ทิปในการลงมือทำเพื่อการเกิดการบริการซ้ำ

/, ความรู้/ทิปในการลงมือทำเพื่อการเกิดการบริการซ้ำ

ทำยังไงให้ลูกค้าจ้างเราซ้ำค่ะ

sea

ทิปเหล่านี้จะทำให้คุณได้ธุรกิจมากขึ้นและได้การบอกต่อมากขึ้น จากลูกค้าปัจจุบันของคุณ และมันไม่ยากที่จะลงมือทำ แต่ว่ามันอาศัยความพยายามอยู่บ้าง

ข่าวดีของคุณคือ ยังไงก็ตาม ฟรีแลนซ์บางคนใช้เวลาและพลังงานในการกระทำเหล่านี้ พยายามให้มากขึ้นและคุณจะได้รับผลอันงดงามแน่นอน

เรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจของลูกค้า

อย่าเพียงแค่ค้นคว้าพอที่จะทำโปรเจคให้เสร็จโปรเจคเดียว เรียนรู้ให้มากที่สุดเกี่ยวกับธุรกิจของลูกค้าในองค์รวม คุณสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับบริษัท,อุตสาหกรรมและธุรกิจที่บริษัทนั้นทำอยู่โดยการหาจากอินเตอร์เนท คุณสามารถเรียนรู้โดยถามคำถามเฉพาะทางกับลูกค้าคุณ ถามเกี่ยวกับพื้นฐานของหน่วยงานของลูกค้า ถามเกี่ยวกับเป้าหมายขององค์กร ตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจและหาโอกาสในการเติบโต

เมื่อคุณพัฒนาความรู้นี้ขึ้นมา คุณทำให้ลูกค้านั้นทำงานง่ายขึ้นในการที่จะส่งงานมาให้คุณเพราะคุณรู็เกี่ยวกับบริษัทและอุตสาหกรรมดี มันง่ายกว่าและเร็วกว่าในการที่จะทำงานกับคุณ ต่างจากฟรีแลนซ์คนอื่นๆ เพราะคุณเป็นคนที่เตรียมพร้อมเสมอ

นี่เป็นเทคนิคที่สำคัญมาก ความสำเร็จที่คุณได้รับขึ้นอยู่กับการกระทำที่เหลือของทิปทั้งหมด ซึ่งจะเพิ่มความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจของลูกค้าของคุณ

ของานมากขึ้น

อะไรคือทางที่เร็วที่สุดในการได้รับงาน ก็ขอไงล่ะคะ แค่ถามประมาณว่า “โปรเจคนี้จบแล้วมีอะไรต่ออีกไหมคะ” เมื่อขอในโทนที่ไม่บีบบังคับลูกค้าจนเกินไปและสบาายๆ มันเป็นการที่ถามโดยไม่ฮาร์ดเซลล์ตัวเองจนเกินไป และเป็นการทำให้เรารู้ว่ามีโปรเจคอะไรอีกข้างหน้า ที่อาจจะเป็นงานที่เราสามารถเข้าไปทำได้

ลูกค้าบางคนอาจจะตอบคุณได้ไม่ละเอียดนัก และคนอื่นๆก็ไม่มีแผนการทำงานอะไรที่ควรแก่การพูดถึงแต่ในบางครั้งคุณจะได้ยินคำตอบที่คุณหวังไว้ “เรามีงานเป็นซีรีย์ต่อของนิยายเรื่องนี้ให้คุณวาดปกค่ะ”

แล้วการบอกต่อหละ คุณควรถามลูกค้าตรงๆไปเลยดีไหมเกี่ยวกับการบอกต่อลูกค้า? แน่นอนค่ะ ควรอย่างยิ่ง เดี๋ยวเราจะพูดถึงเรื่องนี้ต่อทีหลัง

ขอให้ลูกค้าแนะนำตัวเรากับคนในองค์กร

เมื่อคุณคุ้นเคยกับลูกค้าพอสมควรแล้วและคุณได้สร้างรายชื่อผู้ติดต่อไว้จำนวนหนึ่ง มันโอเคนะคะที่จะถามประมาณว่า “มีใครในองค์กรอีกไหมครับที่ต้องการบริการ(ใส่ชื่อบริการลงไป)ของผม” ถ้าหากผู้ติดต่อของคุณพูดถึงคนอื่น ให้ขอให้เขาแนะนำเราให้คนๆนั้นรู้จัก คุณอาจจะได้รับการแนะนำ แต่นั่นไม่จำเป็นที่จะต้องกันแนะนำกันต่อหน้า อาจจะมีการแนะนำทางอีเมล์หรือทางอื่นได้ เพราะเดี๋ยวนี้ช่องทางการสื่อสารมีเยอะแยะ ถ้าคุณได้รับการแนะนำผ่านอีเมล์ก็ให้ตอบไปอย่างสุภาพ พร้อมทั้งบอกว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่และจะช่วยเขาได้อย่างไรค่ะ

