่ตรงกับหน้าตาหรือฟังก์ชัน หรือไม่เป็นไปตามที่ลูกค้าต้องการ หรือกรณีอื่นๆตามที่ได้อธิบายไว้ในช่วงแรกของบทความ ซึ่งแน่นอน ผู้ซื้อโดยใช้ paypal ย่อมมากกว่าผู้ขายอยู่แล้ว ทาง Paypal จึงมีมาตรการในการป้องกันต่างๆ เพื่อช่วยให้ลูกค้าอุ่นใจในการซื้อสินค้าต่างๆมากกว่า อย่างไรก็ตาม ทาง Paypal ก็มีมาตรการในการคุ้มครองผู้ขายเช่นกันค่ะ (เพียงแต่น้อยกว่า และยุ่งยากกว่าคนที่เป็นผู้ซื้อ เช่น ต้องมีการเก็บหลักฐานและเอกสารต่างๆ)

ซึ่งถ้าดูที่มาของ Paypal ก็คือจริงๆแล้ว Paypal มีมานานแล้ว แต่คนใช้กันมากๆตอนช่วงที่อีเบย์ดังขึ้นมาค่ะ ทางอีเบย์ได้เข้าซื้อ Paypal ทำให้เวลาซื้อสินค้านั้น เราไม่จำเป็นต้องเปิดเผยเลขที่บัตรเครดิตและไม่เสี่ยงต่อการถูกแฮ็คข้อมูล แต่แน่นอนว่าในการใช้ paypal เป็น gateway นั้น ก็ยังมีผู้ที่หาช่องโหว่จาก TOS (term of services) ของ paypal และมาโกงนักวาดที่รับจ้างวาดรูปตาม Social Network ต่างๆ ที่ตอนนี้กำลังโดนกันหลายคนก็ทาง Fur Affinity และ Deviantart ซึ่งได้ยินมาว่า ผู้ถูกโกงนั้นถูก Charge back ถึงราวๆ 2,000$ นอกจากนี้ตัวผู้โกงเอง ยังเป็นเด็กอายุยังไม่เยอะเท่าไรด้วย

ซึ่งในกรณีที่เราเป็นผู้ขายสินค้า และใช้ paypal ในการรับเงิน โดยการที่เรารับเงินจำนวนมากๆ หรือเงินค่าจ้างที่มากๆ หลายๆครั้ง โดยที่ไม่เคยผ่านการ transaction หรือการทำรายการใดๆเลยมาก่อน ยังมีโอกาสในการถูก paypal limit account เกิดขึ้นได้อีกด้วย นั่นก็คือ account ของคุณอาจจะถูกล็อคทั้งอัน คุณไม่สามารถรับเงินได้ นอกจากจะส่งหลักฐานเช่น ใบเสร็จหรือ invoice ต่างๆพร้อมกับยืนยันตัวตนของคุณ ให้กับทาง paypal

ถ้าหากเราเป็นผู้ที่ขายสินค้า หรือบริการต่างๆโดยใช้ paypal เป็น payment gateway สิ่งที่เราจะต้องเตรียมและเก็บไว้ให้ดีๆก็คือ ใบเสร็จที่มีลายเซ็นต์ลูกค้า,หลักฐานในการส่งพัสดุ,หมายเลขในการ tracking สินค้านั้นๆ

ส่วนถ้าเป็นสินค้าหรือบริการแบบเป็น digital goods หรือสินค้าไม่มีตัวตนชัดเจน อย่างรับจ้างวาดรูปหรือการทำ commission  นั้น เราต้องทำการเก็บสัญญา หรือ contract ต่างๆที่เราได้เซ็นต์เอาไว้ตอนก่อนจะลงมือรับทำงานจ้างนั้นๆ

