ของขวัญจากเบื้องบน

ของขวัญจากเบื้องบน

ส่วนตัวไม่ชอบการเพนท์เลย ไม่ชอบมากๆแต่ชอบลงสีน้ำนะแต่หลังจากมีไอแพดโปรก็เพนท์สนุกขึ้น

gaia wip
pc
Wacom intuos
sketchbook

เราติดนิสัยแย่อย่างนึงในการวาดรูป คือ สมัยหลังๆ พอทิ้งเสปซไว้ แล้วรู้สึกไม่ดี เพราะไม่ได้คิดงาน ด้นสดเอา มันก็มีความเฟรชและด้นก็ทำให้เราตัดสินใจดีขึ้นก็จริง แต่มันทำให้เราต้องหาทางยัดเอเลเมนต์ลงไปในภาพให้มันเยอะๆ เกินความจำเป็นนะเราว่า เทียบกับไอดอลเราอย่างลู่หยานกวง กุสตาฟคลิ้ม หรือ ออเบรย์ เบีรย์ดเลย์แล้วเราคิดว่า เสปซยังจัดการได้ดีขึ้น

Luyanguang

อีกอย่าง ที่จัดการได้ก็คือ ส่วนที่ละเอียด ควรละเอียดขึ้น ส่วนที่ทิ้งเสปซ ก็ทิ้งไปเลย เล่นเนกาทีฟเสปซ โล่งๆบ้าง

หลายๆคนบอกการศึกษาไม่สำคัญ
จบมาจะมีสักกี่คนได้ทำสิ่งที่เรียน

ในฐานะที่เราทำงานสายวาด และไม่ได้ทำสิ่งที่เรียน
เราจะบอกว่า รากในการวาด มันมาจากความสนใจ

และการที่เราเรียนภูมิสถาปัตยกรรม
มันทำให้เรามีเทสและการมองโลกแตกต่างจากนักวาดคนอื่น ฝึกตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆมากขึ้น

การที่มองเพื่อนที่เก่ง
ทำให้เรามีความพยายามมากขึ้นในสายอาชีพตัวเอง
สุดท้ายเรามองว่า การศึกษาสำคัญในแง่ของการสร้างรากที่ดี อย่างการทำงานศิลปะ การสร้างเทส
และสภาพแวดล้อมในการเรียน บางอย่างมันอาจจะหาไม่ได้นอกห้องเรียน

นอกจากนี้ การที่เราจบคณะออกแบบ 
เรามักจะคิดว่า เราไม่ได้วาด
เรากำลัง ‘ออกแบบรูป’ อยู่

แม้ศิลปะ จะไม่เหมือนงานออกแบบตรง
มันใช้ Appreciation มากกว่าfunction 
แค่สุดท้าย มันคือการแสดงตัวตน แสดงรสนิยมของเราออกมา

เอาจริงปะ ถ้าไม่มีข้อจำกัดเรื่องเงิน
อยากเป็น ศิลปิน แต่ศิลปิน 
มันไม่ใช่คำที่เอาไว้พูดกันสวยหรู 
และไม่ใช่คำที่เราเอาไว้นิยามตัวเอง

แต่มันเกิดจาก lifestyle และอื่นๆ
ไม่ใช่ lifestyle ชีวิตหรูหราอะไรนะ

แต่เป็น lifestyle และตัวตน ความเป็นคนนั้น
ที่ถ่ายทอดลงในงานศิลปะ
ขั้นตอนการ disclosure อาการป่วยของเราถึงจำเป็น
เพราะมันเป็นขั้นตอนในการกะเทาะเปลือก เพื่อเอาตัวตน
ที่แท้จริงของเราออกมา

จริงๆถ้าไม่มีข้อจำกัด อยากทดลองทำนั่นนี่ไปเรื่อยๆ
อยากทำป็อบอัพ ทำศิลปะจากการพับ การตัดกระดาษด้วย

ถ้าเป็นสมัยก่อนเราอาจจะอยากเป็น Top illustrator แต่ตอนนี้ เราคิดว่า ขอเอาชนะตัวเองและการป่วยให้ได้ก่อนดีกว่า ขอต่อสู้เพื่อคนที่เป็นเหมือนเรา
การอยู่ข้างบนแบบไม่มีเป้าหรือจุดยืนนอกจาก Trophy หรือหัวโขนก็เท่ากับpointless สำหรับตัวเรานะ

2อันนี้ Sold ละนะคะ 
แบล็คเลดี้|โรเช่
ยินดีด้วยกับน้องที่ซื้อไป 
ปกติเราไม่ปล่อยงานราคานี้ง่ายๆ
เพราะหวงงานมาก
แต่จะพยายามลดความหวงละ

ท้าทายมากเมื่อต้องคิดว่า ทำยังไงวะ มือสั่น อยากทำงานกระดาษ 
เกี่ยวกับมีดก็ทำยาก วาดรูปเดี๋ยวนี้ต้องวางแผนมากขึ้น ไม่ด้นมาก

โคตรชอบไดเรคชันรูปนี้ รู้สึกมาถูกทาง
ผสม Zentangle กับ Manga และจังหวะเอเลเมนต์สถาปัตย์

‘Word’

คำพูด ของเธอ ทำร้ายฉัน
คำพูด ของฉัน ทำร้ายเธอ
คำพูด ทำร้าย เรา
เรา ต่าง ทำร้าย กัน

Cyclosis |A collaboration with Tei Meilian

แด่คน’โลกจิต’ 
ฉัน พยายามจะ สื่อสาร กับโลกของฉัน 
สิ่งนั้นปฏิสนธิเป็นความคิดในหัว
ภายใต้ฝุ่นละลองธุลีความคิด
จิตที่มันค่อยๆไหลและแตกตัว
ฉันกำลังต่อสู้เพื่อ ‘คนที่เหมือนกัน’ โดยทั่วไป

รู้สึกยังไง ? เข้ารพ.จิตเวช 6 ครั้งใน 11 ปี|เราเป็นโรคเดียวกับวินเซนต์ แวนโก๊ะห์ นั่นคือไบโพลาร์

เราไม่กลัวเสียประวัติค่ะ

เพราะประวัติเป็นเรื่องที่ ถ้าหากเราทำอะไรก็ได้สำเร็จ ประวัติในรพ.จะเป็นแค่อดีต แต่การเป็น Bipolar มัน Shape ตัวตนของเราในฐานะศิลปิน

เรารู้ว่า เราจะต่อสู้เพื่ออะไร? เพื่อใคร ต่อไปนี้ เราจะต่อสู้เพื่อคนที่เป็นเหมือนเรา โดยการวาดรูปให้ดีขึ้น ทำให้ตัวเองดีขึ้น การวาดรูปคือการต่อสู้ กับโรค|โลกของเราค่ะ ทำให้คนรู้ว่า ถึงเราจะป่วยเป็นโรคที่รักษาได้ยาก แต่เราก็ยังยืนหยัดในเส้นทางตัวเอง และทุกครั้งที่ต่อสู้สำเร็จเราออกมาแบบคนปกติ

การปิดไว้ ไม่ได้ช่วยอะไรเรามันทำให้เราขาดจุดยืน และไม่รู้ว่า คนที่เข้ามา จะรับได้ กับตัวตนของเรามากน้อยแค่ไหน และการที่เราวาดอะไร แอ็พสแตรกช่วงนึง เพราะเราต้องการสื่อโลกของเรา

เราอยากจะสร้างความเข้าใจใหม่ว่า โรคจิตเวชไม่ได้น่ากลัว มันรักษาให้หาย และใช้ชีวิตแบบปกติสุขได้

นอกจากนี้ เราจะยืน จะอยู่เพื่อคนที่ต้องการเรา ภาพวาดเราจะอยู่ เพื่อคนที่ต้องการมัน

