7 วิธีเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานด้วยการวาดภาพ

อยากจะเรียนวาดรูปหรือเปล่าคะ  หรือว่าแค่ฝันว่าสักวันหนึ่งจะหยิบดินสอขึ้นมาวาด
แต่ข้างในใจมีความสงสัยอยู่ลึกๆว่าเราวาดรูปได้ไหม ความทรงจำที่ห่างไกลที่ครูสอนวาดรูปของคุณบอกคุณว่าคุณแย่ในศิลปะ คนรอบข้างและโซเซียลต่างๆที่ด่าว่าคุณวาดเบี้ยว วาดผิดสัดส่วน

คำติข้างในใจคุณดึงคุณเอาไว้ข้างหลัง ก่อนที่คุณจะเริ่มเสียอีก
แต่ถ้าคุณสามารถเรียนรู้ที่จะวาดได้หละคะ แม้คุณจะไม่ได้ทำมันเป็นอาชีพ
ถ้าหากหลักการของการวาดภาพช่วยให้คุณมีประสิทธิภาพมากขึ้นในหลายๆส่วนของชีวิตคุณ
คุณจะลองดูไหม?

รู้นะว่ากลัวการวาดภาพ กลัวคนว่า กลัวความไม่สมบูรณ์ แต่วาดมันออกมาสิคะ

การมีประสิทธิภาพในการทำงานนั้น ส่วนมากจะเชื่อมต่อกับความล้มเหลว คือความหมกมุ่นอยู่กับความคิดแทนที่จะลงมือทำ ของการอ่านหนังสือฮาวทูการวาดอีกสักเล่มหรือลงเรียนคอร์สอีกสักคอร์สจนกว่าคุณจะพร้อม คุณจะคิดว่าเดี๋ยวขอลงเรียนก่อน ขออ่านหนังสือก่อนเดี๋ยวเราจะวาดดีขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้คุณมั่นใจขึ้น แต่ถ้าคุณอยากวาดดีขึ้นคุณต้องลงมือวาดเอง

การเรียนรู้ที่จะวาดภาพมีแรงดึงดูดให้คุณเผชิญหน้ากับความกลัว ไปข้างหน้าและนำพาตัวเองออกจากขอบเขตความสบาย ในการที่จะวาดอะไรบางอย่าง อะไรก็ตาม ในครั้งแรกมันน่ากลัวเสมอ คุณกลัวว่าวาดออกมาแล้วจะไม่สวย เละ เบี้ยว เมื่อโพสต์แล้วคนจะด่า คนด่าคุณอยู่แล้วค่ะถึงคุณไม่ทำอะไร ถ้าคุณสนใจคนด่ามากชีวิตนี้คุณจะไม่ได้ทำอะไรเลย และไม่เป็นอะไรเลยแบบที่คำคมของอริสโตเติลได้บอกไว้

เพื่อที่จะมีประสิทธืภาพดีในการทำงาน คุณต้องพังกำแพงนี้ออกไป และยอมรับว่ามันอาจจะไม่ได้สมบูรณ์ แล้วลงมือทำงานซะ สัญญาณในการผัดวันประกันพรุ่งก็คือหน้ากระดาษที่เปล่านั้น ดังนั้นให้จรดดินสอลงกระดาษแล้วรางวัลที่ได้รับนั้นจะยิ่งใหญ่นัก นั่นคือคุณได้สร้างผลงานตัวเองออกมาแล้วและมันจะมีโมเมนตัมให้สร้างผลงานชิ้นถัดๆไป

การที่มีความมั่นใจที่จะดึงเอาปัญหาออกมานั้นช่วยให้คุณสามารถแก้ไขมันได้ง่ายจึ้น และในการที่จะสามารถบันทึกมุมมองที่คุณชอบอย่างมากในวันหยุดของคุณด้วยดินสอแทนที่จะเป็นกล้องนั้น มันประเมินค่าไม่ได้ ลองจินตนาการดูว่าคุณได้ไปเที่ยวญี่ปุ่น คุณอยากเก็บความทรงจำบางอย่างเป็นภาพวาดไหม อยากเขียนแผนการท่องเที่ยวเป็นภาพวาดหรือเปล่า ถ้าอยากก็ทำค่ะ