ซึ่งถ้าคุณเป็นฝั่งผู้ซื้อสินค้า หรือซื้อบริการจากนักวาดชาวต่างประเทศท่านอื่นๆ โดยการใช้  Paypal โดยส่วนใหญ่แล้ว ถ้าเป็นการว่าจ้างชิ้นเล็กๆ แน่นอนไม่มีใครทำสัญญากันหรอก มันยุ่งยากและไม่คุ้ม นอกจากนี้อาจจะทำให้ลูกค้าหนีไปได้ด้วย เราจึงต้องมีการป้องกันตัวในการถูกโกงในรูปแบบอื่นๆ

สิ่งที่สำคัญคือ  ถ้าคุณเป็นผู้ซื้อ คุณควรจะทราบประวัติของนักวาดคนนี้ก่อน ว่าเขาเคยมีการโกงค่าจ้างหรือเปล่า?ถ้าคุณเป็นผู้ขายหรือให้บริการในการรับจ้างวาด ควรเอา e-mail หรือชื่อ ID ของคนนั้นๆไปsearch หาข้อมูลใน google ก่อนค่ะ ว่าเคยมีประวัติในการโกงเงินหรือเปล่าอย่างที่บอก ทั้งนี้ดูให้ดีๆด้วย เพราะจุดนี้การใช้ social network หรือระหว่างนั้น นักวาดหรือลูกค้าของเรา เขาอาจจะถูกโจมตี ที่อาจจะไม่ใช่เจ้าตัวโกงเองก็ได้

ซึ่งกรณีแบบนี้ก็มีได้เหมือนกันค่ะ เพราะฉะนั้นลองดูว่า เขามีการสร้าง ID ไว้ที่อื่นๆไหม เข้าไปดูหน้า page ของเขาว่ามีอะไรอัพเดทบ้าง หรือมีอะไรโพสต์ไว้หรือเปล่า?เนื่องจากโดยปกติ คนที่ตั้งใจจะโกง จะเริ่มสมัครเข้า social network ได้ไม่นานนัก ตัวดีเลยก็พวกไม่ยอมเปลี่ยน Avatar ทั้งหลาย ส่วนมากจะดูแล้วไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไร

ให้ดูว่าผู้ซื้อท่านนั้นๆมีประวัติอะไรอยู่บ้างในอินเตอร์เนทค่ะ โดยส่วนมาก คนที่มี profile ดีประมาณหนึ่ง มีหน้าที่การงานชัดเจน ใช้ social network แห่งนั้นๆมานาน ส่วนมากก็ไม่ค่อยโกงหรอกค่ะ ได้ไม่คุ้มเสีย

ซึ่งอย่างที่เราบอกก็คือ โดยมากนักวาดรายย่อยๆที่ได้รับการว่าจ้างจากคนทั่วๆไปหรือที่เราเรียกกันว่า  personal commission หรืองานส่วนตัว ถ้าให้ยกตัวอย่าง อย่างเช่น งานที่คุณทำให้ญาติ,งานที่คุณได้วาดโดยให้ผู้ซื้อนำไปใช้งานอย่างไรก็ได้ ตราบที่ไม่ใช้ทางการค้า(ถ้าใช้ทางการค้าจะมีการชาร์จเงินสูงขึ้น) ซึ่งนักวาดรายย่อยพวกนี้ก็คือ “ช่องโหว่” หรือ loophole ของ paypal

นั่นก็คือ ถ้าดูใน video  เรื่องการ Charge back ของ paypal นั้น เราจะพบว่า ทางตัวนักวาดเองต้องมีหลักฐาน 2 อย่างก็คือ 1.หลักฐานการส่งมอบสินค้า และ2.หลักฐานในการทำสัญญาจ้าง ซึ่งแน่นอนว่านักวาดรายย่อยไม่มีแน่นอนหลักฐานพวกนี้ เหตุผลคือการว่าจ้างมันตกอยู่ในข่ายสินค้าดิจิตัลหรือ digital goods นอกจากนี้คนที่มาว่าจ้างเราส่วนมาก ก็มักจะเป็นคนที่อยากซื้องานจากเรา ไม่ใช่บริษัท ดังนั้นหลักฐานที่มีจึงคลุมเครือ

