เทคนิคการเล่าเรื่อง แบบภาพยนตร์ Cinematic Storytelling Techniques

เทคนิคการเล่าเรื่อง แบบภาพยนตร์ Cinematic Storytelling Techniques

เทคนิคการเล่าเรื่อง แบบภาพยนตร์

Storytelling Techniques by Jeff Medford, Ross Hockrow

เป็นเวลาช้านาน ที่มนุษย์ ส่งต่อความรู้กัน ด้วยการเล่าเรื่อง หรือ story telling ลองดู วีดีโอของ everynone

n-o-n-e.com ในสมองของเราพยายามจะปะติดปะต่อเนื้อเรื่องเข้าด้วยกันเสมอ

จุดประสงค์ของการทำหนังคือ การเล่าเรื่อง คุณไม่ควรกดปุ่มอัดบนกล้อง ถ้าคุณยังไม่รู้ว่าคุณจะเล่าเรื่องอะไร ไม่อย่างนั้นมันจะมีประโยชน์อะไร?
เพราะมันไม่เกิดเนื้อเรื่องขึ้นมา

ขั้นตอนของการเล่าเรื่อง

เราสร้างเนื้อเรื่องขึ้นมา เพื่อแปลความหมายของชีวิตเราสู่หนัง แล้วลิงค์เหตุการณ์เหล่านั้น ไปสู่พล็อตที่มีความหมายสำหรับเรา เพื่อสร้างความหมายบางอย่าง เป็นการเคลื่อนที่ผู้คน ทางจิตวิทยา พวกเราต่างค้นหาความหมาย แม้กระทั่งใน still image หรือภาพนิ่ง จริงๆแล้วก็มีการเล่าเรื่องอยู่ แต่การเล่าเรื่อง เราจะมีเวลาที่ดูภาพนั้น แล้วสะท้อนเอาความคิดในชีวิตบางอย่างของเราออกมา แต่หนังแตกต่างกันออกไป เวลาเราดู เราไม่มีเวลามากพอในการคิดเรื่องนั้นด้วยตัวเอง ถ้าหากเป็นคลิป หรือหนัง ในสมองของเราจะทำงานแตกต่างกันไปเลย เพราะภาพเคลื่อนไหวจะทำให้เราโฟกัสไปที่การกระทำ เวลาเราดูคลิป เราจะไม่พูดถึงอารมณ์ที่มีในภาพ เหมือนตอนที่เราดูภาพนิ่ง คุณจะไม่พูดถึงความหมายของคลิป แต่คุณจะบอกว่าคลิปนั้นคนกำลังทำอะไร เกิดอะไรขึ้นในคลิป

ในฐานะที่เราเป็นคนทำหนัง เราจะต้องจัดเรียงข้อมูล ชิ้นของคลิปเข้าด้วยกัน เพื่อควบคุมทิศทางของเนื้อเรื่องที่ออกมาและเล่าเรื่อง คุณต้องดึงข้อมูลออกมาและทำให้มันเกิดเนื้อเรื่องขึ้น เราสามารถสร้างให้เกิดความหมายหลายความหมายได้ในคลิป และเราปะติดปะต่อข้อมูลเข้าด้วยกัน

เราต้องการทำให้คนดู อยากดูต่อไปเรื่อยๆ ส่วนคนดูมีหน้าที่ปะติดปะต่อเนื้อเรื่องเหล่านั้นเข้ากันเอง มันเหมือนการเชื่อมต่อจุด คนหลายคนเชื่อมจุดเข้าด้วยกันในเวลาที่ต่างกัน

โครงสร้างของการเล่าเรื่อง

ช็อตไหนที่เราต้องฟิล์ม เพื่อที่จะสร้างให้เกิดโมเมนต์ที่ประทับใจ เราต้องนำคนให้ไปในทิศทางที่ถูกต้องไม่เช่นนั้นนั้นจิตใจของคนก็อาจจะหลุดไปในทิศทางที่เราไม่ได้ต้องการให้เรื่องเป็นแบบนั้น

beginning

-จุดนี้คือจุดที่ทำให้คนติดก่อน จุดนี้สำคัญมาก เพราะถ้าหากทำพลาดแล้ว เราจะไม่สามารถนำคนดูกลับมาได้เลย

