แสงเงา ใช้ยังไงให้ภาพดูมลังเมลือง กับประเภท แสงเงา 5 แบบที่ควรรู้

แสงสำหรับการวาดภาพและแสงธรรมชาติ 5 ชนิดที่นักวาดใช้เพื่อสร้างงานให้เกิดมิติและความลึก

แสงเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่นักวาดและช่างภาพใช้ในการสร้างให้เกิดความลึก,รูปร่างและอารมณ์ในงาน

มันเป็นระยะของโทนแบบพื้นฐานที่ยืดผ้าใบสองมิติให้เป็นภาพลวงตาของภาพสามมิติ มี 5 แสงธรรมชาติโดยทั่วไป รวมกันแล้วก็ผสมกลมกลืนกัน พวกนี้ได้ช่วยให้คนดูได้ข้อมูลเกี่ยวกับรูปร่าง,ขนาด,พื้นผิว,ผิวสัมผัสและอารมณ์

ในบทความนี้ เราจะมาพูดถึงฟังก์ชันที่เฉพาะสำหรับแสงแต่ละอัน คิดถึงแสงแต่ละอันในแบบของโฟตอนของภาพลวงตา ที่ปาไปยังวัตถุและเด้งกลับไปมาเหมือนลูกปิงปอง โฟตอนบางตัวนั้นจะชนเข้ากับวัตถุและสะท้อนกลับไปยังแหล่งกำเนิด บางตัวจะฉาบไปยังโค้งของพื้นผิวและอาจจะสะท้อนกลับไปยังกำแพงและวัตถุรอบๆ บางอันก็สะท้อนกลับเพื่อที่จะโดนวัตถุในระยะแตกต่างกัน

 แสงทั้ง 5

1. Specular Highlight

แสงแรก เมื่อโฟตอนโดนโดยตรงและสะท้อนกลับไปยังแหล่งกำเนิดแสง เป็นแสงที่สว่างที่สุด เราเรียกแสงนี้ว่า specular highlight ตำแหน่งของ specular highlight นั้นอยู่บนวัตถุ กำหนดจากทิศทางใดก็ตามที่แสงมา ขอบของ transition (บริเวณสีเทา) แสดงให้เห็นว่าแหล่งกำเนิดแสงใหญ่ขนาดไหนและพื้นผิวของวัตถุน้นส่องสว่างหรือด้านขนาดไหน

แหล่งกำเนิดแสงที่ใหญ่สร้างไฮไลท์ที่ดูจางกว่าส่วนของวัตถุที่เหลือที่ไล่ระดับสีลงมา แสงขนาดเล็กทำให้เกิดไฮไลท์ที่เข้มน้อยกว่าด้วยขอบที่จำกัด

เพิ่มเติมคือ วัตถุที่มีแสงทะท้อนอย่างแก้ว , เหล็ก หรือผิวมัน ถูกแทนที่ด้วยแสง specular highlights  ด้วยขอบคมและขอบที่จำกัด วัตถุที่มีความด้าน อย่างผ้าฝ้าย,สร้างให้เกิด specular highlights ที่มีความสว่างกว่าโทนถัดไปและมันยากที่จะบอกว่า ตรงไหนคือส่วนที่น้ำหนักหนึ่งสิ้นสุดลงและอีกอันหนึ่งเริ่มขึ้น

2. Diffused Highlight

 

ในวัตถุที่เป็นทรงกลม โฟตอนได้ฉาบไปยังพื้นที่ๆไม่ถูกแสง

ผลลัพธ์ก็คือภาพลวงตาที่เราเรียกว่า Diffuse highlight ,diffuse highlights แสดงให้เห็นสีที่ถูกต้องและแท้จริงของวัตถุ ไม่มีความแตกต่างระหว่างสีจาก specular highlights และ diffuse highlights  (สร้างด้วยแหล่งกำเนิดแสงขาว) มีความแตกต่างกันในน้ำหนักเพียงอย่างเดียว

