7 สิ่งที่ต้องมีถ้าอยากสำเร็จในการ เขียนการ์ตูน หรือ เขียนนิยาย เป็นอาชีพ

เราสามารถบอกทางที่ดีที่สุดในการเป็นนักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยายให้กับคุณได้ นักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยายที่ประสบความสำเร็จนั้น “มีความหลงใหลขั้นสุด” แหม…เกือบจะเขียนคำว่า “มีแรงกระตุ้น”ไปแล้ว แต่นั่นไม่ถูก อย่างนึงก็คือ คุณอาจจะมีแรงกระตุ้นมากแล้วก็ได้ ไม่งั้นคุณคงไม่อยากเป็นนักเขียนการ์ตูน หรือนักเขียนนิยายแต่แรก ใช่ไหม?

คุณไม่ได้ตัดสินใจที่จะทำอะไรเป็นเรื่องเป็นราวมาก่อนเท่าการเขียนการ์ตูนหรือเขียนนิยาย คุณอาจจะกำลังคิดถึงมัน หรือลงมือเขียนไปแล้วจริงๆเป็นปี แล้วทำไมคุณต้องการคนมาบอกให้คุณตื่นเต้น เกี่ยวกับการเขียนนิยายของคุณในเมื่อคุณมีสิ่งเหล่านั้นอยู่แล้ว

อย่างที่สองคือ แรงกระตุ้นนั้นไม่เพียงพอ ไม่ใช่แค่ตัวมัน

แน่นอน มันดีเมื่อคุณกำลังเริ่ม และมันดีสำหรับการที่จะทำให้คุณยังอยู่ในเส้นทางเมื่อถนนนั้นยังคงราบเรียบ แต่ถ้าคุณเจออุปสรรคในเส้นทางนี้ และอุปสรรคอื่นอีกหละ แรงกระตุ้นอย่างเดียวไม่เพียงพอเวลาที่ทุกอย่างนั้นยากลำบาก

ดังนั้นจุดมุ่งหมายของบทความนี้คือ ช่วยเหลือให้คุณนำแรงกระตุ้นที่คุณมีอยู่แล้ว และทวีคุณมันไปสิบเท่าจนกระทั่งกลายเป็นความหลงใหลขั้นสุด ทำไม? เพราะว่าถ้าคุณนั้นหลงใหลเกี่ยวกับการเป็นนักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยายแล้ว ไม่มีอะไรบนถนนนี้ใหญ่เกินที่จะหยุดคุณไว้ได้ อย่าเข้าใจผิด การเขียนและการตีพิมพ์การ์ตูนหรือนิยายนั้นมันจะต้องดีอย่างที่มันเป็น แต่ไม่อยากจะโม้ให้คุณอยู่ในเทพนิยายและบอกว่ามันจะไม่ยากลำบาก แต่นั่นมันก็คุ้มค่าใช่ไหม

ฟลาวเบิร์ตกล่าวคำนี้ไว้

การเขียนคือชีวิตของสุนัขตัวนึง แต่เป็นชีวิตที่มีคุณค่ามากพอที่จะใช้ชีวิต

โดโรธี พาร์คเกอร์ เขียนไว้ว่า

ฉันเกลียดการเขียน แต่ฉันรักที่จะถูกเขียนถึง

เป็นอะไรที่สุดๆเลยแน่นอน การพูดถึงชีวิตของสุนัขตัวนึง และเกี่ยวกับการเกลียดการเขียนนั้นมันเหมาะสำหรับศิลปินที่ถูกทรมานมากกว่าคนที่มีความสุขในการเขียนนิยายหรือเขียนการ์ตูน

พูดอย่างนั้นคือ มันจริงที่นักเขียนนิยายหลายคนในวันนี้ รักที่จะถูกเขียน และเข้าใจว่าการลงมือเขียนนั้นเป็นถนนขรุขระที่ต้องการการเดินทางที่จะไปถึงตรงนั้น และนั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม คุณต้องการมากกว่าแรงกระตุ้น ที่จะทำให้คุณนั้นเดินทางต่อไปได้ในวันที่แย่ๆ