ในการที่จะมีความคิดสร้างสรรค์คุณต้องทำอะไรสักอย่าง มันเกี่ยวข้องกับการใส่จินตนาการของคุณลงไปในงานเพื่อที่จะทำอะไรใหม่ๆ ในการที่มากับคำตอบใหม่ๆของปัญหา แม้แต่การคิดถึงปัญหาใหม่ๆหรือคำถามใหม่ๆ คุณสามารถคิดถึงความคิดสร้างสรรค์ที่เป็นจินตนาการที่คุณประยุกต์

Ken Robinson, The Element: How Finding Your Passion Changes Everything

1. ยอมรับความผิดพลาดนั้นซะ

สำหรับผู้เริ่มต้น การใช้ยางลบเป็นเรื่องแย่ สำหรับมืออาชีพมันเป็นเรื่องจำเป็น ความผิดพลาดจะเกิดขึ้นทุกที่ การวาดภาพ เหมือนกับการเพนท์ตรงที่ มันเกี่ยวกับการปรับกระบวนการในการทำงานของคุณ การวาดภาพนั้นไม่เคยถูกต้องในครั้งแรกที่เราวาด คุณต้องแยกระหว่างสิ่งที่คุณคิดว่าถูกต้อง พื้นที่ที่คุณเคยถูกบอกให้เชื่อว่ามันดีแล้วมันอาจจะต้องเพนท์ใหม่หรือเพนท์ทับในจุดนั้น

การยอมรับว่าอะไรก็ตามที่คุณทำอยู่มันไม่มีทางที่จะสมบูรณ์ได้ในครั้งแรกนั้นเป็นกุญแจสู่ความสมบูรณ์แบบ ในการสร้างให้สิ่งนั้นๆเกิดขึ้น ความผิดพลาดหรือ “ความล้มเหลว” เป็นเหมือนประภาคารที่นำทางให้เรือเทียบท่าได้ การแก้ไขทุกๆอย่างนั้นช่วยปรับหางเสือ ให้ทิศทางกับคุณในมหาสมุทรแห่งความคิด โดยเริ่มต้นมันอาจจะเป็นการปรับปรุงที่ใหญ่ แต่เมื่อคุณเข้าใกล้สู่จุดมุ่งหมายของคุณแล้วมันจะเล็กลง เล็กลง

ทริคคือพยายามที่จะระลึกว่านี่เป็นสัญญาณของการปรับปรุงตนเอง ไม่ใช่ทำให้เกิดการหมดกำลังใจ

ก่อนอื่นเราต้องยอมรับคำติชมบางอย่างว่ามีส่วนจริง แต่เวลาฟังคำติชม เลือกฟังจากคนที่เราไว้ใจค่ะ แต่งานเราไม่มีทางสมบูรณ์ได้ คุณต้องยอมรับก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรูปที่คุณคิดว่าดีแล้ว พอคุณพัฒนาไป คุณก็จะไปอีกขั้น งานเก่าก็จะไม่สมบูรณ์อีกต่อไปค่ะ

2. อย่าทำอะไรแค่พอผ่าน เรื่องพรสวรรค์เป็นเรื่องไม่จริง

ผู้เริ่มต้นวาดรูปมักจะคิดว่าคุณต้องการพรสวรรค์ในการเริ่มต้นวาดรูป คุณไม่ต้อง

การวาดภาพเป็นทักษะที่สามารถเรียนรู้ได้

ไทเกอร์ วูดไม่ได้หยิบไม้กอล์ฟขึ้นมาเหวี่ยงแล้วตีได้โฮลอินวันในครั้งเดียว เขาฝึกและฝึก อย่ายอมแพ้เมื่อรูปคุณรูปแรกออกมาไม่ดีอย่างที่คุณตั้งใจไว้ มองมันเป็นเหมือนไดอารี่ทางภาพที่บันทึกเอาขั้นตอนพัฒนาการของคุณเอาไว้

