Journal

Thu 4 Feb 16 

 

—-

 

วันนี้เป็นวันที่จะเรียนสีน้ำกับพี่มุ่ย

 

……กล้องตัดภาพมาในกระเป๋าที่ไม่มีอุปกรณ์แมวเหมียวอะไรในกระเป๋าเลยนอกจากสมุดสเก็ตช์กับกล่องดินสอ…….

 

ดีที่พี่มุ่ยเตรียมมา ไม่งั้นอาจจะได้กรีดเลือดระบาย_(:3JL)_

พี่มุ่ยเตรียมหนังสือมากับซีดีมาให้อ่านให้ดูด้วย หนังสือ คือ ‘มองไกลบนไหล่ยักษ์’ และ ’90 วัน ออมเปลี่ยนชีวิต’ และ ‘วันนี้คือวันที่เยาว์วัยที่สุดในชีวิต’ ส่วนซีดี คือ ‘รัก 7 ปี ดี 7 หน’ ไว้วันหลังจะเขียนรีวิวค่ะ ในตอนที่เราเขียน journal นี้อยู่ เราอ่าน ‘มองไกลบนไหล่ยักษ์’ จนจบเล่มแล้ว จัดหน้ากระดาษดีมากค่ะ มี Work book ให้ด้วย พูดแค่นี้คงยังไม่เข้าใจเท่าไร รออ่านรีวิวนะคะ:3

 

ประเด็นคือ โต๊ะข้างๆที่นั่งติดกันคือ  คุณ วิสูตร แสงอรุณเลิศ คนเขียน ‘มองไกลบนไหล่ยักษ์’ นั่นเอง….

 

อู้ยยยยยยย พีคคคคคคค

 

พี่มุ่ยก็เลิ่กลั่กอยากไปขอลายเซ็นแต่ก็เกรงใจ ในตอนนั้นเราเพิ่งได้รับหนังสือแต่ยังไม่ได้อ่านเลยไม่รู้ว่าเนื้อหาเป็นยังไง

 

พี่มุ่ย – เอาไงดี….อยากเข้าไป แต่เขาคุยกันอยู่รบกวนอะ…

ภีส์มลู – ถามหนูเร้อออ แต่ส่วนตัวเขาอุตส่าห์อยู่นี่แล้วเอาเลยยย

 

จากนั้นก็รอดูสถานการณ์ไปสักพัก(เป็นสิบๆนาที)แล้วพี่มุ่ยก็เดินเข้าไปคุยกับพวกเขาด้วย และเกิดการพูดคุยกันจนมีออร่าของคนมีความรู้และประสบความสำเร็จประกายออกมา ภีส์มลูเลยแวบไปห้องน้ำ กลับมาพวกพี่ๆเขาก็คุยและทำความรู้จักกันเสร็จแล้ว นี่ก็ทำตัวเป็นเด็กเอ๋อไปยืนอ้าปากแบบจูชิ(มัตสึ)เกาะพี่มุ่ยแล้วค่อยกลับมานั่งเรียนสีน้ำต่อ ฮา

 

คลาสสีน้ำนี้พี่มุ่ยให้ลองใช้สีน้ำและอุปกรณ์หน้าตาแปลกประหลาด บางอย่างไม่เคยเห็น บางอย่างก็เพิ่งรู้ว่าใช้เป็นเทคนิคสีน้ำได้อย่างแอลกอฮอลล์ แต่ที่พีคคือ

 

พี่มุ่ย – นี่ Sonnet สียี่ห้อนี้ดีมากนะ เป็นสีของรัสเซีย พี่ชอบมาก แต่…

ภีส์ม – คะ?