นอกจากนี้เวลาที่ส่งเงินให้กับนักวาดท่านนั้นๆ ถ้าเป็นไปได้ อย่าไปเช็คตรงช่องที่บอกว่าเป็น gift การทำแบบนี้เป็นการทำให้เวลาส่งเงินนั้นไม่มีค่า fee ซึ่งโดยปกติ นักวาดจะถูกหักเงินไปจำนวนหนึ่ง เวลาผู้ซื้อสินค้าหรือบริการจากนักวาดคนนั้น ซึ่งถ้าเลือกเป็น gift เงินส่วนนี้อาจจะไม่หาย หรืออาจจะหายไปน้อย ซึ่งทางฝั่งผู้ขายคือนักวาดก็จะสบายใจได้ว่าไม่โดนหักตรงนั้น

ขั้นตอนการว่าจ้างยังไงไม่ให้ถูกโกง

ขั้นที่ 1 ตรวจสอบความน่าเชื่อถือของลูกค้า โดยมากถ้าลูกค้ามีตัวตนชัดเจนในโลกออนไลน์จะมีความน่าเชื่อถือมากกว่า โดยส่วนมากคุณสามารถ Search หาโดยอาจจะเอาที่อยู่ของอีเมล์ลูกค้า หรือชื่อจริง,ชื่อแฝง ไปลองเซิร์จดูว่าลูกค้ามีอวตารที่อื่นๆอีกไหม และมีพฤติกรรมน่าสงสัยหรือไม่?

โดยส่วนมาก ถ้าหากลูกค้ามีตัวตนจริงอยู่แล้วในอินเตอร์เนทรวมไปถึงมี account ต่างๆที่น่าเชื่อถือและใช้มาเป็นระยะเวลานาน แต่เมื่อ Search พบว่ามีข้อมูล เช่น อาจจะมีอีเมล์ มีชื่อ ไปปรากฏในเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม หรือว่าเซิร์จเจอพฤติกรรมแปลกๆให้ระวังเอาไว้ก่อน ถ้ามีไม่มากไม่เป็นไร ในบางครั้งเรื่องพวกนี้อาจจะมาจากการกลั่นแกล้งกันได้ ซึ่งโดยส่วนมาก ถ้าคุณทำงานมาระยะเวลาประมาณหนึ่งแล้ว คุณจะรู้เองว่าลูกค้าแบบไหนที่ควรระวังให้มากค่ะ ถ้าหากบัญชีต่างๆและชื่อของลูกค้า ได้สั่งสมประสบการณ์มาดี ก็ลุยต่อได้เลยค่ะ

ขั้นที่ 2 ถ้าเป็นการจ่ายเงินโดยการใช้ paypal คุณจะต้องเป็นคนส่ง invoice และ request money ด้วยตัวเอง ก็คือให้ใช้คำสั่งดังกล่าว จากนั้นก็เลือกอีเมล์ของลูกค้า เมื่อลูกค้าได้รับอีเมล์แล้วกดลิงค์ในอีเมล์เรียบร้อย ก็จะปรากฏเป็นจำนวนเงินที่เราต้องจ่าย (ซึ่ง พวกนี้ก็มีคนโกงกันอีกก็คือมีการส่ง Transaction ปลอมๆ มาทางที่อยู่อีเมล์ เมื่อ click และใส่รหัสผ่านไป กลายเป็นว่าโดนแฮ็คค่ะ) อย่าให้ลูกค้าส่งเงินมาด้วยตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การ mark เป็น gift ก็ไม่เอาค่ะ

ซึ่งนอกเหนือไปจากกรณีนี้ คุณสามารถใช้กรณีอื่นๆเช่น การส่ง invoice ไปให้ลูกค้า โดยถ้าคุณเลือกว่าเป็น service แทนที่การส่ง goods หรือสินค้านั้น จะเป็นการยกเลิกการคุ้มครองผู้ชายของ paypal ในทันทีค่ะ ถ้าคุณไม่อยากปวดหัวเรื่องนี้ คุณอาจจะระบุไปเลยใน Term of services ของคุณเอง เช่น ทางคุณจะไม่มีการ mark ว่าเป็น service แต่จะเลือกเป็น goods แทน หรือถ้าใครคิดมาตรการการป้องกันตัวเองได้ก็ลองคิดดูค่ะ

