รู้วิธีจัดการคำติสักนิดชีวิตไม่มีปัญหา

“โฟกัสที่ถนน ไม่ใช่ที่กำแพง”

นักแข่งรถหลายคนพิจารณาให้มาริโอ แอนเดร็ทติ เป็นนักแข่งรถที่ประสบความสำเร็จและนักแข่งรถที่คล่องที่สุด ระหว่างการแข่งขันของเขา แอนเดร็ทติชนะอินเดียน่าโปลิส 500,เดย์โทน่า 500,formula one
.
การแข่งขันระดับแชมป์โลก และ Pike’s peak ปีนเขานานาชาติ เขาเป็นคนเดียวในนักแข่งรถสองคนในประวัติศาสตร์ที่ชนะ Formulaone,Indy car world sport car
.
ในขณะที่แอนเดร็ทติให้สัมภาษณ์กับ Success magazine เขาถูกถามเรื่องการเป็นที่หนึ่งการแข่งรถ เขาบอกว่า
“อย่ามองที่กำแพง รถจะไปในทิศที่ตาคุณไป”
.
เมื่อนักแข่งรถรุ่นใหม่ๆเริ่มแข่ง นี่เป็นบทเรียนที่สำคัญที่เขาต้องเรียนรู้ เมื่อคุณขับรถที่ 200mph คุณต้องโฟกัสที่ถนนข้างหน้าคุณ ถ้าคุณโฟกัสที่กำแพง คุณจะชนมัน
.
สิ่งเดียวกันสามารถพูดได้กับชีวิต การทำงาน และการจัดการปัญหาการติ
.
การติและสิ่งลบๆทั้งหลายจากคนก็เหมือนกำแพง ถ้าคุณโฟกัสที่มัน คุณจะหมกมุ่นอยู่กับอารมณ์โกรธ สงสัยตัวเอง จิตใจของคุณจะไม่ไปที่ๆคุณสนใจ การติไม่ได้ขวางให้คุณไปยังจุดหมาย แต่มันดึงความสนใจคุณไป
.
ยังไงก็ตามถ้าคุณโฟกัสที่ถนนข้างหน้าคุณ ในการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า และคุณสามารถเร่งผ่านกำแพงและสิ่งกีดขวางข้างหน้าได้

ไม่มีใครอยากถูกติ โชคร้ายที่มันเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต การที่เราสามารถจะตอบสนองต่อคำติอย่างสุภาพและปล่อยวางนั้นคือประเด็นที่สำคัญในชีวิตที่ใครบางคนมี ถ้าเราตอบสนองต่อคำติอย่างไม่ได้มีการพิจารณาก่อน มันอาจจะนำไปสู่ความเจ็บปวดได้

1. เราเรียนรู้อะไรจากคำตินี้?

คำติส่วนมากมีพื้นฐานมาจากความจริง ในบางกรณี คำติอาจจะดูเป็นแง่ลบ แต่ เราสามารถเรียนรู้ และเป็นโอกาสในการเรียนรู้ผ่านคำติได้

2. ตอบสนองต่อคำแนะนำไม่ใช่อารมณ์ของคำติ.

ปัญหาก็คือผู้คนที่ติคำแนะนำที่ดีๆเพียงแต่โทนและสไตล์ของการตินั้นทำให้เกิดการปะทะกันมากกว่าจะน้อมรับคำแนะนำ ในการเคารพซึ่งกันและกันเราต้องแยกคำติ ออกจากสไตล์การติ ถึงแม้ว่าคนจะพูดในน้ำเสียงโกรธ แต่เราควรจะแยกอารมณ์ของเขาออกจากสิ่งที่มีประโยชน์

3. ให้คุณค่ากับคำติ.

ปัญหาส่วนมากคือ เราสนใจแต่คำชม ในขณะที่คนพูดคำชมต่อเรา เรารู้สึกมีความสุข แต่เมื่อใดที่คนติเรา เรารู้สึกสมเพชใจ อย่างไรก็ตาม ถ้าเรารับเฉพาะคำชมที่ไม่จริงใจและประสบสอพลอ เราจะพัฒนาตัวเองได้อย่างไร ถ้าเราต้องการจะพัฒนาและปรับปรุง เราต้องให้โอกาสคำติเชิงสร้างสรรค์และชื่นชมในคำแนะนำของพวกเขา

4. อย่าเอามันมาใส่ใจ.

นี่เป็นปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นกับการติ ถ้าเราติฝีมือการทำอาหารแม่ แม่ก็จะรู้สึกเหมือนโดนโจมตี แต่ มันเป็นความผิดพลาดที่จะแสดงความคิดของเราออกไป บางคนอาจจะหาเหตุผลดีๆว่าทำไมการทำอาหารเราถึงห่วย แต่มันไม่ได้หมายความว่าเขาติเรา เมื่อคนติเราตรงๆ เราควรจะรู้สึกว่าเขาไม่ได้ติที่ตัวจริงของเรา แต่เป็นมุมมองหรือภาพลวงตาของเรา ดังนั้นเมื่อเราติคนอื่น เราอาจจะติความภูมิใจของเขาหรือความอิจฉา แต่ ความอิจฉานั้นมันเป็นแค่อารมณ์ที่ผ่านไปค่ะ มันไม่ได้เป็นคนจริงๆ

5. ไม่ต้องสนคำติที่เกรียน.

บางทีเราก็ถูกติโดยไม่ได้มีความยุติธรรมใดๆ มันเป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวด แต่ว่ามันมีศักยภาพที่เราสามารถจัดการมันง่ายกว่าการติ ซึ่งไม่ยุติธรรม ทางเลือกหนึ่งก็คือไม่ต้องไปสนใจมัน เราต้องรู้สึกว่าการติอันเกรียนนั้นไม่สำคัญเหมือนมดต้องการกัดช้าง ถ้าเรายังเงียบและปล่อยวางคำติโดยไม่ให้พลังงานกับมัน ถ้าเรารู่สึกว่ามันจำเป็นต้องสู้กลับ เราได้ให้ความสำคัญมันเกินกว่าที่ควรจะเป็น การเงียบทำให้เรายังคงซึ่งความภูมิใจ ที่คนอื่นจะให้ความเคารพเรา

6. อย่าตอบโต้ทันที

มันจะดีกว่าถ้ารอเล็กน้อยก่อนที่จะตอบสนอง ถ้าเราตอบสนองกับความรู้สึกโกรธหรือทำร้ายความภูมิใจคนอื่นเราจะต้องเสียใจทีหลัง ถ้าเราอดทน มันจะทำให้เราสะท้อนในมุมมองที่สงบกว่า

7. ยิ้ม
ยิ้ม แม้จะยิ้มหลอกๆ มันช่วยให้เราผ่อนคลายมากขึ้น มันสร้างให้เกิดแรงสั่นสะเทือนที่เป็นบวก และทำให้สถานการณ์ราบรื่นขึ้น มันช่วยทั้งทางจิตใจ การยิ้มจะช่วยกระตุ้นคนอื่นๆในการที่จะมีมุมมองต่อเราเป็นกลางมากขึ้น

อ้างอิง: