หน้าแรก การใช้ชีวิต

การใช้ชีวิต

อย่างที่หลายหลายคนรู้กันว่าเรามือตกมาเป็นเวลา 10 ปีด้วยกันเป็นเวลาที่ยาวนานมาก ตอนแรกเราก็หมดหวังกับการวาดรูปไปแล้วเรารู้สึกว่าคงจะวาดได้ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ตลอดกาล รู้สึกสิ้นหวัง และเลิกล้มความหวังในการวาดรูปให้ดีขึ้นแต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาวาดรูปเพราะว่าสอนก็เลยต้องวาดรูปให้ดีขึ้นดีขึ้นแล้วฝีมือก็ขึ้นขึ้นลงลงมาตลอดไม่มีช่วงไหนเลยที่รู้สึกว่าเรากลับมาได้จริงๆ เราแค่ทำได้ดีเท่าเดิมจริงๆดีกว่าเดิมบางช่วง แล้วก็กลับไปตก แค่ช่วงนี้เท่านั้น ที่เรารู้สึกว่ากลับมาได้แล้วเพราะว่าปัญหาชีวิตเริ่ม คลี่คลายทีละเปลาะ เราสบายดี ไม่ป่วยขนาดเข้าร.พ.มาสองปีแล้ว อยากฝากทุกคนเอาไว้ว่าอย่ายอมแพ้เพราะชีวิตนั้นกลั่นแกล้งเราเสมอ เราเคยคิดว่าคนบนโลกมีเยอะแยะ ทำไมเราเจอเรื่องร้ายๆแบบนี้ หลายๆคนอาจจะคิดว่ามัน cliche เออ ก็คิดถึงคนที่แย่กว่าเราดิ เอาเข้าจริงมันทำไม่ได้หรอกนะ เพราะเราต่างคิดว่า เราไม่น่าจะต้องมาเจอเรื่องแบบนี้เลย เรารู้สึกว่า ตัวเองล้มเหลวที่สุด สูญเสียทุกอย่างไป แต่เราก็ต้องเดินต่อไปเพราะว่าชีวิตมันไม่มีทางสิ้นสุดด้วยคำว่าพ่ายแพ้หรือล้มเหลวมันอยู่ที่ว่าเราหยุดไม่หยุดต่างหาก สำหรับคนที่มือตกอย่าเปรียบเทียบกับคนอื่นพยายามพัฒนาฝีมือตัวเองขึ้นและอย่าไปเปรียบเทียบกับตัวเองในอดีตค่ะ ถามว่าทำไมถึงฝีมือตกถึง 10 ปีเพราะว่าก่อนหน้านี้มีปัญหาในชีวิตหลายอย่างที่แก้ไขไม่ได้สักทีมันวนเป็นลูป ๆ นอกจากนี้ยังไม่ได้มีความคิดว่าจะเก่งขึ้นหรือว่าอยากจะทำให้ภาพวาดดีขึ้นแค่รู้สึกว่าวาดได้ก็พอ ก็สอนได้แล้ว แต่ตอนนี้ต่างไปเพราะว่าเราอยากเก่งขึ้นเพื่อที่จะทำให้นักเรียนมั่นใจในตัวเรา มั่นใจว่าเราสอนเขาได้ก็เลยต้องฝึกฝนให้เก่งขึ้น ความอยากที่จะเก่งขึ้น มันเอาชนะความเฉื่อยชา เอาชนะอาการไม่อยากวาดรูป เมื่อเราสอนแล้วนักเรียนเก่งขึ้นจริงๆ เราคิดว่าทำไมตัวเราไม่เก่งขึ้นด้วยล่ะ ในเมื่อเราสอนให้เขาเก่งได้ตัวเราก็ต้องเก่งก็เก่งขึ้นได้สิ เราแค่พยายามให้พอ ที่ผ่านมาเราแค่ไม่ได้จริงจังกับมัน เพราะรู้สึกหมดหวังรู้สึกพ่ายแพ้กับชีวิตรู้สึกท้อถอย แต่วันเรานั้นมันไม่ได้อยู่กับเราตลอดเวลามันต้องผ่านไป มันจะต้องมีวันที่เรารู้สึกดีขึ้นตามลำดับ และวันนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่เราจะพัฒนาขึ้นให้ดีขึ้นไปเรื่อยเรื่อยเพื่อให้นักเรียนมั่นใจว่าครูของเขายังผ่านช่วงเวลาเลวร้ายไปได้ตัวเค้าเองก็ทำได้เช่นกัน ตอนที่กลับมา ก็อย่างที่บอก ไม่มีช่วงไหนเลย ที่รู้สึกว่ากลับมาได้ 100% เหมือนปัจจุบันนี้ หรือในวันนี้ เพราะว่า รู้สึกไม่มั่นใจ รู้สึกคุณค่าในตัวเองหายไป รู้สึกเราไม่คู่ควรกับความสำเร็จต่างๆที่เราได้มา เพราะว่าขาดศรัทธาในตัวเอง ตามหาความรักจากภายนอก มากกว่าภายในตัว...
note ไว้สักหน่อย พอดีเริ่มกลับไปฝึกวาดรูปใหม่ได้สักพัก หลังจากมือตกมาสองปีเต็มๆค่ะ จริงๆก็ไม่ได้ทิ้งการวาดรูป แต่วาดออกมาแล้วมันไม่ค่อยเป็นตัว ซึ่งตอนนี้ก็เป็นไปได้ด้วยดี ฝีมือดูจะพัฒนาขึ้นๆ แต่ระหว่างนี้ เราก็ไปคุยกับเพื่อนๆหลายๆคน แล้วแต่ละคนก็ให้คำแนะนำที่แตกต่างกันออกไป ปัญหาของเราตอนนี้คือ... แค่คิดว่าจะต้องฝึกอนาโตมี่เพิ่ม แค่คิดว่าจะต้องวาดรูปที่มีความหมาย หรือว่าวาดรูปเพื่อสื่อความ ใจมันก็ไม่อยากจับดินสอแล้วจริงๆกลัวว่าถ้าฝืนตัวเองมากๆ จะดีดตัวกลับไปมือตกอีก หรือว่าทางที่ดี คือวาดๆไปก่อนนะ ทั้งๆที่สอนนักเรียน พร่ำสอนว่าอย่าวาดรูปที่แบนๆ ที่ไม่มีความหมายใดๆ สอนให้ทำได้ แต่พอตัวเองคิดจะทำบ้าง กลับรู้สึกแปลกๆ เรื่องอนาโตมี่เป็นหนักกว่า แค่คิดว่าจะต้องทำมัน แค่คิดว่าวาดรูปต้องมีมิติ ก็ไม่อยากจะจับดินสอขึ้นมาวาดรูปซะอย่างนั้น เลยคิดว่า ฝึกวาดรูปจากสิ่งที่มีอนาโตมี่น้อยๆก่อนอย่างอาหาร หรือ ภาพ doodle,zentangle น่าจะดี แล้วถ้าเรื่องมิติและพื้นฐานเป็นปัญหานัก ก็วาดให้มันแบนให้สุดไปเลยดีกว่า เหมือนแนวของ Lisa Congdon....เรนเดอร์แค่บางส่วนที่เราอยากเรนเดอร์ image cr.Lisa Congdon มีอีกเรื่องที่คาใจ ก็คือเรื่องเทรนด์ภาพ เราเองก็รู้ว่า ถ้าจะขายได้ต้องปรับตัวตามยุคสมัย จริงๆเราก็ศึกษาลายเส้นใหม่ๆอยู่บ้างและทำ remaster อย่างที่เห็นเราโพสในไทม์ไลน์ remaster study4 | artist paulina apc แต่ส่วนตัวไม่อยาก sell out ไม่อยากทำในสิ่งที่รู้ๆกันอยู่ว่ามันขายได้ อยากจะทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการแล้วขายได้ ก็มีบางคนบอกว่า อาร์ติสท์ไม่ได้ทำตามใจตัวเองตลอดเวลาหรอกนะ แต่ถ้าต้องทำตามใจคนอื่น เราก็ไม่เลือกที่จะวาดรูปหรอก เพื่อนก็บอกแค่วาดรูปแล้วคิดก่อนแค่นั้นเอง...
ถ้าถามเราว่างานไม่ดีควรจะเริ่มปรับที่ตรงไหน อย่างแรกเริ่มปรับที่ไลฟ์สไตล์ก่อนเลยค่ะ นั่นก็คือการใช้ชีวิตของเราและอื่นๆ  ซึ่งเราจะบอกว่าสิ่งที่สำคัญอย่างหนึ่งในการวาดภาพ แต่คนไม่ค่อยรู้หรือว่ามีคนส่วนน้อยที่รู้ เพราะว่าคนส่วนมากมัวแต่ไปโฟกัสที่ทักษะอย่างเดียว โดยที่ลืมหรือไม่ใส่ใจอัพรสนิยมในการหยิบจับ มีทักษะอย่างเดียว เสมือนมีวัตถุดิบดี แต่มีมืดทื่อ เตาไม่ร้อน แต่ทักษะซึ่งเป็นวัตถุดิบก็ขาดไม่ได้เช่นกัน ซึ่งรสนิยมมันจะเป็นเรื่องที่ติดตัวเราตลอดไป ไม่ว่าจะเป็นหนังที่ชอบ เพลงที่ชอบฟัง อาหารที่กิน สถานที่ที่ไป สิ่งที่ชอบดูสิ่งเหล่านี้ล้วนก่อเกิดให้เป็นตัวตนของเราทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นคนที่ตามหาเอกลักษณ์ หรือว่าตามหาสไตล์ของตัวเองแล้วไม่เจอสักที แปลว่าคุณยังไม่ได้อัพในส่วนของ 'การใช้ชีวิต' บางคนที่เป็นศิลปินถึงกับต้องศึกษาอย่างจริงจังลโดยการเอาตัวเข้าไปคลุกคลี เช่นถ้าจะวาดภาพ ที่เกี่ยวกับวิถีของชนชั้นล่างหรือชนชั้นบลูคอลลาร์ หรือคนที่ทำงานใช้แรงงานเขาถึงกับต้องไปใช้ชีวิตอยู่ตรงนั้น เพื่อศึกษาการใช้ชีวิตแบบนั้น เหมือนแมรี่ไว้ท์ วาดภาพชนชั้นล่าง ที่ทำงานในฟาร์มบ้าง หรือเป็นชาวประมงบ้าง สิ่งที่สำคัญคือวาดในสิ่งที่เป็นเราและสิ่งที่เรารู้ ไม่เช่นนั้นคนก็จะรู้หรือคนที่เค้ารู้ก็จะดูออกว่าคุณไม่ได้รู้จริงในตรงนั้น ถ้าถามว่ารากของงานที่ไม่ดีมันมาจากอะไรมันก็มาจากการที่เรา ยังหยิบจับได้ไม่ดีเรายังไม่รู้จริงในสิ่งที่เราเขียนหรือว่าเรายังไม่ถึงแก่นของสิ่งที่เราเขียนดีพอ พูดถึงเรื่องการใช้ชีวิตกับการทำงาน จริงๆเรื่องของการใช้ชีวิตหรือรสนิยมนั้นมันไม่จำเป็นจะต้องเป็นอะไรที่หรูหราหรือเข้าถึงได้ยาก เพราะถ้าเราไม่ได้ชอบที่จะใช้ชีวิตแบบนั้นแล้วมันก็จะเป็นการฝืนตัวตนของเราจนเกินไป เราควรจะใช้ชีวิตแบบตามปกติ แต่ว่าที่เปลี่ยนคือเพิ่มสิ่งที่เราบริโภคเข้าไปหรือว่าเพิ่มความแตกต่างให้ชีวิตมากขึ้นอย่างเช่นสมมุติว่า... เราเคยกลับบ้านทางหนึ่งลองกลับบ้านอีกทางหนึ่งดู เคยกินอาหารชนิดนี้บ่อยบ่อยก็ลองเปลี่ยนเป็นเมนูอื่นบ้างเคยฟังเพลงแนวนี้ก็ลองเปลี่ยนเป็นแนวอื่นที่ไม่เคยฟัง ลองค้นหาอะไรใหม่ๆที่ตัวเราชอบในสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย มันจะทำให้เรามีความคิดสร้างสรรค์ มากขึ้นแล้วเราจะมีองค์ประกอบหรือว่าไลบรารี่ในหัวเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เราเป็นนักออกแบบที่ดีในตัวที่จะทำให้เราแตกต่างจากนักวาดภาพประกอบคนอื่นได้ และภาพของคุณจะไม่ดูธรรมดาอีกต่อไป
Creative block คืออาการที่เราหาเรื่องที่จะวาดไม่ได้ หรือไม่มีหัวข้อที่จะวาด แม้ฝีมือยังมีอยู่แต่ไม่อยากวาดอะไรออกมาเลย ผิดกับ artblock ที่วาดอะไรไม่ได้เลย Creative block มีสองอย่าง -internal เกิดขึ้นจากเราเอง -external เกิดจากคนอื่น หรือสิ่งแวดล้อม   ประเภทของ Creative block   INTERNAL-เกิดจากเรา   mental block   เกิดจากการหมดไอเดีย ไม่มีไอเดียอะไรที่จะวาดภาพ รู้สึกเหนื่อย ไม่อยากวาดภาพ เวลาเราโพสต์ เราจะมีความคิดว่าคนจะชอบรูปนี้หรือไม่ชอบรูปนี้ เหมือนการขว้างโคลนไปที่กำแพง บางที่โคลนก็ติดบางทีก็ไม่ติด บางครั้งก็ฮิตบางครั้งก็ไม่ฮิต ถ้าเราวาดไปเรื่อยๆ จะพบว่า มันสามารถแก้ไขเรื่องนี้ได้ โดยเราต้องฝากความคิดสร้างสรรค์ไว้ในธนาคารสร้างสรรค์ของสมอง หรือ   Creative bank account ก็คือเราต้องฝากความคิดสรา้งสรรค์ สร้างประสบการณ์ให้มากๆไม่ว่าจะเป็นหนัง,การ์ตูน เราจะได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างออกไป และเราสามารถดึงไอเดียออกมาจากตรงนั้น หรือไม่ว่าจะเป็นการไปท่องเที่ยวต่างๆ เราต้องเติมไอเดียใหม่ๆลงไป   ผู้คนส่วนมากดูจอด้วยสายตาว่างเปล่า เราต้องทำให้ภาพมันเกิดขึ้น ไม่ใช่นั่งเฉยๆ เราต้องทำอะไรที่ทำให้ใจเราสามารถล่องลอยไปไหนมาไหนก็ได้ เช่นการเดินเล่น การเดินเล่น จะทำให้เราไม่คิดอะไร เพราะจิตใจเราล่องลอยไป จึงสามารถฝันกลางวัน และจินตนาการถึงสิ่งต่างๆได้   คิดและลิสต์ ไอเดียของเราออกมาก่อนที่เราจะวาด อนุญาติให้ตัวเองวาดสิ่งที่น่าเกลียด และงานไม่สวย มากกว่าสิ่งที่สวยงาม   อนุญาติให้สมองได้คิดว่าทำไมต้องเป็นแบบนั้น ทำไมต้องเป็นแบบนี้ ทำในสิ่งที่แตกต่างจากคนอื่น อย่าทำอะไรที่คาดเดาได้ เช่นดูภาพสตรอเบอร์รี่แล้วคิดว่าสีของวัตถุเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร จินตนาการว่าถ้าสตรอเบอร์รี่เป้นต้นไม้ใหญ่จะเป็นยังไง   Emotional block   เราอาจจะยึดติดกับความกลัว...