เรามักจะมี “มาตรวัดทางรสนิยม” เมื่อเรารู้ว่าเราสามารถทำได้ดีกว่านั้น เราจะรู้สึกว่างานของเราห่วย เราแค่ไม่มั่นใจว่าจะทำมันให้ดีอย่างไร ความพยายามที่จะสร้างอะไรบ้างอย่างแม้ว่าคุณรู้ว่ามันจะไม่สมบูรณ์ 100% จะทำให้คุณกลายเป็นคนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สิ่งที่สำคัญคือ อย่าทำอะไรแค่พอผ่านๆไป ให้จบไปแล้วทำชิ้นใหม่ แม้จะเป็นรูปวาดเล่นก็ตั้งใจวาด แล้วค่อยปล่อยออกมาค่ะ

3. สร้างสรรค์มากด้วยน้อย

ในการที่จะวาดอะไรบางอย่างอย่างแม่นยำคุณต้องการเน้นความสนใจอย่างยิ่งยวด และเพราะว่าโฟกัสที่เข้มข้นทำให้ตาคุณเมื่อยล้าได้ คุณต้องการการพัก เพื่อที่จะมองเห็นวัตถุอย่างถูกต้อง Will Kemp มักจะหาเวลาอย่างน้อย 90 นาทีอย่างน้อยในการเพนท์

คนเราไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อทำงานในเวลาที่ต่อเนื่องกัน มันทำให้ส่งผลกระทบต่อการตัดสินความแตกต่างและรายละเอียดเล็กน้อย ดังนั้นทำงานอย่างจริงจัง แล้วก็พัก เพื่อให้ตาได้พักบ้าง

คุณอาจจะไม่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเมื่อทำงานในช่วงเวลามากขึ้น แต่เป็นการทำงานในช่วงเวลาสั้นลง โฟกัสงานนั้น

4. ผลิตผลแบบ Minimalist

มีไอเดียกี่อันที่คุณมีเช้านี้ และมีบทความกี่อันที่คุณคิดว่าคุณจะอ่านเช้านี้ก่อนจะเริ่มทำจริงๆคะ?

การมีไอเดียเป็นตัวเลือกมากไปนั้นแย่มากกว่าการไม่มีไอเดียเลย

ดังนั้นตอนเช้าให้วาดไอเดียของคุณออกมาเป็นรูปแทนที่จะทำลิสต์สิ่งที่ต้องทำ การวาดรูปไม่จำเป็นจำต้องแม่น แค่คนก้างก็โอเค แต่ให้วาดเรื่องราวของคุณออกมามันง่ายที่จะดูว่าควรจะไปทิศทางไหน

มันเป็นความเชื่อผิดที่ว่าการทำอะไรหลายๆอย่างจะทำให้คุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อคุณวาดมัน มันบังคับให้คุณโฟกัสมันณ.เวลานี้ ณ.จุดนี้

คุณไม่สามารถเช็คอีเมล์และวาดในเวลาเดียวกัน หรือถ้าคุณทำได้ มันก็จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานคุณลดลงนะคะ ดังนั้นประยุกต์หลักการเหล่านี้สู่ส่วนอื่นๆของชีวิตคุณที่คุณพยายามจะสับไปมา

5. วาดเสก็ตซ์ก่อน เพนท์ทีหลัง

การวาดภาพนั้นสามารถที่จะมีประสิทธิภาพในไอเดียการทำงานผ่านเสกลใหญ่ๆ และเมื่อคุณพยายามที่จะวาดภาพหรือเพนท์นั้นคุณก็จะเริ่มที่จะสังเกตว่าการวางแผนเล็กๆน้อยๆสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่

นักวาดระดับปรมาจารย์มักจะวาดเสก็ตซ์ก่อนที่จะทำงานเสกลใหญ่ๆเสมอ ประติมากรทำประติมากรรมชิ้นเล็กๆก่อนที่จะทำผลงานชิ้นใหญ่ ก่อนที่จะลงสิ่วและสลักหินขึ้นมา

ดังนั้นคิดเกี่ยวกับไอเดียที่ตุณกำลังทำงานอยู่และพยายามที่จะวาดเสก็ตซ์ของโปรเจคนั้นๆ บางทีถ้าคุณเขียนนิยายคุณอาจจะเขียนเรื่องสั้นก่อน ชุดคอลเลคชันเครื่องประดับอาจจะเริ่มจากแหวน เริ่มเล็กๆ แต่คิดจากภาพใหญ่ๆก่อนจะช่วยคุณได้มากโดยเฉพาะการที่คุณวางแผนจะเขียนการ์ตูนเรื่องยาว คุณต้องวางแผนไกลแล้วค่อยซอยเป้าหมายเป็นส่วนย่อยๆ