เพิ่มเติมกับสี  diffuse highlights แสดงให้เห็น น้ำหนักที่ชัดเจนของวัตถุในความสัมพันธ์ของกันและกันในบริบทของการสรรสร้างค์ของศิลปิน ในผู้คน แสงนี้แสดงให้เห็นสีที่ถูกต้องของผิวหนังและโครงสร้างรูขุมขน และพิจารณาว่าเป็น “หน้ากากของหน้า” ผิวสัมผัสมักจะเห็นในน้ำหนักอื่นๆบนวัตถุ และผิวสัมผัสที่เป็นธรรมชาตินั้นมันเด่นชัดในน้ำหนัก diffuse highlights

3. Shaded Side

shaded side เป็นน้ำหนักเงาที่สมบูรณ์เพื่อทำให้เงาเกิดเป็นทรงกลมขึ้นมา ทรงกลมนั้นต้องการการไล่ระดับสีจากแสง (specular highlights),ระดับกลาง (diffuse highlights) และเงา (shade side)

Shade side ไม่ได้รับแสงโดยตรงจากแหล่งกำเนิดแสง มันไม่สามารถเห็นได้โดยตรงจากวัตถุที่มีความแบนที่มีแสงเข้าจากด้านหน้าเพราะว่ามันมาจากทางด้านหลัง  เมื่อแสงมาจากด้านข้าง(แสงโดยตรง) Shade side เกิดขึ้นตรงข้ามกับ specular highlights ในขณะที่มีความแตกต่างในน้ำหนักระหว่าง specular highlights และ diffuse highlights มีความแตกต่างในน้ำหนักของสีระหว่าง diffuse highlights และ shade sides shade sides มีสีตรงข้ามของสีของ diffuse highlights

เช่น ส้ม ก็จะต้องมีสีน้ำเงินในส่วนที่เป็นเงา ที่มีความเข่มกว่าน้ำหนักของวัตถุในชีวิตจริง เพราะว่าความแตกต่างระหว่างสีและน้ำหนัก ผิวสัมผัสนั้นได้ขยายขึ้นในการเชื่อมต่อระหว่าง Diffuse highlights และ Shade sides บนผิวหน้า จุดด่างดำและรอยเหี่ยวนั้นเห็นได้ชัดในส่วนที่เป็นรอยต่อระหว่าง diffuse highlights และ shade sides ตรงนั้นเป็นจุดที่ศิลปินรีทัช ได้รีทัชและเปลี่ยนรูปร่างของริ้วรอยต่างๆเพื่อให้เกิดภาพลวงตาของผิวที่ดูมีความเรียบขึ้น

PRO TIP: ถ้าวัตถุที่คุณกำลังวาดนั้นดูแบนเกินไป มันได้พลาดใส่แสงเงาชุดก่อนไป ดูว่าอะไรหายไปแล้วแทนที่มัน ถ้าวัตถุคุณแสงมาจากด้านหน้า คุณอาจจะพิจารณาแสงตรงๆ ถ้าคุณต้องการแสดงให้เห็นรูปร่างหรือความลึก

4. Reflected Light

Reflect light เกิดขึ้นเมื่อโฟตอนโดนอะไรบางอย่างแล้วสะท้อนกลับไปยังวัตถุจากทิศทางอื่นๆนอกเหนือไปจากแหล่งกำเนิดแสง บางทีอาจจะมีกำแพงอยู่ใกล้ๆ หรือพื้นโต๊ะ หรือถ้าคุณเป็นช่างภาพ ก็ reflector

เมื่อใช้ให้เป็นเชิงศิลปะ reflected lights เน้นขอบของเงาและใส่รูปร่างและความชัดเจนให้กับรูปทรงของวัตถุ reflected lights นั้นไม่สว่างเท่า Specular highlights เพิ่มเติมคือ reflected lights มักจะมีสี เพราะสีมักจะเดินทางไปกับแสง

