การเขียนนิยายและเนื้อเรื่องการ์ตูน ตอนที่ 2:การสร้างคาแร็คเตอร์

หัวข้อ character building technique จาก novel writing workshop โดย Steve Alcorn
สิ่งที่ต้องบอกในการแต่งเรื่องของเราเพื่อให้เรื่องของเราสมบูรณ์และสมจริงมากขึ้น
 

-เพศ ชายหรือหญิง

เช่น นิยายรักส่วนมากตัวเอกจะเป็นผู้หญิงเพราะผู้หญิงอยากมีส่วนร่วมในอารมณ์นิยาย ส่วนโรแมนติคคอเมดี้ นั้นตัวเอกมักจะเป็นผู้ชายเพราะว่าผู้หญิงอยากให้ผู้ชายเปลี่ยนเพื่อตัวเอง การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์จึงเป็นหัวใจของเรื่อง ดังนั้นเพศจึงเป็นสิ่งสำคัญสิ่งแรกของตัวเอกในการที่คุณจะเลือกมาใช้ในการดำเนินเรื่อง ในเรื่อง Seraphim Torus ตัวเอกเป็นหญิง
 

-อายุ

 

ของคาแร็คเตอร์ หนุ่มหรือแก่มีความแตกต่างกัน คาแร็คเตอร์ที่บรรยายนิยายถ้าอายุแตกต่างกันก็จะแตกต่างกัน นิยายหรือเรื่องที่เล่าโดยเด็กหญิงอายุเก้าขวบ เป็นเรื่องของเด็กหญิง 9 ขวบ จึงแตกต่างจากนิยายที่ตัวเอกอายุ 18 อายุ 30 ปี โทนเสียงของคาแร็คเตอร์ก็จะแตกต่างกันไป อายุของไกอา ตัวเอกนิยาย อายุ 18 ปีค่ะ

 

-เป้าหมายของคาแร็คเตอร์

เช่น ตัวเอกกำลังไปธนาคารเพื่อถอนเงิน หรือเป้าหมายระยะยาวเช่นหญิงสาวอายุ 25 ต้องการหาชายในอุดมคติเพื่อมาเป็นคู่ครอง การให้คาแร็คเตอร์มีเป้าหมาย จะทำให้คาแร็คเตอร์ดูสมจริง เป้าหมายของคาแร็คเตอร์ เอาตัวรอดจากการตามล่าของทอรัส

 

-จุดอ่อน

คาแร็คเตอร์ที่สมบูรณ์เกินไปไม่น่าสนใจ ทำให้มีบางอย่างผิดปกติเกี่ยวกับคาแร็คเตอร์ถ้าเป็นไปได้ จุดอ่อนไกอาคือความไม่มั่นใจ

 

-backstory

คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคาแร็คเตอร์ก่อนนิยายเรื่องนี้จะเกิดขึ้น อะไรที่ทำให้คาแร็คเตอร์กลายเป็นคนอย่างที่เขาเป็นในปัจจุบันควรเป็นการนำประสบการณ์ตอนเด็กของคุณ มาผสมกับสิ่งที่คุณได้ยิน ได้เห็นในสื่อต่างๆ และอ่านหนังสือ นี่เป็นวิธีในการสร้างคาแร็คเตอร์ที่สมจริง วิธีที่พ่อแม่เลี้ยงดู และมีปฎิสัมพันธ์กับตัวละครเมื่อยังเด็ก สำหรับไกอามีปมอยู่ 2-3 ปมนั่นก็คือการกลัวเลือด กลัวความเจ็บปวด และไม่มั่นใจในตัวเอง มาจากการที่ปู่ของเธอเป็นหมอ แล้วเธอก็ถูกคาดหวังว่าจะต้องเป็นหมอเหมือนกัน จนกระทั่งมัธยมปลายเธอต้องผ่าหัวใจหมู เธอสะอิดสะเอียน เห็นภาพหมูถูกเชือดในหัวจากสารคดีที่เคยดูชัดเจน นอกจากนี้ไกอายังชอบอ่านข่าว โดยเฉพาะข่าวอาชญากรรม เนื่องจากเธอเป็นคนระแวดระวังตัวมากเธอกลัวเจ็บ กลัวบาดแผลทุกประเภท พ่อแม่เลี้ยงเธอมาแบบควบคุมทุกอย่าง ไม่ค่อยให้เธอได้ตัดสินใจเอง จึงขาดความมั่นใจ