เมื่อคำพูดไม่ไหลออกมา และทุกคำที่คุณเขียน ดูไม่มีชีวิตชีวา เมื่อพล็อตเรื่องผูกกันแบบที่คุณไม่สามารถแก้ได้ เมื่อคุณเพียงแต่จะลงมาครึ่งตัวที่จะเป็นนักเขียนนิยายหรือนักเขียนการ์ตูน คุณจะเลิกทำมันเมื่อมีปัญหาในตอนแรก นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมนักเขียนนิยายหลายคนทิ้งการเขียนนิยายหลังจากเขียนไปได้สองสามบท หรือ เขียนการ์ตูนไปได้ตอนนึงแล้วก็ทิ้ง และเก็บมันไว้ในลิ้นชัก โดยไม่ออกมาเห็นแสงเดือนแสงตะวันอีกเลย ถ้าคุณมีความหลงใหลขั้นสุด จะไม่มีอะไรสามารถมาหยุดคุณได้ค่ะ

คุณจะรู้สึกมีความหลงใหลในการเป็นนักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยายได้ยังไง?

ความตื่นเต้นที่คุณมีนั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ดังนั้นนำความตื่นเต้นนั้นมาใช้ไปสู่ขั้นต่อไป คุณต้องการที่จะเข้าใจว่า คุณนั้นต้องทำทุกวิถึทางที่จะเป็นนักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยายที่ประสบความสำเร็จให้ได้ เราจะพูดอีกที

คุณต้องทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะสำเร็จ
ไม่เชื่อหรือ งั้นเช็คหนทางแห่งความสำเร็จของนักเขียนการ์ตูนและนักเขียนนิยายเจ็ดประการ ในขณะที่คุณอ่านไป คุณจะรู้ว่าคุณมีสิ่งที่ต้องการในการมีชีวิตเป็นนักเขียนการ์ตูน หรือนักเขียนนิยายอยู่แล้ว

1.การเป็นนักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยายต้องการพรสวรรค์

นักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยายนั้นไปสู่จุดที่เขาเป็นได้จากพรสววรค์และการทำงานหนัก การตัดสินใจ เขาไม่ได้ไปถึงที่นั่นเพราะเขาเป็นอัจฉริยะ หรืออยู่เหนือพวกเรา

การเขียนการ์ตูนหรือการเขียนนิยายไม่ได้เป็นศิลปะชั้นสูงที่รับใช้ชนชั้นสูง (ถึงแม้ว่าจะมีคนในวงการวรรณกรรมหัวสูงจะคิดแบบนั้น) มันเป็นอะไรที่คนที่มีความฉลาดระดับพอโอเค และมีความคิดสร้างสรรค์สามารถที่จะประสบความสำเร็จได้

ไม่เชื่อเราหรือ นี่คือสิ่งที่สตีเฟนคิง เขียนเอาไว้

พรสวรรค์นั้นราคาถูกกว่าเกลือ อะไรที่แยกระหว่างพรสววรค์กับคนที่ประสบความสำเร็จคือการทำงานหนัก

และนี่คือสิ่งที่คล้ายกันจากนักเขียนนิยาย จอห์น เออร์วิง

ผมจะไม่พูดว่า การมีพรสววรค์เป็นเรื่องพิเศษ มันแสดงให้เห็นว่าผมมีความอึดระดับไม่ธรรมดา

การทำงานหนักและความอึด สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่จำเป็นในการที่จะเป็นนักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยาย
แน่นอน พรสววรค์เป็นเรื่องที่จำเป็น แต่นี่คือสิ่งที่ทำไมเราถึงบอกคุณว่าคุณต้องทำทุกวิถึทาง