ส่วนงานว่าจ้างทั่วๆไปในไทย คุณควรเปิดบิล 2 รอบคือ รอบแรกจะเป็นการเสก็ตซ์,คุยไอเดียงานหรืออื่นๆ ซึ่งเมื่องานลงตัวในขั้นตอนนี้แล้วอาจจะมีการวางบิลและจ่ายก่อนรอบหนึ่งก่อนจะทำไฟนอล และเมื่องานเสร็จค่อยจ่ายอีกรอบก็ได้ค่ะ ป้องกันการเบี้ยวของลูกค้า

ในบทความอ้างอิงได้กล่าวว่า ถ้าคุณขาย NSFW art (ตรงนี้เรายังไม่ค่อยเข้าใจว่ามันคืออะไรค่ะ แต่หาข้อมูลตามอินเตอร์เนท เขาบอกว่า มันย่อมาจาก not safe for work ก็คืองานที่มีเนื้อหารุนแรง,มีเนื้อหาสุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฏหมาย ยกตัวอย่างเช่น ภาพที่แสดงออกทางเพศอย่างโจ่งแจ้ง,งาน 18+,ถ้าเป็นในไทยก็คือ งานที่เกี่ยวข้องกับการนำศาสนามาตีความเป็นรูปภาพ,หรืองานที่เกี่ยวข้องกับการนำราชนิกูล,งานที่เกี่ยวข้องกับยาเสพย์ติด รวมๆก็คือ งานอันตรายต่อคุกทั้งหลายแหล่ค่ะ) ซึ่งในกรณี NFSW art  ทาง paypal ไม่มีนโยบายห้ามตรงนี้ คือคุณสามารถรับเงินค่าจ้างได้ แต่จะไม่อยู่ในข่ายของ Seller protection  หรือมาตรการคุ้มครองผู้ขายจาก Paypal ค่ะ

วิธี request money กับลูกค้าผ่าน  Paypal 

ดูตามรูปเลยค่ะ

request_money request_money2

 

ขั้นตอนที่ 3 

ถ้าตอนนี้ลูกค้าเริ่มมีการตุกติก หรือคุณต้องการ seller protection ทางออกอาจจะเป็นการพ่วงค่ะ ได้แก่ เวลามีคนจ้างคุณ คุณจะส่งงาน print เต็มๆไปให้ นั่นก็คือ เป็นการพ่วงสินค้าที่จับต้องได้จริงๆ รวมไปกับการว่าจ้าง ไม่ใช่แค่การบริการอย่างเดียว ที่ไม่ครอบคลุมอยู่ในมาตรการคุ้มกันผู้ขายหรือ seller protection ของ paypal  ค่ะ ซึ่งคุณอาจจะเพิ่มกรอบรูปเข้าไปด้วยก็ได้ แล้วก็รวมราคาลงไปในค่าบริการหรือค่า commission เลย ซึ่งกรอบรูปก็ราคาไม่กี่บาทค่ะ ซื้อในไทย แต่เวลาห่อของ ห่อดีๆค่ะ เราเคยนำงานไปออกนิทรรศการแล้วพอกลับมาถึงมือเรา กรอบแตกเยินเลยค่ะ ห่อกันกระแทกหลายๆชั้นเลยค่ะ

นอกเหนือไปจากนี้คือคุณต้องเก็บหลักฐานการส่งสินค้าเอาไว้ด้วยค่ะ ซึ่งหลักฐานในการส่งสินค้านั้นมีสองแบบ ได้แก่ proof of delivery และ proof of shipment