 

-ลักษณะทางกายภาพของคาแร็คเตอร์

คุณอาจจะคิดว่าลักษณะทางกายภาพของคาแร็คเตอร์เป็นส่วนที่สำคัญในการสร้างเรื่อง แต่จริงๆไม่เลย เพราะผู้อ่านมักจะพร้อมที่จะจินตนาการไปในทิศทางที่เขาอยากให้เป็นอยู่แล้ว อย่างเช่นถ้าเราเขียนโดยเปิดให้คนอ่านจินตนาการบ้าง เขาจะจินตนาการไปในทางที่เขาเชื่อมากกว่าสิ่งที่เราบังคับให้เชาเชื่อว่าคาแร็คเตอร์จะต้องเป็นอย่างไร เวลาที่คนอ่าน อ่านเรื่อง เขาอยากที่จะเป็นหนึ่งในตัวเอกของเรื่อง อย่างเช่นถ้าตัวเอกเป็นผู้ชาย เราก็จะจินตนาการว่าถ้าเราเป็นตัวเอกตัวนั้นจะเป็นอย่างไร หรือถ้าเป็นผู้หญิง เราก็อาจจะรู้สึกว่าตัวเอกตัวนี้เหมือนเรา เป็นต้น ดังนั้นถ้าเราอธิบายให้ตัวเอกมีลักษณะเหมือนเราเกินไป มันก็จะยากที่จะเปิดช่องให้คนอ่านจินตนาการลักษณะทางกายภาพ ดังนั้นอย่ากังวลมากไปเกี่ยวกับการบรรยายเรื่องลักษณะทางกายภาพ

 

-ชื่อ

สร้างให้เกิดอารมณ์ต่างๆ เลือกชื่อให้ดีๆ แล้วก็ชื่ออย่างสมชาย สมศักดิ์ดูเป็นชื่อที่เป็นมิตรเพราะเห็นได้ทั่วไป ส่วน ไกอา เอ็กโซดัส ถือเป็นชื่อที่แปลกและเน้นความเท่ เวลาพูด


-Stereotypes
เช่น การที่เป็นคนแบบลักษณะนี้จะต้องมีนิสัยแบบนี้ จริงๆเราควรหลีกเลี้ยงเรื่องนี้ถ้าทำได้ หรือบางทีเราอาจจะต้องการในเนื้อเรื่อง เช่น ร่างท้วม หน้าเหมือนกอริลล่าแบบไจแอนท์ต้องเป็นคนขี้รังแก เป็นต้น แต่ถ้าคาแรคเตอร์นั้นเป็นคาแรคเตอร์เล็กๆตัวประกอบที่ไม่สำคัญนัก เราอาจจะบรรยาย stereotype ไปเพื่อจะบอกว่าคนๆนี้เป็นลักษณะนี้ ผู้อ่านจะสามารถเติมเต็มลักษณะของเขาได้เอง ดังนั้นมันโอเคที่จะใช้ stereotypes ถ้าคุณไม่ได้ใช้เยอะเกินไปในเรื่อง

-แสดง อย่า บอก
ก็คือ เวลาที่เราบรรยายถึงคาแรคเตอร์ คนไม่ชอบให้คุณบรรยายทุกอย่างทั้งหมดของคาแร็คเตอร์เพราะมันน่าเบื่อ เช่น การจะบอกว่าไกอา ชอบดอกไม้หอม เราจะบอกตรงๆไม่ได้ เราต้องพูดว่า ไกอาเช้าไปในท้องทุ่ง ได้กลิ่นดอกไม้ เธอรู้สึกครึ้มใจมากจึงสูดดมเข้าไปเต็มปอด มันเป็นกลิ่นดอกกุหลาบขาวที่บานเต็มท้องทุ่งหญ้าสีขาวโพลนดุจหิมะ ในกรณีนี้ มันชัดเจนถึงขนาดที่บอกว่าเธอชอบกลิ่นดอกอะไร คนไม่ชอบให้บอกเขา แต่ชอบให้แสดงให้เห็นมากกว่า
 