อย่างแรก คุณสนใจในการเขียนและการวาดรูป ไม่งั้นคุณคงไม่มาเจอเว็บนี้ อีกอย่างก็คือ การเขียนนิยายหรือการเขียนการ์ตูนนั้นไม่มีทางปรากฏต่อคุณ โดยปราศจากความรักในการอ่าน จินตนาการอันโลดแล่น และ ความสงสัยตามธรรมชาติเกี่ยวกับโลกนี้ที่เราเรียกว่าบ้าน และความปราศนาในการที่จะแสดงเอาความคิดสร้างสรรค์อันนั้นออกมา แทนที่จะเป็นอย่างนั้น คุณอาจจะถูกดูดเข้าไปวงการอาหาร หรือดนตรี หรืออื่นๆที่คุณมีความถนัดตามธรรมชาติ

อย่างที่สองคือ คุณมีอะไรที่จะพูดมากมาย ไม่มีใครเห็นโลกด้วยตาคุณเองมาก่อน หมายถึงคุณอาจจะช่วยไม่ได้ที่จะเป็นคนที่มีความเป็นเอกลักษณ์และน่าสนใจ ตราบเท่าที่นั่นมาจากใจ

และใช่ ถ้าคุณคิดว่าคุณมีชีวิตที่น่าเบื่อและไม่ค่อยโอเค ไม่มีจินตภาพเท่าไร(ทุกคนอาจจะรู้สึกแบบนั้น)
ถ้าคุณอยากที่จะเป็น นักดนตรีมืออาชีพ หรือนักตีกอล์ฟมืออาชีพ พรสววรค์ที่ไม่ธรรมดาอาจจะจำเป็น แต่มันไม่เหมือนกันกับการสีไวโอลินหรือตีกอล์ฟ เพราะภาษาในการเล่าเรื่องเป็นสิ่งที่อยู่ติดกับมนุษย์ทุกคนมาตั้งแต่อายุยังน้อย

การนำเอาทักษะนี้ไปอีกขั้นนึงก็แค่การขยายในสิ่งที่เราสามารถทำได้ในแต่ละวันโดยไม่ต้องคิดถึงมัน
ไม่ได้บอกว่าทุกอย่างที่คุณเขียนจะกลายเป็นอะไรที่ดีงามพระรามเก้าหมด คุณยังต้องเรียนรู้ในศิลปะและการฝึก ฝึก และฝึก

มันก็แค่แสดงให้เห็นว่าคุณต้องมีความเชื่อในตัวเอง ความเชื่อด้วยความรู้และการฝึกฝน ทักษะการเล่าเรื่องที่เป็นธรรมชาติของคุณจะเสียความดิบไปแล้วทำให้คุณสามารถที่จะเขียนการ์ตูน เขียนนิยายอย่างมืออาชีพได้

การเขียนการ์ตูนหรือเขียนนิยายไม่ได้ยากเท่าที่คุณอยากที่จะทำมัน ถ้าคุณเป็นพวกใช้สำนวนสวิงสวาย วาดภาพอลังการ ก็ทำไป แต่การ์ตูนภาพง่ายๆ ใช้สำนวนง่ายๆก็สามารถเกิดได้เช่นกัน และรู้ไหมว่า ทุกคนสามารถวาดรูปง่ายๆ และเขียนง่ายๆ ไม่มีสำนวนเวอร์วังอลังการอะไร

ดังนั้นการเขียนคำพูดจริงๆ ไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับคุณ เหมือนกับสิ่งอื่นๆ เช่นการเขียนพล็อต และสร้างคาแรคเตอร์ที่จะทำให้ผู้อ่านรัก นั่นคือความสงสัยของการเรียนรู้ศิลปะตรงนี้

2.การเป็นนักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยาย ต้องการความเป็นต้นฉบับ หรือออริจินอล

เรย์มอนด์ คาร์เวอร์กล่าวไว้ว่า

นักเขียนที่มีวิธีการพิเศษในการดูสิ่งต่างๆ และให้การอธิบายหรือบรรยายวิธีการดูนั้นๆออกมา นักเขียนนั้นจะอยู่ไประยะนึงเลยทีเดียว

ความเป็นต้นฉบับนั้น ประกอบไปด้วยแนวรูป แนวการ์ตูนที่เราเขียน แนวนิยายที่เราเขียน วิธีในการเขียนประโยค การใช้คำ และสิ่งที่เราเขียนถึง (หัวข้อที่เราเขียนถึง สิ่งที่เราค้นหาในการ์ตูนหรือนิยายของเรา)