Proof of delivery จะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • สถานะในการจัดส่ง
  • วันที่ในการจัดส่ง
  • ที่อยู่ในการจัดส่ง(ของลูกค้า)ที่มีอย่างน้อยคือเมืองหรือชื่อรัฐ หรือรหัสไปรษณีย์ โดยที่อยู่ในการจัดส่งสินค้าจะต้องตรงกันกับที่อยู่ใน transaction detail  หรือรายละเอียดการทำรายการจ่าย/รับเงินของ paypal
  • ลายเซ็นต์ ตรงนี้ทางบทความอ้างอิงกล่าวว่า ถ้าหากมูลค่าในการจัดส่งสินค้าเกิน 750$ ลายเซ็นต์นั้นจะเป็นการยืนยันการส่งของสินค้านั้นๆที่สามารถดูได้จากเว็บของบริษัทขนส่ง

proof of shipment จะมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • วันที่จัดส่งสินค้า
  • ที่อยู่ในการจัดส่ง(ของลูกค้า)ที่มีอย่างน้อยคือเมืองหรือชื่อรัฐ หรือรหัสไปรษณีย์ โดยที่อยู่ในการจัดส่งสินค้าจะต้องตรงกันกับที่อยู่ใน transaction detail  หรือรายละเอียดการทำรายการจ่าย/รับเงินของ paypal

ซึ่งเวลาก่อนที่เราจะคิดค่าบริการและส่ง invoice และ request money จนกว่าลูกค้าจะตอบกลับมานั้น เราอาจจะต้องเผื่อเวลาในการจัดส่ง,การทำงานต่างๆ ซึ่งต้องแน่ใจว่า เมื่อส่งสินค้า ไปจนถึงมือลูกค้าแล้ว มันยังอยู่ในระยะเวลาที่ paypal ได้คุ้มครองผู้ขาย ทางผู้เขียนบทความอ้างอิง ได้กล่าวว่า วิธีการคิดรวมไปกับ print และกรอบรูปนั้น ใช้กับลูกค้าที่ดูจะเบี้ยวหรืออาจจะมีโอกาสในการเชิดงาน ซึ่งมันเป็นวิธีที่อาจจะยุ่งยากกว่าปกติ แต่ก็เป็นวิธีที่ค่อนข้างแน่ใจว่า ยังอยู่ในความคุ้มครองของ  paypal ในกรณีที่เกิดการ Charge back ขึ้นมา

ขั้นตอนที่ 4 

ลงมือทำงาน,ทำงาน print,เมื่อเสร็จแล้วก็ส่งงานทั้งหมด ในการจัดส่งภาพทางไปรษณีย์ ต้องส่งไปในที่อยู่ paypal ที่มีการ verify แล้วเท่านั้น ถ้าหากคุณส่งไปยังที่อยู่อื่นๆที่นอกเหนือจากที่อยู่ที่ปรากฏใน paypal จะไม่อยู่ในความคุ้มกันผู้ขายของ paypal ค่ะ และต้องแน่ใจว่าคุณได้เก็บใบเสร็จ,หลักฐานต่างๆที่พร้อมต่อการยื่นถ้าเกิดกรณีการโกงค่าจ้างกันขึ้นมา โดยคุณอาจจะต้องอ่าน paypal protection terms และ paypal user agreement เพื่อให้แน่ใจว่าคุณรู้ตัวว่าต้องทำอะไรถ้าเกิดเหตุการณฺ์การโกงหรือ Charge back ขึ้นกับคุณ

วิธีในการส่งเงินวิธีอื่นที่ปลอดภัย

มี International postal money order หรือธนาณัติค่ะ  เรียกสั้นๆว่า IPMO ส่งได้ที่ ที่ทำการไปรษณีย์ ซึ่งจริงๆแล้วถ้าหากว่าผู้ว่าจ้างคุณอยู่ในประเทศเดียวกัน มันเป็นวิธีที่ล้าหลังไปแล้วค่ะ ดังนั้นในความคิดของเรา ถ้าลูกค้าคุณอยู่ไทยด้วยกัน คุณก็ให้โอนสองรอบ คือ เมื่อส่งเสก็ตซ์เสร็จ กับอีกรอบคือเมื่องานเสร็จจริงค่ะ นอกเหนือไปจากนี้ก็คือ ถ้าคุณมีลูกค้าต่างประเทศ แล้วกลัวลูกค้าโกง คุณอาจจะให้ส่ง western union ก็ได้(มีค่าธรรมเนียมแพงประมาณหนึ่ง ลูกค้าจ่าย) ส่งได้ตามธนาคาร หรือส่งทาง wire transfer (โอนผ่านแบงค์,วิธีนี้เหมาะกับเงินจำนวนมากๆค่ะ เพราะค่าบริการสูงสุด)