เวิร์คชอป
เบิร์ด เกลียดมากที่แท็กซี่เปิดเพลงเสียงดังๆลั่นรถและเขาเกลียดการไปสายที่สุดโชคร้ายที่เจอทั้งสองอย่างเราจะเขียนเรื่องนี้ ให้เป็นการแสดง อย่า บอก ยังไง?
 
เบิร์ดนัดลูกค้าไว้ 9 โมง เขาจึงรีบอาบน้ำแต่งตัวตั้งแต่ตีห้า และออกมาเรียกแท็กซี่ตอนหกโมงเช้า เมื่อขึ้นแท็กซี่ เขานั่งหน้ามุ่ยตลอดทางเพราะแท็กซี่เปิดเพลงลูกทุ่งเสียงระดับดังสุดจนลำโพงแทบแตก เขาจึงเอาหูฟังมาเสียบแต่มันก็ไม่ช่วยอะไร เขาจึงบอกแท็กซี่
“พี่ปิดเพลงได้ปะ มันหนวกหูครับ”
“อะไรน้อง แค่นี้ทนไม่ได้ ลงไปเลย” ในขณะนั้นเขาอยู่กลางซอยเปลี่ยวที่ไม่มีรถผ่านเลย และเขาไปหาลูกค้าสาย จึงอารมณ์เสียทั้งวัน
 
 
 

ตัวเอก(protagonist)

 
-อยู่ในทุกๆที่ของเรื่อง และถึงแม้ว่าตัวเอกจะไม่ได้ปรากฏในทุกๆตอนของเรื่องก็ตาม ตามแต่มุมมองของคาแร็คเตอร์ที่เราจะพูดถึงทีหลัง ดังนั้นตัวเอกที่แท้จริงจะมีคนเดียวต่อเรื่อง เรื่องที่มีตัวเอกมากกว่าหนึ่งตัวละครหมายความว่าตัวเอกอาจจะไม่ใช่ตัวนั้นหรืออาจจะมีเรื่องมากกว่า 1 เรื่องในนิยายหรือการ์ตูนนั้น นอกจากนี้แล้ว เรื่องอย่างนิยายรัก ตัวเอกแต่ละตัวต่างมีเนื้อเรื่องของตนเองและบางทีก็เป็นตัวร้ายในอีกเรื่อง เป็นต้น
 
-แนะนำตัวละครเอกให้อยู่ในส่วนแรกสุดของเรื่องเลย เพราะเราอยากจะให้ผู้อ่านมีพันธะกับตัวเอก มีบางกรณีในนิยายสืบสวนสอบสวนอาจจะเริ่มจากดตีอาชญากรรมก่อน คุณอาจจะทำแบบนั้นก็ได้แต่นั่นไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด วิธีที่ดีที่สุดคือแนะนำตัวละครเอกแต่แรก
 
-ทำให้ตัวละครของคุณ active ไม่มีใครอยากดูตัวละครอืนที่เป็นตัวประกอบที่ไม่เด่น ทุกคนอยากรู้เรื่องของตัวเอง เพราะฉะนั้นควรทำให้ตัวเอก active ตลอดเวลา
 
-สร้างหน้าที่ที่เป็นกุศลยิ่งใหญ่ให้กับตัวเอกของเรา มันอาจจะโอเคถ้าตัวละครนั้นมีความเห็นแก่ตัวในตอนแรก แต่ว่าในตอนหลังเขาจะต้องคิดถึงคนอื่นมากกว่าตัวเอง
 