ทุกคนเป็นต้นฉบับอยู่แล้วหรือเปล่า คำตอบคือใช่ เพราะไม่มีใครเห็นโลก และมองโลกแบบที่เราเห็นและมองโลกแบบที่เราเป็น มีแค่เราเท่านั้น ที่ประสบเหตุการณ์แบบที่เราประสบ คิดในแบบที่เราคิด มีอารมณ์เดียวกับที่เรามี ดังนั้น ถ้าคุณเขียนนิยายจากดวงตาในการมองโลกของคุณ ไม่มีทางเลยที่นิยายหรือการ์ตูนนั้นจะไม่ออริจินอล

เมื่อคุณเขียนถึงบางสิ่ง อะไรก็ได้ มันง่ายที่จะเขียนในเรื่องที่เป็นเรื่องธรรมดา สิ่งที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป อีกนัยหนึ่ง คุณให้วิสัยทัศน์แก่คนอ่าน ไม่ใช่ว่าโลกเป็นอย่างไรสำหรับคุณ แต่เป็นสิ่งที่ทุกคนมองว่าโลกเป็นอย่างไรมากกว่า

ถ้าคุณอยากที่จะอธิบายต้นไม้ พริ้วไหวตามแรงลม ยกตัวอย่างนะ ให้อธิบายว่าต้นไม้นั้นเป็นอย่างไรสำหรับคุณ(หรือว่าตัวละครในจินตนาการของคุณ ที่เป็นส่วนหนึ่งของคุณเช่นกัน) อย่าอธิบายว่า ต้นไม้พริ้วไหวตามแรงลมเป็นอย่างไรในสายตานักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยายนับพันที่มาก่อนคุณ อย่าตามคนอื่น คนอ่านต้องการความออริจินอล เสียงที่น่าสนใจ ไม่ใช่แค่ เสียงที่เหมือนๆกันกับคนอื่น ถึงแม้คุณจะชอบงานคนอื่นยังไง อย่าให้มันมีอิทธิพลเหนืองานของคุณ

เรย์มอนด์ คาร์เวอร์ นักเขียนเรื่องสั้นชาวอเมริกัน สรุปไว้ดังนี้

นักเขียนที่ดีทุกคนสร้างโลกขึ้นมาจากเสปคของเขา มันเป็นโลกของเขาไม่ใช่โลกของคนอื่น มันเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถแยกนักเขียนคนหนึ่งออกจากอีกคนได้ ไม่ใช่แค่พรสววรค์ เพราะสิ่งนั้นมีอยู่มากมายแล้ว

อีกนัยหนึ่งเป็นตัวเอง มันโอเคที่จะได้รับแรงบันดาลใจจากนักเขียนการ์ตูนท่านอื่นๆ แต่อย่าตั้งเป้าว่าจะเป็น “(ใส่ชื่อนักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยายที่คุณชอบ”)คนถัดไป พยายามที่จะเป็นตัวเอง แต่เป็นตัวคุณเองเท่านั้น

3.คุณต้องการความรักในการอ่าน

มันไม่เกี่ยวกับประเภทของนิยายหรือการ์ตูนที่คุณอ่าน ถ้าคุณชอบอ่านนารูโตะ วันพีซ ดราก้อนบอล คุณก็อ่านไป คุณชอบอ่าน Game of throne คุณก็อ่านไป อ่านในสิ่งที่คุณรัก ไม่ใช่สิ่งที่คุณคิดว่าคุณจะรักค่ะ

และมันไม่สำคัญ ถ้าคุณเลิกอ่าน เมื่อคุณเขียน เพราะว่านักเขียนนิยายหลายคน อย่างเช่น อลิซ ฮอฟแมน ทำแบบนั้น