ทำความรู้จักกับลูกค้าคุณเป็นการส่วนตัว

คนมากมายที่ได้รับคำแนะนำลักษณะนี้ว่าให้ทำความรู้จักกับลูกค้านะ แต่เขาก็ไม่ได้ทำ เหตุผลคือ “ใช้เวลามากเกินไป” แต่จริงๆแล้วมันยากในการสร้างความสัมพันธ์กับใครสักคนทางโทรศัพท์หรือทางอีเมล์เพียงอย่างเดียว(ไม่ใช่เป็นไปไม่ได้นะคะ แต่มันยาก) ถ้าหากลูกค้ายิ่งอาศัยใกล้ๆกัน ใช้โอกาสนี้ในการสร้างความสัมพันธ์เป็นการส่วนตัว อาจจะเลี้ยงข้าวลูกค้าหรือทานกาแฟด้วยกันเป็นเรื่องที่ดี ถ้าหากคุณอยู่ใกล้ๆออฟฟิศลูกค้าก็แวะซื้อเครื่องดิ่มหรือขนมเล็กๆน้อยๆไปฝาก จะช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายก่อนจะทำงานร่วมกัน

ถ้าคุณคิดว่าการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าและการทำดีกับลูกค้าเป็นแค่การแสดง คิดอีกทีนะคะ จริงๆก็คือคุณอาจจะสนุกกับการได้ติดต่อกับลูกค้าบางคนในแบบส่วนตัวมากพอๆกับการติดต่อด้านงาน เพราะฉะนั้นอย่ากลัวที่จะรู้จักลูกค้าในตัวตนจริงๆ ในวันที่ติดต่อกับคุณ อาจจะเป็นวันที่ลูกค้ารู้สึกดี หรือลูกค้ารู้สึกซวยก็ได้ อยู่ที่คุณวางตัวยังไง และการเป็นคล้ายเพื่อน ทำตัวให้เป็นความสดใสในชีวิตของใครสักคนที่สามารถให้งานคุณได้นั้นเป็นเรื่องที่ดี

เพราะฉะนั้นการทำความรู้จักลูกค้าในแบบที่เป็นส่วนตัว และดูแลเขาดีๆนั้นจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำ ในการที่จะสร้างผลงานชิ้นโบว์แดง

แนะนำโปรเจคใหม่และโปรเจคเพิ่มเติม

อย่าเป็นแค่คนที่คอยรับคำสั่งอย่างเดียว ให้สรรสร้างสิ่งใหม่ๆให้ลูกค้า ในสิ่งที่ลูกค้ายังขาด หรือยังไม่ได้รับการเติบเต็มด้วย เช่น ในกรณีที่เว็บของลูกค้าขายสินค้าที่มีความซับซ้อนทางเทคนิคสูงๆ อาจจะแนะนำให้ลูกค้าสร้างหน้า FAQS หรือ คำถามที่พบบ่อยขึ้นมาค่ะ ในกรณีที่คุณเป็นนักวาด คุณอาจจะบอกลูกค้าว่านอกจากปกแล้วคุณยังออกแบบเลย์เอาท์ได้ด้วย ในกรณีที่คุณเป็นเว็บดีไซน์อาจจะเสนอลูกค้าว่าลูกค้าน่าจะใส่ระบบ shopping cart ลงไปด้วยเพื่อให้อนาคตขายสินค้าได้ง่ายขึ้น หรือแม้กระทั่งการที่คุณขายของ เช่นกัน ถ้าลูกค้าซื้อสบู่จากคุณ แล้วคุณสังเกตุว่าหน้าลูกค้าแห้ง อาจจะแนะนำให้ลูกค้าซื้อมอยเจอไรเซอร์ไปด้วย การขายโดจินชิ ถ้าลูกค้าซื้อโดจินก็แนะนำลูกค้าว่าถ้าซื้ออาร์ทบุคจะได้ในราคาพิเศษ เป็นต้น