ฟรีแลนซ์
กำลังคิดว่าจะเขียนอะไรในใจก็นึกขึ้นมาได้ว่า....เล่าเรื่องตอนเป็น ฟรีแลนซ์ เพิ่มดีกว่า เออเรื่องที่เรามา ทำ ฟรีแลนซ์ 10 ปีนี่ก็น่าสนใจจริงๆแล้วยังไม่ครบ 10 ปีดีประมาณเก้าปีครึ่งเดือนมีนาปีหน้าถึงจะครบ 10 ปีเลยนั่งเรียงไทม์ไลน์ว่าทำอะไรไปบ้าง 2008 ตอนออกจากงานประจำเคว้งคว้างมากถึงแม้ว่าจะรู้อยู่แล้วว่าเราอยากจะออกมาทำอะไรเป็นของตัวเองแต่ก็ไม่รู้ว่าเราควรจะทำอะไรดีแล้วเราเหมาะกับอะไร เป็นช่วงชีวิตที่ไม่ค่อยมีความสุขเท่าไหร่ช่วงแรกๆนะเพราะว่ามันเหมือนกับว่าเราได้สูญเสียอะไรบางอย่างไป เพื่อแลกกับอิสรภาพที่เราได้มา แต่ก็ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อ เคว้งๆ เหงาๆ เปล่าๆเปลี่ยวๆ ก็เลยลองทำงานเดิมที่เคยทำๆมาตลอด นั่นก็คือ การวาดภาพประกอบ ทำแรกๆก็รู้สึกสนุกเหมือนเดิมแต่รู้สึกเหมือนอะไรมันขาดหายไปมันไม่เฟรช มันกลับเป็นอะไรที่เรารู้สึกว่ามันไม่ได้ท้าทายหรือใช้ความสามารถใหม่ๆแต่อันนี้มันเป็นแค่ความคิดของเราเท่านั้นนะ แต่ช่วงแรกๆที่เราออกจากงานประจำนั้นฝีมือพุ่งกระฉูดมากเพราะว่าเราได้ทักษะจากการทำงานประจำเยอะ จริงๆบางคนที่เขายังรักงานวาดภาพประกอบก็มี เราเริ่มเบื่อตอนที่เรารับงานฟรีแลนซ์ คอมมิชชั่นเยอะเยอะประมาณเป็น 100 แล้วเราก็รู้สึกว่าทำงานมากไป แทนที่มันจะเป็นความหลงใหลกับกลายเป็นว่าเราเริ่มเบื่อการวาดภาพประกอบ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรดีหลายหลายคนอาจจะรู้แล้วเรื่องนี้แต่ detail ก็คือเราไม่ได้เล่าเรื่องระหว่างที่เราลำบากในขณะการหาลูกค้าหรืออื่นๆที่เป็น อุปสรรค ตอนเป็น ฟรีแลนซ์ สำหรับเราเรารู้สึกว่าการทำงานภาพประกอบตามสั่งไปเรื่อยๆมันไม่ใช่ตัวเราเลยค่ะ 2010 เรารู้สึกว่าเราอยากทำงานที่มีประโยชน์ต่อผู้อื่น เราหมายถึงในแง่การเปลี่ยนชีวิตของผู้อื่นหรือการทำให้คนอื่นนั้นมีชีวิตที่ดีขึ้น ตอนหลังเราเลยเลือกที่จะเป็นครูแรกๆก็ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นอาชีพที่ใช่หรือเปล่า ก็ทำได้เผลอๆ 7 ปีไปแล้ว สนุกดีเลยทำมาเรื่อยๆจนถึงปีนี้ ถามว่าบางทีเราก็เบื่อไหมบางจุดมันก็เบื่อบ้างเวลาเจอนักเรียนไม่ตั้งใจ ก็เริ่มเข้าใจจิตใจครู แต่นักเรียนที่ไม่ตั้งใจ เราก็เข้าใจเขาอีกนั่นแหละว่าเขาไม่รู้เรื่อง และอยากเก่งขึ้นเร็วๆ ถึงแม้จะเบื่อแต่ว่ามันน้อยกว่าการทำงานภาพประกอบที่เราทำแล้วยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ใช่จริงๆสำหรับเราการทำงานเป็น concept ดีไซน์ หรือนักวาดภาพประกอบอยู่ในบริษัทอาจจะเหมาะกว่าแต่เราก็ไม่อยากที่จะอยู่ในระบบจึงหาทางสร้างหนทางของตัวเอง 2011 เราได้ออกผลงานเขียนเล่มหนึ่งชื่อลาเจ้านายไปตามฝันค่ะ สำนักพิมพ์สยามอินเตอร์ ตอนนั้นที่ได้ออกเพราะว่าบลอคติดฮ็อทในเอ็กทีนเยอะ ก็เลยได้ออก หลังจากนั้นมาก็เขียนบลอคที่นี่มาตลอด เคยมีน้องถามเราว่าทำไมไม่วาดคอมิคเราเคยลองแล้วเคยพยายามทำเคยทำโดจินชิแล้วตอนทำเราก็ไม่ได้รู้สึกว่าชอบจริงๆตอนทำก็สนุกอยู่แต่ว่าบางขั้นตอนเราไม่ชอบ เรารู้สึกเหมือนมันมีอะไรขาดหายไประหว่างตัวเรากับงานคอมิคไม่แน่ตอนแก่ๆเราอาจจะค้นพบ ซึ่งอันนี้เราก็พยายามหาอยู่ว่ามันคืออะไรเราอาจจะไม่ชอบขั้นตอนบางอย่างในการทำงานคอมิคก็ได้ แต่สำหรับงานสอนเราคิดว่ามันอยู่ที่นักเรียนด้วยส่วนหนึ่งการที่เราไม่ได้สอนในระบบทำให้เราสามารถเลือกนักเรียนได้ เราจึงเจอแต่นักเรียนที่มีความหลงใหลในสิ่งที่ทำเลยรู้สึกชอบในการเป็นครูที่จะทำให้คนเหล่านี้เติบโตขึ้น แน่นอนว่าเรารักนักเรียนของเราทุกคนและอยากให้พวกเขาประสบความสำเร็จไปได้ไกลกว่าเราและมีความสุขในชีวิตเราจะสอนเสมอว่าเวลาวาดภาพไม่ต้องเครียดว่าต้องเหมือนหรอกใช้ความรู้สึกกับจินตนาการในการวาดให้มาก เพราะว่าคนว่าเหมือนในโลกนี้มันเยอะแล้ววาดไปก็เหมือนกับคนอื่นดีสมกับเป็นภาพเหมือนจริงๆคือ"เหมือนกันไปหมด" เวลาคุยกับนักเรียนเราจะคุยด้วยภาษาของเขา...