-สร้างคาแรคเตอร์ต่างๆ สถานที่ คอนเซปต์ทั่วไป และสไตล์

-เซ็ทโทนสำหรับหนังส่วนที่เหลือ

-ไม่บ่งบอกจุดประสงค์ของหนัง

middle

-จุดประสงค์จะบอกตรงนี้

-เข้าเรื่องให้เร็ว

climax

-เป็นจุดประสงค์ของเรื่อง เรื่องทั้งหมด จะสร้างมาเพื่อ climax ของเรื่อง ถ้าเราไม่ได้สร้างมันอย่างถูกต้อง เรื่องจะไม่มีไคลแม็กซ์

-ถ้าไม่มีไคลแม็กซ์ ไม่มีจุดประสงค์ของเรื่อง

-การบิลด์หรือสร้างไปสู่ไคลแม็กซ์อย่างถูกต้องสำคัญ

end

-จุดจบ ปิดเรื่อง

ถ้าสมมติเราทำหนังโฆษณา สิ่งที่สำคัญ ไม่ใช่ตัวสินค้า แต่เป็นสิ่งที่สินค้านั้นให้ เช่น สินค้านั้นทำให้ประหยัดเวลาหรือเปล่า หรืออะไร?อย่างโฆษณาแอปเปิ้ล มีเด็กมาเขียนๆ ลายมือ แล้วตอนจบ บอกว่า change the way we learn ก็คือการเปลี่ยนแปลงวิธีในการเรียนของเรา ณ.โมเมนต์ที่เราได้ดูคลิปวีดีโอ เราก็รู้สึกเลยว่า มันเปลี่ยนวิธีการเรียนรู้ มันคือการศึกษา โฆษณาไม่ได้บอกเลยว่า มันมี feature อะไรบ้าง หน้าจอทำจากอะไร

อย่าปล่อยออกไปหมด!!

ให้มันมีปริศนา การทำหนัง คือการเล่นกับอารมณ์ของคนดู เราต้องรู้ว่าจังหวะไหนควรหยุด เหมือนกับเดี่ยวไมโครโฟน ที่รู้ว่าจะหยุดให้ผู้ชมหัวเราะตรงไหน ควรมีเหตุผลในการทำให้ผู้ชมดูเรื่องของเราต่อไป มันเหมือนกับมีเสต๊กสองชิ้นเหมือนกันเลย ชิ้นนึง ใส่จานอย่างดี มีดอกไม้ประดับประดาบนโต๊ะ เราวางเทียนที่จุดไว้ และมีช้อนส้อมอย่างดีวางข้างๆ กับอีกอัน เอาใส่กล่องบิ๊กแมคไปกินบนรถ แบบไหนจะให้รสชาติดีกว่า?มันคือการพรีเซนต์ ทั้งๆที่สิ่งของข้างในเหมือนกัน แต่เราแพ็คเกจมันให้ดี แล้วส่งแมสเสจให้ดี ผู้ชมก็จะสามารถสนุกไปกับหนังเราได้ อะไรก็ตามมีเรื่องน่าสนใจ ถ้าเรามองในฐานะนักเล่าเรื่อง

ถ้าหนังของคุณไม่สามารถอธิบายได้ในประโยคเดียว
หนังของคุณไม่ใช่ high concept

มุมกล้องที่ใช้หนัง

High angle shot
วางกล้องอยู่เหนือวัตถุ ยิงลงมาที่วัตถุ หรือคน แสดงให้เห็นความอ่อนแอ หรือ vulnerable ของคน

Low angle shot
วางกล้องอยู่ใต้วัตถุ แสดงให้เห็นถึงอำนาจ

Eye level shot
ไม่มีผลอะไร แต่ระวัง เพราะมันจะส่งผลต่อช็อตอื่นๆที่เราถ่ายไปแล้ว และมันจะทำให้ช็อตอื่นๆเสียเอฟเฟคได้

Point of view shot
เป็นมุมมองที่คาแรคเตอร์เห็น

Bird eye view
มุมมองจากด้านบน
เราวางเพื่อจะแสดงให้เห็นมุมมองอื่นที่ไม่ใช่มุมมองกล้องปกติ(มนุษย์) เราแสดงให้เห็นว่าเราสามารถที่จะใช้มุมกล้องไหนก็ได้ (คือกล้องอยู่ตรงไหนก็ได้ ของด้านบน)

Dutch camera angle
เอียงกล้องนิดนึง ทำให้รู้สึกเหมือนขาดการ orientation ซึ่งจริงๆถ้าเราถ่าย still image การที่ทำให้เส้นของฉาก ไม่ตั้งฉากกับเส้นของขอบภาพ ทำให้ภาพไม่สวย ดูเหมือนโลกเอียง หรือกำลังจะล้ม อันนี้คือจุดประสงค์ของมุมกล้องนี้ แต่ว่า อย่าเอียงมากเกิน