ไปหาหมอมา เลยคิดได้เรื่องนึง อาการ Bipolar(Manic-depressive disorder) ที่ชัดๆในไทย เขียนไม่เคลียร์ทั้งนั้นหมอวินิจฉัยว่าเราเป็น Bipolar I ที่เป็นโรคนี้คือ มีแต่ Manic episode โดยเฉพาะ Delusion หรือมองโลกผิดไปจากความจริงนี่เยอะเป็นพิเศษ คนที่เป็น Bipolar I อาการจะหนักจนเข้าร.พ.ได้ง่ายกว่า Bipolar II ที่มีอาการซึมเศร้าร่วมด้วย

แต่คนที่มีอาการซึ่มเศร้าร่วม จะมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงกว่า และมีแนวโน้มฆ่าตัวตายสำเร็จสูง สำหรับการรักษา ก็ใช้ยาตามปกติ เราเองได้รับความรักจากครอบครัวเยอะมาก และการรักษาส่วนนึง สำเร็จ เพราะเรามีครอบครัวที่ดีคอยอยู่ข้างๆ มีเพื่อนที่ดีคอยให้คำแนะนำค่ะ แต่ถึงกระนั้น ก็เข้ารพ.ถึง 7 ครั้ง(ไม่ใช่ 6 นะ นับผิด)

เราเห็นสถาบันนึง นำเรื่องโรคซึมเศร้ามาเป็นจุดขาย เราไม่ทราบว่า คนเขียนก็อปปี้ เข้าใจผู้ป่วยจิตเวชมากน้อยเพียงใด แต่เราจะบอกว่า โดยส่วนตัวเราไม่ชอบค่ะ เวลาที่ถูกสปอตขึ้นมา ว่าเป็นโรคนั้นนี้ ถึงแม้ตัวเองจะยอมรับก็ตาม

แต่เวลาที่คนอื่น กระทำเสมือนเราต้องการความช่วยเหลืออย่างหนัก เราเองอยากเป็นคนปกติ แต่ยอมรับว่า เรามีโรคประจำตัว ซึ่งเราคิดว่า เราสามารถหายจากโรคนี้ได้ และ ถ้าเราจะเรียนอะไร เพราะเราอยากเรียน ไม่ใช่เพราะมันช่วยรักษาโรคนี้ หรือช่วยให้โรคดีขึ้น เพราะเราเชื่อว่า ทุกกิจกรรมที่เราทำในชีวิตตอนนี้ มันช่วยให้อาการดีขึ้นทุกวันอยู่แล้ว

ไบโพลาร์คือของขวัญที่เบื้องบนให้มาค่ะ

เราคิดอย่างนี้จริงๆ
ไม่ได้พูดเพื่อให้ดูสวย
และอีกอย่างคือ ไม่ได้พูด เพราะอยากเป็นโรคนี้อยู่อย่างนั้น
ทำไมเราคิดงี้ ? อย่างแรกเลยคือ มันทำให้เรามีเวลาอยู่กับตัวเองจริงๆเยอะขึ้น ทำให้เราทำในสิ่งที่คิดว่า โอเค สิ่งนี้เราทำได้ สิ่งนี้ไปต่อได้ สิ่งนี้ไปต่อไม่ได้

ตอนเรากลับมาจากสิงคโปร์ 11ปีก่อน งานแรกที่เราอยากทำคือ ‘งานโฆษณา’ ที่ ถ้าหากเราทำงานสายนี้ เราอาจจะหลุดไปสายวาดที่เรารักมากแล้วก็ได้

อย่างที่สอง เราละซึ่งความกดดันจากครอบครัว ในการหางานประจำดีๆทำ รวมไปถึงกดดันว่าจะต้องมีบ้าน มีรถ มีครอบครัว