สวัสดีค่ะ บันทึก สิ่งที่ได้เรียนรู้ระหว่างฝึกเริ่ม วันที่ 5 -การฝึกไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวน แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพการฝึก -เราไม่จำเป็นต้องฝึกตามคนอื่นๆ ตามสิ่งที่หนังสือบอกว่าดี หรือตามอะไร ตามใคร เราสามารถออกแบบการฝึกด้วยตัวเองได้เหมือนเออร์เนส เฮมิงเวย์ทำ ก็คือเขาเปลี่ยนร้อยแก้วเป็นร้อยกรองเปลี่ยนร้อยกรองเป็นร้อยแก้ว -การฝึกพื้นฐานจำเป็นแต่ยังไม่ใช่สำหรับตอนมือตก เพราะมือตกเราต้องหาวิธีกลับมาวาดรูปได้สนุกเหมือนเดิมก่อน -อย่าทู่ซี้ฝึกเมื่อเหนื่อยแล้ว เอารูป Razzy จากวันที่ 3-4 มาวาดต่อให้เสร็จค่ะ น้อง Opan แก้ให้ค่ะ แก้แล้ว วันนี้วาดรูปเดียวให้เสร็จพร้อมลงสีค่ะ ขอบคุณ Jom naknakorn,พี่ Lex manarae,น้อง Nanshu,น้อง Opan ทิปส์วันที่ 5 -เวลาขอคำแนะนำ จะเป็นจากรุ่นน้องหรือรุ่นพี่ก็ดี ควรเลือกนิดนึงค่ะ สำหรับเราเกณฑ์การเลือกคือ 1.ต้องเก่ง 2.ทำงานสไตล์หลากหลาย ถ้าเป็นรูปวาดเรานิยมขอคำแนะนำจากรุ่นน้องมากกว่าค่ะเพราะรุ่นน้องส่วนมากจะ fresh ไฟแรง และยินดีให้คำปรึกษา แต่ถ้าเป็นเรื่องอื่นๆรุ่นพี่ที่มีประสบการณ์มากกว่าก็ต้องปรึกษารุ่นเดียวกันหรือรุ่นพี่ เรื่องสำคัญมากเลยนะคะการที่มีคนติชมงานเราจริงจัง
สวัสดีค่ะ สำหรับฝึกวันที่ 4 (วันที่สามข้ามไปเพราะติดธุระ) เราวาดภาพพอร์เทรทจากคน ซึ่งก็คือรูปที่เพื่อนๆเอามาให้ค่ะ โดยการฝึกนี้จะเป็นการแปลงคาแรคเตอร์หน้าซึ่งเราสอนนักเรียนอยู่ประจำว่าเวลาวาดไม่ต้องเหมือน ให้ได้ฟีลลิ่งมากกว่า ป.ล.เราตัด Log สภาพจิตใจออกทั้งหมดในวันนี้เหลือแต่รูปและข้อคิด ถ้าจะดู วิธีเขียน log สภาพจิตใจ ให้ดูวันที่ 2 ค่ะ วาด Exodus เสร็จแระสำหรับคนที่ไม่รู้ แบบคือเรานะคะ M.(ภาพด้านล่าง) รู้สึกยังไง -เพิ่งกลับมาวาดผมแบบนี้ได้ ยังไงอีก -สนุกดี ฝึกตามโปรแกรมการฝึกมา3-4วันแล้วได้อะไรบ้าง -log สภาพจิตใจช่วยได้มาก แต่จริงๆแค่ถามตัวเอง ตอนนี้เราอยากวาดหรืออยากทำอะไรก็พอ -อย่าเน้นจำนวน -ฝึกเป็นเรื่องๆไปอย่าจับฉ่าย สำหรับภาพที่ฝึกวันนี้ก็จะไปต่อวันพรุ่งนี้นะคะ ส่วนอันนี้เขียนตามคอร์ส 10K follower ของ Jake parkerที่ดูระหว่างทำงาน 1.คุณใช้โซเซียลมีเดียอย่างไร -เป็นแหล่งแชร์ความรู้ทางด้านวาดภาพประกอบและแชร์ผลงาน 2.คุณเป็นใคร ทำอะไร และต้องการจะ accomplish อะไร -ฉันเป็นนักวาดภาพประกอบและครูผู้หญิง ทำงานสอนและงานวาดภาพประกอบ ต้องการจะสอนนักเรียนให้เข้าใจถึงโลกแห่งการทำงานจริงและเทคนิคที่นำไปใช้ได้จริงรวมทั้งทำงานภาพประกอบที่แสดงความสวยงามของมนุษย์และธรรมชาติในโลกแฟนตาซีอุดมคติแบบผู้หญิง สไตล์จองคุณคืออะไร genre อะไร subject matter อะไร -สไตล์ของฉันคือลายเส้นลงสีน้ำที่ปรับด้วยดิจิตัล วาดแสดงความงามของผู้หญิงและผู้ชายรวมไปถึงความงามของสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ genre Fantasy subject matter ผู้หญิง ผู้ชาย ธรรมชาติ เรื่องราวของคุณเป็นอย่างไร -ฉันจบการศึกษาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ฉันรักธรรมชาติ ชอบต้นไม้ และรักดอกผลของต้นไม้ ชอบต้นไม้แปลกๆโดยเฉพาะต้นไม้เขตร้อน ฉันป่วยถึง 6 ครั้งด้วยกันในช่วง 2008-2017 ฉันเป็นนายตัวเองมาตลอดตั้งแต่ปี...
เมื่อวานที่อัพบลอคไปมีคนตอบรับพอสมควร มีการกดแชร์เยอะพอสมควรค่ะ สำหรับวันนี้นั้น ก็คงจะเน้นการ input คือวันนี้เราคิดว่าเราไม่น่าจะมีอารมณ์วาดรูปทั้งวันเพราะติดสอนนั่นเองค่ะ อันนี้ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ฝีมือไม่พัฒนาสักที เราต้องหาทางปรับอารมณ์หรือหาวิธีทำให้สามารถวาดรูปได้แม้จะมีงาน อาจจะวาดรูปน่ารักง่ายๆซักนิดหน่อยขอดูสถานการณ์ก่อน คืนวันที่ 1 บันทึกสภาพจิตใจ อยากวาดรูปมั้ย -อยาก แต่ ปวดตาแล้ว รู้สึกอยากดูรูปไหม -อยาก แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ ตาจะแตกแล้ว มีแรงบันดาลใจไหม -มีแต่รู้สึกงานเยอะมาก จัด priority สิ -งานจ้าง,งานสอนมาก่อน แต่ตอนนี้ขอแก้อาการนี้ให้ได้ก่อน (มือตก เลเวล 10)ไม่งั้นทำอะไรไม่ได้ ได้ข้อคิดอะไรไหมหลังจากอัพบล็อคที่ 1 -มีสิ อาจารย์สั่งให้เขียนบันทึกนานแล้วดันไม่ทำเอง เพราะขี้เกียจเขียน ในที่สุดก็หาวิธีเขียนบันทึกที่เหมาะกับตัวเองได้ บันทึกช่วยอะไร -ช่วยค้นหาสภาพจิตใจจริงๆว่าเราคิดยังไงทำไมวาดไม่ออก แล้วเจอยัง -มันขึ้นอยู่กับความอยาก เป็นนักวาดมืออาชีพพูดงี้ได้ไง -มันก็เหมือนฉันไม่อยากกินยาแต่ต้องกินน่ะ ฝึกวันที่ 2 10.30 ตื่น อยากวาดรูปไหม -ไม่ อยากทำอะไร -ดูรูปไปเรื่อยๆก่อน ใช้เวลาไม่มากแล้วก็ทำหน้าที่ๆต้องทำให้เสร็จ https://www.pinterest.com/pin/16958936077149681/ https://www.pinterest.com/pin/345018021438516075/ https://www.pinterest.com/pin/433893745335081708/ 10.40 อยากฝึกรึยัง -ยัง ขอทำงานก่อน อยากทำงานเหรอ -ยังไม่อยากแต่ต้องทำแล้ว ทำอะไรบ้าง -อัดวีดีโอ,อัพวีดีโอ เดี๋ยวมีสอนอีกตอน สี่โมง กลับบ้านคงจะดึก ยังไม่อยากทำงานแล้วจะทำได้ดีได้ไง -เออ จริง อยากทำอะไร -อยากเขียนมากกว่า เขียนอะไร -status ว่า -เกี่ยวกับเรื่องต่างๆ random ทำไมมีงานสอนแล้วไม่อยากวาดรูป -นั่นสิ....เพราะรู้สึกว่าเดี๋ยวต้องไปสอนแล้วเวลาน้อยมั้ง เวลาน้อยอะไรนี่เพิ่งสิบโมง บ่ายสามถึงออกมีเวลาวาดเยอะแยะ -เออ อยากวาดรูปมั้ย -อยาก อยากวาดอะไร -อาหาร วาดง่ายๆ ง่ายๆสุดๆ รูปวาดง่ายๆไม่ต้องคิด โอเค ไปวาด ไม่จำกัดจำนวน วาดกี่รูปก็ได้ - ok 11.00 รู้สึกยังไง หลังจากวาด? -ยังทำได้ไม่ค่อยดี มีความสุขมั้ยตอนวาด -สนุกดีไม่ต้องคิดว่าเบี้ยวไม่เบี้ยว ถูกไม่ถูก ดีมาก คิดให้ได้แบบนี้ก่อน สนุกกับการวาดก่อนให้ได้ 11.10 อยากวาดรูปมั้ย? -อยากวาดรูปน่ารักๆๆๆต่อ แต่มันมีจิตว่าต้องทำงานแล้วอะ อย่าเพิ่ง ทำไปตอนนี้ก็ทำได้ไม่ดี -เออ อยากวาดอะไร? -สาวสวย ใช้ปากกาใหญ่ๆ ไม่ดูแบบ วาดเร็วๆ ไม่ร่าง อย่าบังคับให้วาดอะไรที่ไม่อยากวาดและต้องฝึกเพราะสกิลนะ 11.20 รู้สึกไงหลังจากวาดรูปล่าง -เพี้ยน อยากแก้ไหม -ไม่ ไม่ชอบแก้ ทำไมไม่อยากดูรูปคนวาดหน้าสวยๆอย่างเดียว -ทำไม่ได้ ปวดใจ...