เวลาฉันเขียน ฉันไม่อ่าน และฉันเขียนเยอะมาก รู้สึกแย่ที่จะยอมรับค่ะ

แต่ว่าเธอได้พูดในสัมภาษณ์อันต่อมา มีเหตุผลอยู่เบื้องหลังสิ่งนี้

ฉันไม่ได้อ่านเยอะอย่างที่เคยอ่าน จำนวนมากเป็นอะไรที่ฉันค้นหาเพื่อที่จะเป็นทางออกในการเขียนและสิ่งอื่นๆคือฉันไม่อยากติดสำนวนของคนอื่นเมื่อฉันทำงาน การอ่านระหว่างที่เขียนนั้นขึ้นอยู่กับคุณ ถ้าคุณไม่รู้สึกว่ามันดึงดูดความสนใจนั่นก็เป็นเรื่องที่ดี อ่านต่อไป ถ้าคุณคิดว่ามันดึงดูดความสนใจ คุณค่อยอ่านเมื่อคุณพักจากการเขียนการ์ตูนหรือเขียนนิยายก็ได้

นักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยายก็ต้องการการพักผ่อนเหมือนกันนะ

สิ่งที่สำคัญก็คือ คุณรักในการอ่านการ์ตูนหรือเขียนนิยายในบางจุดของชีวิต
นักเขียนการ์ตูนหรือนิยายบางคนชอบอ่านตอนยังเด็ก แต่อย่าเป็นห่วงเมื่อคุณไม่ได้ชอบอ่านจนถึงตอนหลังของชีวิต ตราบเท่าที่คุณชอบ และอยากที่จะเห็นนิยายหรือการ์ตูนของตัวเองตีพิมพ์ คุณจะโอเค

ทำไมความรักในการอ่านถึงสำคัญ

เพราะว่าการอ่านการ์ตูนหรือนิยายนั้นสอนคุณมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้คุณอยากที่จะเป็นนักเขียนนิยายด้วยตัวเองและการอ่านนิยายจะทำด้วยสายตาอันวิเคราะห์มากกว่าเดิม มันสอในเรื่องศิลปะ มันสอนเกี่ยวกับกฏ ต่างๆในแนวที่เราเลือก (มันจะมีองค์ประกอบบางอย่างที่นิยายของคุณควรจะมีหรือไม่ควรจะมี เพื่อที่จะทำให้ผู้อ่านพอใจในแนวของนิยายนั้นๆ) นอกจากนี้ การรักในนิยายหมายถึงการที่คุณหลงใหลในมัน และถ้าปราศจากมัน คุณอาจจะยากที่จะเขียนมันออกมา

4.การเป็นนักเขียนนิยายและนักเขียนการ์ตูน ใช้ craftmanship

การเรียนรู้เกี่ยวกับกฏในการเขียนนิยายและเขียนการ์ตูน ไม่เพียงพอ คุณจะต้องกลายเป็นมาสเตอร์ของงานคราฟท์ของคุณ เหมือนกับนักเขียนนิยายที่ประสบความสำเร็จทั้งหลายค่ะ
ในโลกแห่งการแข่งขันนี้ การมีทฤษฏีในการเขียนนิยายและเขียนการ์ตูนอย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ ใช่คุณอาจจะโชคดี แต่การ master งาน craft ของคุณหรือสิ่งที่ใกล้กัน ทำให้คุณอยู่เหนือคู่แข่ง และมันง่ายกว่าที่จะสำเร็จในตำแหน่งนั้นๆ

กลับไปยังยุคเก่า ก่อนที่จะจัดการอาชีพของคุณออนไลน์ นักเขียนการ์ตูนและนักเขียนนิยายจำนวนมาก ถูกปฎิเสธ

  • ต้นฉบับจากสำนักพิมพ์
  • คาแรคเตอร์อ่อนไป
  • พล็อตมีช่องโหว่
  • บทสนทนาเยอะไป
  • การเขียนขาดชีวิตชีวา
  • และอื่นๆ
    ณ.วันนี้ สำนักพิมพ์ก็ยังคงปฎิเสธด้วยเหตุผลแบบเดียวกัน
    และถ้าคุณพิมพ์เอง คุณจะพบการปฏิเสธที่มีความหมายเท่ากันจากกลุ่มคนอีกกลุ่ม นั่นก็คือ นักอ่าน คุณจะสามารถอ่านความเห็นเขาได้ ในออนไลน์ ดังนั้นเรียนรู้ที่จะสร้างงานค่ะ