อย่างที่สาม มันทำให้เราเห็นว่าจริงๆแล้วคนอื่นๆคิดกับเรายังไง

นอกจากนี้ ยังทำให้เราสามารถทำงานวาดรูปได้อย่างอิสระ ถ้าไม่ติดว่าเราไม่อยากขอเงินพ่อแม่แล้ว พ่อแม่เราแก่แล้ว สมควรได้พักบ้าง และเราอยากพาแม่เราไปเที่ยวนั่นนี่ เราก็คงจะสบายๆนั่งวาดรูปทุกวัน แต่บ้านเราไม่ได้รวย ไม่ได้มีฐานะที่ดีมาก เป็นชนชั้นกลางธรรมดา แต่ก็มีเงินจับจ่ายใช้สอย พ่อเราบอกเสมอว่า ให้ทำงานที่รัก มีรายได้เข้ามาเลี้ยงชีพ

ถึงแม้เราจะคิดอย่างนี้ แต่ไม่ใช่เราจะไม่อยากหาย เราอยากหาย โดยคง lifestyle ปัจจุบัน เอาไว้ แต่เราอยากบันทึกการเดินทางของเราไว้ด้วย

ที่เราบอกเมื่อกี้ว่ามีสถาบันที่นำเรื่องโรคซึมเศร้ามาเป็นจุดขายในการดึงคนมาเรียน เราคิดว่ามันไม่ได้ผิดอะไรหรอก แต่คนเขียนก็อปปี้ เข้าใจผู้ป่วยมากน้อยเพียงไหน?บอกได้เลยว่าคุณไม่เข้าใจคนเป็นโรค ตราบใดที่คุณไม่เป็นค่ะ

ในฐานะที่เป็นผู้ป่วยจิตเวช ไม่มีใครชอบเวลาที่ตัวเองถูกเรียกว่าเป็นไอ้บ้า ไอ้ไบโพ ไอ้ซึมเศร้า ไอ้โรคจิต และโรคในตระกูลเดียวกันอื่นๆ ….หรือถูกจัดกลุ่ม ให้ไปอยู่ในกลุ่ม’ผู้ป่วย’

ถ้าเป็นเรา เราจะเน้นจุดบวกมากกว่าการแก้ไขตัวโรค ไปเลย เพราะการเน้นไปที่ตัวโรค มันอาจจะทำให้คนเข้าใจผิด ว่ากิจกรรมการเรียนนั้น ช่วยรักษาโรค หรือต้านโรค ซึ่งจริงๆ การต้านโรคต้องใช้ยาช่วย

เราอยากทำศิลปะ เพื่อการฝึกสมาธิ ทำให้สมาธิดีขึ้น เช่น พวก zentangle มีหลายๆคนแนะนำให้เรานั่งสมาธิ แต่เรายังนั่งไม่ได้เลย นั่งแล้วหนักกว่าเดิมค่ะ วาดรูปคือการทำสมาธิขั้นสุดของเราแล้วจริงๆ ดังนั้น เราคิดว่า ถ้าสอน Zentangle เพื่อความผ่อนคลาย เน้นประโยชน์มากกว่าไปสปอตที่ตัวโรค ส่วนตัวเรา เราคิดว่าเราโอเคกับเวย์นะ ได้ช่วยคนที่เหมือนกันด้วย

ไปคอมเมนต์วอลล์พี่ชิงชัย หุ่นศาสตร์ ที่วาดเก่งมากๆ และสมัยก่อนตามงาน แล้วพี่เขาเมนต์กลับว่างี้ ดีใจนะ ที่ยังพาตัวเองกลับมา และกลับมาโลกคนปกติได้ เข้าใจแหละว่าทุกคนตกใจตอนเราหายไป ก็จะพยายามไม่ให้เกิดเรื่องงี้อีก และ ตอนที่หายตัวไปเนี่ย มันตรงกับตอนที่เราเขียนเอนทรี่นึง ที่ว่า อยากมีปุ่ม กดแล้วหายตัวไป ด้วย ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วงกันจริงๆ