สวัสดีค่ะ เนื่องด้วยอาการมือตกของเรา เราจึง challenge ตัวเองว่า เราจะกลับมาวาดรูปได้สวย และทำ master piece ได้ภายใน 30 วันนี้ เราจึงเขียนบลอคนี้ขึ้นมาค่ะ เพื่อเป็นวิทยาทานแก่น้องๆทุกคนที่ตกอยู่ในสภาพมือตก เราเคยท้อเรื่องการวาดรูปหลายครั้งนะคะสุดท้ายก็กลับมาวาดจนได้ ทั้งปัญหาเรื่องตา ตานี่แสบน้ำตาไหลออกมา เรื่องมือสั่น(สั่นมากพอสมควร) เรื่องตาเรายอมแพ้ค่ะ เพราะว่าเราอยากรักษาตาไว้นานๆ เราจะพยายามจำกัดการทำดิจิตัลให้น้อยที่สุดอย่างที่บอก แต่ไม่ทิ้งค่ะ วาดบ้าง ส่วนมือ เราไม่คิดว่ามันเป็นปัญหาเท่าไรค่ะ สิ่งที่จะเป็นในระยะยาว ขายงาน(online)ในระดับ international ได้ ตัวอย่าง Shilin แผนการระยะยาว ปี 2017 -ให้เวลาตัวเอง 12 เดือน ทำ topform 12 ชิ้น(เดือนละชิ้น) -ยกเลิกโปรเจคคอร์สออนไลน์ไปก่อนจนกว่ามือจะกลับมาเหมือนเดิม แต่ illustschool ยังอยู่ ส่วนที่เปิดไปแล้วสอนให้จบ -บทความ ถ้าไม่ดีจริง อย่าปล่อย เขียนเป็นตอนสั้นๆในเพจแล้วค่อยปล่อยทีเดียว แบบฝึกหัดที่ 1 ดราฟรูป takenaka 3-5 รูป ภายในเวลา 2 ชั่วโมง เพื่อศึกษาจังหวะการวาดหน้าและสัดส่วนแล้วโพสต์ทีละรูป ถามว่าทำไมต้องฝึกจากงานคนอื่น? จะเรียนรู้สัดส่วนความลงตัวในงาน ฝึกวาดเองไปก็ไม่รู้หรอกค่ะ จริงๆมันคือการฝึกเซนส์ ฝึกจากลายเส้นคนอื่นแล้วจะมีลายเส้นของตัวเองเหรอ? คือ personal touch ของแต่ละคนแตกต่างกันค่ะ ลายเส้นของเรามาจากพื้นฐาน ทักษะ รสนิยม รวมๆแล้วสิงที่เราเป็นก็คือรวมจากสิ่งเหล่านี้โดยมากการฝึกจากนักวาดท่านอื่นคือการฝึกเซนส์ ว่าเขายกปากกาตรงไหน...
สวัสดีค่ะจะเล่าประสบการณ์ตอนมือตกให้ฟัง เราแทบไม่อยากวาดรูปเลยค่ะ แทบจะไม่วาดรูป วันๆก็ออกไปสอนนักเรียน ฝีมือเราขึ้นสู่ topform ในปี 2007-2011 ช่วงนั้นวาดรูปหนักมาก วาดรูปทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1-2 ภาพ และต้องเป็นรูปที่ตั้งใจวาด คนที่บอกว่าเราสำเร็จเราขึ้นสู่ระดับ top นี่คงหมายถึงช่วงนี้ ไม่ใช่ตอนนี้สำหรับสายการวาด เราฝึกทั้งพื้นฐานและทั้งลายเส้น เขียนต้นฉบับงานเขียนและสอนนักเรียน จนเราเข้าโรงพยาบาลครั้งที่ 3 ในปี 2012 ได้ เราเริ่มหมดแรงบันดาลใจในการดำเนินชีวิต เบื่อทุกอย่าง เริ่มคิดว่าหาอย่างอื่นทำดีไหม เริ่มเบื่อการวาดรูป เหมือนคนเบื่ออาหารอย่างไม่มีสาเหตุ แล้วคิดมาเรื่อยๆว่าเราชอบวาดรูปจริงๆหรือชอบเพราะทำมันได้ดี เราคิดว่าเราใช้ชีวิตแบบฝืนธรรมชาติมากไป มันอาจจะสำเร็จรวดเร็วแต่ไม่ได้ยั่งยืนค่ะ เราเริ่มท้อถอยและฝีมือดิ่งลงมาเรื่อยๆราวกราฟหุ้น จนกระทั่งมือเริ่มกลับมาในปี 2016 และค่อยๆดีขึ้นทีละนิดค่ะ จนเราคิดว่าอยากจะเอาจริงเอาจังกับการวาดรูปอีก และเป็นไปได้ว่าการสอนดิจิตัลออนไลน์จะเป็นการสอนดิจิตัลครั้งสุดท้ายของเราที่ไม่ใช่ตัวต่อตัวเพราะเราอาจจะเก็บ Cintiq เอาไว้ค่ะ นอกนั้นถ้าสอน digital จะเป็นออนไลน์หรือไม่เราอาจจะเลิกสอนดิจิตัลไปเลย ขอดูสถานการณ์ก่อน เพราะเราจะจริงจังกับงานวาดด้วยมือจริงๆแล้วทีนี้ ตอนปี 2016 วาดไว้เยอะค่ะ แต่ว่าวาดไม่ได้ดั่งใจเสียส่วนใหญ่แต่ก็วาดๆไปโดยไม่มีความรู้สึกอะไรเลยเพื่อนเราที่เป็นชาวฝรั่งเศสก็บอกว่า "ยูไม่คิดจะสร้างเนื้อเรื่องเหรอ" "งานยูไม่มีเนื้อเรื่องเลยมีแต่สกิล" จนปลายปีเริ่มมาถามเพื่อนๆที่รู้จักว่าจุดเด่นงานเราคืออะไร เพราะดูเหมือนทดลองไปเรื่อยๆจนหลงทาง และฝีมือเริ่มกลับมาเข้าที่ในปี 2017 แต่ดันขาดจินตภาพค่ะ พอดีคุยกับพี่แป้ง Wilasinee Tansuhaj แล้วพอจะนึกออกว่าภาพเราขาดส่วนผสมอะไรไปณ.ปัจจุบัน คือ มันเป็นงานลายเส้นที่มีอารมณ์แต่ขาดจินตภาพซะส่วนใหญ่ อย่างรูปนี้ http://meisan.deviantart.com/art/The-world-torn-us-268368583 เราจินตนาการเป็นเนื้อเรื่องยาวมากๆๆๆๆเป็นนิยายได้เล่มหนึ่งเลย(แต่เขียนนิยายไม่เป็น ให้เล่าอะได้)...