-สร้างให้เกิดความขัดแย้งในตัวเอกของคุณ ในความขัดแย้งนั้นมีเนื้อเรื่องอยู่ข้างใน โดยเกิดขึ้นจากจุดอ่อนของคาแร็คเตอร์ที่เราได้สร้างไว้
 
-สร้างให้เกิดคาแร็คเตอร์ที่ซับซ้อน
 
-และจำไว้ว่าทุกอย่างที่เราเขียนตอนเสก็ตซ์คาแร็คเตอร์ขึ้นมา (ดูบทก่อน) จะต้องเป๊ะตามนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าทุกอย่างที่เราเขียนไว้ คาแรคเตอร์จะเป็นไปตามนั้น มันไม่ได้หมายความว่า คาแร็คเตอร์นั้นเปลี่ยนแปลงไม่ได้ มันหมายความว่าการเปลี่ยนแปลงจะต้องมีเหตุผลเข้ามาเกี่ยวข้อง
 
-ดึงคาแรคเตอร์ออกมาจากตัวคุณเอง เพื่อสร้างให้เกิดคาแรคเตอร์ที่สมจริง เพราะตัวคุณ รู้จักตัวคุณเองดีที่สุด ดังนั้นคุณจะใส่ลักษณะของคุณลงไปในคาแรคเตอร์ไหนก็ได้ แม้คาแรคเตอร์นั้นจะเจอสถานการณ์ไม่เหมือนคุณเลย นอกจากตัวคุณแล้ว คุณยังสามารถสังเกตุเพื่อนคุณ หรือไม่ก็อ่านนิยาย ดูทีวี แต่ระวังหน่อย เพราะว่าการใช้ลักษณะตัวละครที่มาจากนิยายหรือทีวี คุณจะต้องจินตนาการมาก มันดีกว่าถ้าคุณจะเขียนจากคนที่คุณรู้จักดี
 
-คุณต้องสร้างให้เกิดความสงสารคาแรคเตอร์ตัวเอก จากผู้อ่านของคุณ ได้แก่
1.อันตราย ทำให้ตัวเอกตกอยู่ในอันตรายจะดูน่าสงสาร
2.เสียสละ ตัวเอกต้องเสียสละอะไรบางอย่างไป
3.คุณงามความดี ต้องเป็นคุณงามความดีที่เข้าถึงคนได้ด้วย
4.ความใจกว้าง ความเป็นผู้ให้ของตัวเอก
5.ความฉลาด ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ
5.ลักษณะภายนอก ปกติแล้วในทีวีต่างๆมักจะใช้ตัวละครสวยหล่อให้เป็นตัวเอก เพราะฉะนั้นมันจึงยากที่จะขัดเรื่องนี้ แต่กฏทั้งหลายเราสามารถแหกได้หมด
คุณอาจจะทำให้คาแรคเตอร์เป็น aniti hero เช่น Yagami Light ที่ใช้สมุดโน็ตฆ่าคนในเรื่องเดธโน็ตก็ได้

 

ฝ่ายตรงข้าม (Antagonist)

-ก่อนอื่นเรามาดูความหมายคำว่า ‘Pro’ ก่อน pro แปลว่าเพื่อ ส่วน ‘Anti’ แปลว่าต่อต้าน ตัวเอกของเรานั้นทำงานเพื่อเป้าหมายในเรื่อง ส่วนฝ่ายตรงข้ามนั้นทำงานตรงข้ามเป้าหมายของตัวเอก ซึ่งไม่จำเป็นที่ฝ่ายตรงข้ามนั้นจะต้องเป็นตัวร้ายหรือไม่ดีเสมอไป ตัวอย่างที่ดีของเรื่องนี้ได้แก่ นิยายรัก โดยมากนิยายรัก ฝ่ายตรงข้ามคือคนรักอีกคนหนึ่ง จนกระทั่งพวกเขากลายเป็นฝ่ายเดียวกันตอนจบ ทำให้แน่ใจว่าฝ่ายตรงข้ามนั้นไม่ได้ร้ายเพราะเป็นฝ่ายตรงข้าม แต่ร้ายเพราะเขาต้องเป็นอย่างนั้นเพื่อให้เรื่องดำเนินไปได้