พี่มุ่ย – พี่จะให้ภีส์ม

ภีส์ม – ………..วั้ท

 

พอลองระบายดูแล้ว เอ้อเหอออออ ผิดจากสีน้ำที่เคยใช้มาเลย เนื้อแน่น สีดีงามพระรามแปด นี่หรือคือสีน้ำของรัสเซีย โหดสลัดรัสเซียจริงๆ ก้อชชชชช /ประหนึ่งเป็นเอเย่นต์ขายสีน้ำ

เนื้อหาวันนี้ไม่ค่อยมีอะไรมาก เน้นไปที่หัดจับอุปกรณ์สีน้ำเสียมากกว่า มีพู่กันแบบนี้ของเพนเทลด้วย เรียนกับพี่มุ่ยมารู้สึกเปิดโลกใหม่มาก รู้แต่อะไรที่ไม่เคยรู้ เชื่อว่าพี่มุ่ยก็คงคิดแบบนี้ เด็กประหลาดนี่อยู่ที่ไหนของโลกมาทำไมประหลาดได้ขนาดนี้ คุยกันแลกข้อมูลไอเดียกันก็สนุกดี เย่ะ

นี่เป็นภาพที่เราฝึกในคาบค่ะ

bright

 

พี่มุ่ยจะพาไปเลี้ยงข้าวเนื่องในโอกาสที่ทำงานให้เยอะ (พี่มุ่ยบอกว่าเยอะ เรารู้สึกยังเยอะไม่พอ งี้ด…)  เนื้อหาในคาบก็ทำเสร็จหมดแล้วพี่มุ่ยเลยพาไปกินไวขึ้น จากปกติเลิกเรียน 6 โมง วันนี้เลิก 5 โมง ด้วยว่า…..ภีส์มลูหิว….

พี่มุ่ย – ให้ภีส์มทำต่อ ถ้าไม่หลับก็หิวแห้งอยู่ตรงนี้แหละ

รู้สึกเป็นมารร้ายเลยทีเดียว….แถมกินร้านที่เราพูดว่าอยากลองอีกตะหาก ทำไมเป็นเด็กแบบนี้ยะภีส์ม สรุปก็ลงเอยที่ร้านชื่อว่า Hokkaido  เป็นร้านที่เน้นปูเป็นหลัก

 

ภีส์มลู – รู้สึกช่วงนี้อ้วนขึ้นอะ เหมือนไขมันเลว LDL เพิ่มขึ้น

พี่มุ่ย – ไม่หรอก

ภีส์มลู – พี่คะ กราแต็งปูอบชีสค่ะ

พี่มุ่ย – ……………..

 

และแล้วก็จบสีน้ำวันแรกอย่างแฮปปี้อิ่มท้องค่ะ แฮ่

 

—-

 

 

Sat 6 Feb 16

 

กะว่าจะวาดภาพตรุษจีนเป็นสีน้ำ เลยร่างภาพไว้ประมาณ 6 ภาพเพื่อเลือกภาพที่จัดวางดีที่สุดมาวาด วาด วาด วาด วาด วา…….

 

……………….หลับค่ะ………………

 

หลับจนกระทั่งพี่มุ่ยเดินมาแตะที่หลังปลุก…..

 

…เจอกันทีไรพีคตล๊อด….

 

เป็นคลาสสีน้ำครั้งที่สอง และ…..เป็นวันฝึกงานวันสุดท้าย

พอถึงคำว่าสุดท้ายทีไรเศร้าทุกที แต่ทุกครั้งที่มีคำว่า “สุดท้าย” ไม่ใช่วันจบหรอก เป็นวันเริ่มต้นอะไรใหม่เสียมากกว่า เพราะงั้นอย่าเศร้าไปเลยเนอะ ความทรงจำทุกอย่างไม่หายไปหรอก:3

วันนี้พี่มุ่ยเน้นไปที่การทบทวนทฤษฎีสี ไหนๆก็มีสีน้ำอยู่ก็เลยผสมสีให้ดูจริงๆซะเลย ทั้งที่เป็นทฤษฎีที่ดูเหมือนจะง่าย แต่ถ้าเข้าใจก็คือเข้าใจทั้งหมด