สวัสดีค่ะวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของ การใช้ชีวิตฟรีแลนซ์ของเราต่ออย่างที่หลายๆคนรู้กันว่าเราเป็น ฟรีแลนซ์มาเก้าปีแล้ว ช่วงปีที่ผ่านมาก็มีเรื่องหลายอย่างเกิดขึ้นมีสถาบันเกิดขึ้นมากมาย ทั้งใหญ่ๆ หลายคนคงจะสงสัยว่าทำไมIllustcourse ยังอยู่ได้ สิ่งที่สำคัญในการทำฟรีแลนซ์นั่นก็คือเรื่องของการปรับตัวเราต้องมีการปรับตัวที่ดีต้องดูเทรนด์โลกเป็น การที่เราดูเทรนด์โลกเป็นนั้นจะทำให้เราก้าวล้ำหน้าคนอื่นอยู่เสมอและทำในสิ่งที่ไม่เหมือนกับคนอื่น ในบางครั้งบางสิ่งที่เราทำอาจจะประสบความสำเร็จหรืออาจจะไม่ประสบความสำเร็จไม่ต้องไปสนใจลองทำไปเรื่อยๆ อันไหนสำเร็จก็พยายามพัฒนาต่อไปอะไรไม่สำเร็จก็พยายามปรับปรุง และพยายามพัฒนาตัวเองอยู่เสมอด้วยการลงทะเบียนคอร์ส ต่างๆไม่ต้องของที่นี่ก็ได้ การที่เราไม่ติดตามเทรนด์โลกทำให้เราทำในสิ่งที่เหมือนกับคนอื่นเมื่อเหมือนกับคนอื่นเราก็ไม่มีข้อแตกต่างที่ทำให้ลูกค้ารู้ว่าเรานั้นมีความโดดเด่นอย่างไร ทำให้เราเหมือนกับคนทั่วไปหรือ คนธรรมดาซึ่งถามว่าผิดไหมไม่ผิดค่ะถ้าคุณไม่ได้ทำธุรกิจหรือไม่ได้ทำฟรีแลนซ์เพราะว่าไม่ใช่ทุกคนที่อยากจะโดดเด่นมีชื่อเสียงหรือว่าเป็นที่รู้จักมาก บางคนก็อยากอยู่แบบธรรมดาอยากมี ชีวิตแบบสงบ ทางนั้นเราจะต้องรู้ว่าเราต้องการอะไรในชีวิต กันแน่ เราถึงจะสามารถกำหนดทิศทางในการ promote หรือว่าทิศทางในการดำเนินธุรกิจของเราหรือว่าแม้กระทั่งเป็นอาร์ติสก็ตามก็ต้องกำหนดทิศทางใดในการ ที่จะวาดภาพแล้วก็พรีเซนต์ตัวเองออกมาอย่างไร ทั้งหมดทั้งมวลนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลเป็นหลักไม่มีอะไรตายตัวแต่เราบอกว่าถ้าหากคุณอยากจะ promote ธุรกิจหรือว่าโปรโมทตัวเองในฐานะอาร์ติสให้ประสบความสำเร็จจะต้องมีความอดทนอย่างมากเพราะมันต้องอาศัยเวลา ไม่ใช่เวลาแค่วันสองวันเราจะได้ในสิ่งที่เราต้องการ แต่ใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปีกว่าจะเห็นผล กว่าเราจะเป็นที่รู้จักของสังคม บางทีการเป็นที่รู้จักของสังคมก็เป็นดาบสองคมเพราะว่าไม่ใช่ทุกคนที่รักเราและชอบเราป่ะคนก็เกลียดเราบางคนก็ไม่ชอบเรา ฉะนั้นถ้าอยากเป็นที่รู้จักก็ต้องทำใจ และต้องทำใจกับช่วงเวลายากลำบากให้ได้เราเคยไม่มีเงินติดตัวเลยแล้วก็มีแต่หนี้ เราต้องฝ่าฟันไปให้ได้เพราะทุกอย่างไม่เคยราบเรียบและได้อย่างใจเราเสมอในทุกๆคน การทำฟรีแลนซ์ให้ประสบความสำเร็จรวมไปถึงการเก็บรายชื่อลูกค้าและการ promote อย่างต่อเนื่องทั้งนี้เราไม่อยากให้คุณฮาร์ดเซลล์ หรือขายกันตรงๆ ในครั้งแรกที่คุณ เริ่มธุรกิจหรือว่าในครั้งแรกที่คุณเป็น อาร์ติส คุณควรมุ่งเน้นที่การสร้างประโยชน์และการสร้างผลงานให้เป็นที่รู้จักก่อน เมื่อคุณมีผู้ติดตามระดับหนึ่งแล้ว คุณถึงจะเริ่มขายได้ และควรโฟกัสที่การทำประโยชน์และ promote ให้เป็นที่รู้จักต่อไปก่อนค่ะ การที่เราอยู่มาได้ถึงเก้าปีโดยที่ไม่มีงานประจำนั้นมันเพราะว่าเรามีความอดทนสูงและเราเชื่อว่าเราทำได้เราไม่ดูถูกตัวเองและไม่เพ้อฝันว่าจะต้องทำงานเบาๆ แล้วได้เงินเยอะๆโดยที่ไม่ทำอะไรเลย แต่ทุกอย่างจะต้องแลกมาด้วยสิ่งที่เท่ากันเสมอถ้าอยากได้เงินเยอะขึ้นก็ต้องทำงานหนักขึ้นยกเว้นแต่ว่าควรจะมีระบบที่ว่าสามารถทำงานได้ด้วยตัวเอง ที่คุณลงแรงในครั้งเดียว ทุกวันนี้เราสอนวาดรูปเรามีความสุขดีเรารู้สึกว่ามันเป็นอาชีพที่ใช่แต่ในอนาคตก็ไม่แน่เพราะว่าทุกอย่างไม่มีอะไรแน่นอนค่ะ ไม่แน่เราอาจจะสอนไม่ไหวเพราะฉะนั้นเราต้องมีระบบอะไรรับรอตรงนี้เพื่อที่จะได้ไม่ต้องทำงานตลอดไปเราเชื่อว่าทำงานหนักแค่ช่วงหนึ่งของชีวิตก็พอค่ะที่เหลือคือ การใช้ชีวิตแต่ เราก็ไม่เชื่อในการเกษียณเร็ว เราเชื่อว่าถ้าคนเรารักในการทำงานจริงๆหรือรักในงานที่ทำจริงๆเราสามารถทำงานต่อไปได้เรื่อยๆจนกว่าจะทำงานไม่ไหว เราเคยได้ยินหลายคนพูดเยอะการที่อยู่เฉยๆไม่ต้องทำอะไรทำในสิ่งที่ชอบอย่างเดียวชีวิตที่ขาดงานมักจะขาดความหมายไปด้วย เพียงแต่งานนั้นมันต้องเติมเต็ม ในสิ่งที่คุณต้องการได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของปณิธานในการทำงาน หรือจะเป็นเรื่องของรายได้และอื่นๆ เพราะว่าครึ่งหนึ่งของชีวิตเราต้องทำงาน...