มันไม่ใช่ว่านักเขียนนิยายและนักเขียนการ์ตูนส่วนมากไม่มีความรู้เกี่ยวกับศาสตร์ ศิลป์ในการสร้างการ์ตูนและนิยาย แต่ความรู้ของเขาไม่กว้างและลึก พอที่จะทำให้เขาสำเร็จ

เมื่อเขาตัดสินใจที่จะเขียนการ์ตูนหรือนิยาย เขาก็ไปซื้อฮาวทูตามร้านหนังสือมาอ่าน เปิดๆผ่านๆแล้วหวังว่านั้นจะทำให้เขาเก่งขึ้น แต่ไม่เลย ไม่สักนิด คุณคงไม่ได้เป็นหมอหรือทนาย แค่ไปยืนอ่านหนังสือในเรื่องนี้ แล้วทำไมการเป็นนักเขียนนิยายและนักเขียนการ์ตูนมันถึงต้องต่างกันด้วย?

อะไรคือการเรียนรู้เกี่ยวกับ “ศิลปะ”

หลายๆคนบอกว่าศิลปะนั้นสอนกันไม่ได้ ก็เห็นด้วยบางจุดนะ จริงๆแล้วศิลปะนั้น ซึมซับมากกว่าเรียนรู้ ดังนั้นการอ่านการ์ตูนภาพสวยๆ อ่านนิยายสำนวนดีๆ อ่านการ์ตูนแนวที่เราต้องการจะเขียนได้ ดูรูปสวยๆเยอะๆ ก็คือการซึมซับชนิดหนึ่ง อันนี้เราว่าจริง และเรื่องนี้มันเกี่ยวโยงหลายส่วน นั่นก็คือ มันต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ การที่อ่อนจุดใดจุดหนึ่งนั้น ทำให้อีกจุดหนึ่งอ่อนไปด้วย

ศิลปะในนิยายหรือการ์ตูน ทำให้การ์ตูนและนิยายเรื่องนั้นเป็นที่จดจำ แต่ศาสตร์จะทำให้มันออกมาสู่โลกความจริง ศาสตร์ที่ไม่มีศิลป์นั้น ดูเครื่องจักร และไม่มีชีวิตชีวา เหมือนนิยายหรือการ์ตูนที่สร้างจากซอฟท์แวร์ ส่วนศิลป์ที่ไม่มีศาสตร์อยู่เบื้องหลังนั้นเป็นอะไรที่พล็อตสับสน และไม่เกี่ยวโยงกัน นักเขียนการ์ตูนและนักเขียนนิยายจึงต้องคำนึงถึงศาสตร์ด้วย ศิลป์ด้วย

5.การเป็นนักเขียนนิยายและนักเขียนการ์ตูนใช้จินตภาพและความสงสัย

นิยายนั้นเป็นผลลัพธ์ของจินตภาพของผู้เขียน ดังนั้นจินตภาพที่เด่นชัดจึงจำเป็นต่อความสำเร็จ
คุณจะรู้ได้ไงว่าคุณมีจินตภาพหรือไม่มี อันนี้คือจุดสังเกต ปกติคุณฝันกลางวันหรือเปล่า มีเพื่อนในจินตนาการหรือเปล่าตอนเป็นเด็ก ชอบที่จะเล่นฉากใดฉากหนึ่งในหัวหรือเปล่า ไม่ใช่ว่ามันเกิดขึ้นจริง แต่เสมือนว่ามันเกิดจริง ถ้าสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับคุณ คุณมีจินตนาการที่ดี และสามารถเป็นนักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยายที่ดีได้ (ถ้าไม่ มันก็ไม่สายที่จะเชื่อมต่อกับตัวตนในวัยเด็กของคุณ) นอกจากนี้คุณยังต้องสงสัยอย่างมาก นักเขียนนิยายและนักเขียนการ์ตูนที่ดี เป็นนักเรียนของชีวิต มันหมายความว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นรอบๆตัวคุณในแต่ละวันสามารถเป็นหัวข้อในการเขียนนิยายที่ดีได้ ดังนั้นคุณต้องเรียนรู้ที่จะสังเกต และสงสัย