วิธีการป้องกันตัวเองในกรณีที่เราเป็นผู้ว่าจ้างคนอื่นๆ

ถ้าคุณจะซื้องานของใคร อย่าส่งเงินให้เขาโดย mark ว่าเป็น gift ใน paypal โอกาสถูกเชิดเงินจะสูง ถ้านักวาดต้องการให้คุณจ่ายเงินเป็น gift โดยอ้างว่าเขาไม่ต้องการจ่ายค่าธรรมเนียมกับ paypal 2% ให้คุณเสนอไปว่า เดี๋ยวคุณจ่าย  2% นั่นเอง หรือไม่ก็ไม่ต้องไปจ้างเขาเลยค่ะ และต้องแน่ใจว่าได้อ่านรายละเอียดของการว่าจ้างต่างๆ เช่น Term of services เรียบร้อยแล้ว ก่อนจะจ้างนักวาดคนนั้น นอกจากนี้ ควรจะเซฟบทสนทนา ระหว่างคุณกับนักวาดเอาไว้ ในกรณีที่คุณไม่ได้งานวาดจากนักวาดคนนั้น ในกรณีนี้คุณจะเป็นผู้ขอ Charge back เอง(เคยมาแล้ว ไม่ยากเลยค่ะ mark ไปว่าสินค้าไม่ถึงมือ)

สรุปใจความสำคัญอีกทีตรงนี้คือ

-เช็คประวัติของผู้ซื้อ ในกรณีที่เราเป็นผู้ให้บริการหรือขายสินค้า,เช็คประวัติผู้ขาย ในกรณีที่เราเป็นผู้ซื้อสินค้าหรือบริการ มีคนอื่นๆไหมที่ถูกคนๆนั้นโกงในลักษณะเดียวกันนี้

-ลอง search หาชื่อของผู้ซื้อ,ผู้ขายท่านนั้นใน google ถ้าหากคนๆนั้นมีรายชื่ออยู่ใน fraud sites หรือเว็บที่โกง แสดงว่าเริ่มจะดูแล้วทะแม่งๆ

-ถ้าหากลูกค้าคนนั้นมีการขอจ่ายค่าจ้างโดยเลื่อนกำหนดในการจ่ายออกไป อย่าไปรับงานลักษณะนี้

-ถ้าหากอะไรหลายๆอย่างดูดีเวอร์เกินไป เช่น จู่ๆได้โปรเจคใหญ่มา ต้องมีการแบ่งทีม แบ่งอะไรกันทำ มีการพูดอย่างสวยหรูเช่น เดี๋ยวแบ่งเปอร์เซ็นต์ให้,ถ้าโปรเจคนี้ประมูลผ่านจะให้น้องครึ่งนึง,จะให้หุ้นแทนการให้เงิน ฯลฯสงสัยได้เลยว่าอาจจะมีโอกาสโดนโกง

-ให้เชื่อในความรู้สึกตัวเอง ก็คือลางสังหรณ์ ถ้ามีสัญญาณหลายๆอย่างพร้อมกัน ก็ให้ป้องกันไว้ก่อน ถ้ารู้สึกไม่ดีกับงานนั้นๆ อย่าไปรับทำค่ะ

article reference/บทความอ้างอิงและแนะนำให้อ่านต่อค่ะ
[Revised] How to Protect Yourself Against Fraud
paypal seller’s protection
paypal protection terms
paypal user agreement