ลีโอนาโด ดาวินซี กล่าวไว้ว่า “สีของวัตถุลวงตาส่วนหนึ่งของสีของสิ่งที่มันลวงตา” หา reflected lights เมื่อคุณถ่ายถาพหรือวาดภาพ เพื่อที่คุณจะได้ทำให้เกิดรูปร่างที่ชัดเจนและสีที่ทำให้เกิดโค้งเว้าของวัตถุที่เราต้องการจะวาดหรือถ่ายภาพ

5.Shadow

 

คนหลายคนสับสนระหว่าง shade sides และ shadow แต่ว่ามันค่อนข้างที่จะแตกต่างกัน
Shade sides เป็นส่วนหนึ่งของวัตถึที่ไม่ได้รับแสงจากแหล่งกำเนิด วัตถุนั้นให้เงาโดยการบลอคแสงจากการตกกระทบบริเวณรอบๆ คนที่เดินบนทางเท้าในช่วงเวลาบ่ายๆจะมี Shade side บริเวณตัวคน แต่ตัวคนได้แคสท์ หรือให้เงาไปยังบริเวณทางเท้า  เงาได้วางตำแหน่งของวัตถุในความสัมพันธ์ระหว่างสภาพแวดล้อมรอบๆและยังสื่อสารกับรูปร่างและผิวสัมผ้สของบริเวณรอบๆ

เงาที่คนได้แคสท์บนหญ้านั้นมีผิวสัมผัสและรูปร่างของหญ้า เงาเดียวกันได้แคสท์ลงไปบนกำแพงเรียบจะทำซ้ำเอาท์ไลน์ของวัตถุ shadow นั้นใช้เมื่อต้องการที่จะจัดองค์ประกอบให้ผูกเป็นชิ้นเดียวกัน

รวมทั้ง 5 ชนิดของแสงเอาไว้

 

ที่มา : https://mobile.twitter.com/tksn4tt/status/869534131046068225/photo/1

 

แสงทั้ง 5 ชนิดได้เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ที่เหมือนกัน Specular highlights จะชี้ไปยังทิศทางของแหล่งกำเนิดแสง diffuse highlights จะเกิดขึ้นถัดจาก specular highlights เมื่อวัตถุนั้นเป็นวัตถุกลม Shade side จะกลายเป็นด้านตรงข้ามของ specular highlights reflected lights จะสะท้อนโดยตรงจากบริเวณรอบๆ Shadow จะตกลงมาจากวัตถุโดยตรงอยู่ในทิศทางตรงกันข้ามกับแหล่งกำเนิดแสง และมีรูปร่างเหมือนกับวัตถุที่มันตกกระทบลงไป

ถ้าแหล่งกำเนิดแสงมากกว่า 1 ถูกใช้ ก็จะมีเซ็ทของแสงมากกว่า 5 ที่กำเนิดขึ้นมาในจุดนั้น การควบคุมแสงกลายเป็นสิ่งสำคัญของความสำเร็จในการแปลงค่าน้ำหนักภายในการสร้างสรรค์ของคุณ มันสำคัญในการที่จะเข้าใจว่าแสงใดแสงหนึ่งสามารถที่จะบ่งชี้และควบคุมมันในฐานะศิลปิน

 

การมาสเตอร์ แสงทั้ง 5 นั้นให้การควบคุมพลังของคุณเหนือศิลปะใดๆที่คุณต้องการจะทำงาน ภาพถ่ายจะดูสวยงาม รีทัชจะดูแล้วกลายเป็นศิลปะ ภาพเขียนจะดูเป็นงานมาสเตอร์พีซ คุณรู้ไหมว่า สัญลักษณ์ของศิลปินที่เอาแต่หนีคืออะไร ก็คือความกลัวที่จะใช้ ความลึกในภาพ ความกลัวที่จะใช้แสง และการไม่ใส่ใจในการที่จะใช้แสงอย่างมีประสิทธิภาพ

เรียนรู้ที่จะเห็น รู้สึก และสร้างแสงใสงานของคุณ และความรู้ของคุณจะนำไปสู่จุดที่สูงกว่านี้ค่ะ

ที่มา