ไม่หรอกคุณไม่จำเป็นที่จะต้องสงสัยเกี่ยวกับทุกอย่าง ถ้างานเขียนของคุณเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมไซเบอร์ คุณไม่จำเป็นต้องใช้เวลาจ้องดูดอกไม้ป่าในปา แต่คุณต้องหลงใหลขั้นสุดกับหัวข้อที่คุณเขียนถึง
มากไปกว่านั้น คุณอาจจะต้องใช้ความเดียงสา ยามเป็นเด็กในการมองเห็นสิ่งที่คุณเห็นเหมือนกับมองมันครั้งแรก การทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่ทำให้คุณเพิ่มโอกาสในการเป็นนักเขียนนิยายหรือนักเขียนการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จแล้ว คุณจะปรับปรุงชีวิตโดยรวมของคุณด้วย

เรย์มอนด์ คาร์เวอร์กล่าวไว้อีกว่า

อาจจะเสี่ยงว่าดูเหมือนโง่ นักเขียนคือคนที่สามารถยืน อ้าปากค้างในสิ่งนี้และสิ่งนั้น ไม่ว่าจะเป็น พระอาทิตย์ตกดิน หรือรองเท้าเก่าๆในความสงสัยขั้นสุด

6.คุณต้องหาเหตุผลในการเขียนนิยายหรือการ์ตูน

ไอแชค อาซิมอฟ

ผมเขียนเป็นเหตุผลเดียวกับที่ผมหายใจ เพราะถ้าผมไม่เขียน ผมอาจจะตายได้

มันไม่เป็นไรถ้าจะเขียนเพื่อเงิน และข่าวดีคือ การเป็นนักเขียนการ์ตูนและนักเขียนนิยายตอนนี้ง่ายกว่าเมื่อก่อนมาก
เพราะว่าอินเตอร์เน็ตนั่นเอง สามารถทำให้นักเขียนสามารถที่จะขายงานตัวเองได้ ถ้าเขาเลือกที่จะขาย โดยตัดพ่อค้าคนกลางออกไป นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือในการโปรโมทนิยายและการ์ตูน ไม่ว่าจะไปทางที่พิมพ์ปกติ หรือพิมพ์เองก็ตาม

แต่การเขียนเพื่อเงินไม่ใช้เหตุผลที่ดีนัก เพราะอะไร เพราะว่าคุณจะได้เงินต่อเมื่อคุณตีพิมพ์แล้ว แต่ก่อนหน้านั้น คุณต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการเขียน โดยที่ไม่ได้เงินเลย ในขณะเดียวกัน มันเป็นเรื่องไมเกี่ยวกับเงิน ที่ทำให้คุณยังคงเขียนการ์ตูนหรือเขียนนิยายอยู่ณ.ขณะนี้ เพราะมันเป็นสิ่งที่คุณได้รับขณะนี้ การคิดว่าเงินเป็นรางวัลในระยะยาวหรือรางวัลจะดีกว่า การที่ไม่มีแรงจูงใจระยะสั้น บางอย่างที่คุณสามารถมีได้ ณ.ขณะนี้ คุณอาจจะไม่มีความพึงพอใจ และปราศจากสิ่งนั้น การเป็นนักเขียนนิยายหรือนักเขียนการ์ตูน จะเป็นสิ่งแค่ชั่วคราวตราบเท่าที่มีบางอย่างที่ดีกว่ามายังคุณ ดังนั้นถามคำถามนี้กับตัวเอง

ทำไมคุณอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนหรือนักเขียนนิยาย?

นั่นคือสิ่งที่สำคัญ เป็นคำถามที่สำคัญที่ต้องการคำตอบ บางทีคุณอาจจะมีเหตุผลที่จะเขียนการ์ตูนหรือนิยาย เหตุผลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำมาหาเลี้ยงชีพ ถ้าคุณไม่มี คิดค่ะคิด
ถ้าหากเราบอกคุณว่าคุณไม่มีทางเลี้ยงชีพตัวเองเป็นนักเขียนนิยายหรือนักเขียนการ์ตูนได้ คุณจะยังเขียนอยู่ไหม ถ้าเป็นอย่างนั้น เพราะอะไร ตอบมันออกมา และคุณจะมีแรงกระตุ้นในการตื่นมานั่งบนโต๊ะทุกๆเช้า
อันนี้เราอาจจะเขียนเพิ่มเติมในส่วนถัดไปค่ะ

7.การเขียนนิยายและเขียนการ์ตูน คือการทำงานหนัก

ขอโทษด้วยค่ะ แต่การเขียนการ์ตูนและเขียนนิยายให้ได้มาตรฐานสนพ.คืองานหนัก อดทน และการตัดสินใจที่จะทำมันต่อไปถึงแม้ว่าคุณเจอกับอุปสรรค

ถ้าหากอะไรๆไม่เร็วอย่างที่คุณคาดไว้ อย่ายอมแพ้ หาหนทางที่คุณจะทำในทางที่แตกต่างไป แล้วก็ลองมัน มันหมายความว่าเขียนหนังสือที่แตกต่างกันออกไป หรืออาจจะเขียนหนังสือที่เหมือนกันแต่ดีขึ้น

การทำงานและพยายามทำต่อไป มันเป็นความจริงที่นักเขียนการ์ตูนและนักเขียนนิยายหน้าใหม่เพิกเฉย(นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงเขียนอะไรไม่เสร็จสักที) บางทีเขาอาจจะไม่ระลึกถึงข้อนี้

การเขียนนิยายหรือเขียนการ์ตูนอาจจะเป็นเรื่องท้าทาย แต่อาจจะไม่ยากอย่างที่หลายๆคนคิด ถ้าคุณเรียนศาสตร์ หรือกฏที่อยู่เบื้องหลังสิ่งนั้น งานที่ท้าทายให้รางวัลที่ยิ่งใหญ่ ไม่เหมือนงานง่ายๆที่ไม่ได้ให้รางวัลอะไรในตอนท้าย งานหนักอาจจะเป็นงานสนุด โดยเฉพาะอย่างนิ่ง ถ้าคุณโฟกัสที่จะทำงานวันนี้เท่านั้นและไม่เครียดกับว่า นานแค่ไหนที่คุณจะไปถึงจุดหมายของคุณ

ถ้าคุณเลิกล้มความตั้งใจที่จะเป็นนักเขียนการ์ตูนและนักเขียนนิยาย จำไว้ว่า นักเขียนการ์ตูนและนักเขียนนิยายทุกคน ล้วนแล้วแต่เจออุปสรรค เช่น บาร์บาร่า คิงโซลเวอร์ กล่าวไว้

การเริ่มต้นเขียนหนังสือเป็นสิ่งที่ยาก ฉันพยายามจะทำสิ่งนั้นตอนนี้ แล้วก็โยน ๆๆ มันทิ้งไปแล้วก็คิดว่าฉันจะทำมันได้หรือ ฉันไม่คิดว่าฉันฉลาดพอ

การเขียนการ์ตูนหรือการเขียนนิยายนั้นให้ความท้าทาย และความท้าทายนั้นต้องการพลังงานมหาศาลจากคุณ
นักเขียนนิยายชาวอังกฤษ นิค ฮอร์​นบี้ กล่าวไว้

ผมอยากจะเป็นนักเขียน โดยไม่ได้เขียน อยากได้รับโทรศัพท์จากใครสักคนบอกผมว่า มีตำแหน่งนักเขียนนิยายว่าง เมื่อผมคิดว่าสิ่งนั้นไม่มีทางเกิดขึ้น มันเป็นเวลาที่ผมต้องทำอะไรสักอย่าง

รู้สึกดีกับตัวเองหรือยังคะ ดีมาก ให้ความหลงใหลนั้นจุดไฟขึ้นมา แล้วการเป็นนักเขียนการ์ตูนและนักเขียนนิยายจะไม่ยากเท่าที่คุณคิดค่ะ

อ้างอิง