ให้ก่อนที่จะรับ

เกิดอะไรขึ้นเมื่อคุณได้รับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมา คุณย่อมรู้สึกดีถูกไหมคะ นอกจากจะรู้สึกดีแล้ว คุณยังอยากให้อะไรกลับไปอีกด้วย สิ่งนี้เรียกว่า กฏแห่งการให้และรับ นักการตลาดรู้เรื่องนี้ดี จึงนำมาใช้ เช่นของตัวอย่างฟรีในร้านค้า,แก้วหรือร่มฟรีเมื่อสมัครบัตรเครดิต,เสื้อยืดฟรีเมื่อสมัครสมาชิกร้านค้า เป็นเทคนิคที่ได้ผลดีมากในเชิงการตลาด

นอกจากนี้ การตลาดแบบ”เล็กๆน้อยๆหรือไม่ก็ทิ้งไป”แบบนี้เห็นได้ชัดก็จริง(คือให้ของเล็กๆน้อยๆมา คุณไม่อยากได้คุณก็ทิ้งไป) ซึ่งขึ้นโดยนักการตลาดชั้นเซียน และอย่างที่บอกคือมันได้ผลมาก แต่คุณสามารถทำได้ดีกว่านั้นค่ะเพื่อลูกค้าของคุณ เช่น คุณอาจจะช่วยเหลือลูกค้าแก้ไขปัญหา,ส่งหนังสือ reference ที่ลูกค้าต้องการไปให้,แนะนำลูกค้าให้ลูกค้าต่ออีกที,แนะนำคนที่คุณอาจจะรู้จักเพื่อแก้ไขปัญหาของลูกค้าได้ เป็นต้นค่ะ

ช่างเลือก

ไม่ต้องกังวลใจไปค่ะ คุณไ่ม่ต้องใช้เทคนิคนี้กับลูกค้าทุกคนหรอก แต่ว่าไม่ใช่ลูกค้าทุกคนของคุณที่เป็นลูกค้าที่เหมาะสมในการจะสร้างธุรกิจด้วยในระยะยาว หรือสร้างธุรกิจซ้ำๆ เนื่องจากลูกค้าคนนั้นอาจจะมีอะไรบางอย่างที่คุณไม่ชอบหรือคุณไม่อยากร่วมงานด้วย เช่น จ่ายเงินช้า,เรื่องมาก,แก้งานเยอะ,ทำงานไม่เป็น ทำให้คุณต้องเสียเวลาในระยะยาวมากขึ้น เพราะฉะนั้นลูกค้าเหล่านี้ไม่ใช่ลูกค้าชั้นยอดที่คุณสมควรจะรักษาความสัมพันธ์ในระยะยาวเอาไว้

เพราะฉะนั้นให้เก็บลูกค้าเฉพาะที่เป็นเพชรแท้จริงๆเท่านั้น ที่คุณอยากสานต่อความสัมพันธ์กับเขา ส่วนเราจะรู้ได้ยังไงเดี๋ยวมาดูกันค่ะ

  • กลับไปดูที่พื้นฐานเลยคือลูกค้าในอุดมคติของคุณเป็นยังไงให้ลิสต์ออกมาและให้คะแนนลูกค้าแต่ละคน มี 10 คะแนน คนที่ได้คะแนน 8 ขึ้นไปคือลูกค้าที่เหมาะสมในการสานสัมพันธ์ด้วย
  • ถามตัวเองคำถามเหล่านี้ คุณสนุกที่จะทำงานด้วยไหม?คุณเข้าใจอุตสาหกรรมและตลาดที่ลูกค้ากำลังทำอยู่หรือไม่และตัวคุณเองเหมาะสมกับอุตสาหกรรมนั้นหรือเป่ล่า ถ้าคำตอบคือใช่ การของานเพิ่มนั้นเป็นเรื่องที่ดี
  • ถามลูกค้าทุกคนเกี่ยวกับนโยบายในการจ้างฟรีแลนซ์ของเขา ว่าเขามีนโยบายในการจ้างฟรีแลนซ์ต่อหรือไม่หลักจากจบโปรเจคไปแล้ว

สมัครสมาชิกรับจดหมายข่าว

5steps

สมัครสมาชิกรับข่าวสาร,ทิป,เทคนิคต่างๆต่างๆผ่านทางอีเมล์ รับฟรี e-book 5 ขั้นตอนสู่การเป็นนักวาด

เรามีนโยบายรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้ อีเมล์ของคุณจะปลอดภัย Powered by ConvertKit
By | 2015-06-16T11:51:26+00:00 มิถุนายน 16th, 2015|การใช้ชีวิต, ความรู้|