-เราต้องทำให้จุดอ่อนของฝ่ายตรงข้ามนั้นเกี่ยวข้องกับธีมของเรื่อง โดยการทำให้จุดอ่อนของฝ่ายตรงข้าม เป็นสิ่งเดียวกันกับตัวเอกหรือไม่ก็เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกันไปเลย ถ้าตัวเอกขาดความมั่นใจในตัวเอง ทำให้ฝ่ายตรงข้ามมั่นใจในตัวเองสุดๆไปเลย ซึ่งทำให้ตัวเอกชนะเขา เพราะเขามั่นใจในตัวเองมากเกินไป ถ้าตัวเอกของคุณนั้นขาดซึ่งการรู้ถึงคุณค่าในตัวเองจนกลายเป็นคนแหย ให้ฝ่ายตรงข้ามของคุณนั้นทำตัวไม่แหย แต่รังแกคนอื่นเพื่อปกปิดความไม่รู้คุณค่าของตนเองเฉกเช่นตัวเอกแต่แสดงออกต่างกัน จุดแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ก็คือตัวเอกสามารถเอาชนะจุดอ่อนของตัวเองได้ ในขณะที่ฝ่ายตรงข้ามนั้นพ่ายแพ้ในการเอาชนะจุดอ่อนตัวเอง

-ทำให้ฝ่ายตรงข้ามของคุณแอคทีฟ มันไม่มีประโยชน์เลยถ้าคุณมีฝ่ายตรงข้ามแต่ฝ่ายตรงข้ามนั่งอยู่บนโซฟาดูทีวี โผล่มานิดหน่อย แต่เขาอาจจะ active ในคนละช่วงเวลากับที่ตัวเอก active ตัวเอกอาจจะ active ใน act 3 ที่เขาต้องเผชิญหน้าและเอาชนะฝ่ายตรงข้าม ส่วนฝ่ายตรงข้ามอาจจะ active ในช่วงเวลา act2 ที่เขาต้องเซ็ทอุปสรรคต่างๆให้กับตัวเอก ดังนั้นสิ่งที่แตกต่างระหว่างตัวเอกกับฝ่ายตรงข้ามก็คือจุดอ่อนที่ฝ่ายตรงข้ามมี เป็นจุดอ่อนที่เป็นโศกนาฏกรรม คือเขาไม่สามารถแก้ไขได้นั่นเอง ใน act3 เขาจะถูกเอาชนะได้จากจุดอ่อนที่เขามีนั่นเอง ดังนั้นเวลาคิดถึงฝ่ายตรงข้าม พยายามคิดถึงจุดอ่อนที่เขาไม่สามารถเอาชนะได้ และตัวเอกนำจุดอ่อนนั้นมาใช้ในการเอาชนะเขา

-ฝ่ายตรงข้ามนั้นปิดบังตัวเอง ฝ่ายตรงข้ามนั้นจะไม่ปรากฏออกมาจนกว่าจะถึง act.2 เราอาจจะพบ conflict หรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นแต่เราไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำเรื่องเหล่านี้ แม้ในการ์ตูนหรือนิยายที่ไม่ใช่นิยายสืบสวนสอบสวนก็ตาม และในนิยายหรือการ์ตูนแนวสืบสวนสอบสวนมันก็จำเป็นอย่างยิ่งที่จะให้ฝ่ายตรงข้ามนั้นเผยตัวออกมาตอนท้าย และถ้าคุณฉลาดพอคุณถึงสามารถเดาได้ว่าใครคือฝ่ายตรงข้าม

-เครื่องมือในการสร้างความเกลียดชังให้กับฝ่ายตรงข้าม
1.ชอบรังแกคนอื่น
2.หลงตัวเอง (self absorbed)
3.โกหก
4.รูปร่างหน้าตา เรื่องนี้คุณสามารถหลอกคนอ่านได้ว่ารูปร่างหน้าตาของฝ่ายตรงข้ามนั้นดี โดยเฉพาะตัวหลักของฝ่ายตรงข้าม