สวัสดีค่ะสำหรับวันนี้ก็จะมาชวนคุยเรื่องการกลับมา วาดรูปใหม่ของเรา อย่างที่รู้กันว่า ที่ฝีมือของเราตกลงไปเพราะว่าอาการป่วยทำให้มือสั่นแล้ววาดเหมือนเดิมไม่ได้เราไม่เคยคิดว่าอาการนี้มันทำให้เราไม่เหมือนคนอื่นหรือว่า รู้สึกด้อยกับอาการป่วย แต่เรากลับรู้สึกว่ามันคือบทพิสูจน์อย่างหนึ่งที่พิสูจน์ว่าเราจริงจังกับการ วาดรูปขนาดไหน ที่ผ่านมาเราอาจจะดูเหมือนไม่จริงจังแต่ว่าที่จริงแล้วการที่เป็นครูมันทำให้เราต้อง ฝึกมือ อยู่ตลอดเวลา เพราะว่าถ้าวาดรูปไม่เก่งก็จะไม่น่าเชื่อถือไม่มีใครเชื่อถือ ไม่มีใครอยากมาเรียน เราจึงอยากจะบอกทุกคนว่าอย่าท้อถอยเวลาโชคชะตามาล้อเล่นกับเรา หรือว่าทำให้เราเจ็บปวด ทำให้ เราล้มลงไป เพราะว่าทุกสิ่งมันไม่จีรัง มีขึ้นก็ต้องมีลง ที่สำคัญคือเราจะทำตัวตนของตนเองกลับมาได้อย่างไร จะทำยังไงทำให้ตัวตนของเราที่หายไปกลับคืนมา  วันนี้เราจึงมาบอกเล่าเรื่องราวว่าเรากลับมาได้อย่างไรกับฝีมือ ที่จริงแล้วหลังจากที่เรากลับมาจากสิงคโปร์เราก็ฝีมือขึ้นๆลงๆแต่ว่าตอนที่ฝีมือดีที่สุดนั้นอยู่ช่วงปี 2008 ถึง 2011 เพราะว่าจิตใจของเราวาดรูปด้วยการอยากเอาชนะ อยากเอาชนะตัวเองอยากเอาชนะผู้อื่น งานมันก็เลยออกมาไม่เพียวแต่ว่ามี ฝีมือดี อย่างเดียว แต่หลังจากนั้นเราก็ขาด motivation อย่างรุนแรง เราไม่รู้ว่าจะวาดรูปไปทำไมและเพื่ออะไร เพื่อใครซึ่งจริงๆแล้วมันไม่จำเป็นต้องหาคำตอบก็ได้ว่าเราทำเพื่ออะไรเพื่อใครหรืออย่างไรทำไม เพราะว่ายิ่งเราหาคำตอบเรายิ่งค้นพบว่า สิ่งที่เราทำบางอย่างมันก็อาจจะไม่ต้องมีเหตุผลมารองรับทุกอย่างก็ได้เพราะว่าชีวิตมันมีหลายอย่างมีหลายรสชาติมีเจ็บปวดมีทุกข์มีสุข ยิ่งเราพยายามหาคำตอบให้กับทุกอย่างในโลกใบนี้มันยิ่งทำให้เราทุกข์ เพราะเราจะพบว่าไม่มีสิ่งไหนที่เป็นไป อย่างใจ เราตลอด   บางอย่างเราก็พบว่ามันเป็นเรื่องที่ทำให้เรายิ่งเจ็บปวดขึ้นไปอีกเช่นการที่รู้ว่ามีคนเก่งกว่าเราเยอะมากมายบนโลกใบนี้และเราไม่มีทางตามทันถ้าเราไม่ฝึกฝนในปริมาณที่ = ที่เค้าฝึก หรือบางอย่างเราก็ต้องยอมรับว่าเราไม่มีทางได้มันและทำใจซะ   แต่โดยส่วนมาก 99% ของความพยายามของเรามักจะได้ผล ถ้าเราฝึกฝนไปเรื่อยๆ เราก็จะเก่งขึ้นๆทุกวัน การวาดรูปมันก็เหมือนกับการขี่จักรยาน ถ้าขี่จักรยานเป็นแล้วต่อไปจะ ขี่จักรยานอีก ก็ย่อมทำได้ เราจึงอยากบอกคนที่ มือตกตอนนี้ว่าไม่ต้องกังวลไปเพราะว่าฝีมือมันก็เหมือนหุ้นแหละมีขึ้นมีตก ไม่มีอะไรตกตลอดไปและไม่มีอะไรขึ้นตลอดไป เราทำใจกับ ช่วงเวลาที่มือตกและ รักษาช่วงเวลาที่ขึ้นได้หรือไม่ ชีวิตแค่โดนทำร้าย แต่ฝีมือเราไม่ได้โดนทำลายไปด้วยนะคะ  และสิ่งที่คุณเจอจะมากมายขนาดไหน ก็ย่อมมีคนที่เจอสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่าคุณมากเท่านั้น...
ด้านล่างนี้แปลคำพูดเขามาค่ะ น่าสนใจดี เหมาะสำหรับคนที่กำลังคิดจะไปเรียนต่างประเทศ ลองฟังความเห็นต่างดูนะ โนอาห์เขาหมายถึงโรงเรียนที่เรียนเต็มเวลาในต่างประเทศค่ะ "คุณไม่ควรไปโรงเรียนศิลปะ" เพราะผมทำมาแล้ว ผมไม่แนะนำให้ศิลปินคนไหนเข้าเรียนโรงเรียนศิลปะเลย ผมควรจะไม่ทำมัน นอกเสียจากว่าคุณได้ทุนการศึกษาเต็มจำนวน(หรือมีพ่อแม่ให้ผลาญเงิน)การเข้าเรียนโรงเรียนศิลปะนั้นเสียเงินไปเยอะมาก ผมได้รับอนุปริญญาจากโรงเรียนศิลปะเอกชนที่มีชื่อเสียง ก่อนหน้านั้นผมได้เข้าเรียนโรงเรียนศิลปะที่ดีที่สุดในประเทศ ผมไม่ใช่คนที่ไม่จบศิลปะเลย นอกจากนี้ผมยังประสบความสำเร็จในอาชีพด้วย ต้องขอบคุณอย่างมาก แต่ผมรู้สึกเศร้าและอายเหลือเกินในโรงเรียนศิลปะที่ให้ความคาดหวังนักเรียนเกินจริง การจบการศึกษานั้นไม่ได้ทำให้การเตรียมพร้อมสู่โลกแห่งความเป็นจริงของการเป็นมืออาชีพดีขึ้น แถมด้วยหนี้อีกมากโข พวกเขาได้ประเมินไว้ว่า ค่าเล่าเรียน 4 ปีที่ RSID(Rhode island school of design)  อยู่ที่ 245,816 $ ในเชิงเปรียบเทียบ ค่าเรียนอนุปริญญาของโรงเรียนกฏหมายฮาร์วาร์ดอยู่ที่ 236,100 $ นี่มันน่าขายหน้ามาก ที่โรงเรียนศิลปะจะหลอกนักเรียนให้เชื่อว่านี่คือการตัดสินใจที่ดีนั้นมันโหดร้ายและไม่ปกติ ศิลปินไม่ใช่หมอหรือผู้พิพากษา เราไม่ใช่ โดยเฉลี่ยแล้ว ได้รับเงินเดือนเป็นเลขหกหลัก เราแค่ได้รับเงินเดือนพออยู่ได้ บางที อาจจะทำให้อยู่ได้สบาย แต่เราไม่ได้ทำเงินครึ่งล้านต่อปี เกลียดจริงๆที่จะเปิดเผยต่อพวกคุณว่า เครื่องคำนวณการจ่ายหนี้กลับนั้นแนะนำว่าเงินเดือนคุณควรเกิน 400,000$ ในการที่จะผ่อนจ่ายค่าเรียนของ RISD ภายใน 10 ปี อย่าทำมัน อย่าเริ่มอาชีพของคุณด้วยการสร้างหนี้ ผมขอร้องหละ คิดให้มากๆว่าคุณยินดีที่จะจ่ายเงินหนี้การศึกษา 3,000 เหรียญทุกๆเดือนใน 10 ปีหรือไม่ คุณมีทางเลือกอื่น คุณไม่จำเป็นต้องไปโรงเรียนเพื่อจะเป็นศิลปิน ไม่ใช่แม้แต่ครั้งเดียวที่ผมต้องการอนุปริญญาเพื่อการได้งาน ไม่มีใครสนใจหรอกครับ  การศึกษานั่นคือมีค่าเท่านั้น งานที่คุณทำต่างหากถึงเป็นสิ่งที่คุณควรจะพิจารณาให้ดีๆ มีโรงเรียนศิลปะชั้นเยี่ยมอยู่รอบๆโลกที่เสนอให้การศึกษาที่เยี่ยมแก่คุณโดยที่เสียเงินนิดหน่อยได้แก่ Watt’s Atelier Los Angeles Academy...