Linear
การเล่าเรื่องเส้นตรง

การเล่าเรื่องที่ดูจริง บางทีมันก็ดีที่เล่าจากต้นจนจบ
การเล่าเรื่องมันดีที่จะเริ่มจากจุดเริ่มต้นไปจุดจบ
ทำให้คนดูเข้าใจเรื่องได้ง่าย
ความน่าสนใจจะอยู่ที่เรื่องเหล่านั้นค่อยๆเผยปมออกมา
เราจะเล่าเรื่องเป็นเส้นตรงต่อเมื่อ เรื่องราวเหล่านั้น น่าสนใจ ไม่ต้องแต่งเติมอะไรมากก็ทำให้เรื่องน่าสนใจอยู่แล้ว

​Backward

การโชว์จุดจบของเรื่องก่อน แล้วเล่าไปสู่จุดเริ่มต้น
เวลาเล่าเรื่องย้อนจากหลังไปหน้าสิ่งที่สำคัญคือการเดินทางที่จะไปสู่จุดจบนั้นๆจึงจะทำให้การเล่าเรื่องนั้นน่าสนใจ

Teaser

ตัดที่จุดเริ่มต้นของไคลแม็กซ์ ตัดก่อนจะเกิดไคลแม็กซ์ จากนั้นไปที่จุดเริ่มต้น และไปที่ไคลแม็กซ์อีกรอบ หยิบบางจุดจากจุดก่อนที่ไคลแม็กซ์จะเกิดขึ้น ตัวอย่างที่ดีคือBreaking bad เวลาที่เราเดินทางไปถึงไคลแม็กซ์แล้ว มันจะเป็นดับเบิ้ลไคลแมกซ์ บางคนก็เลยชอบดูทุกอย่างสองรอบ เพราะอยากรู้ว่าเรื่องจะคลี่คลายยังไง

Substory

เรื่องราวเรื่องหนึ่งทำหน้าที่เป็นพาหนะที่จะนำเรื่องหลัก จากจุด A ไปสู่จุด B (มีเรื่องราวสองเรื่อง)ใช้เทคนิค show don’t tell โชว์ภาพให้ทุกคนเห็นไปเลยว่าเกิดอะไรขึ้นมากกว่าการบรรยาย

เราจะต้องรู้ก่อนว่า มีเวลาเท่าไร สำหรับผู้ดูในการที่จะโต้ตอบ หรือมีอารมณ์ร่วมกับฉากนั้นๆ

Inner cutting

มีเหตุการณ์หลายเหตุการเกิดขึ้น และเราตัดสับไปสับมาระหว่างฉากนั้นๆ เพื่อจะไปถึงไคลแม็กซ์ ดังนั้นมันจะสลับความสนใจเราตลอดเวลา และทำให้เรารอในขณะที่เราดูอย่างอื่น มันจะทำให้ภาพยนตร์ของเราน่าสนใจ

นำเอาสองเหตุการณ์มารวมกัน นำสองเหตุการณ์ที่ธรรมดา มารวมกันให้เป็นเหตุการณ์ที่น่าประทับใจหนึ่งฉาก เรื่องอื่นๆทำให้ผู้ชมสนใจดูต่อ ทำให้ความต่อเนื่องของวีดีโอไม่เกี่ยวข้องกันทางด้านเวลา หมายถึง ถ้าเวลาตัดคลิปไปมา เวลามันไม่จำเป็นต้องเท่ากัน และไม่เกี่ยวกัน เมื่อใช้เทคนิคเหล่านี้แล้วเราสามารถที่จะตวบคุม เวลาที่ถ่ายหนัง แล้วใช้ B-Roll มาช่วยเล่าเรื่อง

มันเป็นเกมของคนทำหนัง และคนดู ที่ทำให้คนดูรู้สึกแปลกใจ มีส่วนร่วมในหนัง ในการที่เราเรียงเหตุการณ์ต่างๆ ทำให้สิ่งต่างๆมันน่าสนใจขึ้น จึงเป็นหน้าที่ของคนทำหนัง มันเกี่ยวกับการเลือกฉากและการตัดต่อหนังด้วย เวลาตัดต่อหนัง เราไม่จำเป็นที่ต้องใส่ทุกอย่าง ลงไปเพราะคน โดยธรรมชาติ เข้าใจแอคชัน หรือการกระทำของคนส่วนหนึ่งอยู่แล้ว

https://www.creativelive.com/class/art-filmmaking-and-editing-jeff-medford-and-ross-hockrow/lessons/storytelling-techniques