คาบเรียนวันนี้ส่วนใหญ่ใช้เวลาไปกับภาพตรุษจีนที่ว่า แต่ต้องกลับไปทำที่บ้านเพราะจะใช้เทคนิกโรยเกลือ(หิวเลย) พี่มุ่ยเลยให้ทำวงจรสีและชาร์ตสีของสี sonnet ต่อ สีที่โหดสุดๆของรัสเซียนั่นล่ะ เวลาวันนี้ผ่านไปเร็วมาก แป๊บเดียวข้างนอกก็มืดแล้ว ตอนนั้นยังงงกับชาร์ตสีอยู่เลย

เป็นวันที่สั้นๆเรียบง่าย แต่มีรู้สึกดีมาก อุ่นใจบอกไม่ถูก เพราะไม่เคยมีคนรู้จักคนไหนเลยที่พูดกับเราว่า “ความสัมพันธ์เราจะเป็นแบบนี้ไม่ว่าจะจบคอร์สแล้วก็ตาม” เราไม่ชอบการที่รู้จักและสนิทกับใครแล้วมาวันหนึ่ง กลับกลายเป็นว่าเหมือนพวกเราไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เราเลยพยายามติดต่อกับคนที่เราสนิทไว้ เราเกลียดที่สุดคือต้องจากกันโดยที่ไม่เห็นกระทั่งแผ่นหลังของอีกฝ่ายด้วยซ้ำ เหมือนว่าเวลาที่เคยมีร่วมกันเป็นแค่ฝันไป(แต่ถ้าฝันร้ายเราไม่ค่อยจำหรอกนะ–) ถึงคำว่าตลอดไปอาจจะไม่มีทางเป็นจริงสำหรับใคร แต่ถ้าพูดคำว่า ‘ตลอดชีวิต’ หรือ ‘เสมอ’ พอจะอนุญาตให้เราคนนี้รู้สึกดีกับคำๆนี้ได้ไหมคะ…?

ต่อจากนี้เราต้องทำงานจริงให้กับพี่มุ่ย แต่ไม่ใช่ในฐานะลูกจ้างแต่ในฐานะผู้ร่วมงานหรือ collaboration แต่ก็ยังจะมีความสัมพันธ์แบบนี้ต่อไป เราสามารถขอคอมเมนท์งานได้ ปรึกษาปัญหาชีวิตได้ ดีใจจริงๆค่ะที่ความรู้สึกที่เราอยากพัฒนาตัวเองเพราะเห็นงานคนอื่นดีมากจนเราหาทางไปต่อไม่เจอ  ในตอนนั้นเรารู้สึกอิจฉาคนอื่นที่วาดเก่ง ลงสีสวย คอมโพสดี อนาโตมี่เป๊ะ แต่ตอนนี้เราค้นพบเอกลักษณ์ในงานวาดของเราและตัวเราแล้ว อาจจะยังค้นพบไม่หมด แต่เพียงเท่านี้ก็ทำให้เราภูมิใจในตัวเองขึ้นมาได้บ้างแล้วล่ะ อย่างที่เราเคยเล่าไปในเอนทรี่ก่อนๆว่า แค่เจอเอกลักษณ์ของตัวเรา เราก็จะภูมิใจในตัวเองมากขึ้น อาจจะมองว่าเราโง่ หาทางไปถึงจุดหมายคนเดียวไม่ได้ แต่เราต้องการแค่คนกรุยทาง คนช่วยให้กำลังใจ ก่อนเรียนเราไม่เคยนึกเลยว่าการที่ลงเรียนคอร์สกับพี่มุ่ยเพียงแค่คอร์สเดียว เราจะได้รับโอกาสในการเปลี่ยนแปลงตัวเองจากพี่มุ่ยขนาดนี้ และเชื่อว่าในภายภาคหน้าเราจะพัฒนาไปมากกว่านี้อีก ขอบคุณที่ติดตามบันทึกการฝึกงานของเรานะคะ แล้วพบกันใหม่ค่ะ:3