ช่วงนี้ได้รับโจทย์นักเรียนวาดไม่เป็นเลย ล่าสุดเป็นผู้ประกอบการ 2 คน เราคิดว่า คนในวงการมักจะเข้าใจผิด และงง ว่าทำไมเราได้งานเยอะมาตลอด ทั้งๆที่เรามือตกอยู่และวาดเบี้ยว เข้าใจว่าคนในวงการคิดงี้ แต่เผอิญเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการได้งานสอนหรือไม่ได้งานสอนค่ะ  เพราะ Trust หรือความเชื่อใจเราสูงนะคะ . คุณต้องแยกระหว่างฝีมือการสอนกับฝีมือการวาด ถ้าคุณมีฝีมือขนาดดูภาพเราออกว่ามือตก มือไม่ตก คุณไม่ได้อยู่ใน target เราอยู่แล้ว target เราคือคนวาดรูปไม่เป็นถึงปานกลางค่ะ มีเก่งๆหลุดมาบ้างแต่ว่านั่นไม่สำคัญเท่ากับการทำให้คนวาดรูปไม่เป็น หรือวาดได้ปานกลาง เก่งขึ้นมา เพราะมันจะเห็นได้ชัด ณ.ตอนนี้ บอกตรงๆว่าเรามั่นใจฝีมือการสอนของเรามากค่ะ . และเราได้สนหรือไม่ สำหรับคำด่า จริงๆคือ.....คนที่ด่าเราคุณก็มีส่วนช่วยเราโปรโมทนะคะ เพราะว่า สิ่งตรงข้ามกับความรัก ไม่ใช่ความเกลียด แต่เป็นการไม่ใส่ใจ ยิ่งมีคนเกลียดเรา เอาเราไปด่า แสดงว่าคุณให้ความสนใจเรานะคะ มันแปลว่าคนรักเราก็ย่อมเยอะกว่ามากค่ะ มาดูกันดีกว่าว่าทำไมเรางานเยอะ . 1.SEO Search engine optimization ค่ะ ศาสตร์ในการแต่งเว็บไซต์ให้ได้ติดผลการค้นหาใน google  เราไม่ทำ SEO แต่เราเขียนบทความแล้วใส่ tag เข้าไป tag จำนวนมากเลยทำให้ติด search result อันดับ 1 หลายคีย์เวิร์ด เช่น เรียนวาดการ์ตูน นอกจากนี้เราใช้ cms wordpress ที่เหมาะกับ...
"โฟกัสที่ถนน ไม่ใช่ที่กำแพง" นักแข่งรถหลายคนพิจารณาให้มาริโอ แอนเดร็ทติ เป็นนักแข่งรถที่ประสบความสำเร็จและนักแข่งรถที่คล่องที่สุด ระหว่างการแข่งขันของเขา แอนเดร็ทติชนะอินเดียน่าโปลิส 500,เดย์โทน่า 500,formula one . การแข่งขันระดับแชมป์โลก และ Pike's peak ปีนเขานานาชาติ เขาเป็นคนเดียวในนักแข่งรถสองคนในประวัติศาสตร์ที่ชนะ Formulaone,Indy car world sport car . ในขณะที่แอนเดร็ทติให้สัมภาษณ์กับ Success magazine เขาถูกถามเรื่องการเป็นที่หนึ่งการแข่งรถ เขาบอกว่า "อย่ามองที่กำแพง รถจะไปในทิศที่ตาคุณไป" . เมื่อนักแข่งรถรุ่นใหม่ๆเริ่มแข่ง นี่เป็นบทเรียนที่สำคัญที่เขาต้องเรียนรู้ เมื่อคุณขับรถที่ 200mph คุณต้องโฟกัสที่ถนนข้างหน้าคุณ ถ้าคุณโฟกัสที่กำแพง คุณจะชนมัน . สิ่งเดียวกันสามารถพูดได้กับชีวิต การทำงาน และการจัดการปัญหาการติ . การติและสิ่งลบๆทั้งหลายจากคนก็เหมือนกำแพง ถ้าคุณโฟกัสที่มัน คุณจะหมกมุ่นอยู่กับอารมณ์โกรธ สงสัยตัวเอง จิตใจของคุณจะไม่ไปที่ๆคุณสนใจ การติไม่ได้ขวางให้คุณไปยังจุดหมาย แต่มันดึงความสนใจคุณไป . ยังไงก็ตามถ้าคุณโฟกัสที่ถนนข้างหน้าคุณ ในการเคลื่อนที่ไปข้างหน้า และคุณสามารถเร่งผ่านกำแพงและสิ่งกีดขวางข้างหน้าได้ ไม่มีใครอยากถูกติ โชคร้ายที่มันเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต การที่เราสามารถจะตอบสนองต่อคำติอย่างสุภาพและปล่อยวางนั้นคือประเด็นที่สำคัญในชีวิตที่ใครบางคนมี ถ้าเราตอบสนองต่อคำติอย่างไม่ได้มีการพิจารณาก่อน มันอาจจะนำไปสู่ความเจ็บปวดได้ 1. เราเรียนรู้อะไรจากคำตินี้? คำติส่วนมากมีพื้นฐานมาจากความจริง ในบางกรณี คำติอาจจะดูเป็นแง่ลบ แต่ เราสามารถเรียนรู้ และเป็นโอกาสในการเรียนรู้ผ่านคำติได้ 2. ตอบสนองต่อคำแนะนำไม่ใช่อารมณ์ของคำติ. ปัญหาก็คือผู้คนที่ติคำแนะนำที่ดีๆเพียงแต่โทนและสไตล์ของการตินั้นทำให้เกิดการปะทะกันมากกว่าจะน้อมรับคำแนะนำ ในการเคารพซึ่งกันและกันเราต้องแยกคำติ ออกจากสไตล์การติ ถึงแม้ว่าคนจะพูดในน้ำเสียงโกรธ แต่เราควรจะแยกอารมณ์ของเขาออกจากสิ่งที่มีประโยชน์ 3. ให้คุณค่ากับคำติ. ปัญหาส่วนมากคือ เราสนใจแต่คำชม ในขณะที่คนพูดคำชมต่อเรา เรารู้สึกมีความสุข...

Popular