6. เล็กๆและบ่อยๆ

ในการที่จะวาดได้ดีอยู่เสมอคุณจะต้องทำให้มันเป็นตารางฝึกประจำ แม้ 5 นาทีต่อวันก็จะทำให้คุณโฟกัสมากขึ้น

มันอาจจะเป็นการเดินทางไปยังที่ทำงาน ในช่วงอาการกลางวัน หรือในช่วงการประชุม แต่ว่าโมเมนตัมหรือแรงที่จะทำให้คุณทำต่อไปนั้นสำคัญที่สุด

ยิ่งคุณวาดเป็นกิจวัตรเท่าไรมันยิ่งง่าย

Will Kemp กล่าวว่า เมื่อเขาสร้าง Youtube channel ของเรา เขาตั้งเป้าว่าจะโพสต์ 1 วีดีโอต่อสัปดาห์ ในการเริ่มอย่างนี้ดูเหมือนจะยังไม่พอ ดังนั้นเขาจึงอยากที่จะทำผลงานมากขึ้นกว่านี้แต่เขาบังคับตัวเองให้โพสต์ 1 วีดีโอต่อสัปดาห์

ถ้าเขาพยายามที่จะทำวันละวีดีโอหรือสองสามวันต่อวีดีโอเขาก็จะล้มเหลวในการทำงานตามตารางเวลา

ตอนที่เขาเขียนบทความเขามี 24 วีดีโอในเวลา 3 สัปดาห์และจำนวนนี้ก็นับไปเรื่อยๆ มันเป็นปกติและก้าวเล็กๆที่จะทำให้เกิดโมเมนตัวและสร้างโปรเจค นอกจากนี้ยังทำให้เกิดเป็นนิสัยอีกด้วย.

7. ปลดล็อคความคิดสร้างสรรค์คุณ

การวาดภาพเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มากที่จะติดต่อกับสมองซึกขวาของคุณ และถ้าคุณเกิด creativity block การวาดภาพสามารถที่จะช่วยในการเริ่มเตรียมจิตของคุณ ในการที่จะวาดอย่างแม่นยำคุณจะต้องติดต่อกับสมองซีกขวา สมองซีกซ้ายนั้นเป็นตรรกกะ และการคิดวิเคราะห์ พยายามที่จะช่วยในการดึงความทรงจำเกี่ยวกับวัตถุนั้นๆออกมา

มันได้ข้อสรุปเกี่ยวกับว่าเราคิดอย่างไรตรงหน้ามากกว่าจะเห็นในสิ่งที่เห็นจริงๆ การเรียนรู้ในการวาดภาพนั้นเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เห็นและค้นพบภาษาภาพใหม่

อาจารย์เบ็ตตี้ เอ็ดเวิร์ด ผู้เขียน drawing on the artist within กล่าวว่า

คุณจะพบภาษาใหม่นี้ เมื่อคุณรวมเข้ากับภาษาพูด และความคิดวิเคราะห์ อาจจะให้วัตถุดิบที่ไม่ใช่แค่จำเป็นต่อความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริงเท่านั้น นั้นคือ ความคิดที่ใหม่ หรือ ไอเดียของนิยายเล่มใหม่,สิ่งประดิษฐ์ หรือการค้นพบที่มีคุณค่าต่อสังคม แต่ก็เป็นความคิดสร้างสรรค์ที่ช่วยให้คำตอบกับปัญหาในทุกๆวันอีกด้วย

 

ดังนั้นคราวหน้าถ้าคุณพบว่าคุณพยายามที่จะสับเปลี่ยนหลายอย่างในครั้งเดียว ให้จับดินสอและกระดาษมาวาดภาพ คุณอาจจะแปลกใจที่ค้นพบว่าศิลปินภายในคุณนั้นรอที่จะออกมาอยู่ และประสิทธิภาพใหม่ที่คุณค้นพบจะทำให้เกิดเวลาว่างที่จะทำให้คุณเอามาฝึกให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ได้

อ้างอิง